ในดวงมาน :: 7 Days $ister <บทที่ 5>

Author: 
กษิรดา

บทที่ 5 :: การมาถึง
 
            หลังจากเหตุการณ์ในค่ำคืนนั้นสิ้นสุดลง เช้าวันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์ทุกฉบับก็ลงพาดหัวข่าวที่เรียกได้ว่า เป็นประเด็นเด็ดของประเทศ กลบข่าวการเมืองใหญ่ๆ สำคัญๆ ไปโดยทันที
“ อมรวิสุทธิ์เปิดตัวบุตรสาวนอกสมรส แท้จริงคือ ‘ซีรี’ ซุป’ตาร์สาวชาวไทย ทายาทมรดกพันล้าน ” จิตติมาอ่านออกเสียงข่าวนั้นดังๆ เพื่อให้เพื่อนสาวอย่างนันทวดีได้ยิน
“ จ้ะ!! ขอบคุณมาก ร้านฉันก็มีอยู่แค่นี้ เธอจะให้ได้ยินไปถึงทางเดินเลยหรือไง ? ” เธอเหน็บเพื่อนซี้
“ ฉันก็ว่าแล้วเชียว ยายซีรีอะไรนี่ก็ดูท่าจะไม่ธรรมดา คนอะไรจะมาดังได้ในช่วงไม่กี่เดือน ถ้าไม่ได้อิทธิพลจากพ่อช่วยถือหาง ” เจี๊ยบว่า
“ แต่เด็กคนนี้หน้าตาก็สวยใช้ได้เชียวนะ อีกอย่างคุณอมรเองก็ช่วยส่งเสียลูกสาวมาตั้งแต่อยู่ที่อเมริกา ฉันว่า เรื่องนี้เขาก็คงรู้กันแค่คนวงในระดับบิ๊กๆ ไม่กี่คนแหละ เธอก็ดูชื่อเสียงของพ่อเขาสิว่า โด่งดังขนาดไหน มีหรือที่จะไม่มีใครช่วยปูทางให้น่ะ ” แนนอธิบาย
“ อุ๊ย!! นี่รูปคุณยุทธ เจ้านายคนใหม่ของฉันนี่!! ” เจี๊ยบตกใจเล็กน้อย เมื่อเห็นภาพของคุณยุทธปรากฏอยู่ในหนังสือพิมพ์เคียงข้างซีรี และคุณอมร
“ อ่อ!! นั่นคุณยุทธ ลูกของน้องสาวคุณอมรน่ะ แล้วถามหน่อย...เธอไม่รู้จริงๆ เหรอว่า เจ้านายของเธอเป็นเซเลบฯน่ะ เขาดังออกจะตาย ?? ” แนนถามเพื่อนสาวอย่างสงสัย เพราะไม่เข้าใจว่า เพื่อนของเธอไปหลบอยู่ที่ไหนมา ถึงไม่รู้จักคนดังในสังคม
“ ก็ฉันเคลียร์งานที่บริษัทฯ เก่าอยู่นี่ เลยไม่มีเวลามาสนใจสิ่งรอบข้าง แค่ฉันได้มีเวลาดูโฆษณาทางทีวีก็ดีแค่ไหนแล้ว อย่างนั้นก็แสดงว่า ยายเด็กซีรีกับคุณยุทธก็เป็นลูกพี่ลูกน้องกันน่ะสิ ? ” เธอถาม
“ ใช่จ้ะ...ฉันดีใจด้วยนะ ที่เธอได้ร่วมงานกับคนดัง อย่าลืมถ่ายรูปมาฝากฉันบ้างล่ะ!! ” แนนว่า
“ จ้า!! ยายเจ้าของกิจการ รอบรู้ไปเสียทั้งหมด ” เจี๊ยบเหน็บเพื่อนสนิท หลังจากนั้นทั้งสองเพื่อนซี้ก็นั่งสนทนากันต่อถึงเรื่องที่พบเจอมาในช่วงตลอดสัปดาห์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป
