ในดวงมาน :: 7 Days $ister <บทที่ 1>

Author: 
กษิรดา

บทที่  1 :: เริ่มแรก
 
           เช้าวันหนึ่งในฤดูร้อนที่แสนจะอบอ้าว และเหนอะหนะ ที่เกิดกับเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร ได้ถูกปลุกขึ้นมาด้วยแสงแห่งรุ่งอรุณ เป็นสัญญาณที่บอกว่า วันแห่งความวุ่นวายอีกวันหนึ่งได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
           แสงแดดสีทองส่องประกายไปทั่วเมือง ไม่ว่าจะบนถนน ในตรอกซอกซอยต่างๆ แม้กระทั่งตึกระฟ้า และบ้านหลังน้อย ตลอดจนช่องหน้าต่างบานเล็กๆ ของอพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่งตรงมุมถนนสาทร ได้สาดแสงตกกระทบกับใบหน้าขาวๆ ของสาวร่างน้อยวัยสามสิบอย่าง จิตติมา
           แสงนั้นได้ปลุกเธอให้ตื่นขึ้นมาจากความหลับใหล เธอลืมตาขึ้น แล้วดูนาฬิการูปข้าวโพดที่อยู่ตรงหัวเตียง เพิ่งจะแปดโมงครึ่งเอง...เธอนึกในใจ ก่อนที่จะคล้อยตาหลับต่อ พลางคลุมโปงเพื่อหลบแสงนั่น...แต่ไม่ทันไร เธอก็กระวีกระวาดลุกขึ้นจากเตียงทันที เมื่อเธอรู้ตัวว่า เธอกำลังจะสาย!!!
           มันไม่ใช่เรื่องง่ายของสาววัยอย่างเธอที่จะเริ่มต้นกับสิ่งใหม่ และสิ่งนั้นก็เป็นสิ่งที่เธอปรารถนามาตลอด แต่เมื่อโอกาสที่เธอรอมานานแสนนานนั้นได้มาจ่ออยู่ที่หน้าของเธอ เธอก็ไม่รอช้าที่จะคว้ามันไว้
           เป็นเวลาเกือบเดือนแล้วที่เธอพยายามจะหางานที่ต้องการทำ หลังจากที่เธอเปลี่ยนงานมาแล้วถึงสี่ครั้งนับตั้งแต่เธอเรียนจบ และล่าสุดเธอก็เพิ่งจะลาออกจากบริษัทที่สี่ เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา เธอรู้ตัวว่า งานที่เกี่ยวข้องกับเอกสาร และงานบัญชี ไม่ใช่งานที่เธอถนัดนัก แต่เธอกลับเรียนจบด้านนี้มาด้วยผลคะแนนที่น่าพอใจ ซึ่งความจริงแล้วเธออยากทำงานในบริษัทสื่อ หรือโฆษณามากกว่า แม้ว่าเธอจะไม่มีโอกาสได้เรียน หรือศึกษาทางด้านนี้เลยก็ตาม และในครั้งนี้...การเริ่มต้นทำงานในบริษัทที่ห้าก็จะเริ่มขึ้น เมื่อเธอได้รับโทรศัพท์จากบริษัทแห่งหนึ่งที่เธอไปลงสมัครงานไว้ โทรฯ มาบอกกับเธอว่า ในวันพรุ่งนี้เธอมีนัดสัมภาษณ์งานตอนสิบโมงเช้า เธอแทบจะไม่เชื่อหูตัวเอง...เพราะงานที่ว่านี้ เป็นงานที่เธอใฝ่ฝันที่จะทำมาตลอดชีวิต เพราะบริษัทที่ได้ติดต่อกลับมา เป็นบริษัทโฆษณาที่ผู้ผลิตสินค้าส่วนใหญ่ให้ความนิยม และตำแหน่งที่เธอได้ถูกเรียกตัวไปสัมภาษณ์นั้นก็คือ ตำแหน่ง ผู้ช่วยครีเอทีฟ
