เพชรน้ำหนึ่ง...บทนำ

Author: 
golffer
ประเภท: 
นิยาย

เพชรน้ำหนึ่ง
โดย บุรามฉัตร 
บทนำ
ปีพุทธศักราช ๒๕๕๖
 
            ดิฉันอิ่มเอมใจเหลือคณานับ เมื่อลมหายใจของตนเองยังกระตุ้นเตือนทุกโมงยาม ให้หวนระลึกถึงความทรงจำครั้งเก่าได้แม่นยำ ตราตรึง มิเลือนหายไปจากห้วงคะนึงหา ช่างเป็นความรื่นรมย์ท่วมท้นฤดี ในชีวิตสตรีผู้หนึ่งซึ่งวัยวันผันผ่านตามกาล ย่างเข้าสู่ปัจจุบันด้วยสิริอายุ ๗๒ ปี
 
                เมื่อนึกย้อนไปยังภาพอดีตครั้งกระโน้นทีไร หัวใจดวงเล็กมีอันให้ชุ่มฉ่ำคล้ายละอองฝนพร่างพรม...หนาวเยือกในอกคล้ายถูกจองจำด้วยความมืดและแคบ และร้อนผ่าวดั่งไฟเผาผลาญในคราเดียวกัน 
 
                แต่กระนั้น...หัวใจของดิฉันก็ยังแข็งดั่ง ‘เพชร’ เหมือนชื่อของตนเองเสมอมา
 
                ‘น้ำเพชร’ เป็นชื่อที่เรียกขานกันแต่อ้อนแต่ออก ผู้เป็นแม่ของดิฉันตั้งให้เพื่อเป็นเครื่องย้ำเตือนบางสิ่งที่ปรารถนา กล่าวคือ ท่านอยากให้ดิฉันเติบโตขึ้น มีคุณสมบัติหนึ่งในการดำเนินชีวิต ด้วยความแข็งแกร่งดั่งเพชรแท้...แต่แฝงความงามน้ำใน ด้วยคุณค่าของสตรี
 
                แต่ชีวิตมนุษย์นี่หนา หาใช่เพียงชื่อดีมีมงคล จะเป็นประทีปส่องนำทางความเจริญมั่งคั่งหรือประสบกับคุณงามความดีได้ถ่องแท้ หากตัวเราไม่รู้จักคุณธรรมประจำตน...คุณธรรมที่ว่า เป็นเรื่องใกล้ตัว ประดุจคำคมว่า ความคิดดี วาจาดี และการกระทำดี เมื่อรู้จักปฏิบัติในสามสิ่ง แม้ชื่อเรียงเสียงไร ความดีนั้นย่อมยืนหยัด คงทน
 
                ดิฉันจึงยึดถือคำสอนนี้เป็นหลักธรรมประจำใจ...ขณะความคิดคำนึงแล่นโลด คล้ายยินเสียงแว่วของใครสักคนเอื้อนเอื้อยลิ่วลอยผ่านผสานสายลมโชยผาดผิวขึ้นมา
 
                ...ฉันยังรอเธออยู่นะ เพชรน้ำงามของฉัน...
 
                ดิฉันจำได้แม่นยำ เสียงทุ้มนุ่มแฝงความเสรีของเขาผู้นั้นแล พลันแววตาคมขำซ่อนความละไม จึงปรากฏตามมาทีหลัง ประหนึ่งว่าบังเกิดตัวตนของเขายืนนิ่งสงบอยู่แค่เอื้อม
 
                ทว่าดิฉันมิได้ขยับกาย เคลื่อนไหวตัวจากท่านั่งเอนหลังอยู่บนเก้าอี้หวายขัดลายด้วยผักตบชวาเคลือบเป็นเงา เพียงแต่กระชับภาพถ่ายสีขาวดำในมือแน่น ยกขึ้นทาบลงเหนืออกข้างซ้าย ทำให้เผลอตัวคลี่ยิ้มกว้างขณะปิดเปลือกตาลงเบาๆ
 
                รูปเพียงใบเดียวของใครคนหนึ่ง ซึ่งถนอมรักษาไว้อย่างดี แม้นซีดเหลืองไปตามกาล แต่ยังชัดแจ่มในกมลเสมอมา เสมือนว่าร่างกายและวิญญาณของเขาผู้นั้น ยังประทับอยู่ใกล้มิห่างกาย แม้นจะผ่านช่วงเวลานั้นมานานเกินกว่าห้าปีแล้วก็ตาม
 
                ถึงเขาจะจากไปก่อนดิฉัน
 
                ทว่ากาลเวลามิอาจพรากความรักอันงดงาม ซึ่งดิฉันได้มอบไว้แก่เขาเพียงหนึ่งเดียว ให้จืดจางลงไปสักเพียงนิด
 
