โครงการพระราชดำริ...สายสัมพันธ์ไทย-ลาว

2
สกู๊ปพิเศษ

กิจกรรมภายใต้ "รวมพลังสื่อสืบสานพระราชดำริ" จากนั้นไป ทางด้านคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) หน่วยงานหลักในการดำเนินงานสนองพระราชดำริ ที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน นำคณะผู้สื่อข่าวและช่างภาพจากประเทศไทย เข้าชมการดำเนินงานการพัฒนาด้านการเรียนการสอน โรงเรียนวัฒนธรรมชนเผ่าเด็กกำพร้า (หลัก 67)

โดย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯไปทรงเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เป็นครั้งแรก จากนั้นมีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคทุนทรัพย์ โดยเสด็จพระราชกุศลเป็นเงิน 12 ล้านกีบ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นำเงินที่ได้รับจากการบริจาค ก่อสร้างเรือนนอนพระราชทาน แก่โรงเรียนวัฒนธรรมชนเผ่าเด็กกำพร้า (หลัก 67) ใช้ชื่ออาคารว่า "อาคารสิรินธร" ซึ่งอยู่ห่างจากนครหลวงเวียงจันทน์ไปทางเหนือ ระยะทางราว 76 กิโลเมตร

โรงเรียนวัฒนธรรมชนเผ่าเด็กกำพร้า (หลัก 67) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2519 จากความร่วมมือระหว่างรัฐบาลลาว กับองค์กรการกุศลต่างๆ เพื่อรองรับเด็กกำพร้าหลังสงคราม เด็กขาดที่พึ่ง และเด็กที่มาจากครอบครัวยากจนทั่วประเทศ ทางรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องงบประมาณในการดำเนินการทั้งหมด ด้วยข้อจำกัดของทางงบประมาณ ทำให้นักเรียนขาดแคลนทั้งที่พัก อาหารการกิน หรือน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค ส่งผลให้นักเรียนประสบปัญหาภาวะโภชนาการ

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำริ จัดตั้งโครงการส่งเสริมกิจกรรมโรงเรียนวัฒนธรรมชนเผ่าเด็กกำพร้า (หลัก 67) เพื่อให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยให้พิจารณาดำเนินการ ในรูปแบบการดำเนินงาน โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน เหมือนที่ทรงดำเนินการในประเทศไทย นำมาปรับใช้ใน สปป.ลาว พร้อมสนับสนุนให้มีกิจกรรมการเกษตร เพื่อโภชนาการและกิจกรรมอื่นๆ อันเป็นพื้นฐานการประกอบอาชีพต่อไป

ณ โรงเรียนวัฒนธรรมชนเผ่าเด็กกำพร้า (หลัก 67) ผู้อำนวยการ จันดา แก้วพักดี กล่าวรายงานถึงประวัติและความเป็นมาของ โรงเรียนวัฒนธรรมชนเผ่าเด็กกำพร้า (หลัก 67) และโครงการส่งเสริมกิจกรรมด้านต่างๆในโรงเรียนฯ ว่า

"...โรงเรียนวัฒนธรรมชนเผ่าเด็กกำพร้า (หลัก 67) เริ่มก่อตั้งขึ้นจากทางรัฐบาล สปป.ลาว เพื่อรองรับลูกหลานกำพร้าหลังสงคราม หรือเด็กขาดที่พักอาศัย ให้ได้มีโอกาสเข้ามาศึกษาเรียนรู้ โดยเปิดการเรียนการสอน ในระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา ซึ่งมีองค์กรสากลเข้ามาอุปถัมภ์ ทั้งในด้านเงินทุน อาหารการกิน หรือสร้างสาธารณูปโภค