           ดูเหมือนความฝันของเธอใกล้จะเป็นความจริงแล้ว หากเธอได้ทำงานที่บริษัทนี้ ที่นี่จะเป็นบริษัทสุดท้ายในชีวิตการทำงานของเธอ เธอจะตั้งใจทำงาน และทุ่มเทกับมันเพื่ออาชีพที่เธอรัก แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้เข้าข้างเธอเสมอไป เพราะบางครั้งชีวิตคนเราก็จะต้องเจอกับบททดสอบบ้าง และเธอเองก็กำลังเผชิญอยู่ ณ ขณะนี้ เมื่อเธอลุกขึ้นจากที่นอนตอนแปดโมงครึ่ง เพราะความตื่นเต้นจากเมื่อคืนส่งผลให้เธอนอนไม่หลับ กว่าจะข่มตานอนได้ก็เกือบตีสอง ทำให้เธอต้องเร่งรีบในเช้าวันที่เธอต้องไปสัมภาษณ์งาน
           เธอเลือกชุดสีเหลืองสดใสออกมาจากตู้ เพื่อเป็นชุดนำโชคของเธอในครั้งนี้ อันที่จริงแล้วเธอชอบสีเหลืองมากกว่า เพราะมันบ่งบอกความเป็นตัวเธอได้ดี อาจเพราะเธอเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีอยู่เสมอ มองแต่ข้างหน้า ไม่เคยนึกถึงเรื่องอดีตที่ผ่านมา แม้บางเรื่องมันอาจจะเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ต้องเรียนรู้ก็ตาม แต่เธอก็คิดเสมอว่า ตราบใดที่เธอยังมีชีวิตอยู่ แม้ว่าจะเธอล้ม เธอก็จะลุกขึ้น และเดินหน้าต่อไปอย่างเต็มที่ เพื่อชีวิตที่ดีกว่าในวันข้างหน้าของเธอ
           แต่บททดสอบก็ยังคงดำเนินต่อไป เมื่อเธอรีบลงบันไดออกมาจากอพาร์ทเม้นท์ และตรงดิ่งมายังป้ายรถประจำทางเพื่อที่จะรอรถไปสัมภาษณ์งาน เธอชะเง้อหน้ามองดูสายรถประจำทางที่เธอต้องการจะไป...คันแล้ว...คันเล่า แต่ก็ไม่มีวี่แววว่า รถประจำทางสายที่เธอต้องการจะมาเสียที...เธอเริ่มกระสับกระส่าย แล้วบ่นพึมพำเป็นครั้งคราว ยิ่งเธอรู้สึกรีบเท่าไร เธอก็ยิ่งดูร้อนรนเท่านั้น เธอเริ่มถอดใจ แล้วหยิบกระเป๋าสตางค์ขึ้นมาเพื่อดูจำนวนเงินในนั้น ไม่นะ...เธอคิดว่า เธอจะต้องไม่ขึ้นรถแท็กซี่เพื่อไปสัมภาษณ์งานอย่างเด็ดขาด เพราะนั่นจะทำให้เธอใช้เงินเกินความจำเป็นโดยใช่เหตุ
           แต่แล้ว...ก่อนที่เธอจะตัดสินใจทำบางสิ่งที่สามารถทำให้เธอต้องยอมอดอาหารลงไปสองมื้อ รถประจำทางสายที่เธอต้องการก็ได้ขับเคลื่อนมาจากหัวมุมถนนพอดี เยี่ยม!!...ตอนนี้โชคกำลังเข้าข้างเธอบ้างแล้ว เธอนึกอยู่ในใจ และแสดงออกถึงมันด้วยรอยยิ้มนิดๆ บนใบหน้า เธอรีบปราดขึ้นไปบนรถ แม้ว่าบนนั้นจะไม่มีที่นั่งแต่เธอก็ไม่ใส่ใจ เธอยินดีที่จะยืนอยู่อย่างนั้น ขอแค่เธอได้ไปสัมภาษณ์งานได้ทันเวลาก็พอ
