ในดวงมาน :: 7 Days $ister <บทที่ 3>

Author: 
กษิรดา

บทที่ 3 :: ความลับ...
 
            เมื่อชีวิตหนึ่งได้เริ่มต้นขึ้น และพร้อมที่จะออกเดินทางสู่การผจญภัยครั้งใหม่ อีกชีวิตหนึ่ง ก็ยังคงใช้ชีวิตอยู่แบบเดิมๆ ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันเช่นเดิมอยู่อย่างนี้มาหลายครั้งหลายครา เหมือนกับว่า ชีวิตของเธอผู้นั้นได้ผูกติดอยู่กับมัน อย่างไม่มีวันที่จะได้ออกไปไหน แม้ว่ามันอาจจะเป็นชีวิตที่ดูน่าเบื่อ และซ้ำซาก แต่ความรู้สึกที่เธอมีนั้น กลับพึงใจที่ได้กระทำ เธอพอใจกับวิถีชีวิตของเธอแบบเดิมๆ และคิดว่า มันจะเป็นอย่างนี้ตลอดไป ตราบที่ลมหายใจของเธอหมดลง
“ โอเคๆ เอาเป็นว่า เขารับเธอเข้าทำงานแล้วใช่ไหม ? ” สาวผิวเหลืองในชุดสีชมพูสดใส วัยสามสิบ ดูท่าทางคล่องแคล่ว กำลังพูดโทรศัพท์กับเพื่อนสาวคนสนิทที่เพิ่งได้งานใหม่อยู่ ณ ขณะนี้ เธอพยายามเอาโทรศัพท์มือถือห่างๆ หูเอาไว้ เพราะเสียงกรีดร้องที่แสดงออกถึงความดีใจของเพื่อนสาวในสายดังออกมามาก
“ ใช่ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ...ฉันดีใจมาก ดีใจที่สุดเลย!! ” เพื่อนสาวของเธอร้องออกมาด้วยความเปรมปรีดิ์ เธอรู้ดีว่า ความฝันที่เพื่อนของเธอรอคอยได้เป็นจริงแล้ว
“ อืม...โอเค เลี้ยงฉลองเลยไหม ? มาที่ร้านฉันสิ ฉันจะเลี้ยงคัพเค้กฟรีสิบชิ้น ” เธอบอกกับเพื่อนของเธอที่อยู่ในสาย
“ ไม่เป็นไรจ้ะ...ขอบคุณมาก...ช่วงนี้ฉันยังไม่อยากอ้วน!! ว่าแต่ตอนนี้เธออยู่ที่ไหนเนี่ย ? ” เพื่อนของเธอถามกลับ
“ ฉันยังอยู่บ้านอยู่เลย กำลังรอคุณสามีแต่งตัวไปทำงานน่ะ!! ” เธอบอกกับเพื่อนสาว พลางมองดูสามีของเธอที่กำลังแต่งตัวอยู่ในห้อง ประตูคริสตัลสีขาวโปร่งแสงปิดสนิทอยู่ จึงสามารถมองเห็นเพียงแค่เงาลางๆ ของสามีเธอเท่านั้น
“ เฮ้ย!! นี่มันจะเที่ยงแล้วนะ ทำไมเขาไปทำงานสายจัง ? ” เพื่อนของเธอถามอย่างสงสัย
“ เมื่อวานเขามีนัดเลี้ยงกับลูกค้าต่างประเทศน่ะ...กลับดึก!! ก็เลยเข้าบ่าย เธอเองก็อย่าลืมหาอะไรทานด้วยล่ะ...จะเที่ยงแล้ว ” เธอบอกเพื่อนสาวด้วยความเป็นห่วง
“ ค่าาาา คุณแม่!!...เธอเองก็ด้วยล่ะ ” เพื่อนในสายตอบกลับมา ทำให้เธออมยิ้มเล็กน้อยกับคำพูดของเพื่อนซี้
“ แนน!! ลูกร้องใหญ่แล้ว มาดูลูกหน่อยเร็ว!! ” เสียงสามีของเธอร้องเรียกออกมาจากในห้อง เพื่อให้มาดูลูกน้อยที่ร้องโยเยอยู่ข้างใน
“ ค่ะ!! สักครู่ค่ะ...เจี๊ยบแค่นี้ก่อนนะ!! ” เธอตอบรับสามีด้วยน้ำเสียงอันแข็งกร้าว และรีบกล่าวลาเพื่อนในสาย
            เธอเดินตรงไปที่ประตูคริสตัลสีขาวโปร่งแสง แล้วเลื่อนบานประตูด้านหนึ่งเพื่อเปิดออก เผยให้เห็นชายผิวขาว รูปร่างผอมผู้เป็นสามี ขณะกำลังติดกระดุมแขนเสื้ออยู่ สามีจ้องมองภรรยาอย่างตำหนิ หนำซ้ำจมูกของเขาที่งองุ้มราวกับจะงอยปากของเหยี่ยว ยิ่งทำให้ดูคล้ายกับว่า เหยี่ยวตัวนั้นกำลังจ้องจะเล่นงานเหยื่อ ซึ่งเหยื่อตัวนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คือเธอ ผู้เป็นภรรยาของเขานั่นเอง
“  มัวแต่คุยโทรศัพท์อยู่นั่นแหละ ไม่เห็นหรือไงว่า ลูกร้องใหญ่แล้ว!! ” เขาทำเสียงแข็งใส่เธอ
“ คุณเองก็แต่งตัวอยู่ในห้อง ทำไมไม่เดินมาปลอบลูกล่ะ ?!! ” เธอถามสวนกลับ พลางเดินเข้าไปอุ้มลูกน้อยขึ้นจากเปล
