ในดวงมาน :: 7 Days $ister <บทที่ 2>

Author: 
กษิรดา

บทที่ 2 :: บทสัมภาษณ์
 
            หลังจากที่เจี๊ยบติดต่อกับฝ่ายบุคคลถึงเรื่องการสัมภาษณ์งาน เธอก็ได้ถูกเชิญมายังห้องโถงของบริษัทฯ เพื่อให้รอฟังการเรียกชื่อ แน่นอนว่า ไม่ได้มีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้นสำหรับการสัมภาษณ์ในครั้งนี้ แต่ยังมีเธอ และคนอื่นๆ อีกสี่คน ที่มีนัดสัมภาษณ์งานในตำแหน่ง ผู้ช่วยครีเอทีฟ
            เธอมองดูลักษณะคู่ต่อสู้ของเธอแต่ละคน ทุกคนล้วนแต่งตัวอย่างมีเอกลักษณ์ และแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นชายใส่แว่นรูปร่างผอม ที่นั่งอยู่ริมสุดของโซฟา การแต่งกายของเขาดูคล้ายๆ กับ ยุทธ ชายหนุ่มที่ทำงานอยู่บริษัทแห่งนี้ ซึ่งเธอเพิ่งชวนเขาขึ้นรถแท็กซี่ด้วยกันมาก่อนหน้านั้น และถัดมาคือ สาวผิวคล้ำที่ดูลักษณะการแต่งกายแล้วคล้ายกับผู้ชาย บางทีเธออาจจะไม่ได้ชอบผู้ชายด้วยก็เป็นได้ ส่วนผู้ที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับเธอนั้นคือ สาวน้อยอายุประมาณยี่สิบกว่าๆ ที่เพิ่งเรียนจบมาหมาดๆ และหนุ่มใหญ่ที่นั่งข้างๆ เธอ ดูท่าทางแล้ว เขาน่าจะเป็นเจ้าของกิจการมากกว่าจะมาสมัครเป็นผู้ช่วยครีเอทีฟเสียอีก
            ขณะที่เธอกำลังพิจารณาคู่ต่อสู้ของเธอแต่ละคนอยู่นั้น พนักงานสาวฝ่ายบุคคลก็เดินมาเรียกชายหนุ่มใส่แว่นที่นั่งริมสุดเข้าไปสัมภาษณ์ทันที ชายหนุ่มคนนั้นตอบรับ และหยิบเอกสารเตรียมตัวจะลุกขึ้นไป แต่จู่ๆ สาวใหญ่วัยกลางคน ผู้เป็นหัวหน้าฝ่ายบุคคลก็เดินออกมาจากห้อง แล้วคุยกับพนักงานสาวที่กำลังเตรียมพาชายผู้นั้นเข้าไปในห้องเพื่อทำการสัมภาษณ์
“ น้องครีมจ๊ะ...เมื่อครู่ครีเอทีฟโทรฯ มา เขาบอกว่า เขาจะขอสัมภาษณ์คนมาสมัครงานเอง น้องครีมเชิญเขาไปที่ห้องของครีเอทีฟทีนะจ๊ะ ” สาวใหญ่ผู้นั้นบอก
“ ได้ค่ะ...ถ้าอย่างนั้นเชิญคุณทางด้านนี้เลยค่ะ ” พนักงานสาวตอบรับหัวหน้าของเธอ พลางผายมือเชิญชายหนุ่มผู้นั้นไปอีกทางหนึ่ง
 “ พี่ศรีคะ..ครีเอทีฟเขาจะสัมภาษณ์งานเองเลยเหรอ ? แปลกจัง!! ” พนักงานสาวอีกคนหนึ่งยื่นหน้าออกมาจากห้อง เพื่อถามหัวหน้าของเธอ