            ในทุกๆ วันหยุดเสาร์ และอาทิตย์ ร้าน Daily With Cupcakes แห่งนี้จะเป็นที่สถิตของจิตติมาอดีตสาวนักบัญชี แทนที่อพาร์ทเม้นท์แคบๆ ย่านสาทร ซึ่งนันทวดีผู้เป็นเจ้าของร้าน และเพื่อนสนิทก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับเพื่อนคนนี้ของเธออยู่เสมอ ตลอดเวลาหลายๆ ปีสองสาวคู่ซี้จะนัดหมายกันไปเที่ยวในทุกๆ วันหยุด ถ้าไม่ช้อปปิ้งก็ออกต่างจังหวัดกันอยู่บ่อยครั้ง แต่มีแค่ช่วงเดือนนี้ และเดือนหน้าเท่านั้นที่จะต้องงดกิจกรรมพวกนี้ลง เพราะจิตติมาเพิ่งจะได้งานทำ หลังจากที่ออกจากงานมาเป็นระยะเวลาเกือบเดือน ดังนั้นร้านคัพเค้กแห่งนี้จึงเป็นสถานที่รวมตัวของเธอทั้งคู่ได้อย่างดีที่สุด แต่ก็ใช่ว่า จิตติมาจะใช้สิทธิ์ในการเป็นเพื่อนเจ้าของร้านมาพักผ่อนเที่ยวเล่นได้อย่างสบายใจ เธอเองก็ยังอาสาเป็นพนักงานคอยต้อนรับลูกค้า และดูแลร้านทุกอย่างไม่ว่าจะจัดเรียงเค้ก ชงชา เสิร์ฟ หรือแม้กระทั่งคิดเงิน และทำบัญชี เธอก็ยินดีทำให้หมด
“ นี่เธอยังไม่ได้ทำอะไรในร้านฉันอีกบ้างเนี่ย ? ” แนนหยอกถามเพื่อนสาวคนขยัน
“ ก็คงเหลือแต่ถูพื้น ล้างจาน กับคิดโปรโมชั่นให้ล่ะมั้ง!! ” เจี๊ยบว่า
“ พอเลยเรื่องคิดโปรโมชั่นน่ะ!! ขืนปล่อยให้เธอทำมีหวังร้านฉันเจ๊งแน่ๆ ” แนนกันท่าทันทีเมื่อได้ยินเพื่อนสาววางแผนจะคิดการตลาดให้ หลังจากนั้นเธอทั้งคู่ก็ถกเถียงกันเหมือนอย่างที่เคยๆ ทำ
             บางครั้งนันทวดีก็อดคิดไม่ได้ว่า หากเธอไม่มีเพื่อนคนนี้ เธอก็คงจะใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ยาก เพราะหลายครั้งที่จิตติมาเปรียบเสมือนเพื่อนคู่คิดของเธอในการช่วยเธอตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง รวมไปถึงการเปิดร้านนี้ด้วย และก็มีอีกหลายๆ ครั้งที่เธอก็อยากนำเรื่องชีวิตคู่ของเธอมาปรึกษากับเพื่อนสาว แต่ด้วยความที่เป็นคนเชื่อมั่นในตนเอง และคิดว่า เธอยังพอรับมือกับมันได้ เธอก็เลยยังไม่ตัดสินใจที่จะขอคำปรึกษาในเรื่องนี้เป็นจริงเป็นจังเสียที เธอจึงได้แต่เก็บความรู้สึกทุกข์ใจไว้เพียงลำพัง รอแค่ว่า หากเธอหมดความอดทนเมื่อไร เธอก็จะค่อยจัดการมันในแบบฉบับของเธอเอง นั่นเพราะเธอกลัวว่า ชีวิตที่ใครๆ ต่างอิจฉาจะมลายลงไปในพริบตา เหตุเพราะมันเกิดจากความร้าวฉานของเธอกับสามี