“ ก็หน้าที่เลี้ยงลูกมันเป็นหน้าที่คุณนี่!! คุณเป็นแม่ คุณก็ต้องเอาใจใส่ดูแลสิ!! ” สามีตวาดใส่
“ นี่คุณโชติ!!! หน้าที่เลี้ยงลูก มันเป็นหน้าที่ของแม่อย่างเดียวเหรอไง พ่ออย่างคุณก็หัดรับผิดชอบเสียบ้างสิ!! นี่อะไร...จะปัดความรับผิดชอบท่าเดียว ไม่เห็นใจกันบ้างเลย ฉันก็เหนื่อยเป็นนะ!! ” เธอเถียงกลับ พลางเอามือลูบหลังลูกน้อยไปมา เพื่อให้หยุดร้อง
“ เหนื่อยเหรอ ?? พูดมาได้ว่า เหนื่อย...ผมเห็นวันๆ คุณแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย ตื่นเช้ามาก็ไปร้านเค้กของคุณ เค้กก็ไม่ได้ทำเองด้วยซ้ำ แค่ไปนั่งคิดเงินเฉยๆ เหนื่อยตรงไหน ? ” เขาถามกลับ
“ แล้วจะให้ใครทำ เด็กในร้านต่างก็มีภาระหน้าที่ของตัวเองทั้งนั้น ฉันเองก็ว่างพอที่จะเข้าไปดูแลร้าน และอีกอย่าง...ร้านนั้นก็เป็นร้านของฉัน เงินของฉันเอง ฉันไม่ได้ไปขอกู้ยืมเงินใครมาเปิดร้านสักหน่อย แม้แต่เงินของคุณก็เถอะ!! ” เธอว่า
            สิ้นเสียงของเธอที่พูดจากระแทกแดกดันนั้น ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของการทะเลาะวิวาทระหว่างสามี และภรรยา นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น แต่เป็นหลายๆ ครั้ง นับตั้งแต่ที่เขาทั้งคู่ได้เริ่มต้นใช้ชีวิตครอบครัว และมีเจ้าตัวน้อยเป็นโซ่ทองคล้องใจ แต่ทว่า โซ่นั้นก็ดูราวกับเป็นโซ่ที่ผูกรั้งทั้งคู่เอาไว้ ภายใต้กรอบที่มีชื่อว่า ความรับผิดชอบ
            หลังจากที่พายุอารมณ์ได้สงบลง เสียงลูกน้อยของเธอที่ร้องไห้แข่งกับเสียงลมกรรโชกก็ได้สงบตาม เด็กน้อยนอนหลับไปพร้อมกับคราบน้ำตาที่แก้ม ไม่ต่างจากมารดาของเขาที่กลั้นใจไม่ให้สะอึกสะอื้น แต่ก็ไม่อาจกลั้นน้ำตาที่พรั่งพรูออกมาได้
“ ผมไม่อยากจะเสียเวลามาทะเลาะกับคุณหรอกนะแนน...ผมมีงานต้องทำ ” สามีร้องบอกภรรยา ขณะที่เขาหยิบสูทออกมาจากตู้
“ ฉันก็ไม่ได้รั้งคุณไว้นี่คะ...ฉันเองก็จะรีบไปดูร้านเหมือนกัน ” เธอหันหลัง และข่มน้ำเสียงไม่ให้สะอื้น
เขาเหลือบมองดูเธอ ทำทีว่าจะเข้าไปปลอบเหมือนอย่างที่เคยๆ แต่ทว่าครั้งนี้กลับเปลี่ยนใจ แล้วรีบเดินออกจากห้อง เพื่อไปขึ้นรถที่จอดไว้หน้าบ้าน แล้วขับมันออกไปอย่างรวดเร็ว มุ่งตรงไปยังบริษัทฯ
            นันทวดี มองดูสามีของเธอที่ขับรถออกไป ก่อนที่จะร้องเรียกแม่บ้านให้ขึ้นมาช่วยดูแลลูกแทนเธอ  เพื่อที่เธอจะได้ไปอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า ไปทำงานยังร้านขายคัพเค้ก
            เธอเปิดฝักบัว แล้วถอนหายใจออกมา ก่อนที่จะเอาหน้ายื่นเข้าไปรองรับสายน้ำที่กำลังโปรยปราย เพื่อที่จะได้ชำระคราบน้ำตาจากความทุกข์ระทมอันเนื่องมาจากปัญหาชีวิตหลังแต่งงาน ที่คอยบั่นทอนจิตใจเธอวันละไม่ต่ำกว่าร้อยรอบ เธอรู้สึกเบื่อหน่ายในสิ่งที่เกิดขึ้น ยิ่งคิด เธอก็ยิ่งเครียด ยิ่งเครียด เธอก็ยิ่งเสียใจ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ชีวิตคู่ของเธอ และสามีเริ่มสั่นคลอนมาตั้งแต่เมื่อไร และเพราะเหตุใดที่ชีวิตคู่ของเธอแทบจะล้มเหลวไม่เป็นท่า เธอเฝ้าแต่ถามตัวเองว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะเธอ เป็นเพราะเขา หรือเป็นเพราะเราทั้งคู่ที่ทำให้มันย่ำแย่ และเปลี่ยนไป