“ เขาโทรฯ มาบอกพี่เมื่อสักครู่ว่า อันที่จริงคนที่จะทำงานร่วมกับเขา เขาก็ต้องเป็นคนเลือกเอง ฉะนั้นแล้ว...นี่ก็ต้องเป็นหน้าที่เขา ที่จะสัมภาษณ์กับผู้ที่มาสมัครงาน ” หัวหน้าฝ่ายบุคคลบอกกับลูกน้องของเธอ
“ แล้วอย่างนี้จะได้รับสักคนไหมเนี่ย ? ” พนักงานสาวถามอีกครั้ง
“ พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน ” หัวหน้าของเธอกล่าว ก่อนจะเดินเข้าห้องแผนกฝ่ายบุคคล
พนักงานสาวผู้นั้นหันมองดูเจ้านายของเธอที่เดินเข้าห้อง ก่อนที่จะหันกลับมามองผู้ที่กำลังนั่งรอสัมภาษณ์งาน รวมทั้งตัวเจี๊ยบเองด้วย
“ โชคดีนะคะ ” พนักงานสาวบอกกับเจี๊ยบ ก่อนที่จะเดินกลับเข้าไปในห้อง และนั่นก็ทำให้เจี๊ยบเองรู้สึกใจหายวาบขึ้นมาทันที
            เจี๊ยบหันมามองผู้ที่นั่งรอสัมภาษณ์งานเช่นเดียวกับเธอ พวกเขาเหล่านั้นก็ไม่ได้ดูมีท่าทีที่ต่างไปจากเธอเลย จะมีก็แต่สาวห้าวที่แต่งตัวคล้ายกับผู้ชาย ดูจะไม่แสดงอาการหวั่นเกรงใดๆ ออกมา นอกจากพูดบ่นพร่ำปลอบใจตัวเอง และคนอื่นๆ แล้ว ก็ยังเล่นมุข ( เสี่ยวๆ ) อยู่คนเดียว บางครั้งก็มีการพูดจาหยอกล้อกับสาวน้อยที่นั่งตรงข้ามกับเจี๊ยบด้วย แต่ดูสาวน้อยผู้นั้นก็ไม่ได้สนใจสาวห้าวเลยแม้แต่น้อย
            ไม่นาน ชายหนุ่มใส่แว่นที่ได้เข้าไปสัมภาษณ์คนแรกก็เดินกลับออกมา พร้อมกับพนักงานฝ่ายบุคคลสาวที่พาเข้าไปสัมภาษณ์งานในช่วงต้น หนุ่มแว่นผู้นั้นไม่ได้แสดงออกทางสีหน้าถึงความสำเร็จแต่อย่างใด เพียงแต่รีบเดินลงบันไดไปทันที โดยไม่ได้กล่าวอะไรกับผู้ที่มารอสัมภาษณ์ หรือพนักงานสาวผู้นั้นเลยสักคำ นั่นยิ่งทำให้ผู้ที่นั่งรอเกิดความรู้สึกหวั่นใจมากขึ้นไปอีก
“ เชิญคุณดวงพรค่ะ ” พนักงานฝ่ายบุคคลเรียกชื่อสาวห้าวผู้นั้น เธอลุกขึ้นจากเก้าอี้โซฟาด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มเพื่อสะกดอารมณ์กลัว เธอพูดจาหยอกล้อกับพนักงานสาว ขณะที่เดินไปยังห้องของครีเอทีฟใหญ่
             เจี๊ยบมองตามเธอไปจนลับสายตา แล้วหันกลับมามองดูผู้ที่รอสัมภาษณ์ที่เหลือ...อีกไม่กี่คนก็จะถึงเธอแล้ว เธอควรใช้เวลาที่มีอยู่ คิด และออกแบบคำพูดที่ดูดี เพื่อสำหรับแนะนำตัวเองขณะถูกสัมภาษณ์ดีกว่า แต่ทว่า เวลาช่างผ่านไปไวเหมือนสายลม ไม่ทันที่เธอจะคิดคำพูดได้จบประโยค สาวห้าวผู้นั้นก็เดินกลับมา เธอเฝ้าถามแต่พนักงานตลอดทางที่เดินกลับมาว่า ครีเอทีฟได้รับเธอเข้าทำงานแล้วหรือยัง ?
