ตรุษจีนไชน่าทาวน์

วิถีไทย-วิถีอาเซียน

ตรุษจีนปีนี้ตรงกับวันที่ 31 มกราคม 2557 แต่ตามปฏิทินจีนกว่าจะเปลี่ยนศักราชเข้าสู่ปีมะเมีย กินเวลาไปถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ม้าตัวนี้มีก้านฟ้าจัดอยู่ธาตุไม้ กิ่งดินธาตุไฟ จึงน่าจะเป็นม้าป่าจอมพยศที่คึกคะนอง ตามประเพณีนิยมไหว้เทพเจ้าไช่ซิ้งเอี้ย หรือเทพเจ้าแห่งโชคลาภเพื่อเอาชัยในคืนวันที่ 30 มกราคม ตั้งแต่เวลาห้าทุ่มห้านาที จนถึงรุ่งเช้า โดยตั้งโต๊ะบูชาจัดผลส้มหันไปทางทิศใต้เพื่อเตรียมรับปีมะเมียอย่างมีสติ

ตามประเพณีจีนถือว่า หนี้สินต้องได้รับการชำระสะสางก่อนวันขึ้นปีใหม่ บ้านต้องได้รับการขัดถูจนสะอาดสะอ้าน มีการจัดงานกินเลี้ยงและแจกเงินอั่งเปาหรือซองสีแดงบรรจุ "เงินนำโชค" ให้ลูกหลาน บ้างก็ถือโอกาสในช่วงนี้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่และซื้อสิ่งของใหม่ๆเข้าบ้าน อีกทั้งยังมีการจัดงานรวมญาติด้วยการพบปะสังสรรค์และรับประทานอาหารร่วมกัน

ชาวจีนเดินทางไปตั้งหลักแหล่งในที่ต่างๆของโลก สร้างชุมชนเพื่อเป็นศูนย์รวมแห่งจิตวิญญาณ เรียกขานกันว่าย่านไชน่าทาวน์ ไม่เว้นแม้แต่ในอาเซียนเอง

ชาวจีนได้เดินทางข้ามพรมแดนเข้ามาตั้งรกรากอยู่ในประเทศพม่าเป็นเวลากว่าพันปีแล้ว เป็นเหตุให้มีชุมชนจีนถือกำเนิดขึ้นตามรายทาง ปัจจุบันชาวจีนพม่าแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือชาวจีนในชนบท ได้แก่ จีนฉานตะโยก และจีนโกก้านที่อพยพมาจากยูนนานตั้งแต่แคว้นต่างๆในรัฐฉานตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ และชาวจีนในเมืองซึ่งอพยพข้ามน้ำข้ามทะเลมายังย่างกุ้งตั้งแต่ยุคอาณานิคม บ้างค้าขาย บ้างเปิดร้านอาหาร ทำงานหนักเอาเบาสู้จนสามารถส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรียนฝรั่งจนถึงมหาวิทยาลัย ในไม่ช้าพวกเขาก็ก้าวขึ้นสู่ชนชั้นกลางและชนชั้นสูง

นอกจากนี้ยังมีชาวจีนอีกกลุ่มที่พบในพื้นที่ห่างไกลออกไปเรียกว่า จีนปัตตา ซึ่งมาจากชนเผ่าหุยในมณฑลยูนนานของจีน บรรพบุรุษของพวกเขาได้แต่งงานกับชาวฮั่น มีลูกมีหลานสืบทอดกันต่อมา และจะนับถือศาสนาอิสลาม ประมาณว่ามีชาวจีนในพม่าราว 100,000-400,000 คน เป็นกลุ่มคนที่มีบทบาทในเชิงธุรกิจในพม่าอย่างมาก ทางการพม่ายอมรับว่าปัจจุบันพม่ามีผู้คนอย่างน้อย 135 เผ่าพันธุ์อาศัยอยู่ ในจำนวนนี้มีชาวบะหม่ามากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 63 บรรพบุรุษของพวกเขาอพยพมาจากทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

ที่อินโดนีเซียมีชาวจีนอยู่เพียงร้อยละ 5 เรียกว่า เตียงโหว มี 2 กลุ่ม คือเปอรานากัน พูดภาษาอินโดนีเซีย และ โตต๊อก พูดภาษาจีน มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับเครือข่ายจีนโพ้นทะเล จึงมีความชำนาญทางธุรกิจสามารถคุมเศรษฐกิจของประเทศไว้ในมือ ในอดีตจึงเกิดเหตุรุนแรงถึงขั้นจลาจลจากความไม่พอใจชาวจีนเป็นระยะๆ

ใน ค.ศ.1965 รัฐบาลซูการ์โนถึงกับวางนโยบายกลืนเชื้อชาติต่อชาวจีน สั่งปิดหนังสือพิมพ์ สมาคมสังคมการเมืองของคนจีน กระตุ้นให้เปลี่ยนชื่อจีนเป็นอินโดนีเซีย ปิดโรงเรียนจีนและเข้มงวดการประกอบอาชีพ แต่กลับทำให้ฐานะทางเศรษฐกิจของชาวจีนเข้มแข็งขึ้น จนถึงปี 1998 นโยบายเลือกปฏิบัติดังกล่าวจึงผ่อนคลาย