           ขณะที่เธอยืนอยู่บนรถประจำทางที่กำลังแล่นไปตามท้องถนน เธอก็คิดคำพูดเพื่อที่จะแนะนำตัวเอง และประสบการณ์การทำงานที่เกี่ยวกับการโฆษณา และประชาสัมพันธ์ ตลอดจนงานกิจกรรมที่เธอเคยร่วมกระทำมาตลอดช่วงชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย บวกกับความเพลิดเพลินที่เธอมีต่อทัศนียภาพข้างทาง และเพราะความเพลิดเพลินเหล่านั้น ทำให้เธอคิดไปไกลถึงอนาคตข้างหน้าของการทำงาน หนทางที่สวยหรู ปูพรมที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ ความฝันที่เธอจะได้ทำงานที่เธออยากทำมาทั้งชีวิตกำลังใกล้เข้ามาแล้ว
 
“ ♪ Keep Smiling, Keep Shining,
Knowing You Can Always Count On Me, For Sure
That’s What Friend Are For 
 
           จู่ๆ เสียงเรียกเข้ามือถือของเธอก็ดังขึ้น ราวกับว่า มันกำลังขัดจังหวะความฝันของเธอที่มีอยู่ เธอหยิบมือถือขึ้นมาจากกระเป๋าสะพาย พลางมองดูรายชื่อของผู้ที่โทรฯ เข้า
“ แนน ” เธอเอ่ยชื่อของผู้ที่โทรฯ มา จากนั้นเธอจึงกดรับสาย
“ ว่าไงจ๊ะ ??...โทรฯ มาแต่เช้าเชียว!! ” เธอถามคนในสายด้วยน้ำเสียงอันสดใส
“ ฉันก็จะเช็คว่า เธอลุกขึ้นจากเตียงแล้วหรือยัง กลัวว่า เธอจะนอนเพลินเลยพลาดนัดสำคัญไงล่ะ!! ” เสียงในสายกล่าวตอบ
“ จ้า...ขอบใจที่เป็นห่วง...แต่ฉันตื่นตั้งนานแล้ว ตอนนี้อยู่บนรถเมล์กำลังจะไปสัมภาษณ์งาน ” เธออธิบาย
“ อืม...ไงก็ขอให้โชคดีนะ ในที่สุดเธอก็จะมีโอกาสได้ทำงานที่เธออยากทำแล้ว อย่าปล่อยให้มันหลุดมือไปล่ะ...ทำให้เต็มที่นะ!! ” แนนกล่าวอวยพร
“ จ้า...ขอบใจมากจ้ะเพื่อนรัก ” เธอขอบคุณ
“ เธอเองก็นะยายเจี๊ยบ...อายุก็สามสิบแล้ว ยังไม่มีงานที่จะทำเป็นหลักเป็นแหล่งเสียที แถมยังไม่มีแฟนด้วย ชีวิตนี้จะมีอะไรเป็นของตัวเองบ้างเนี่ย นอกจากห้องที่อพาร์ทเม้นท์นั่น ?!! ” แนนถามเพื่อนสาวอย่างเป็นห่วง เพราะเจี๊ยบเองก็เริ่มเข้าสู่วัยที่ควรจะมีหลักประกันให้ชีวิตบ้างแล้ว แต่เท่าที่เห็นตัวของเจี๊ยบจากปัจจุบัน เธอยังคงวิ่งโร่สมัครงานที่นั่นที่นี่อยู่เลย
“ ก็ฉันเป็นคนมีเป้าหมายในชีวิตนี่ ต้องทำให้สำเร็จเป็นอย่างๆ ไป ถ้าเรื่องไหนยังทำไม่ได้ ฉันก็จะทำจนกว่าจะสำเร็จให้ได้ ” เธออธิบาย