“ ไว้ทางเราจะติดต่อกลับไปอีกทีนะคะ ” นั่นคือคำตอบของพนักงานสาว จากหลายๆ ครั้งที่เธอตอบแก่สาวห้าว
“ เชิญคุณสุชาติค่ะ ” เธอตัดบทเรียกหนุ่มใหญ่ที่นั่งข้างๆ เจี๊ยบ ชายผู้นั้นลุก และเดินตามพนักงานสาวผู้นั้นไปอย่างไม่รีรอ เหลือไว้ก็แต่สาวห้าว ผู้ซึ่งได้รับคำตอบที่ไม่น่ายินดีสักเท่าไรจากพนักงานฝ่ายบุคคล
              เจี๊ยบละสายตาจากสาวห้าว แล้วมานั่งนึกบทพูดให้ตัวเองต่อ...ชื่อ...นามสกุล...ผลการศึกษา...กิจกรรม...ต้องเปลี่ยนให้ดูดีอีกนิด ผลงานที่เธอได้เคยทำ และชีวิตการทำงานของเธอ ใช่!! ชีวิตการทำงานตลอดเก้าปี กับงานที่เธอไม่ได้ชอบเอาเสียเลย
               เธอใช้เวลาในการรอสัมภาษณ์ที่เหลือคิดหาคำพูดเพื่อที่จะมาสรรเสริญ และปูประวัติของตัวเองให้ดูดี แน่นอน!! มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะหาคำพูดมาแก้ต่างว่า เพราะเหตุใดผู้หญิงอายุย่างเข้าเลขสามอย่างเธอ ถึงเปลี่ยนที่ทำงานมาแล้วตั้งสี่ที่ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วฐานะทางอาชีพการงานของเธอควรจะมั่นคงตั้งแต่เธออายุยี่สิบหกแล้ว แต่ในความเป็นจริง ณ ปัจจุบันนี้เธอยังไม่มีอะไรที่เป็นของตัวเธอเอง นอกจากห้องอพาร์ทเม้นท์ที่เธออาศัยอยู่ ที่ยังต้องจ่ายค่าเช่าเป็นเดือนๆ และในตอนนี้ เธอทำได้แค่เพียงพยายามนึกหาคำพูด และเหตุผลที่ไม่ใช่คำว่า ไม่ชอบงานเก่า หรือ เบื่องานเก่า ซึ่งคำพูดที่เธอจะใช้ควรฟังดูดี และสมเหตุสมผลมากกว่านี้ ถ้าเธอจะกล่าวอ้างถึงการเปลี่ยนงานของเธอ
“ เชิญคุณจิตติมาค่ะ ” พนักงานสาวร้องเรียกชื่อ เธอสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนที่จะคิดได้ว่า เธอชื่อ จิตติมา นั่นเอง
“ คะ ?? ” เธอขานรับเป็นเชิงถาม เพื่อให้แน่ใจว่า หล่อนเรียกชื่อเธอจริงๆ
“ เชิญสัมภาษณ์งานค่ะ ” พนักงานสาวผู้นั้นบอก พลางพยักหน้าเป็นเชิงให้เธอลุกขึ้น
               เธองงอยู่เล็กน้อยว่า ถึงลำดับของเธอตั้งแต่เมื่อไร นั่นเพราะว่า เธอมัวแต่นึกคิดคำพูดจนลืมสังเกตสาวน้อยที่นั่งตรงกันข้ามว่า เธอถูกเรียกเข้าไปสัมภาษณ์ตั้งนานแล้ว และตอนนี้ก็ได้เวลาของเธอเสียที
“ พร้อมหรือยังคะ ? ” พนักงานสาวผู้นั้นถาม เนื่องจากเห็นท่าทางที่ดูงุนงงของเธอ
“ พร้อม...พร้อมแล้วค่ะ ” เธอรีบตอบ
“ ถ้าอย่างนั้น เชิญทางด้านนี้เลยค่ะ ” พนักงานสาวบอก พลางเดินนำหน้าเธอไปยังห้องสัมภาษณ์
               เธอรีบเดินตามพนักงานสาวไปทันที และในขณะเดียวกัน เธอก็พยายามที่จะนึกคำพูดที่จะมาใช้แก้ต่างในการลาออกจากงานเก่า แต่คิดเท่าไรก็ยังไม่ได้คำพูดที่ดูมีเหตุมีผลดีพอ จนกระทั่งเท้าของเธอก็พาเธอมายืนอยู่ตรงหน้าห้องสัมภาษณ์งาน
“ คุณเตรียมเอกสารพร้อมแล้วใช่ไหมคะ ? ” พนักงานสาวถาม
“ ค่ะ ” เธอตอบ
