หลวงพ่อโต "ซำปอฮุดกง" วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

31มกราคมนี้ เป็นวันตรุษจีนค่ะ ชาวจีนกล่าวคำอวยพรภาษาจีน (ห่ออ่วย) ให้กัน หรือมีการติดห่ออ่วยไว้ตามสถานที่ต่างๆ ภาษาจีนแต้จิ๋วกล่าวว่า "ซิงเจี่ยยู้อี่ ซิงนี้หวกไช้" จีนกลางกล่าวว่า "ซินเจิ้งหรูอี้ ซินเหนียนฟาฉาย" ภาษาจีนแคะบอกว่า ซินจึ้นหยู่อี๋ ซินเหนี่ยนฟั่ดโฉ่ย และภาษาจีนกวางตุ้งบอกว่า "ซันจิงจู๋จี่ ซันหนินฟัดฉ่อย" ทุกประโยคแปลว่า ขอให้ประสบโชคดี ขอให้มั่งมีปีใหม่ค่ะ

วันเที่ยว (วันถือ) คือวันขึ้นปีใหม่ เป็นวันที่ 1 (ชิวอิก) ของเดือนที่ 1 ของปี วันนี้ชาวจีนถือธรรมเนียมโบราณที่ยังปฏิบัติสืบต่อกันมาถึงปัจจุบันคือ "ป้ายเจีย" เป็นการไหว้ขอพรและอวยพรจากญาติผู้ใหญ่และผู้ที่เคารพรัก โดยนำส้มสีทองไปมอบให้ เหตุที่ให้ส้มก็เพราะส้มออกเสียงภาษาแต้จิ๋วว่า "กิก" ไปพ้องกับคำว่าความสุขหรือโชคลาภ ส้มในภาษาฮกเกี้ยน และภาษากวางตุ้ง เรียกว่า "ก้าม" ซึ่งไปพ้องกับคำว่า ทอง เพราะฉะนั้นการให้ส้มจึงเหมือนนำความสุขหรือโชคลาภไปให้ โดยจะมอบส้มจำนวน 4 ผล เหมือนมีตัวอักษรโชคลาภประกอบกัน 4 ตัว แล้วห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าของผู้ชาย ชาวจีนถือวันนี้ว่าเป็นสิริมงคล จึงงดการทำบาปและมีคติถือบางอย่าง เช่น ไม่พูดจาไม่ดีต่อกัน ไม่ทวงหนี้กัน ไม่จับไม้กวาด และจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าใหม่แล้วออกเยี่ยมอวยพรและพักผ่อนนอกบ้าน

ในวันเที่ยววันถือเพื่อความเป็นสิริมงคลของชาวจีนนี้ ส่วนใหญ่ไปไหว้พระขอพรกันค่ะ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวไทยเชื้อสายจีนนับถือศรัทธาอย่างที่สุดองค์หนึ่งคือ "หลวงพ่อโต" (ซำปอฮุดกง) วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร (วัดกัลยา) พระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรี บริเวณปากคลองบางกอกใหญ่ฝั่งใต้ เจ้าพระยานิกรบดินทร์ (เต๋า แซ่อึ้ง หรือ โต กัลยาณมิตร) ว่าที่สมุหนายก เมื่อครั้งยังเป็นพระยาราชสุภาวดี เจ้ากรมพระสุรัสวดีกลาง (ชื่อกรมในสมัยโบราณ มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการทำบัญชีไพร่พล ตลอดจนการเกณฑ์ชายฉกรรจ์เข้ามาฝึกอาวุธและวิชาการรบ เพื่อเป็นกำลังสำรองเวลาบ้านเมืองมีศึกสงคราม) ได้อุทิศที่บ้านและซื้อที่ดินบริเวณใกล้เคียงเพิ่มเติมเข้าด้วยกันเพื่อสร้างพระอาราม โดยที่ดินบริเวณที่จะสร้างวัดกัลยาณมิตรนี้เดิมในสมัยกรุงศรีอยุธยาไม่มีดิน เป็นแม่น้ำดอนขึ้น ครั้งกรุงธนบุรีเป็นที่จอดแพได้ ครั้นนานวันผันกลับดอนเป็นดินกลายเป็นที่ตั้งบ้านเรือนของพ่อค้าชาวจีนฮกเกี้ยนที่ได้รับพระราชทานที่ดินจากพระมหากษัตริย์ไทย เช่น หลวงพิชัยวารี (เจ้าสัวมั่ง แซ่อึ้ง) บิดาของ เจ้าพระยานิกรบดินทร ชุมชนย่านนี้นอกจากชาวจีนแล้ว ยังเป็นที่อยู่อาศัยของทั้งชาวโปรตุเกส ชาวมุสลิม ชาวไทย และยังมีพระภิกษุจีนพำนักอยู่ด้วย ชาวบ้านจึงเรียกย่านนี้ว่า ชุมชนกะดีจีน หรือกุฎีจีน ซึ่งแต่เดิมเป็นหมู่บ้านที่มีภิกษุจีนพำนักอยู่ และเรียกกันต่อมาว่า "หมู่บ้านกุฎีจีน"

พระอารามสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2368เป็น ปีที่ 2ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แล้วถวายเป็นพระอารามหลวง โปรดเกล้าฯพระราชทานนามว่า "วัดกัลยาณมิตร" ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 บันทึกไว้ว่า "...เจ้าพระยานิกรบดินทรยกที่บ้านเดิมของท่าน แล้วซื้อที่บ้านข้าราชการและบ้านเจ้าสัว เจ้าภาษี นายอากรอื่นอีกหลายบ้านสร้างเป็นวัดใหญ่ พระราชทานชื่อ วัดกัลยาณมิตร แต่พระวิหาร+ใหญ่เป็นของหลวง..." นามพระราชทานว่า "วัดกัลยาณมิตร" หมายถึง มิตรดีหรือเพื่อนดี เพื่อนผู้มีกัลยาณมิตร เจ้าพระยานิกรบดินทร ผู้สร้างวัดนี้ได้ถวายตัวเป็นข้าหลวงเดิมใน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มาตั้งแต่พระองค์ยังดำรงพระยศในสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เป็น พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ประทับอยู่ที่วังท่าพระ ทรงกำกับราชการกรมท่า เจ้าพระยานิกรบดินทร ได้เข้านอกออกในวังท่าพระทุกวัน จนคุ้นเคยสนิทสนมกับข้าในวัง โดยเฉพาะห้องเครื่อง เพราะท่านเป็นผู้จัดทำแกงจืดอย่างจีนที่เรียกว่า "เกาเหลา" ถวายเสด็จในกรมฯ เลี้ยงบรรดาเจ้านายข้าราชการที่เมื่อออกจากเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รัชกาลที่ 2 แล้ว ส่วนมากมักแวะมาพักและรับประทานอาหารว่างที่วังท่าพระก่อน

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระวิหารหลวงพระราชทานช่วยเมื่อเจ้าพระยานิกรบดินทรสร้างวัดถวาย พร้อมกับเสด็จพระราชดำเนินก่อพระฤกษ์ "หลวงพ่อโต" เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2380 พระราชทานเป็นพระประธานในพระวิหารหลวง พระพุทธรูปขนาดใหญ่องค์นี้เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทองปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 5 วา 3 ศอกคืบ สูง 7 วา 2 ศอกคืบ 10 นิ้ว ด้วยมีพระราช ประสงค์จะให้เหมือนกรุงเก่า คือมีพระโตอยู่นอกกำแพงเมือง อย่างเช่น วัดพนัญเชิงวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภายในพระวิหารหลวงตกแต่งประดับประดาด้วยลวดลายดอกไม้บนผนังและเสา แถมบริเวณหน้าบันยังสลักลายดอกไม้ประดับกระจก โครงสร้างภายนอกมีการก่ออิฐถือปูนแบบสถาปัตยกรรมไทย หลังคามุงกระเบื้องเคลือบ ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ส่วนด้านหน้าพระวิหารหลวงมีซุ้มประตูหินเป็นศิลปะแบบจีนขนาดใหญ่สีทึมเรียกว่า "โขลนทวาร" ประดับด้วยตุ๊กตาหินศิลปะจีนตั้งเรียงรายอยู่มากมายซึ่งรัชกาลที่ 3