“ จ้า...ขอให้ฝันของเธอเป็นจริงละกัน...แม่คุณ!! จะได้เปลี่ยนเป้าหมายจากหางาน เป็นหาอย่างอื่นบ้าง!! ” แนนเหน็บ
“ ก็ฉันไม่ได้โชคดีเหมือนเธอนี่ มีเงินเปิดร้านขายคัพเค้ก แต่งงานมีสามี อยู่กินกันจนมีลูก เอ้อ!! ว่าแต่เจ้าตัวเล็กเป็นอย่างไรบ้าง โยเย หรืองอแงบ้างไหม ? ” เจี๊ยบถามถึงเจ้าลูกชายของเพื่อนสนิทเธอ ที่เพิ่งคลอดไปเมื่อสองเดือนที่ผ่านมา
“ ก็มีบ้างแหละตามประสาเด็กแรกเกิด แต่พ่อเขาเองก็ดูรักมากเลยนะ หลงเชียวล่ะ!! กลับมาถึงบ้านก็ต้องมาแหย่ มาเล่นด้วยทุกวัน ” แนนเล่าเรื่องสามีของเธอให้ฟัง
“ ก็ดีแล้วนี่...คุณพ่อมือใหม่ก็อย่างนี้แหละ เห่อลูกตัวเองเป็นธรรมดา แถมเป็นลูกชายเสียอีก ” เจี๊ยบว่า
“ นี่อีกสักพักเดี๋ยวฉันก็จะออกไปดูร้านแล้ว ไม่รู้ว่า เด็กที่ร้านจะมาเปิดร้านหรือยัง นี่ก็ใกล้จะสิบโมงแล้วด้วย ” แนนบอก
“ อืม...จ้า!! รีบๆ ไปเถอะ เวลาเป็นเงินเป็นทอง ฉันเองก็...ว้าย!!!... ” เสียงรถเบรกกะทันหัน ทำให้เจี๊ยบร้องเสียงหลงออกมา ตัวของเธอแทบจะล้มลงไปกับพื้นทันทีที่รถหยุด แต่ดีที่เธอจับราวไว้แน่น จึงทำให้เธอแค่เสียศูนย์การทรงตัวเล็กน้อย
“ เจี๊ยบ...ยายเจี๊ยบ!! เกิดอะไรขึ้น ?!! ” เสียงแนนร้องถาม
“ รถจอดกระทันหันน่ะ...ฉันเกือบล้มแน่ะ ดีที่จับราวเอาไว้!! ” เธอว่า
“ อ่ะนะ...รถเมล์สมัยนี้ขับน่ากลัว และอันตรายมาก เธอเองก็ต้องระวังหน่อยนะ ” แนนกล่าวเตือน
“ อืมจ้ะ!! ฉันก็ดูแลตัวเองอยู่แล้ว เอาอย่างนี้...ถ้าฉันสัมภาษณ์งานเสร็จ ฉันจะโทรฯ กลับหาเธอนะ ” เจี๊ยบบอก
“ ได้จ้ะๆ ไว้ค่อยคุยกัน โชคดีนะ...บาย ” แนนกล่าวลา
“ บาย ” เจี๊ยบตอบรับ แล้วเธอก็กดปุ่มวางสายไป
           หลังจากที่สนทนากับเพื่อนสาวจบลง จิตติมาก็แอบอมยิ้มที่มุมปากเล็กๆ บางทีเธอก็อดที่จะอิจฉาเพื่อนของเธอคนนี้ไม่ได้ที่ชีวิตจะมีพร้อมทุกสิ่งอย่าง ทั้งเรื่องการงาน การเงิน ความรัก และครอบครัว แต่เธอก็เข้าใจในส่วนของตัวเธอดีว่า เธอเป็นคนที่เอาจริงเอาจังในชีวิต เป็นคนที่มีฝัน และก็ต้องพยายามทำให้ฝันนั้นเป็นจริงเสียก่อน แม้ว่ามันจะนาน หรือเหนื่อยสักเพียงใดก็ตาม แต่สิ่งที่เคยเป็นอดีตของชีวิตก็ไม่หนักหนาเท่ากับสิ่งที่เธอกำลังจะเผชิญต่อไปนี้ เมื่อเธอพบว่า รถประจำทางที่เธอกำลังขึ้นอยู่ จอดมาได้เกือบห้านาทีแล้ว ทั้งๆ ที่รถบนถนนก็ไม่ได้ติดอะไร หรือว่าจะเกิดเรื่องขึ้น ??...ทำไมรถถึงไม่ขับออกไปเสียที ??