“ ดีมากค่ะ...คนที่มาสัมภาษณ์งานคนก่อนหน้าคุณ เขาไม่มีใบวุฒิบัตรการศึกษา กับสำเนาทะเบียนบ้านอย่างถูกต้อง จึงทำให้ที่อยู่ในบัตรประชาชน กับทะเบียนบ้านไม่ตรงกัน เลยโดนตอกหน้ากลับออกมา ของคุณมีครบใช่ไหมคะ ? ” พนักงานสาวถามอีกครั้ง เพื่อความแน่ใจ
“ ค่ะ..ครบค่ะ ” เธอตอบ
“ ถ้าอย่างนั้นเชิญคุณเข้าห้องไปได้เลยค่ะ ครีเอทีฟพร้อมที่จะสัมภาษณ์คุณแล้ว...เชิญค่ะ ” พนักงานสาวผู้นั้นผายมือเชิญเธอเข้าไปในห้อง
เธอพยักหน้าให้กับพนักงานสาวเล็กน้อย ก่อนที่จะผลักประตูเข้าไป
             ภาพที่ปรากฏภายในห้องนั้น เบื้องหน้าของเธอมีโต๊ะไม้ตัวใหญ่ตั้งอยู่ ราวกับว่า มันเป็นโต๊ะที่ใช้สำหรับการประชุมย่อยๆ เพื่อวางแผนงาน เธอมองซ้าย มองขวา เพื่อหาครีเอทีฟที่ว่า แต่เธอก็ยังไม่พบเขา จนเธอเดินก้าวเท้าเข้ามาในห้อง ก่อนที่จะค่อยๆ บรรจงปิดประตู แล้วเดินเลี้ยวขวาเข้ามาที่หัวมุม
“ เชิญเลยครับ ” เสียงผู้ชายคนหนึ่งร้องเรียกเธอมาจากทางด้านนั้น
              เธอเดินตรงไปหาเจ้าของเสียงที่ร้องเรียก พลันทำให้เธอได้พบกับบุคคลผู้เป็นเจ้าของเสียงที่ว่า นั่นคือ ชายหนุ่มรูปร่างสูง ผิวออกเหลือง เขาสวมชุดสีน้ำตาลเข้ม และกางเกงยีนส์สีดำ ต่างกันก็แค่ไม่มีซองเอกสารสีน้ำตาล และกระบอกใส่แบบเขียนงานที่เธอเคยเห็นเขาถือมันในตอนแรก ชายหนุ่มผู้นั้นมองเธอ และยิ้มให้ ส่วนเธอเองก็ยังคงยืนงงกับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า เพราะไม่นึกว่า ชายหนุ่มที่นั่งรถแท็กซี่คันเดียวกันกับเธอ จะเป็นผู้ที่รอสัมภาษณ์งานเธอในครั้งนี้
“ อ้าว!!...คุณยุทธ!! ” เธอเรียกชื่อเขาออกมา ก่อนที่จะพูดอะไรต่อ
“ คุณเป็นครีเอทีฟของที่นี่เหรอคะ ? ” เธอถามเขา
“ ใช่ครับ..ผมเป็นครีเอทีฟของที่นี่ ” เขาบอก
“ แล้วทำไมคุณถึงไม่บอกฉันล่ะคะ ? ” เธอถามอีก
“ ก็คุณไม่ได้ถามผมตั้งแต่แรกนี่ครับ ” เขาตอบเธอ
เธอยื่นนิ่ง และพยายามที่จะพูดบางอย่างออกมา แต่ดูเหมือนว่า เธอคิดคำพูดที่จะพูดไม่ออก
“ ฉ..ฉัน..พูดอะไรไม่ออกเลย เมื่อพบคุณ...คุณคือ คนที่จะสัมภาษณ์งานฉัน ” เธอพูดออกมา ใบหน้าของเธอแสดงออกถึงรอยยิ้มของเรื่องตลกที่กำลังเกิดขึ้น โดยเธอไม่คาดคิดมาก่อนว่า เรื่องบังเอิญเช่นนี้จะเกิดขึ้นกับเธอได้
“ ไม่ต้องคิดมากหรอกครับ ถึงอย่างไรเราก็ต้องเจอกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว...เอาเป็นว่า เชิญคุณนั่งก่อนดีกว่าครับ แล้วทำใจให้สบาย พร้อมสัมภาษณ์เมื่อไรค่อยบอกผมละกัน...ผมไม่รีบ เพราะคุณเป็นคนสุดท้ายในการสัมภาษณ์งานครั้งนี้ ” ยุทธบอกกับเธอพลางเลื่อนเก้าอี้ที่โต๊ะทำงานให้เธอนั่ง ก่อนที่เขาจะเดินอ้อมไปด้านหลัง เพื่อนั่งเก้าอี้ประจำของเขา
“ ฉันไม่ทำให้คุณเสียเวลาหรอกค่ะ ” เธอบอกแก่เขา เมื่อเธอเรียกสติกลับคืนมาได้ เธอค่อยๆ ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ และวางแฟ้มเอกสารของเธอไว้บนโต๊ะ