             “ กรุ๊ง...กริ๊ง ” เสียงกระดิ่งที่แขวนอยู่ตรงประตูร้านดังขึ้นยามที่มีคนเข้า และออกจากร้าน แต่ครั้งนี้เหมือนกับว่า จะมีลูกค้าเข้ามา เด็กๆ ที่เป็นพนักงานต่างรู้หน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี บางคนก็ไปประจำอยู่ที่เคาท์เตอร์ บางคนก็เตรียมเมนูมาให้ลูกค้า จิตติมาเองก็เช่นกัน เธอหยุดการสนทนากับนันทวดี หลังจากที่ได้ยินเสียงกระดิ่ง เธอเดินไปด้านหลังของบาร์เครื่องดื่ม เพื่อเตรียมน้ำร้อน และชาสมุนไพรไว้เสิร์ฟ แต่เหมือนกับว่า ลูกค้าคนนี้จะไม่ใช่ลูกค้าทั่วไป เพียงแค่เขาย่างกรายเข้ามาในร้าน พร้อมกับกระเป๋าเดินทาง และเสื้อคลุมตัวโต ก็ทำให้นันทวดีฉีกยิ้มอย่างดีใจทันทีเมื่อได้เห็นลูกค้าหนุ่มคนนั้น
“ พี่อัศ!! ” นันทวดีเอ่ยชื่อชายผู้นั้นออกมาอย่างดีใจ
“ แนน!! ” ชายผู้นั้นเรียกชื่อเธอกลับ พร้อมกับโผเข้ากอดเธอราวกับว่า ทั้งคู่ไม่ได้เจอกันมานาน
“ ไหนพี่บอกว่า จะกลับมาพรุ่งนี้ไงคะ แล้วทำไมถึงมาก่อนกำหนดล่ะ ? ” แนนถามไถ่ชายผู้นั้นเกี่ยวกับเรื่องการเดินทาง
“ เผอิญว่า พี่เคลียร์งานเสร็จตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ก็เลยเก็บข้าวของ ออกเดินทางมาตั้งแต่เช้า อีกอย่างอยากเจอเรากับเจ้าตัวเล็กด้วย ตั้งแต่เราคลอดมาพี่ก็ไม่ได้มาเยี่ยมเลย คิดถึงจะแย่ ” ชายผู้นั้นบอกแก่หญิงสาวด้วยความดีใจ ซึ่งจิตติมาเองก็สัมผัสได้ถึงสายตาอันห่วงใยที่เขาส่งให้แก่เพื่อนของเธอ
“ ทุกคน...พี่มีคนจะแนะนำให้รู้จัก นี่คือ พี่อัศ พี่ชายแท้ๆ ของพี่เอง เขาเพิ่งย้ายจากงานราชการที่โคราช เลยแวะมาพักที่กรุงเทพฯ ก่อนที่จะขึ้นไปประจำการที่เชียงใหม่ต้นเดือนหน้าจ้ะ!! ” แนนแนะนำพี่ชายของเธอให้พนักงานที่ร้านได้รู้จัก ทุกคนต่างยกมือไหว้เขาด้วยความเคารพ รวมทั้งตัวเจี๊ยบเองด้วย
“ นั่นยายเจี๊ยบเพื่อนเราใช่ไหม ดูผอมลงไปนะ ไม่ได้เจอกันนาน เป็นไงบ้างล่ะ ? ” ชายหนุ่มกล่าวทักทายหญิงสาวราวกับว่า เขาคุ้นเคยกับเธอมาก่อน
เจี๊ยบยิ้มให้เขาอย่างเขินอายระคนงุนงง เพราะไม่นึกว่า เขาจะจำเธอได้หลังจากที่ไม่ได้เจอกันเกือบสองปี นับตั้งแต่งานแต่งงานของเพื่อนสนิทเมื่อปีกลาย
“ ก็..สบายดีค่ะ ” เธอตอบแก่เขา ชายหนุ่มฉีกยิ้มให้เธอก่อนที่จะหันไปคุยกับน้องสาวของตัวเอง