หลังจากชาวจีนถูกกดขี่มายาวนานร่วม 3 ทศวรรษ ใน ค.ศ.1998 จึงมีการประกาศให้วันตรุษจีนเป็นวันหยุดประจำชาติ ให้มีการเชิดสิงโตและมังกรในที่สาธารณะได้ อิทธิพลของชาวจีนยังดูได้จากการใช้กระทะเหล็กใบใหญ่ทำอาหารประเภททอด และผัดของอินโดนีเซีย

เกาะปีนัง ซึ่งได้รับสมญา ไข่มุกตะวันออก และเป็นเมืองอาณานิคมเก่าแก่ที่สุดของอังกฤษในประเทศมาเลเซีย เป็นเมืองที่มีบรรยากาศและวัฒนธรรมของชาวจีนมากกว่าทุกเมืองของมาเลเซีย ปัจจุบันนอกจากเป็นเมืองทันสมัยที่มีเสน่ห์ของวัฒนธรรมผสมระหว่างตะวันตกกับตะวันออก และเป็นที่ตั้งของวัดเค็กล็อกซี ซึ่งเป็นวัดพุทธของจีนที่ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 20 ปี ได้รับการยกย่องว่าเป็นวัดจีนที่มีเจดีย์ทองประดับพระพุทธรูปแกะสลักหมื่นองค์มีชื่อว่า Pogoda of 10,000 Buddhas

ในเวียดนาม คนจีนสร้างชุมชนอยู่กันใน ย่านไชน่าทาวน์ หรือเจอเลิน ที่โฮจิมินห์ซิตี้

ส่วนที่ฟิลิปปินส์ รัฐบาลสเปนได้จัดสรรที่ดินผืนหนึ่งให้ชาวจีนคริสเตียนตั้งรกราก ตั้งแต่ ค.ศ.1594 เกิดเป็นไชน่าทาวน์ที่อยู่และทำมาค้าขายบริเวณถนนอึ๊งเผิง ชาวจีนและลูกครึ่งจีนที่มีสายเลือดผสมระหว่างจีนกับฟิลิปปินโนที่เรียกว่า ชินอยส์ ตั้งชุมชนอยู่ที่ไชน่าทาวน์ หรือ ปินอนโด กลางเมืองมะนิลามานานแล้ว ปัจจุบันกลายเป็นย่านการค้าที่มั่งคั่งที่สุดแห่งหนึ่ง มีร้านขายทองและสินค้าจีนทุกชนิด รวมทั้งร้านอาหารจีนที่มีชื่อเสียงจนเป็นที่เลื่องลือคือ ซุปหมายเลข 5 ซึ่งเชื่อกันว่ากินแล้วให้พลังและรักษาโรคหวัดได้ชะงัดนัก ถนนบางสายในย่านคนจีนอาทิ ถนนอองบินเป็นเจ้าแห่งเครื่องประดับทองและหยก ถนนนวยวา ขายของใช้สำนักงาน และถนนการ์วาฮัล เป็นถนนตลาดสดที่คลาคล่ำไปด้วยติ่มซำมื้อเที่ยง ประมาณกันว่ามีชาวจีนอาศัยอยู่ในฟิลิปปินส์มากที่สุดในโลก มากกว่าหนึ่งล้านคน ส่วนใหญ่มาจาก มณฑลฝู่เจี้ยน

แต่ในบรรดาประเทศอาเซียนด้วยกัน เห็นจะไม่มีที่ไหนจะให้สีสันแห่งความเป็นจีนได้มากเท่า สิงคโปร์ เพราะประเทศนี้เป็นที่รวมของชาวจีนอพยพกลุ่มต่างๆ อาทิ ชาวฮกเกี้ยนที่มาจากจังหวัดฟูเกียนทางตอนใต้ของจีน กลายเป็นประชากร 2 ใน 5 ของประชากรเชื้อสายจีนในสิงคโปร์ ความขยันขันแข็งของชาวฮกเกี้ยนโดยทั่วไปจึงประกอบอาชีพพ่อค้าและนักธุรกิจ นอกจากนี้ยังมีชาวแต้จิ๋วที่มาจากมณฑลซัวเถา จังหวัดกวางตุ้ง ส่วนใหญ่เป็นหัวหน้ากรรมกรริมฝั่งทะเลและท่าเรือ ร้อยละ19 ของชาวจีนทั้งหมดบนเกาะสิงคโปร์เป็นชาวจีนกวางตุ้งที่อพยพมาจากจังหวัดกวางสี ส่วนใหญ่เป็นช่างฝีมือและช่างผู้ชำนาญ ส่วนชาวจีนไหหลำจะประกอบอาชีพด้านการโรงแรมและรับใช้ภายในบ้าน ชาวจีนอื่นๆที่เหลือมาจากจังหวัดกวางสีและทางตอนใต้ของประเทศ ทุกวันนี้