“ ผมคงไม่จำเป็นที่จะต้องดูมันแล้วล่ะครับ เชิญคุณเก็บไว้ให้พนักงานฝ่ายบุคคลดีกว่า ” เขาบอก เพราะเขาเคยดูแฟ้มประวัติผลงานของเธอมาก่อนหน้านั้นแล้ว
“ ตอนนี้ผมมีคำถามที่จะถามคุณอย่างหนึ่ง ” ชายหนุ่มเกริ่นออกมา
“ คำถามอะไรคะ ? ” เธอถามเขา
“ ผมอยากจะถามคุณว่า มีเหตุผลอะไรไหม ที่ผมจะต้องจ้างคุณเข้าทำงานเพื่อมาเป็นผู้ช่วยของผม ? ” นี่คือคำถามที่เขาถามกับเธอ ทำให้เธอถึงกับงุนงง และถอดสีหน้า เพราะทั้งชีวิตตั้งแต่เกิดมา เธอไม่เคยได้พบเจอกับคำถามอะไรแบบนี้มาก่อน
“ คุณถามคำถามนี้กับทุกคนเลยหรือเปล่าคะ ? ” เธอถามกลับเพื่อความมั่นใจ เพราะเธอกำลังสงสัยว่า ไม่ใช่เธอคนเดียวเท่านั้นใช่ไหมที่เจอกับคำถามลักษณะนี้
“ ผมกำลังถามคุณอยู่นะครับคุณจิตติมา ” เขาตอบกลับ แม้ว่า มันจะไม่ใช่คำตอบที่ตรงกับคำถามสักเท่าไร
เธอเข้าใจแล้วว่า นี่คือ บททดสอบสุดท้าย ของการสัมภาษณ์งานในครั้งนี้ ซึ่งเธอจะต้องผ่านมันไปให้ได้ เธอฉีกยิ้มให้เขาก่อนที่จะตอบคำถามที่เขาถามเธอไปเมื่อครู่
“ เหตุผลที่คุณจะต้องจ้างฉันมีแน่นอนค่ะ เพราะฉันฉลาด มีความสามารถ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี และที่สำคัญฉันสามารถเป็นที่ปรึกษาที่ดีให้คุณได้ค่ะ ” เธอตอบออกมาอย่างมั่นใจ แววตาของเธอฉายความมุ่งมั่น คำพูดของเธอที่พรั่งพรูออกมาเมื่อครู่ล้วนเป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น เธอรู้ตัวดีว่า ตัวของเธอเองเป็นคนแบบไหน และมีอุดมการณ์เช่นไร ครั้งนี้ก็เช่นกัน มันไม่ใช่คำพูดที่เธอได้คิดเอาไว้ล่วงหน้า แต่เธอกลับพูดมันออกมาในสิ่งที่เป็นตัวเธอเองล้วนๆ
              ยุทธมองหน้าเธอสักพัก เขาพยักหน้าอย่างช้าๆ และไม่ได้พูดอะไร ราวกับว่า เขากำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับเธออยู่ 
              เธอมองหน้าเขา  แล้วเม้มริมฝีปาก เพราะไม่แน่ใจว่า สิ่งที่ชายผู้นั่งอยู่ตรงหน้าเธอกำลังคิดอยู่นั้น เขากำลังคิดถึงเรื่องอะไร เขาพอใจกับคำตอบของเธอหรือไม่ ?? หรือบางทีเขากำลังใช้วิจารณญาณเพื่อพิจารณาสิ่งที่เธอพูดออกไป เพราะมันฟังดูตรงไปตรงมา และดูโอ้อวด จนอาจทำให้เขาคิดว่า เธอไม่เหมาะสมที่จะสามารถทำงานร่วมกันกับเขาได้ในอนาคต
“ ฉัน...คงไม่เหมาะกับการเป็นผู้ช่วยคุณมั้งคะ ? ” เธอค่อยๆ เอ่ยออกมา เมื่อเธอรู้สึกว่า ความเป็นไปได้ในการทำงานที่นี่ของเธอเริ่มลดลง
“ ผมยังไม่ได้บอกคุณเลยนะครับว่า คุณเหมาะ หรือไม่เหมาะ ” ยุทธบอกกับเธอ
“ ไม่รู้สิคะ...ฉันแค่รู้สึกน่ะ ” เธอกล่าว
“ อย่างนั้นเหรอครับ ? ” เขาถามกลับ
เธอไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ยิ้มน้อยๆ ให้กับเขา แล้วทำท่าว่า กำลังจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ เธอเตรียมใจ และรู้เอาไว้อยู่แล้วว่า คำพูดของเธออาจจะฟังดูตรงเกินไป จนทำให้เขารู้สึกไม่พอใจก็เป็นได้