“ แล้วเจ้าตัวเล็กล่ะเป็นไงบ้าง พี่ยังไม่เห็นหน้าเลย เห็นแต่ในรูปที่เราส่งให้ ?? ” เขาถามถึงหลานชาย“ หลับอยู่หลังร้านค่ะพี่ แนนเพิ่งจะกล่อมให้หลับไปเมื่อชั่วโมงที่แล้วเอง ” เธอว่า
“ อืม...ไม่เป็นไร ปล่อยให้นอนไปเถอะ ว่าแต่เรากับนายโชติเป็นอย่างไรกันบ้าง สบายดี ไม่ได้มีปัญหาอะไรกันนะ ?? ” เขาถามถึงสามีของเธอ
“ ค่ะ.. ” เธอตอบพร้อมกับยิ้มให้ ทั้งที่รู้ว่า ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเลย ที่จะต้องมาโกหกพี่ชายตัวเอง
“ พ่อกับแม่ก็ถามถึงเราบ่อยว่า เมื่อไรจะขึ้นไปเยี่ยมที่พิษณุโลก เห็นเราเงียบหายไปเลย ?? ” ชายหนุ่มถามต่อ
“ ช่วงนี้แนนยุ่งๆ อ่ะค่ะ ไหนจะดูแลลูก ไหนจะดูแลร้าน เหนื่อยจะแย่ ” เธออธิบาย
“ แล้วสามีเราเขาไม่ช่วยเลยเหรอ แล้ววันนี้เขาไปไหน นี่มันวันเสาร์นะ ?? ” พี่ชายของเธอถามอีก   
“ เขาก็ช่วยแหละค่ะ แต่วันนี้เขาต้องไปสัมมนากับลูกค้าที่มาจากสิงคโปร์ เย็นๆ โน่นกว่าจะกลับ ” นันทวดีทำท่าเหมือนกับว่า ไม่อยากจะอธิบายอะไรที่เกี่ยวข้องกับสามีให้พี่ชายของเธอฟัง เธอรู้สึกเบื่อที่ต้องมาตอบคำถามนั่นนี่ที่เกี่ยวกับตัวเขา
             อัศนัย มองหน้าน้องสาว แล้วพยักหน้าเชิงเข้าใจ ก่อนที่จะลงไปนั่งบนเก้าอี้ที่เตรียมไว้สำหรับลูกค้า
“ รับชาสักถ้วยไหมคะ ?? ” นันทวดีถามพี่ชาย
เขามองหน้าเธอ แล้วพยักหน้า พร้อมกับส่งยิ้มให้
             จิตติมาสังเกตถึงอาการที่เปลี่ยนไปของเขาทั้งคู่ เธอรับรู้ได้จากบางอย่างในตัวเพื่อนสาวเกี่ยวกับสามี เธอสัมผัสได้ถึงความระหองระแหงของนันทวดี และโชติวุฒิมาเป็นพักๆ แล้ว แต่ก็ยังไม่อยากฟันธง หรือถามอะไร เพราะเธอรู้ดีว่า เพื่อนของเธอก็คงไม่กล้าที่จะบอกเช่นกัน  
              ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งรู้สึกกระอักกระอ่วนกับปัญหาชีวิตที่พบเจอ อีกฝ่ายหนึ่งก็กำลังสนุกสนานกับรสสวาทของสาวแรกรุ่นที่มุมหนึ่งของมหานครใหญ่ โชติวุฒิบรรเลงลิ้นลงไปยังทุกส่วนของวาดลัดดา แม้กระทั่งในส่วนที่สาววัยกำหนัดอย่างเธอรู้สึกเขินอาย สาวน้อยสะท้านกับลิ้นหฤหรรษ์ของเขา เธอครวญครางไปมาอย่างเสียวซ่านระคนสุข ชายหนุ่มก็ยิ่งละเลงลิ้นลงไปอย่างดุดัน เมื่อได้ยินเสียงของเธอร่ำร้อง ช่วงเวลาอันสุดแสนหรรษาของคนทั้งคู่ใช้เวลาค่อนข้างยาวนานตลอดทั้งวัน แต่ทว่ากลับประเดี๋ยวประด๋าวในความรู้สึกของทั้งสองคน