            เธอรู้ตัวดีว่า ขณะนี้ชีวิตสมบูรณ์แบบที่เหล่าเพื่อนๆ ของเธอต่างอิจฉากันนั้นมันเริ่มกลายเป็นภาพอดีตไปแล้ว ก่อนหน้านั้น เธอคือ ผู้หญิงต้นแบบ ที่ผู้หญิงหลายๆ คนฝันถึง และอยากจะเป็นได้อย่างเธอ ทั้งชีวิตการงาน ชีวิตคู่ และความสำเร็จที่ตั้งใจ เธอได้มันมาทุกอย่าง แต่ ณ ตอนนี้ มันได้เปลี่ยนไป เพียงเพราะมันกลายเป็นคำว่า ครอบครัว แค่เพียงคำเดียว
            ดังนั้น เธอจึงต้องพยายามทุกวิถีทาง เพื่อที่จะทำให้คนภายนอกรับรู้ว่า ชีวิตครอบครัวของเธอยังคงสมบูรณ์แบบให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะด้วยการเล่นละครตบตา หรือสร้างภาพใดๆ ก็ตามแต่ เพียงเพื่อให้เธอยังคงภาพลักษณ์ของผู้หญิงที่โชคดีในสายตาของผู้หญิงด้วยกัน และในระหว่างนั้นเองเธอก็พยายามที่จะแก้ไขปัญหาครอบครัวให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น แม้ว่า มันจะเหนื่อย หรือยากเย็นแค่ไหน แต่ขึ้นชื่อว่า ภรรยา ความอดทนในการประคับประคองชีวิตครอบครัวนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็น และเป็นหน้าที่ที่สำคัญอย่างยิ่งของลูกผู้หญิงคนหนึ่ง
             ทางด้าน โชติวุฒิ ผู้เป็นสามี เขาก็รับรู้ว่า ตัวเขาเองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการทะเลาะวิวาททุกครั้ง แต่เขาก็ไม่สามารถที่จะทิ้งนิสัยขี้โวยวาย และความเอาแต่ใจของตัวเองได้ บางทีเขาเองก็ไม่เคยที่จะคิดปรับปรุงนิสัยแย่ๆ เหล่านี้ของเขาเสียด้วยซ้ำ เพราะการที่เป็นหัวหน้าครอบครัว และเป็นผู้หาเลี้ยงคนในบ้าน ก็ทำให้เขาต้องวางมาดเช่นนี้เอาไว้ หรือไม่เช่นนั้นก็อาจเป็นเพราะเขาเริ่มสนใจในสิ่งอื่นที่เขามีความรู้สึกว่า น่าพิสมัย และน่าลิ้มลองมากกว่าสิ่งที่เขาต้องพบเห็นอยู่ทุกวันในบ้านของตัวเอง จนทำให้เขาเริ่มเบื่อ และแสวงหาสิ่งที่เย้ายวนกว่าตามสัญชาตญาณที่มีอยู่ในตัวของสัตว์เพศผู้
            เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา แล้วนำมาจ่อเข้าที่ปาก พลางเปล่งเสียงออกมาถึงบุคคลที่เขาต้องการโทรฯ หา
“ มิสเตอร์ หว่อง คอล ” เขาเอ่ยชื่อนั้นออกมา แล้วโทรศัพท์ก็ทำการโทรฯ ออกไปหาบุคคลผู้นั้นอย่างอัตโนมัติ
การโทรฯ ของเขาได้ถูกส่งไปยังเลขหมายปลายทาง สัญญาณเรียกเข้าจากมือถือผู้รับดังขึ้น มันแสดงถึงชื่อผู้ที่โทรฯ เข้า และรูปของโชติวุฒิปรากฏให้เห็นที่หน้าจอ เป็นสัญญาณให้สาวน้อยผิวสีเหลือง ที่อยู่ในชุดเครื่องแบบนักศึกษากดรับสายเพื่อสนทนากับผู้ที่โทรฯ เข้ามา เธอฉีกยิ้มอย่างปรีดา ราวกับว่า เธอกำลังเฝ้ารอเขาอยู่ และเธอก็ไม่รอช้าที่จะกล่าวทักทายเขา
“ สวัสดีค่ะคุณโชติ วาดดีใจจังเลยที่คุณโทรฯ มา ” สาวน้อยกล่าวทักทายอย่างดีใจ
“ ก็ผมคิดถึงวาดนี่ครับ...วาดล่ะ คิดถึงผมไหม ? ” เขาถามเธอด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ต่างจากที่พูดกับภรรยา
“ คิดถึงสิคะ...เมื่อวานคุณไม่น่ารีบกลับเลย ” เธอบอกแก่เขา
“ ก็ผมต้องทำงานแต่เช้านี่ครับ คุณเองก็ต้องเข้าใจผมนะ ” เขาบอก
“ ค่ะ...วาดเข้าใจ เข้าใจว่า งานของคุณสำคัญกว่าวาด ” เธอพูดตัดพ้อ
“ โธ่!!...วาดครับ วาดก็ต้องสำคัญกว่าอยู่แล้ว แต่นี่มันเป็นหน้าที่ของผมนะครับ ผมไม่สามารถที่จะทิ้งภาระหน้าที่เหล่านี้ได้ ” เขาอธิบาย