...โดยเฉพาะ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯไปทรงเยือน สปป.ลาว ทรงนำเงินที่ได้รับจากการบริจาค 32 ล้านกีบ มาสมทบกับทางโรงเรียน ก่อสร้างหอพักนักเรียนชายจำนวน 4 หลัง ชื่อว่า หอพักสิรินธร หลังจากนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ก็ให้การอุปถัมภ์ ก่อสร้างถังเก็บน้ำฝนจำนวน 15 ถัง อยู่ทั้งสองฝากของสโมสร นอกจากนั้นสร้างอาหารเรียนสิรินธร 1 หลัง สร้างเรือนครัวสิรินธร 1 หลัง พร้อมต่อเติมห้องเรียนอีก 3 ห้อง และซ่อมแซมหลังคาเพดานห้องพักและสโมสร พร้อมกันนั้นได้สร้างบ่อเลี้ยงปลา 12 ไร่ หลังจากนั้นอุปถัมภ์สร้างถังเก็บน้ำฝน 15 ถัง จัดหาคอมพิวเตอร์ให้ 9 ชุด ที่ชื่อว่า ห้องเรียนรู้สิรินธร

...มาถึงเมื่อครั้งที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯไปทรงเยือน สปป.ลาว เป็นครั้งที่สอง ทางโรงเรียนก็ได้มีโอกาสต้อนรับ ท่านทรงมาเปิดหอพักสิรินธรอย่างเป็นทางการ พร้อมกับชี้แนะด้านการร่วมมือระหว่างไทย-ลาว ประการแรกส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย-ลาว ให้มีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นไป ประการต่อมาพัฒนาการเรียนการสอนของครูอาจารย์ ให้นักเรียนในโรงเรียนมีคุณภาพที่ดีขึ้น และประการที่สามเพื่อให้เด็กกำพร้า ได้บริโภคอาหารตามหลักโภชนาการ เด็กจะได้มีสุขภาพที่แข็งแรง นับตั้งแต่มีโครงการฯเกิดขึ้นมาจากการอุปถัมภ์และรับความช่วยเหลือ รวมถึงการใส่ใจของทางรัฐบาลลาวด้วย ทำให้ทางโรงเรียนมีการพัฒนายิ่งขึ้น

...ทางด้านการเรียนการสอน ทางโรงเรียนวัฒนธรรมชนเผ่าเด็กกำพร้า (หลัก 67) สามารถผลิตนักเรียนที่เก่งๆ และจบระดับมัธยมปลายไปแล้ว 30 รุ่น รวมจำนวนนักเรียน 2,835 คน โดยมีการไปเรียนต่อในประเทศและต่างประเทศ แล้วที่พิเศษสำหรับการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี มีการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยบูรพา จำนวน 10 คน ขณะนี้โรงเรียนเปิดภาคเรียนแล้ว ทั้งระดับมัธยมต้นและมัธยมปลาย โดยรับเข้าเรียนจำนวนจำกัด..."

และเลขาธิการ กปร. สุวัฒน์ เทพอารักษ์ เพิ่มเติมว่า

ตั้งแต่ที่มีการก่อตั้งเมื่อปี 1976 ในด้านของความก้าวหน้า ความสำเร็จของโรงเรียนมีมากมาย โดยเฉพาะในส่วนโครงการ ที่ทางสำนักงาน กปร.เข้ามามีส่วนร่วม ประสานติดตามการดำเนินงาน ถ้าย้อนกลับไปเมื่อราว 20 ปีที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ว่า ทั้งนักเรียนก็ดี สภาพแวดล้อมก็ดี ยังมีความยากลำบากอยู่ เราก็เข้ามาช่วยกันพัฒนาด้านสุขภาพ อนามัยของเด็กนักเรียน มีการชั่งน้ำหนัก-วัดส่วนสูง หรือการตรวจสุขภาพ-ตรวจรักษาโรค

...สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเน้นเรื่องอาหารการกิน จัดโครงการเกษตรอาหารกลางวัน ซึ่งทรงเห็นว่า ทำโครงการฯในประเทศไทยแล้วได้ผลดี ก็นำมาทำที่โรงเรียนวัฒนธรรมเด็กกำพร้า (หลัก 67) ในลักษณะเป็นแหล่งอาหารให้แก่นักเรียน อย่างน้อยก็ให้พอมีกินกัน เมื่อมีสุขภาพที่แข็งแรงดีแล้ว การร่ำเรียนก็ดีตามไปด้วย วันนี้โรงเรียนวัฒนธรรมฯ เป็นโรงเรียนประจำ ที่คนต่างชื่นชอบเข้ามาเรียน ขณะนี้มีนักเรียนประจำเก้าร้อยหรือเกือบพันคน

...ทางสำนักงาน กปร.คิดว่า การดำเนินการในระยะต่อไปนั้น มีอะไรที่เราจะร่วมมือกัน ก็พร้อมพิจารณาความเหมาะ ในการให้ความช่วยเหลือ ตัวอย่างล่าสุดทางท่านเอกอัครราชทูตไทย เข้ามาเยือนที่โรงเรียน พบว่าระบบน้ำประปามีปัญหาต่างๆเกิดขึ้น แล้วให้ทางกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ไปดำเนินการให้เป็นที่เรียบร้อย เพื่อให้เป็นระบบน้ำอุปโภค-บริโภค ที่สะอาดและมีคุณภาพที่สมบูรณ์ที่สุด โดยเชื่อมโยงกับโครงการศูนย์ฯ หากต้องการพันธุ์ไม้ หรือพันธุ์สัตว์ต่างๆ ทางโครงการศูนย์ฯ หลัก 22 ก็พร้อมให้ความร่วมมือกัน"

โรงเรียนวัฒนธรรมเด็กกำพร้า (หลัก 67) นครหลวงเวียงจันทน์ มีทางรัฐบาล สปป.ลาว ให้ความช่วยเหลือแก่นักเรียน เป็นเงินสองแสนกีบต่อคนต่อเดือน สำหรับผลการศึกษาของนักเรียน ที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 20 รุ่น คิดเป็น 2,194 คน เข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย หรือศึกษาต่อวิชาเฉพาะในระดับต่างๆ ซึ่งนักเรียนต่างยึดมั่นในระเบียบวินัย มีคุณธรรมความดี และมีความสามัคคี โดยนำหลักคิดตามแนวพระราชดำริ ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาประยุกต์ใช้ในการศึกษา ควบคู่การพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ ส่งผลให้การพัฒนาคุณภาพ มีความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ ทั้งทางด้านวิชาการและกีฬา

กล่าวได้ว่า โรงเรียนวัฒนธรรมเด็กกำพร้า (หลัก 67) เป็นโรงเรียนอันดับ 1 โดยครูที่ผ่านการศึกษา มีประกาศนียบัตรแบบถาวร สอนถูกตามระบบการเรียนการสอน ด้านการกีฬาก็ได้สร้างชื่อเสียง เคยได้รับรางวัลระดับประเทศ เหรียญทองและเหรียญทองแดง ทั้งศิษย์เก่าของโรงเรียน ก็ประสบความสำเร็จในทุกสาขาอาชีพ และเป็นพลเมืองที่ดีของ สปป.ลาว อันส่งผลต่อการสร้างความสัมพันธ์ไทย-ลาว ให้เป็นไปอย่างแนบแน่นยิ่งขึ้น

อาจารย์สอนไช บุนลิวง ศิษย์เก่าโรงเรียนวัฒนธรรมชนเผ่าเด็กกำพร้า (หลัก 67) ซึ่งหลังจบการศึกษาออกไป ก็ได้กลับมาสอนหนังสือ กล่าวว่า