“ จะกลับแล้วเหรอคะคุณโชติ ? ” สาวน้อยร้องถามแฟนหนุ่ม เธอส่งสายตาเว้าวอนร้องขอให้เขาอยู่ต่อ ในขณะที่เขากำลังยืนติดกระดุมเสื้ออยู่หน้ากระจก
“ ครับวาด...พรุ่งนี้ผมมีธุระทั้งวันเลย ไว้วันธรรมดาผมค่อยมาหาคุณใหม่นะ ” ชายหนุ่มบอกแก่หญิงสาว ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วล้วนเป็นเรื่องโกหกทั้งสิ้น
วาดลัดดาแสดงอาการขุ่นเคืองออกมาเล็กน้อย เมื่อเธอได้ยินเขาพูดอย่างนั้น
“ นะครับ...คนดีของผม อย่างอนผมเลยนะ ” โชติวุฒิทิ้งตัวลงไปนั่งบนเตียงข้างๆ เธอ พลางโอบไหล่เธอไว้
สาวน้อยยังคงแสดงอาการงอนอยู่อย่างนั้น ไม่ว่าโชติวุฒิจะง้ออย่างไรเธอก็ไม่หาย จนเขารู้สึกเบื่อหน่ายในท่าทีของหล่อนจึงลุกขึ้น แล้วกล่าวลาเป็นมารยาทก่อนเดินออกจากห้องไป ทำให้วาดลัดดารู้สึกไม่พอใจอยู่เพียงลำพัง
            ชายหนุ่มขับรถมาถึงบ้านของตัวเองก็เกือบราวๆ ห้าทุ่ม แต่ก็ยังแปลกใจที่ยังเห็นไฟในบ้านเปิดอยู่ ทั้งที่ความจริงบ้านจะต้องมืดตั้งแต่สี่ทุ่มแล้ว เขาจอดรถ แล้วเดินขึ้นบ้าน โชติวุฒรู้สึกประหลาดใจ และตกใจเล็กน้อย ที่เห็นภรรยาสาวยังไม่ขึ้นนอน แถมยังนั่งอยู่กับอัศนัย และจิตติมาที่ขณะนั้นกำลังเล่นอยู่กับลูกชายของเขาบนตักของภรรยาด้วย
“ อ้าว!!...กลับมาแล้วเหรอคะคุณโชติ ? ” นันทวดีกล่าวถามเป็นเชิงทักทาย
“ คุณก็เห็นอยู่ว่าผมกลับมาแล้ว...ยังจะถามอีก!! ” ชายหนุ่มบอกแก่ภรรยา พลางทอดสายตาเหลือบมองไปที่พี่ชายของเธอ
“ สวัสดีครับพี่อัศ ” ชายหนุ่มกล่าวทักทายอัศนัย พลางยกมือขึ้นไหว้อย่างเลี่ยงไม่ได้ ก่อนที่จะหันหน้ารีบเดินขึ้นบันไดไปทันที
“ ทำไมกลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ ล่ะ นายโชติ แล้ววันหยุดทำไมถึงไม่อยู่กับลูกเมีย ?? ” อัศนัยถามดักทางน้องเขย
“ ผมเป็นนักธุรกิจนี่ครับพี่ ไม่ใช่ข้าราชการแบบพี่ที่จะได้ทำงานตามเวลา และมีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ถ้าผมไม่ออกไปทำงาน ผมจะเอาเงินที่ไหนมาเลี้ยงครอบครัวล่ะครับ!! ” โชติวุฒิตอบกลับด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