“ ค่ะๆ ๆ ๆ วาดผิดเองแหละ ” เธอทำเสียงอ่อน
“ นะครับ...คนดีของผม อย่าดื้อสิ ” เขาง้อเธอด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล
“ ก็ได้ค่ะ...แต่วันนี้คุณต้องมาหาวาด และพาวาดไปทานข้าวด้วยนะคะ ” เธอบอกแก่เขา
“ ได้ครับผม เดี๋ยวตอนเย็นคุณไปรอผมที่ห้องนะครับ เดี๋ยวผมไปหา ” เขาพูด
“ ที่ห้อง...ที่ห้องตลอดเลย ทำไมคุณไม่มารับวาดที่มหาวิทยาลัยล่ะคะ วาดจะได้แนะนำคุณให้รู้จักกับเพื่อนๆ ของวาดด้วย ? ” เธอถามอย่างหัวเสีย
“ กว่าผมจะไปหาคุณก็ดึกนะครับ...ไม่เอานะวาด อย่างอนผมสิ ” เขาบอกแก่เธอ
เธอถอนหายใจ เมื่อรู้ตัวว่า กำลังทำให้เขารู้สึกไม่ดี ก่อนที่จะตอบตกลงตามที่เขาต้องการ
“ ก็ได้ค่ะ..ที่ห้องก็ที่ห้อง ”
“ ตกลงครับ...แล้วเจอกันนะ สวัสดีครับ ” เขาพูดจบ แล้วกดปุ่มวางสายไป
            จะมีใครอีกไหมที่ชีวิตจะมีความสุขได้อย่างเขา ชีวิตที่เป็นผู้นำไม่ต้องตามใคร มีแต่คนมาคอยตามเอาใจอยู่เสมอ โชติวุฒิฉีกยิ้มอย่างภาคภูมิใจให้กับชีวิตที่ยิ่งใหญ่ของตัวเอง ทั้งเรื่องการงาน เรื่องครอบครัว และแม้แต่เรื่องผู้หญิง ที่ดูเหมือนว่า เขากำลังทำคะแนนได้ดีเสียด้วย
             ชีวิตคู่ลับๆ ของเขากับเด็กสาวนักศึกษาอย่าง วาดลัดดา ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อห้าเดือนก่อน ตอนที่เขาไปงานเลี้ยงรุ่นกับเพื่อนๆ ส่วนเธอก็ไปเป็นเด็กฝึกงานประชาสัมพันธ์ในโรงแรมที่เขาได้จัดงาน หลังจากนั้นต่อมาอีกสองอาทิตย์ เธอก็ตกลงปลงใจที่จะคบกับเขา โดยไม่ได้ระแคะระคายใดๆ ทั้งสิ้นเกี่ยวกับตัวเขาเลย โดยเฉพาะเรื่องที่เขามีครอบครัวแล้ว เธอเชื่อแค่ว่า เขาเป็นนักธุรกิจหนุ่มโสด ที่มีความรู้ ความสามารถ และรักเธอจริง อย่างที่เขาเองก็ได้พร่ำบอกเธออยู่ทุกวัน นั่นอาจเป็นเพราะว่า สมัยเด็กๆ ชีวิตของวาดลัดดาไม่เคยได้รับความรัก ความเอาใจใส่จากผู้เป็นบิดาเลย เพราะเขาได้เสียชีวิตไปตั้งแต่เธอยังเล็กๆ เธอจึงเติบโตมาด้วยความรัก ความเอาใจใส่จากผู้เป็นแม่ และพี่สาวเท่านั้น ครั้นเมื่อเธอได้รับความรักจากชายหนุ่มผู้มีฐานะ และหน้าตาค่อนข้างดี จึงทำให้เธอเผลอไผลไปกับห้วงอารมณ์รัก และสุดท้ายก็ปล่อยตัวปล่อยใจให้แก่เขาในที่สุด
            ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เธอคิดอยู่เสมอว่า เขาคือ คนที่ใช่สำหรับเธอ แต่ในทางกลับกันเขาเองกลับคิดว่า เธอเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาเลือกมาหาเพื่อปลดปล่อย และคลายความตึงเครียดจากงาน และจากครอบครัวเท่านั้น เหมือนดังเช่นเมื่อวานนี้ วันนี้ และวันต่อๆ ไป หากวันใดที่เขาเริ่มรู้สึกเบื่อ หรือมีสิ่งใหม่ๆ ที่ดูเร้าใจกว่าเข้ามา เขาก็คิดว่า เขาจะผละจากเธอไปให้เร็วที่สุด ก็เท่านั้นเอง
            วาดลัดดากดปุ่มวางสายด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัว เธอน้อยใจว่า เพราะเหตุใดคนรักของเธอถึงให้ความสำคัญกับเธอไม่มากเท่าที่ควร เพราะความรัก...ทำให้เธอไม่กล้าที่จะคิดว่า เขานอกใจ เธอกลัวการจากลา กลัวกับหลายๆ สิ่ง และหลายๆ อย่าง ที่คู่รักหลายๆ คู่ต้องเผชิญ เธอคิดเสมอว่า นั่นอาจเป็นเพราะเธอยังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจคนวัยทำงานอย่างเขา มันจึงเกิดเป็นปัญหาช่องว่างระหว่างวัยขึ้น เธอจึงทำได้แค่ยินยอมรับฟัง และปฏิบัติตาม ทั้งนี้เพื่อไม่ให้คนที่เธอรักรู้สึกไม่ดี และพาลอารมณ์เสียใส่เธอ จนกลายเป็นปัญหาทะเลาะเบาะแว้งในภายหลัง