"เมื่อก่อนตอนเด็กอยู่ต่างแขวน พอมาเรียนหนังสือที่นี่ ก็มีความรู้สึกคิดถึงพ่อแม่ แต่เพื่ออนาคตและมีการศึกษาที่ดี ที่ส่งผลดีในอนาคตแก่ครอบครัว ก็ตั้งใจขยันร่ำเรียนอย่างจริงจัง ด้วยต้องจากบ้านมาไกลแล้ว ก็ต้องทุ่มเทเต็มที่ให้กับการเรียน พอได้กลับมาเป็นครูสอนที่นี่...ก็ดีใจครับ จะนำความรู้ให้เด็กที่ด้อยโอกาส ให้ได้มีโอกาสดีๆเหมือนกับตัวเรา สมัยที่ผมเรียน...ความทันสมัยไม่ค่อยมี อย่างไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีคอมพิวเตอร์ แต่ด้วยอาจารย์สอนอย่างทุ่มเท ตัวนักเรียนก็มีความตั้งใจ ทำให้นักเรียนส่วนใหญ่...เรียนเก่ง เมื่อออกไปสอบเข้าเรียนที่ใด ก็สอบติดในระดับต้นๆเสมอ ก็ทราบว่า โรงเรียนวัฒนธรรมชนเผ่าเด็กกำพร้า (หลัก 67) ส่วนหนึ่งได้การสนับสนุน จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กับทางรัฐบาล สปป.ลาว ครั้งหนึ่งตอนเป็นนักเรียน ยังมีโอกาสต้อนรับ 2 ครั้ง ท่านดูเรียบง่าย และเป็นกันเอง"

การดำเนินงานของ โรงเรียนวัฒนธรรมชนเผ่าเด็กกำพร้า (หลัก 67) คือมีการพัฒนาแหล่งน้ำ จัดหาแหล่งน้ำสำหรับอุปโภค-บริโภค ภายในโรงเรียนอย่างเพียงพอ พร้อมก่อสร้างถังเก็บน้ำฝนพระราชทาน ขุดลอกหนองดู่ พัฒนาห้วยมะไฟ และสร้างระบบประปา ส่วนงานโครงสร้างพื้นฐาน มีการก่อสร้างอาคารเรียนและเรือนนอน ปรับปรุงโรงเรือนประกอบอาหาร มีการแยกเป็นห้องเก็บอาหาร ห้องครัว และห้องชะล้าง พร้อมดำเนินการก่อสร้างอาคารนอนหญิง หรือที่พักสิรินธรให้เสร็จเรียบร้อย เพื่อให้เพียงพอกับปริมาณนักเรียนที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี นอกจากนั้นมีการสร้างอาคารคอมพิวเตอร์ ด้วยการปรับปรุงระบบไฟฟ้า ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ และเครื่องคอมพิวเตอร์ สำหรับใช้ในการฝึกเรียนรู้ ในภาคปฏิบัติให้กับนักเรียน

ในส่วนการดำเนินงาน ด้านสร้างเสริมผลผลิต มีการส่งเสริมในการผลิตอาหารให้แก่โรงเรียน เพื่อประกอบอาหารให้กับนักเรียน เช่น การเลี้ยงสุกร เลี้ยงเป็ดเทศ เลี้ยงไก่ และเลี้ยงปลา พร้อมทั้งส่งเสริมการปลูกพืชผักสวนครัว โดยได้รับการสนับสนุนพ่อแม่พันธุ์สัตว์และพันธุ์พืชต่างๆ จากโครงการศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตรห้วยซอน-ห้วยซั้ว (หลัก 22) ส่วนงานในด้านสุขอนามัย มีการดูแลสุขภาพอนามัยแก่นักเรียนโดยรวม ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปกติ และมีการจัดตั้งสาธารณูปโภคของโรงเรียนเป็นอย่างดี ขณะที่งานฝึกอบรมและส่งเสริมอาชีพ ทางวิทยาลัยอาชีวะหนองคาย สนับสนุนให้ความรู้ต่างๆ เช่น การตัดเย็บเสื้อผ้า การทำดอกไม้ประดิษฐ์ การถนอมอาหาร โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ครู-อาจารย์ และนักเรียนที่มีความสนใจ สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการดำเนินชีวิตจริง ทั้งบ้านและโรงเรียนเป็นอย่างดี