“ พี่ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น พี่แค่ถามเพราะอยากให้เราเอาใจใส่ครอบครัวบ้าง ” อัศนัยบอก
“ พี่อัศคะ...พอเถอะค่ะ คุณโชติกลับมาเหนื่อยๆ ให้เขาไปพักผ่อนเถอะ ” นันทวดีรีบปรามพี่ชาย
“ อะไรกันยายแนน ที่พี่พูดนี่เพราะพี่เป็นห่วงเรากับลูกนะ ” อัศอธิบาย
“ ช่างเถอะคุณ!! พี่ชายคุณเขาคงไม่รู้หรอกว่า ชีวิตคนในสังคมเมืองมันเป็นยังไง ต้องปากกัดตีนถีบขนาดไหน คนที่ใช้ชีวิตอยู่แต่ในต่างจังหวัดกับชนบทอย่างพี่คุณเขาไม่เข้าใจหรอก!!! ” โชติวุฒิได้ที จึงพูดเยาะเย้ย
“ นี่คุณ!! มันจะเกินไปแล้วนะ!! ” แนนหันมาขึ้นเสียงกับสามี
“ พอกันได้แล้วค่ะทุกคน หยุดเลย!! ” เสียงเจี๊ยบแทรกขึ้นห้ามปราม หลังจากที่เธอนั่งฟังมาสักพัก
“ พี่อัศคะ...เจี๊ยบว่า เรากลับกันเถอะค่ะ นี่ก็ดึกมากแล้ว ปล่อยให้พวกเขาได้พักผ่อนกันเถอะ!! ” เธอพูดต่อ พลางกล่าวเรียกอัศนัย ที่กำลังมองหน้าน้องเขยอย่างไม่พอใจในคำพูดเมื่อครู่
“ พี่อัศกลับก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวอีกสักพักแนนก็จะขึ้นนอนแล้ว ” นันทวดีบอกแก่พี่ชาย พลางส่งสายตาให้จิตติมารีบพาพี่ชายของเธอออกไป
“ ไปกันเถอะค่ะพี่อัศ ” เจี๊ยบดึงแขนชายหนุ่ม อัศนัยมองหน้าน้องสาว และน้องเขยอย่างขุ่นเคือง ก่อนที่จะลุกขึ้น แล้วเดินออกจากบ้านไป โดยมีจิตติมารีบเดินตาม หลังจากที่โบกมือลาให้กับนันทวดีกันหลัดๆ
            ภายในรถที่เคลื่อนตัวออกจากบ้านของคู่สามี-ภรรยาไปอย่างรวดเร็ว จิตติมานั่งหลังติดเบาะ และคาดเข็มขัดนิรภัย เพราะกลัวอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นจากความใจร้อนของคนขับ
“ พี่อัศคะ...ขับช้าๆ ก็ได้ค่ะ!! เจี๊ยบกลัว!! ” จิตติมาร้องบอกชายหนุ่ม ชายหนุ่มได้สติจึงค่อยๆ ชะลอรถลง จิตติมารู้สึกหายใจได้ทั่วท้องขึ้น เธอค่อยๆ หันไปมองที่เขา พลางคิดในใจว่า อยากจะถามบางสิ่งบางอย่างออกไป แต่เธอก็ตัดสินใจที่จะไม่ทำ เพราะคิดว่า เธอไม่ใช่คนในครอบครัว
“ แนนมีปัญหาอะไรกับนายโชติบ้างหรือเปล่า ?? ” ชายหนุ่มกล่าวถามขึ้นอย่างไม่รีรอ ทำให้เจี๊ยบถึงกับสะดุ้งเพราะเธอกำลังจะถามเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่พอดี