“ อะไรกันยายวาด...นี่เธอยอมแฟนอีกแล้วเหรอไง ? ” เพื่อนสาวของเธอในกลุ่มถามขึ้น
“ ก็ยอมเขาไปนั่นแหละ...ดีกว่าที่จะต้องมาทะเลาะกัน ” เธออธิบาย
“ ยอมๆ ๆ ๆ ๆ ยอมตลอด ถ้าเป็นฉันนะ จะโวยวายให้ถึงที่สุดเลยคอยดู!! ” เพื่อนอีกคนกล่าวอย่างหงุดหงิด
“ ฉันว่า เขาต้องมีคนอื่นแน่ๆ!!! ” เพื่อนอีกคนแสดงความคิดเห็นบ้าง
“ นี่พวกเธอ...เลิกคิดในแง่ร้ายกันได้แล้ว อย่าทำให้ฉันต้องประสาทเสียไปมากกว่านี้เลยได้ไหม ฉันขอร้อง!! ” วาดลัดดาบอกแก่เพื่อนๆ
“ ก็มันน่าคิดนี่...ทำตัวลับๆ ล่อๆ มาหาได้เฉพาะเวลากลางคืน แถมวันหยุดก็ไม่เคยไปเที่ยวด้วยกัน หนำซ้ำยังไม่เคยพามาเปิดตัวกับเพื่อนฝูงเลย ถ้าเธอไม่ติดว่า เป็นเพื่อนฉันนะ...ฉันจะคิดว่า เธอ...เป็น... ” เพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้น แต่ไม่ทันไรก็หยุดพูดทันทีราวกับว่า มันเป็นสิ่งที่ไม่สมควรจะพูดออกมา
“ เป็นอะไร ?? ...เธอว่า ฉันเป็นอะไร ?? ” วาดลัดดาถามกลับอย่างสงสัย
“ ก็เป็นเมียน้อยน่ะสิ!! ดีไม่ดีเขาอาจจะมีเมีย มีลูกอยู่แล้วก็ได้นะ ” เพื่อนคนนั้นพูดออกมา คำพูดนั้นช่างมีความหมายที่แย่สำหรับวาดลัดดานัก เธอมีความรู้สึกราวกับกำลังโดนตบหน้า เธอรับไม่ได้กับสิ่งที่เพื่อนของเธอพูด
            เธอลุกขึ้นจากม้านั่ง แล้วสะพายกระเป๋าสีเขียวของเธอเดินออกมาจากกลุ่มด้วยท่าทีที่หงุดหงิด มีเพียง คณิต เพื่อนชายในกลุ่มเท่านั้น ที่เดินตามเธอออกมา
“ วาด...เดี๋ยว...รอเดี๋ยว!!! ” เขาร้องเรียกเธอ แต่วาดลัดดากลับยิ่งเดินเร็วขึ้น จนเขาต้องรีบคว้าแขนเธอไว้
“ อะไรกันก้อง...เธอจะตามมาถากถางฉันอีกคนด้วยหรือไง ?? ” วาดลัดดาถามเพื่อนของเธอ
“ ฉันไม่ได้มาถากถาง แต่ฉันเป็นห่วงเธอนะวาด ” เขาบอก
“ ขอบคุณที่เป็นห่วงฉันนะก้อง แต่ตอนนี้ฉันไม่อยากคิดมากเรื่องคุณโชติ เพราะฉันยิ่งคิด...ฉันก็ยิ่งปวดหัว ” เธอบอกด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก
“ ก็ไม่ต้องคิดสิ...ไม่ผิดหรอกที่เธอจะตามใจเขา เขาเองจะยิ่งรู้สึกดีกับเธอมากขึ้นด้วยที่เธอเข้าใจ ” ก้องพูดปลอบ
“ แต่มันก็จริงอย่างที่เพื่อนๆ ว่า ฉันกลัวนะก้อง...ฉันกลัวว่า เขาจะมีคนอื่น ฉันกลัวว่า เขาจะมีครอบครัวแล้ว!! ” ยิ่งวาดลัดดาพูดออกมาเท่าไร น้ำตาเธอก็ยิ่งเอ่อไหลออกมาเท่านั้น ขณะนี้เธอกำลังร้องไห้ เธอรู้สึกเสียใจกับชีวิตรักของเธอ ที่ผ่านมาเธอพยายามที่จะไม่คิดมากในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ แต่ทว่าความเป็นจริงแล้ว เรื่องเล็กน้อยเหล่านี้กลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เธอเก็บกด และเครียด แต่เธอก็ไม่สามารถที่จะแสดงออกมาเพื่อให้โชติวุฒิรับรู้ เพราะกลัวว่า จะมีปัญหากันในภายหลัง
            ก้องสวมกอดเธอเพื่อปลอบประโลม วาดลัดดาเองก็ยกแขนของเธอสวมกอดเขาเช่นกัน เธอรับรู้ได้ทันทีว่า เขาเป็นห่วงเธอมาก และเธอเองก็พยายามที่จะไม่คิดมากในเรื่องของเธอ และคนรัก เพื่อความสบายใจของคนรอบข้าง