ชาวสิงคโปร์เป็นการผสมผสานกันอย่างน่าทึ่งระหว่างชาวจีนรุ่นเก่าและชาวจีนรุ่นใหม่ จนเป็นที่กล่าวขานกันว่า เป็นชาวจีนที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบอังกฤษ และพวกที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบจีน

ในช่วงตรุษจีนของสิงคโปร์จะถือเป็นวันหยุดยาว ตามประเพณีแล้วกินเวลาถึง 15 วัน แห่งความสุขและความสนุกสนาน สถานที่จัดงานใหญ่อยู่ที่ย่านไชน่าทาวน์ซึ่งจะสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ ผู้คนเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ต้นหลิว ต้นพลัมที่บานสะพรั่งไปทั่ว ขบวนเชิดสิงโตและมังกรตามตำนาน รายล้อมไปด้วยชาวเมืองที่มาร่วมงานอย่างอึกทุก แม้รัฐบาลจะยังคงสั่งห้ามไม่ให้มีการจุดประทัดก็ตาม ขบวนพาเหรดจะถูกจัดขึ้นราว 1 สัปดาห์หลังจากวันตรุษจีน ซึ่งจะเป็นช่วงพระจันทร์เต็มดวง ท้องถนนในไชน่าทาวน์สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ แน่นขนัดไปด้วยผู้คนมาจับจ่ายซื้อหาอาหารและเครื่องประดับตกแต่ง เมืองทั้งเมืองถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงสดใสซึ่งคือสีนำโชคของชาวจีน และไม่ต้องประหลาดใจที่ผู้คนจากมุมโลกต่างๆจะมาแสวงหาอาหารจีนอันโอชะหลากหลายเมนูได้จาก สิงคโปร์ อาทิตย์ เป็ดปักกิ่ง เป็ดรมควันห่อด้วยแพนเค้กพร้อมซอสและหัวหอมตำรับเสฉวน หม้อไฟมองโกลหรือฟองดูสไตล์ตะวันออก ติ่มซำของคนกวางตุ้ง บะหมี่ฮกเกี้ยน เปาะเปี๊ยะ

เช่นเดียวกับตรุษจีนในประเทศไทยที่เป็นงานใหญ่คึกคัก เพราะชาวไทยเชื้อสายจีนมาตั้งรกรากบนผืนแผ่นดินไทยในย่านสำเพ็ง-เยาวราช นับตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ตราบจนปัจจุบัน การได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสถาบันพระมหากษัตริย์ทุกยุคทุกสมัยในราชวงศ์จักรี ทำให้ชาวไทยเชื้อสายจีนต่างสำนึกและยึดมั่นในความกตัญญูกตเวทีเป็นที่ตั้ง เมื่อถึงเทศกาลตรุษจีน เยาวราชทุกคนจะพร้อมใจกันมารอเฝ้าฯรับเสด็จ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่จะเสด็จฯมาทรงเป็นองค์ประธานเปิดงานและทรงพระดำเนินเยี่ยมชมร้านต่างๆอย่างใกล้ชิด

ความเจริญรุ่งเรืองของคนจีนบนผืนแผ่นดินไทย ย้อนหลังไปนับจากบรรพบุรุษอพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งในกรุงเทพฯที่ย่านสำเพ็งเป็นจุดแรก เมื่อ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงสถาปนากรุงเทพฯเป็นราชธานี ใน พ.ศ.2325 โปรดเกล้าฯให้ชาวจีนซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกแต้จิ๋วผู้ตั้งหลักแหล่งอยู่ ณ ท่าเตียน และบริเวณใกล้เคียงตั้งแต่สมัยธนบุรี ไปอยู่นอกแนวกำแพงพระนครทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ มีอาณาบริเวณตั้งแต่คลองวัดสามปลื้มหรือวัดจักรวรรดิราชาวาส ไปจนถึงคลองวัดสำเพ็งหรือวัดปทุมคงคา เรียกขานนามว่า สำเพ็ง

ดังนั้น ชุมชนชาวจีนจึงก่อตัวขึ้นที่สำเพ็งเป็นแห่งแรกของสมัยรัตนโกสินทร์ รับตั้งแต่แรกสถาปนากรุงเทพฯเป็นราชธานีของไทย เมื่อ พ.ศ.2325 กลายเป็นศูนย์รวมทางเศรษฐกิจสำคัญจุดหนึ่งของประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน

น่ายินดีว่าในบรรดานักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนประเทศไทย มีชาวจีนติดอันดับสูงสุด จนมีคำกล่าวว่าไว้ ไทยจีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน ตรุษจีนปีนี้ มีแต่การอวยพรให้ ซิน เจีย ยู่ อี่ ซินนี้ ฮวดไช้ โดยทั่วกัน