“ ก็...เปล่านี่คะ แนนไม่เห็นจะพูดอะไรเลย ” จิตติมาบอกแค่ส่วนหนึ่ง เพื่อรอดูท่าที่ของพี่ชายเพื่อนสนิท
“ คนอย่างยายแนนปากแข็งจะตาย มีอะไรมันก็ไม่ค่อยบอกหรอก เราอยู่ที่นี่ไม่ได้สังเกตอะไรบ้างเลยเหรอ ? ” อัศนัยถามหญิงสาวอีกครั้ง
“ เจี๊ยบก็สังเกต และก็รู้สึกมาได้สักพักแล้วค่ะว่า ทั้งสองคนเริ่มเปลี่ยนไป ความคิดเห็นเขาเริ่มไม่ตรงกัน และทะเลาะกันบ่อยขึ้น... ” เธอบอกแก่เขา แล้วหยุดคิดไปครู่หนึ่งก่อนที่จะพูดต่อ
“ …แต่เจี๊ยบก็ไม่กล้าถามแนนตรงๆ หรอกค่ะ เพราะดูแนนเขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีว่า เรื่องนี้จะเป็นปัญหาชีวิตแก่เขาสักเท่าไร ” เจี๊ยบอธิบาย
“ คือพี่ก็รู้หรอกนะว่า ยายแนนเป็นคนยังไง ถ้าอะไรที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรง มันก็จะจัดการด้วยตัวของมันเอง แต่ที่พี่เป็นห่วงจริงๆ เลยก็คือ หลานของพี่ เพราะพี่ไม่อยากให้เขาเติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมแบบนั้น ” ชายหนุ่มเป็นห่วงหลานชายที่ยังเล็กอยู่
“ แนนเองก็เป็นห่วงลูกของเขาเหมือนกันนะคะพี่ ไม่ใช่ไม่เป็นห่วง...แต่ก็คงต้องค่อยๆ จัดการไปทีละเรื่องๆ น่ะค่ะ ” เจี๊ยบอธิบาย
“ พี่กลัวว่า มันจะสายไปน่ะสิ!!... ” ชายหนุ่มกล่าว พลางเหลือบมองหญิงสาว ก่อนที่จะพูดต่อ
“ ...พี่เองก็ไม่ค่อยมีเวลามาดูแลน้องกับหลานเสียเท่าไร เพราะชีวิตพี่ก็อยู่แต่ต่างจังหวัด ต้องเดินทางตลอด ยังดีที่อาทิตย์นี้ยังพอมีเวลาขึ้นมาดูได้บ้าง แต่พอเดือนหน้าพี่ก็ต้องขึ้นเหนือแล้ว และก็ไม่รู้ว่า จะได้มาอีกเมื่อไร ยังไงก็ฝากเราดูแลน้องของพี่ด้วยนะ ถ้าหากมีอะไรให้ติดต่อพี่ทันที แล้วพี่จะค่อยลงมารับช่วงเอง ” อัศนัยพูดกับเธอปนขอร้อง
            หญิงสาวมองชายหนุ่มด้วยความเข้าใจ เธอไม่คิดว่า ผู้ชายดีๆ อย่างอัศนัยที่เป็นห่วงเป็นใยครอบครัวจะยังหลงเหลืออยู่บนโลก เธอยิ้มให้เขาพลางตอบตกลงเป็นการรับปาก โดยที่เธอไม่รู้ว่า เธอจะทำหน้าที่เพื่อนสนิท และผู้ช่วยได้ดีเพียงใด แต่เธอก็สัญญากับตัวเองว่า จะทำมันให้ดีที่สุด เพื่อเด็กทารกตัวน้อยๆ ที่ไม่รู้ประสา ได้เติบโตอยู่ในสังคมที่ดีในอนาคตอันใกล้
 
อ่านบทที่ 6 ได้ที่นี่ค่ะ >>> http://www.sakulthaionline.com/?q=story/7749