“ เธอรู้อยู่แก่ใจว่า เขาก็รักเธอไม่ใช่เหรอ ? ” ก้องพูดขึ้น เพื่อให้วาดลัดดารู้สึกดี
“ ก็...รู้มั้ง..เขาเองก็พูด ” เธอเอ่ยออกมาเบาๆ
“ เห็นไหมล่ะ!!...เธอเองก็อย่าไปใส่ใจเสียงนก เสียงกาเลย เรื่องนี้มันเป็นเรื่องของคนสองคนเท่านั้น คนอื่นไม่เกี่ยว ” ก้องพูดปลอบ
วาดลัดดาตอบรับเบาๆ ในลำคอเป็นเชิงเข้าใจ เธอถอนตัวออกมาจากอ้อมกอดของเขา พลางหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตา
“ ขอบคุณมากนะก้อง อย่างน้อยเธอก็ยังเป็นกำลังใจให้ฉัน ” วาดลัดดาพูดพลางยิ้มออกมา
“ อืม...ก็เราเป็นเพื่อนกันนี่ เพื่อนต้องให้กำลังใจกัน ” เขาบอกเธอ
วาดลัดดาไม่ได้พูดอะไร เธอมองก้อง แล้วฉีกยิ้มออกมาด้วยความซาบซึ้ง
“ เธอรู้ตัวไหมก้องว่า เธอเป็นผู้ชายที่ดีมาก เป็นผู้ชายในอุดมคติของผู้หญิงหลายๆ คน เพราะเธอใส่ใจต่อความรู้สึกของคนอื่น... ” เธอกล่าวชมเขา
ก้องมองเธอ แล้วยิ้มให้เป็นเชิงพอใจกับสิ่งที่ได้ยิน
“ ...แต่น่าเสียดายนะ ที่เธอไม่ใช่ผู้ชายแท้...ผู้หญิงหลายๆ คนคงผิดหวังอยู่เหมือนกัน ” เธอพูดต่อ เพราะเธอรู้ดีว่า ก้องไม่ใช่ผู้ชายทั้งแท่ง เพราะตลอดเวลาที่รู้จักกันมา เขาไม่เคยแสดงท่าทีว่า ชอบ หรือสนใจผู้หญิงคนไหนเลย หนำซ้ำยังชอบมาอยู่ในกลุ่มเพื่อนผู้หญิงอย่างกลุ่มของเธออีกด้วย จนทำให้ใครๆ ต่างก็พากันเข้าใจว่า แท้จริงแล้ว ก้องอาจจะเป็นพวกรักร่วมเพศก็เป็นได้
“ แต่...บางที...ฉันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เธอเข้าใจก็ได้นะ ” ก้องค่อยๆ กล่าวปฏิเสธ
“ นี่..เธอไม่ต้องมาปกปิดฉันหรอกนะ ฉันรับได้...ยังไงเราก็เพื่อนกัน ” วาดลัดดาพูดขึ้นเป็นเชิงยอมรับในสิ่งที่ก้องเป็น
ก้องมองเธอ แล้วถอนหายใจออกมา เพราะเขารู้ตัวดีว่า เขาไม่ได้เป็นในสิ่งที่ใครๆ พูด
“ วาด...วาด.... ” เสียงๆ หนึ่งร้องเรียกสาวน้อยมาจากทางด้านหลัง ทำให้ทั้งเธอ และก้องหันไป
             ปรากฏให้เห็นเป็นสาววัยทำงานผู้หนึ่ง อายุห่างจากวาดลัดดาประมาณสี่ถึงห้าปี เธอมีผิวสีขาวเหลือง สวมชุดผ้าฝ้ายสีส้ม กระโปรงสีดำ มือข้างหนึ่งถือแฟ้มใส่รายงาน บางอย่างบนหน้าเธอมีส่วนคล้ายกับวาดลัดดาอยู่มาก โดยเฉพาะดวงตาที่กลมโต และจมูกที่เป็นสันได้รูป เธอเดินตรงปรี่เข้ามาหานักศึกษาสาว
             สาวน้อยมองหญิงสาวผู้นั้นพลางยิ้มให้ ก่อนที่จะทักทายกลับ
“ คะ...พี่พิมพ์ ” เธอร้องทักพี่สาวของเธอ
หญิงสาวผู้นั้นเดินมาหาเธอ ก่อนที่จะเอามือตีแขนของเธอเบาๆ
“ นี่...พี่บอกแล้วไง เวลาอยู่มหาวิทยาลัยให้เรียกพี่ว่า อาจารย์ ” หญิงสาวบอกแก่เธอ
“ ค่ะ...อาจารย์ ” เธอตอบรับ
“ แล้วนี่ทานข้าวหรือยัง ครูเพิ่งตรวจงานเสร็จ...พอดีเจอเรา ว่าจะมาชวนไปทานข้าวด้วยกัน..ไปด้วยกันไหม ? ”  หญิงสาวถามวาดลัดดา
“ ไป...ก็ได้ค่ะ ” เธอตอบ
“ แล้วคณิตล่ะ...จะไปทานกับครูด้วยไหม ? ” อาจารย์สาวหันมาถามก้อง
“ เชิญเลยครับอาจารย์ ผมยังไม่ค่อยหิว ” เขาตอบ
“ ถ้าอย่างนั้นครูจะไปรอเราที่รถนะ คุยกับเพื่อนเสร็จแล้วก็รีบตามมาละกัน อย่าช้าล่ะ!! ” หญิงสาวบอกกับเธอ แล้วเดินออกมาจากวงสนทนา  เพื่อตรงไปยังลานจอดรถข้างตึกคณะฯ อย่างปราดเปรียว
“ งั้น....เราไปก่อนนะก้อง ไว้เจอกันตอนคาบบ่าย ” เธอบอกแก่เขา