“ รถยางแตกครับ...ขอโทษผู้โดยสารทุกท่านด้วย เชิญต่อรถเมล์คันอื่นได้ที่ป้ายนะครับ ” เสียงพนักงานเก็บค่าโดยสารบนรถประจำทางร้องบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้สีหน้าของเธอดูเจื่อนลงทันที...ไม่ทันแน่ๆ การสัมภาษณ์งานในครั้งนี้ จะทำอย่างไรดีล่ะ ??
           แม้ว่า สติสัมปชัญญะของเธอจะวูบลงเมื่อได้ยินเสียงพนักงานเก็บเงินตะโกนบอก แต่ไม่นานสติของเธอก็ถูกเรียกกลับคืนมา เพราะเธอต้องรีบคิดแก้ไขปัญหาที่กำลังเผชิญโดยเร็ว เธอเดินลงจากรถด้วยอาการที่กระฟัดกระเฟียดเล็กน้อย แต่ความกระฟัดกระเฟียดที่เธอมีนั้น เธอรู้ดีว่ามันเป็นเหตุสุดวิสัย เธอจึงไม่สามารถที่จะไปต่อว่าต่อขานกับใครได้ นอกจากจะต้องกล่าวโทษตัวเองที่ตื่นสาย
“ ทำไงดี...ไม่ทันแน่ๆ !! ” เธอเริ่มลุกลี้ลุกลน พลางเขย่งเท้ามองสายรถประจำทางคันอื่น
“ หรือต้องเรียกแท็กซี่ดีนะ...โธ่เอ๊ย!! ไม่อยากเปลืองเงินเลย ” เธอบ่นพึมพำกับตัวเอง ตอนนี้เธอกำลังสับสนมาก ใจหนึ่งเธอก็อยากไปให้ทันเวลาสัมภาษณ์งาน ส่วนอีกใจเธอก็ไม่อยากใช้เงินเยอะ
“ อีกสิบนาที...สิบโมง!! ” เธอมองดูนาฬิกา...ไม่ทันแน่ๆ นั่นยิ่งทำให้เธอต้องรีบตัดสินใจโดยทันที
“ เอาวะ!!...แท็กซี่ก็แท็กซี่!! ” นั่นคือคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับวินาทีที่เร่งรีบเช่นนี้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เธอจะต้องยอมจ่ายเงินเพื่อค่าแท็กซี่เพียงคนเดียวเสียเมื่อไร ใช่แล้ว!!!...เธอกำลังมองหาผู้ที่จะมาร่วมหุ้นกับเธอในการจ่ายค่ารถในครั้งนี้นั่นเอง
“ ขอโทษนะคะ...ไม่ทราบว่า คุณกำลังจะเดินทางไปแถวถนนนราธิวาสฯ หรือเปล่าคะ ? ” เจี๊ยบถามหญิงสาวชุดดำที่ยืนข้างๆ เธอที่ป้ายรถโดยสาร
“ ไม่ค่ะ ” สาวชุดดำคนนั้นหันกลับมาตอบด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
“ ค่ะ...ขอบคุณค่ะ ” เธอกล่าวขอบคุณ แล้วเดินไปถามผู้หญิงเสื้อฟ้าอีกคนหนึ่งที่กำลังอุ้มลูกอยู่
“ ขอโทษนะคะ...ไม่ทราบว่า คุณกำลังจะเดินทางไปแถวถนนนราธิวาสฯ หรือเปล่าคะ ? ” เธอถามผู้หญิงคนนั้น
“ ไม่ได้ไปค่ะ จะไปสามย่าน!! ” เธอหันกลับมาตอบ
“ ค่ะ...ขอบคุณค่ะ ” เธอกล่าวขอบคุณแม้จะถูกปฏิเสธ สีหน้าของเธอเริ่มเจื่อนลงเล็กน้อย แสดงถึงความผิดหวังเล็กๆ
“ ขอโทษนะคะ...คุณ….”