“ นั่นคุณจะไปไหนครับ ? ” ยุทธถามเธอ
“ คุณสัมภาษณ์ฉันจบแล้วไม่ใช่เหรอคะ ? ฉันคิดว่า คงหมดธุระแล้ว ก็เลยจะขอตัว ” เธอบอกแก่เขา
“ ผมยังไม่ได้อนุญาตให้คุณกลับออกไปเลยนี่ครับ...เชิญนั่งลงก่อน ” เขาพูด
“ ฉันทราบดีค่ะว่า คำตอบของฉันเมื่อครู่นี้...อาจฟังดูตรงเกินไป แล้วฉันก็คิดว่า คุณอาจจะไม่ชอบฉัน แต่ที่ฉันพูดไป...มันคือ ตัวตนของฉันจริงๆ ” เธออธิบายให้เขาฟัง
“ ครับผม...ดีแล้วครับที่คุณพูดออกมาจากความรู้สึกจริงๆ และผมก็คิดว่า คุณเองก็ไม่โกหกผมหรอก ถ้าอย่างนั้น...วันจันทร์คุณมาทำงานตอนเก้าโมงเช้านะครับ โต๊ะของคุณอยู่ตรงนั้น แล้วก็นี่ครับ...กุญแจ ถ้าคุณมาก่อนก็เชิญคุณไขเข้ามาได้เลย ” ยุทธบอกกับเธอ พลางยื่นลูกกุญแจให้
“ คุณ...รับฉันเข้าทำงานแล้วเหรอคะ ? ”  เจี๊ยบถามเขา ด้วยสีหน้าที่งุนงง นี่เขารับเธอเข้าทำงานแล้วเหรอ ??!!
“ ครับ...คุณยังมีอะไรสงสัยอีกล่ะ ? ” เขาตอบ และถามเธอกลับ
“ ฉันอยากทราบแค่ว่า...เพราะอะไรคุณถึงรับฉันเข้าทำงานคะ ? ” เธอถามเขาอีกครั้งเพื่อความกระจ่าง
“ คุณเองก็บอกเหตุผลผมมาแล้วนี่ครับว่าเพราะอะไร ” เขาบอกคำตอบแก่เธอ ก่อนที่จะยิ้มให้เป็นการทิ้งท้าย
เธอมองเขาก่อนที่จะเปลี่ยนสีหน้าจากความงุนงง เป็นรอยยิ้มแห่งความดีใจ
              เธอกล่าวลาเขาผู้ซึ่งกำลังจะเป็นเจ้านายคนใหม่ของเธอ แต่ก่อนออกมาจากห้องนั้น เธอก็ไม่ลืมที่จะหยิบลูกกุญแจห้องทำงานใหม่ออกมา และเมื่อเธอก้าวเดินลงบันไดออกมาจากบริษัทนั้น เธอก็รีบหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋า เพื่อโทรฯ หาเพื่อนสาวคนสนิท และเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้แก่เพื่อนของเธอฟัง
            สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ แม้จะเป็นช่วงเวลาเพียงสั้นๆ แต่นั่นก็อาจเป็นช่วงเวลาที่สำคัญของใครหลายๆ คน ในการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ในชีวิต ที่พวกเขาได้เฝ้ารอคอยมัน เช่นเดียวกับจิตติมา ที่รอคอยการทำงานในอาชีพที่เธอใฝ่ฝันตั้งแต่เธอได้เรียนจบใหม่ๆ แม้ว่า ในช่วงแรก เธออาจจะเสียเวลา และมัวแต่ค้นหาตัวตนที่แท้จริงของเธอ จนปล่อยให้เวลาได้ผ่านพ้นไปอย่างน่าเสียดาย แต่สุดท้าย...ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนไม่มีคำว่า สาย ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจ และมีแรงใจที่จะผลักดันตัวเองอยู่ เมื่อนั้นความสำเร็จก็ไม่มีวันหนีไปไหน และมันจะยังคงอยู่ เพื่อเฝ้ารอคอย ให้เราได้ไขว่คว้ามันมาครอบครอง 
 
อ่านบทที่ 3 ได้ที่นี่ค่ะ >>> http://www.sakulthaionline.com/?q=story/7477