“ อืม..เจอกัน ” ก้องกล่าวทิ้งท้าย
วาดลัดดาหันหลัง แล้วเดินตามพี่สาวของเธอไปยังลานจอดรถ ปล่อยให้ก้องมองเธอจนหายลับตา
             ก้องครุ่นคิดอยู่ในใจถึงเรื่องที่ใครๆ ต่างเข้าใจผิดว่า เขาเป็นพวกนิยมไม้ป่าเดียวกัน แม้แต่กับวาดลัดดา เพื่อนสาวคนสนิทของเขา แต่เขาก็เข้าใจว่า จะมีผู้ชายแท้ๆ ที่ไหน ที่จะมาอยู่ในกลุ่มของผู้หญิง หากไม่ใช่พวกรักร่วมเพศ แต่ทั้งหมดนั้นเป็นเพราะเธอเพียงคนเดียว สาวผิวสีเหลือง ดวงตากลมโต อย่างวาดลัดดา ที่ทำให้ใครๆ ต่างมองเขาในแง่นี้ แต่สำหรับเขาการที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับเธอ ได้ปกป้อง และดูแลเธอในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง เขาก็ดีใจ เพราะอย่างน้อยสำหรับเขา และเธอ ก็คงเป็นได้ไม่มากไปกว่า คำว่า...เพื่อน
             ทางด้านวาดลัดดา และพี่สาวของเธอ พิมพ์ประภัสร์ กำลังรับประทานอาหารกันอยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านถนนสุขุมวิท พิมพ์เอ่ยชักชวนน้องสาวของเธอให้มาอยู่ด้วยกันที่คอนโดฯ แต่วาดลัดดากลับปฏิเสธ เหตุเพราะเธอกลัวว่า พี่สาวจะจับได้เรื่องที่เธอกำลังคบหากับโชติวุฒิ
“ ทำไมเราไม่ย้ายมาอยู่กับพี่เสียล่ะ จะต้องให้แม่เปลืองค่าหอพักเราทำไม ? ” พิมพ์ถามน้องสาว
“ ก็หนูต้องทำรายงานนี่คะ แถมกว่าหนูจะกลับเข้าห้องก็ดึกๆ ดื่นๆ อีก รบกวนพี่พิมพ์แย่ ” เธอแก้ตัว ทั้งที่ความจริงเธอรู้อยู่เต็มอกว่า เพราะอะไร...
“ ทำรายงานจริงหรือเปล่า ไม่ได้อยู่กับใครหรอกนะ ?!! ” เธอจับผิดน้องสาวของเธอ
“ จะบ้าเหรอพี่พิมพ์..หนูก็อยู่คนเดียวของหนูสิคะ จะให้หนูอยู่กับใครล่ะ ” วาดลัดดาปฏิเสธเสียงแข็ง
“ พี่ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่...ก็แค่สงสัยว่า เราอยู่กับใครหรือเปล่า...ก็เท่านั้น!! ” เธอบอก
“ แล้วพี่พิมพ์สงสัยใครเหรอคะ...อย่าบอกนะว่า สงสัยนายก้อง ?!! ” น้องสาวของเธอถามกลับ
“ ใช่!!...พี่สงสัยนายคณิต ” เธอยอมรับ
“ โธ่!! พี่พิมพ์..นายก้องเขาเป็นเกย์ค่ะ เขาไม่ได้ชอบผู้หญิงหรอก ” วาดลัดดาบอก
“ พี่ไม่เชื่อหรอก...เขาดูไม่เห็นเหมือนเกย์เลย ” เธอกล่าว
“ เขาก็คงจะแอ๊บแมน เพื่อปิดบังครอบครัวน่ะค่ะพี่ ” วาดลัดดายังคงยืนกราน
“ เอาเถอะ...จะอย่างไรก็แล้วแต่.. ” เธอพูดยังไม่ทันจบ ก็ยื่นมือของเธอมาจับมือน้องสาวเธอไว้
“...สัญญากับพี่ได้ไหมวาด...ว่าเราจะไม่ชิงสุกก่อนห่าม อย่าทำให้แม่เสียใจ...เหมือนอย่างพี่ ” เธออ้อนวอนน้องสาว
วาดลัดดามองหน้าพี่สาวอย่างอึดอัดใจ เธอรู้ตัวดีว่า สายไปเสียแล้วกับสิ่งที่พี่สาวร้องขอ แต่เธอก็ต้องข่มใจที่จะรับปาก แม้รู้ว่า มันไม่ทันการณ์แล้วก็ตาม
“ เขา...ยังติดต่อกับพี่อยู่ไหม ? ” วาดลัดดาเอ่ยปากถามพี่สาวของเธอถึงบุคคลหนึ่ง
“ ใคร ? ” พิมพ์ถามกลับ
“ ก็คุณหมอไง...คุณหมอเมฆ ” เธอว่า
พิมพ์ถอนหายใจนิดหน่อย เธอรู้สึกอึดอัดกับการที่จะตอบคำถามนี้ แต่เธอก็ยินดีที่จะเล่าให้น้องสาวของเธอฟัง
“ ก็...ยังติดต่อมาอยู่ แต่พี่ไม่รับสายเขาหรอกนะ อย่างเมื่อเช้านี้เขาก็ส่งข้อความมา ” เธอเล่า
“ ส่งมาว่าอะไร ? ” วาดลัดดาถามกลับ
“ ก็ส่งมาประมาณว่า ขอคืนดี ให้โอกาสผมได้อธิบายหน่อย...ก็แค่นี้ ” เธอว่า