“ ไม่ค่ะ!!! ” หญิงชุดขาวดูมีอายุรีบปฏิเสธเธออย่างทันควันก่อนที่เธอจะพูดจบ
         คนแล้ว คนเล่าที่เธอเดินไปถาม ไม่ว่าผู้หญิง หรือผู้ชาย แม้แต่เด็กวัยรุ่น และคนชรา แทบจะเรียกได้ว่า ทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นถูกเธอถามหมดแทบทั้งสิ้น ถึงแม้บางคนจะเดินทางไปแถวถนนสายนั้นเช่นเดียวกับเธอ แต่ใครเล่าจะกล้าไปกับคนแปลกหน้าทั้งๆ ที่ไม่รู้จักกัน ยิ่งสมัยนี้ ใช่ว่ารู้หน้าแล้วจะรู้ใจ พวกเขาเหล่านั้นก็จะต้องระมัดระวังอันตรายที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนที่ไม่เคยรู้จัก แม้ว่า บุคคลที่ยืนร้องถามอยู่ตรงนั้นจะเป็นเพียงแค่ผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่งก็ตาม
         ทางฝ่ายเจี๊ยบเองก็ชักเริ่มท้อใจ ที่ไม่สามารถชักชวนให้ใครร่วมหุ้นค่าแท็กซี่กับเธอได้ เธอมองดูนาฬิกา เหลืออีกไม่เกินห้านาที เวลาเริ่มกระชั้นเข้ามาทุกขณะ ดูเหมือนว่า เธอจะไม่มีทางเลือก ซึ่ง ณ ขณะนั้นเองก็มีชายหนุ่มรูปร่างสูง ผิวออกเหลือง ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางหมอกควันจากท่อไอเสียของรถราบนท้องถนน เขาสวมชุดสีน้ำตาลเข้ม กางเกงยีนส์สีดำ มือข้างหนึ่งถือซองใส่เอกสาร ส่วนอีกข้างหนึ่งก็ถือกระบอกใส่แบบเขียนงาน ดูท่าทางเขาน่าจะทำงานเกี่ยวกับเขียนแบบ หรือไม่ก็ออกแบบอะไรประมาณนั้น...แต่นั่นก็ไม่ใช่เวลาที่จะมาคิดถึงอาชีพการทำงานของเขา ตอนนี้สิ่งที่เธอควรจะทำก็คือ รีบตัดสินใจขึ้นรถแท็กซี่เพื่อไปให้ทันสัมภาษณ์งานเสีย...แต่ดูเหมือนเท้าของเธอกลับเดินไปหาชายผู้นั้นแทนที่จะเดินไปเรียกแท็กซี่ที่ถนน เธอเดินไปหาเขา พร้อมกับร้องถามด้วยประโยคเดิมที่เคยถามมา
“ ขอโทษนะคะ...ไม่ทราบว่า คุณกำลังจะเดินทางไปแถวถนนนราธิวาสฯ หรือเปล่าคะ ? ” เธอถามผู้ชายคนนั้น
“ ครับ...ใช่ครับ ” ผู้ชายคนนั้นตอบเธอกลับด้วยสีหน้าที่ค่อนข้างงุนงง
เธอฉีกยิ้มออกมาอย่างดีใจ ราวกับว่า เธอรอคำตอบนี้มานานมาก
“ ถ้าอย่างนั้น คุณช่วยฉันหุ้นค่ารถแท็กซี่ได้ไหมคะ เผอิญว่า ฉันรีบน่ะค่ะ...นะคะ ?? ” เธออ้อนวอน
ชายผู้นั้นแสดงออกมาด้วยสีหน้าที่งุนงงหนักกว่าเก่า