มีเรื่องเล่ากันมาว่าเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เครื่องบินทิ้งระเบิดลงตรงวัดพอดี แต่ชาวบ้านแถวนั้นเชื่อกันว่าหลวงพ่อโตได้เอามือรับระเบิดแล้วเหวี่ยงไปที่สะพานพุทธฯ จึงทำให้คนที่มาหลบในวิหารปลอดภัย หลวงพ่อโตเป็นที่เคารพสักการะอย่างสูง โดยเฉพาะในหมู่ชาวจีน เรียกชื่อแบบจีนว่า ซำปอฮุดกง ซึ่งแปลว่าพระเจ้าสามพระองค์ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ต่อมาได้มีการเรียกเพี้ยนเสียงเหลือแค่คำว่า "ซำปอกง"

ด้านข้างวิหารหลวงเป็นพระอุโบสถงดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีนด้วยหน้าบันปั้นลายดอกไม้ประดับกระเบื้องเคลือบสลับสีลายจีน เป็นความสวยงามของศิลปะจีนที่อยู่ในวัดไทย ซึ่งดึงดูดสายตาให้ชวนมองด้วยความชื่นชมยิ่งนัก ส่วนด้านหลังของพระอุโบสถยังมีเจดีย์เหลี่ยม พร้อมกับฐานทักษิณที่สร้างขึ้นในประเทศจีน โดยช่างเมืองไทยเป็นผู้ร่างแบบและขนาดให้ช่างเมืองจีนหล่อศิลาเทียมขึ้นก่อนจะล่องทะเลกลับมาประกอบในประเทศไทย ภายในพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ (ป่าเลไลย์) ซึ่งรัชกาลที่ 3 ทรงสร้างพระราชทาน เป็นวัดเดียวในประเทศไทยที่มีพระประธานเป็นพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์อันเป็นพระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถประทับนั่งบนก้อนศิลา พระบาททั้งสองวางอยู่บนดอกบัว พระหัตถ์ซ้ายวางคว่ำ และพระหัตถ์ขวาวางหงายบนพระชานุ ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังแสดงพุทธประวัติ และแสดงชีวิตชาวบ้านในสมัยรัชกาลที่ 3

ครั้นรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เสด็จขึ้นครองราชย์ โปรดเกล้าฯให้สร้างหอไตร ณ วัดกัลยาณมิตร เมื่อ พ.ศ.2408 พระราชทานนามว่า "หอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติ" ทั้งนี้ เพื่อเฉลิมพระเกียรติแห่งพระบรมราชมาตามหัยยิกากรมพระศรีสุดารักษ์ (แก้ว) ผู้เป็นพระเชษฐภคินี ใน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ และ พระบรมราชมาตามหัยยิกาธิบดี พระภัสดาใน กรมพระศรีสุดารักษ์ (ขรัวเงิน) ซึ่งเป็นพระชนนี และพระชนก ใน สมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ (เจ้าฟ้าบุญรอด) พระอัครมเหสีใน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และเป็นพระราชชนนีใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างตรงบริเวณที่จอดแพของ สมเด็จกรมพระศรีสุดารักษ์ มาก่อน เพื่อประกอบพระราชกุศลตามเสด็จ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมเชษฐาธิราช กับทั้งเป็นการปูนบำเหน็จเชิดชูเกียรติขอ งเจ้าพระยานิกรบดินทร ด้วย (ในรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เลื่อน พระยาราชสุภาวดี (โต) เป็น เจ้าพระยานิกรบดินทร มหินทรมหากัลยาณมิตรฯ ที่สมุหนายกสำเร็จราชการทั้งปวงในกรมมหาดไทย) นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังโปรดเกล้าฯพระราชทานนามพระพุทธรูปที่ประดิษฐานในพระวิหารหลวง ซึ่งเดิมเรียกว่า "พระโต" ว่า "พระพุทธไตรรัตนนายก" นามพระราชทานเหมือนกันกับที่พระราชทาน "พระโต" วัดพนัญเชิงวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ต่อมาในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อพระองค์เสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินหลวงพระราชทาน ณ วัดกัลยาณมิตร เมื่อ พ.ศ.2445 นั้น ทรงทราบในพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมราชชนก ในการที่ทรงสร้างหอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติ จึงมีพระราชดำริถามถึง และมีพระบรมราชโองการว่า หากหอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติทรุดโทรมลงเมื่อใด ให้กราบบังคมทูล แล้วจะทรงซ่อมแซมด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และต่อมา เจ้าพระยารัตนบดินทร์ (รอด กัลยาณมิตร บุตรเจ้าพระยานิกรบดินทร) กราบบังคมทูลถึงความชำรุดทรุดโทรมของวัดและขาดทุนทรัพย์ในการซ่อมแซม จึงโปรดเกล้าฯให้กรมโยธาธิการจัดการซ่อมแซม

สมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) พระราชทานรูปหล่อทรงเครื่องจอมพลทหารมหาดเล็กของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานธรรมาสน์ สลักลวดลายปิดทอประดับมุกและกระจก เนื่องในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาสมัย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) เสด็จพระราชดำเนินทรงบรรจุพระอุณาโลมพระพุทธไตรรัตนนายก ซึ่งเป็นทองคำหนัก 40บาท แต่น่าเสียดายที่มีคนมาลักลอบขโมยไป

ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน เมื่อ พ.ศ.2500 และ พ.ศ.2519 ต่อมาโปรดเกล้าฯให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พร้อมด้วย พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ พระธิดาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ไปทรงปิดทององค์พระพุทธไตรรัตนนายก พระประธานประจำพระวิหารหลวง เมื่อวันที่ 25พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 และเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ.2542 โปรดเกล้าฯให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ไปทรงยกช่อฟ้าพระวิหารหลวง

สมัยก่อน ชาวบ้านละแวกนั้นเมื่อถึงวันตรุษจีนก็เอาส้มใส่ถาด ไปลงเรือท่าปากคลองตลาด ข้ามฟากไปไหว้หลวงพ่อโตที่วัดกัลยา เพราะใกล้บ้านไม่ต้องเดินทางไปถึงอยุธยา ถือว่าไหว้พระที่ไหนก็เหมือนกัน นำสิริมงคลเข้าบ้านมา เท่านั้น ช่วงตรุษจีน และวันทิ้งกระจาด มีการสร้างเทวดากระดาษเพื่อใช้ในพิธีวันทิ้งกระจาดด้วย แต่ในปัจจุบันได้ยกเลิกไปแล้ว ส่วนพิธีห่มผ้าหลวงพ่อโตนั้นก็ได้ยกเลิกแล้วเช่นกัน เนื่องจากหลวงพ่อโต เป็นพระพุทธรูปที่องค์ใหญ่มาก ดังนั้น การทำพิธีห่มผ้าต้องใช้คนขึ้นไปยืนบนพระพุทธรูป ซึ่งดูแล้วไม่เหมาะสม และทำให้สีของพระพุทธรูปเสียหาย ทำให้ต้องใช้งบประมาณมากในการบูรณะซ่อมแซมมากมาย ทุกวันนี้ ผู้คนทั่วสาระทิศยังหลั่งไหลเข้ามาขอพรหลวงพ่อโตไม่ขาดสาย ยิ่งช่วงเทศกาลปีใหม่ ทั้งไทย-จีน ต่างเข้ามากราบไหว้เพื่อให้รุ่งเรืองทางด้านการค้าพาณิชย์ มีโชคลาภ ปลอดภัยในการเดินทาง ทั้งยังถือเคล็ดชื่อองค์หลวงพ่อว่า "โต" กับชื่อวัดว่า "กัลยาณมิตร" อันหมายถึงมิตรที่ดีอีกด้วย