“ แล้วทำไมพี่ไม่ฟังเขาอธิบายหน่อยล่ะ ? ” น้องสาวของเธอถาม
“ จะต้องให้อธิบายอะไรอีก ก็ในเมื่อพี่เห็นเขาอยู่กับนางผู้หญิงคนนั้นในห้องน้ำ และไม่ได้สวมอะไรแม้แต่เสื้อผ้า จะต้องให้พี่ฟังอะไรจากเขาอีกเหรอ ? ” น้ำเสียงของเธอเริ่มสั่นเครือ วาดลัดดาเข้าใจดีว่า พี่สาวของเธอกำลังสะกดกลั้นอารมณ์ไม่ให้ร้องไห้
“ โอเคค่ะ...หมดคำถามแล้ว!!! ” วาดลัดดาพูดเพื่อปิดประเด็น เพราะเธอไม่อยากเห็นพี่สาวของเธอร้องไห้อีก
พิมพ์ประภัสร์ไม่อาจกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ เธอเอื้อมมือไปหยิบกระดาษชำระบนโต๊ะมาซับน้ำตา
“ เพราะอย่างนี้ใช่ไหม พี่ถึงย้ายข้าวของออกมาจากบ้านเขา และมาเช่าคอนโดฯ อยู่เอง แล้วนี่ยังจะให้หนูไปอยู่ด้วยอีก ? ” วาดลัดดาถาม
“ ใช่!! ก็พี่เลิกกับเขาแล้ว พี่ก็ต้องมาอยู่ของพี่เองสิ และเธอเองก็ควรจะมาอยู่กับพี่ด้วย เพื่อแม่จะได้ไม่ต้องมาลำบาก ” เธออธิบาย
“ โธ่...พี่พิมพ์ หนูอยู่ของหนูอย่างนี้สบายกว่ากันเยอะ แล้วอีกอย่างถ้ากลัวจะเดือดร้อนเงินทองแม่นัก หนูหาเงินของหนูเองก็ได้ ” วาดลัดดาบอกกับพี่สาว
“ เราจะไปทำอะไร ยังเรียนอยู่เลยนะ ? ” เธอถาม
“ เยอะแยะไปพี่..ไม่ต้องเป็นห่วงหนูหรอก ” สาวน้อยกล่าว
พิมพ์ประภัสร์รู้สึกเหนื่อยใจ ที่จะโน้มน้าวยายน้องสาวหัวแข็งคนนี้ เธอจึงเปลี่ยนเรื่องสนทนา
“ เออนี่...ยายวาด!! เมื่อวานพี่ไปเดินห้างฯ มา ซื้อน้ำหอมที่เธออยากได้มาด้วย เห็นบ่นๆ ว่า หมดไม่ใช่เหรอ ? ” เธอพูดพลางหยิบขวดน้ำหอมขึ้นมาจากถุงกระดาษ แล้วส่งให้กับน้องสาว
“ พี่นี่รู้ใจหนูจริงๆ เลย...ดูสิ ซื้อของมาฝากน้องด้วย ” วาดลัดดากล่าวพลางเปิดฝาน้ำหอมออกอย่างอารมณ์ดี เพื่อสูดกลิ่นหอมอ่อนๆ ของหัวฉีดอย่างที่เธอชอบ ทว่าไม่ทันที่เธอจะได้สูดกลิ่นแต่อย่างใด เพียงแค่ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยมาจากหัวฉีด เธอก็ผละขวดน้ำหอมออกไปให้พ้นจมูก และทำท่าราวกับว่า มันเป็นขยะชิ้นหนึ่ง
“ ทำไมมันเหม็นอย่างนี้เนี่ยพี่พิมพ์...เหม็นมากเลย ?? ” เธอว่า
“ เหม็นอะไร..หอมจะตาย เธอเองก็ใช้อยู่บ่อยๆ ยังจะมาว่า เหม็นอีก ” พิมพ์พูดอย่างสงสัย
“ เหม็นสิพี่...เอาไปลองดมดูสิ ” เธอพูดพลางยื่นขวดน้ำหอมให้แก่พี่สาว
พิมพ์รับขวดน้ำหอมมาดม แล้วฉีดใส่ข้อมือตัวเอง
“ ก็ไม่เหม็นนี่..กลิ่นก็ปกติ นี่ไง..ลองดมดู ” เธอยื่นข้อมือของเธอให้น้องสาวดม แต่ก็ถูกผลักออกมาทันทีที่วาดลัดดาได้กลิ่น
“ ไม่เอาค่ะพี่...หนูเหม็น!! พี่เอาไปใช้เถอะ หนูไม่เอาแล้ว ” วาดลัดดากล่าว ท่าทีของเธอดูรังเกียจอย่างเห็นได้ชัด
“ เป็นอะไรของเธอยายวาด...อยู่ๆ ก็มาบ่นเหม็น ทั้งๆ ที่น้ำหอมกลิ่นนี้เธอก็ใช้เป็นประจำแท้ๆ ” เธอสงสัยในตัวน้องสาว
“ ไม่รู้เหมือนกันค่ะพี่...แต่เอามันไปให้พ้นๆ หนูเถอะ หนูเหม็นมาก ” วาดลัดดายังคงยืนกราน
              พิมพ์ประภัสร์สงสัยในตัวน้องสาวของเธอว่า เป็นอะไร แต่สุดท้ายเธอก็ยินดีที่จะเก็บน้ำหอมใส่ลงไปในถุงกระดาษดังเดิม เธอไม่พูดอะไร และไม่คิดที่จะถามอะไรจากน้องสาว เพราะเธอรู้ดีว่า น้องสาวของเธอก็ไม่สามารถให้คำตอบแก่เธอได้เช่นกัน จากอาการแพ้กลิ่นน้ำหอมที่เพิ่งเกิดขึ้น
 
อ่านบทที่ 4 ได้ที่นี่ค่ะ >>> http://www.sakulthaionline.com/?q=story/7483