                ลมโชยแผ่วพัดเอาใบรีเป็นขอบขนานพลิ้วไหว ลักษณะพุ่มกึ่งเลื้อยโยนตัวเล็กน้อย ให้ร่มเงาสุดท้ายของวันอยู่เหนือศีรษะ ดอกชมนาดสีขาวดกพราวเป็นช่อพวงส่งกลิ่นหอมกำจาย ดอกหนึ่งปลิดออกจากขั้วปลิวร่วงลงบนผ้าแพรสีเหลืองอ่อนลายดอกไม้กระจุ๋มกระจิ๋มซึ่งคลุมหน้าตัก
 
                ดิฉันทอดสายตามองดอกชมนาดนั้น ไม่ไหวติง หน่วยตาเริ่มมีน้ำใสคลอขึ้นมาอย่างมิหักห้ามอาลัยพร้อมกับรำลึกถึง
 
                เขามักจะยิ้มเรียบเย็นให้เห็นเป็นนิตย์ในระยะหลัง...เป็นยิ้มที่ชุมฉ่ำคล้ายละอองฝนโปรย เหมือนครานี้ ที่จิตประหวัดถึงเขาด้วยรอยยิ้มแบบเดิม พลันห้วงอาวรณ์ละล่องลอยไปยังภาพวาดสีน้ำ ซึ่งเขาเติมแต้มตัวตนของดิฉันลงบนผืนกระดาษ...งดงาม...รายรอบ...เต็มตื้น
 
                ดิฉันอยากจะขอบคุณเขาอีกสักครั้ง ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาเป็นผู้ชายเพียงหนึ่งเดียว ซึ่งทำให้ชีวิตสองเรามีคุณค่า เปี่ยมล้นด้วยความสุข ยากเกินจะลบเลือนไปจากหัวใจ
 
                ได้ยินเสียงแว่วมาตามสายลมเอื่อยอีกครั้ง...นั่นเขาตอบรับคำขอบคุณของดิฉันแล้ว
 
                 แสงตะวันสุดท้ายหลุบเข้ากลีบเมฆสีเทาอมคราม ซึ่งกำลังเคลื่อนคล้อยกลืนทิวาย่างเข้าสู่ราตรี...ความอุ่นอ่อนจากแสงนวลกระจ่างตาเด่นดวงท่ามกลางนภาลัย ประหนึ่งทอด้วยกำมะหยี่สีดำ ประดับด้วยดาวดวงเล็กราวกับเพชรน้ำงามพริบพราวทอแสงวาวกระจายตัวอยู่ทั่วผืน
 
                 ช่างเป็นราตรีสู่ฝันยิ่งนัก...
 
                  ในฝันที่อดีตเคยวาดหวังเอาไว้ว่าเพชรเม็ดหนึ่ง จักมีน้ำงาม ได้ช่างฝีมือดีเจียระไนครบถ้วนทั้งสี น้ำหนัก และคุณภาพ ประดับบนตัวเรือนแหวนเกลี้ยงขนาดเหมาะสม โดยมิได้คำนึงถึง ‘คำคน’ ว่าเพชรน้ำงามควรค่ากับตัวเรือนชนิดใด
 
                  จะเป็นเงิน...ทอง หรือนากก็ดี
 
                  ดิฉันหลับตานิ่ง ผ่อนลมหายใจทั้งเบาทั้งเนิบช้า สงบอยู่ในท่าเดิม...ได้ยินเสียงแว่วขึ้นอีกครั้ง เป็นเสียงเด็กตัวเล็กๆเจื้อยแจ้ว
 
                 “คุณแม่ขา หนูจะไปหาคุณยายทวด...หนูจะไปฟังนิทานของคุณยายทวด”
 
                 “อย่าไปกวนคุณยายทวดนะลูก ไปฟังนิทานของแม่ดีกว่า เดี๋ยวแม่จะเล่าให้ฟังนะจ๊ะ”
 
                 นิทานของเด็กหญิงตัวกะจ้อยร่อย แท้จริงก็คือฉากหนึ่งในช่วงชีวิตดิฉัน ซึ่งเล่าให้ฟังทุกคืนค่ำมิรู้เบื่อหน่าย เล่าโดยที่หัวใจของดิฉันเป็นจุดเชื่อมโยงไปยังบ่อแห่งความทรงจำ ซึ่งมีทั้งละอองฝนเย็นฉ่ำ...ไอหนาวยะเยือก และไฟผลาญเผาอยู่ในนั้น
 
                 ทว่าบัดนี้ มือข้างที่กำภาพถ่ายค่อยๆลดระดับลงอย่างเชื่องช้า ก่อนจะมาบรรจบเคียงข้างดอกชมนาดบนตัก
 
                  ขณะสายลมระรวยริน...ดิฉันได้ยินแต่เสียงเรียกของเขา...ชายหนุ่มผู้เป็นที่รัก
 
..................................................