“ ถือว่า ตกลงนะคะ...ขอบคุณค่ะ ” เธอรีบกล่าวขอบคุณชายผู้นั้นทันทีก่อนที่เขาจะปฏิเสธ เธอเดินไปที่ถนนเพื่อเรียกแท็กซี่ ไม่นานแท็กซี่ก็มาจอดที่หน้าเธอ เธอเปิดประตูแล้วแจ้งสถานที่ที่เธอต้องการจะไป หลังจากนั้นก็หันกลับมาเรียกชายผู้ที่เผลอติดบ่วง
“ คุณคะ...รีบขึ้นรถเถอะค่ะ ฉันเรียกแท็กซี่แล้ว ” เธอตะโกนบอก
ชายผู้นั้นมองเธอ หันซ้าย แลขวา แล้วก็หันกลับมามองเธออีกครั้ง ก่อนที่จะชี้ตัวเขาเองเพื่อให้แน่ใจว่า เธอหมายถึงเขา
“ ใช่ค่ะ...ไปกันเถอะ ฉันกำลังรีบ ” เธอกล่าวพร้อมกับเดินไปจับแขนชายผู้นั้นให้ขึ้นรถไปกับเธอ ท่ามกลางความสนอกสนใจของผู้คนที่ยืนรอรถโดยสารอยู่บริเวณนั้น
         ภายในรถแท็กซี่ที่กำลังขับเคลื่อนอย่างรีบเร่งบนท้องถนน เพื่อให้ไปถึงที่หมายตามเวลา เจี๊ยบกระสับกระส่ายอยู่บนรถพลางร้องบอกคนขับให้รีบขับเป็นระยะๆ เมื่อเธอรู้สึกว่า รถที่นั่งมาเริ่มขับช้าลง
“ นี่คุณจะรีบไปไหน ? ขับรถเร็วมากมันอันตรายนะ!! ” ชายหนุ่มที่ตกกระไดพลอยโจนได้นั่งรถคันเดียวกับเธอ หันไปถามเธอทันทีที่เขาเริ่มรู้สึกตัว และตั้งคำถามกับตัวเองว่า เขาได้ขึ้นมาบนรถคันนี้ตั้งแต่เมื่อไร
“ ก็ฉันรีบนี่ ฉันกลัวว่า จะไม่ทันไปสัมภาษณ์งาน...เอ้อ!! ว่าแต่คุณจะลงรถตรงไหน ?? ” เจี๊ยบถามชายผู้นั้น
“ ผมลงตรงหน้าบริษัทโฆษณาตรงนั้นก็ได้ ” ชายหนุ่มกล่าว
“ ดี...ตรงที่เดียวกับฉันเลย จะได้หารกันคนละครึ่ง ” เจี๊ยบว่า
“ คุณมีสัมภาษณ์งานที่บริษัทนั้นเหรอ ? ” ชายผู้นั้นถาม
“ ใช่ๆ ฉันอยากทำงานเกี่ยวกับสื่อ หรือการโฆษณามากเลย ที่จริงแล้วฉันลงสมัครไว้หลายที่ และเผอิญเมื่อวานบริษัทนี้ก็โทรฯ มานัดให้ฉันมาสัมภาษณ์งาน ” เธออธิบาย
ชายหนุ่มมองหน้าเธอ แล้วพยักหน้าเชิงเข้าใจก่อนที่จะถามต่อ
“ แล้วคุณได้สัมภาษณ์งานในตำแหน่งอะไรล่ะ ? ” เขาถามขึ้น
“ ฉันได้สัมภาษณ์งานในตำแหน่งผู้ช่วยครีเอทีฟ ” เธอบอกแก่ชายผู้นั้น เขามองเธอแล้วยิ้มให้
“ แล้วคุณมีประสบการณ์เกี่ยวกับการทำงานด้านนี้มากน้อยแค่ไหนกันเชียว ? ” ชายหนุ่มถาม
“ คุณถามเหมือนกับว่า คุณเป็นคนสัมภาษณ์งานฉันเลย แต่ช่างเถอะ...ฉันจะเล่าให้คุณฟัง... ” เจี๊ยบเริ่มเล่าเรื่อง
“ ที่จริงแล้ว...ฉันอยากทำงานเกี่ยวกับด้านนี้มาก แม้ว่าฉันจะเพิ่งค้นพบตัวเองว่า ชอบเกี่ยวกับเรื่องสื่อ หรือการโฆษณาก็ตอนเรียนมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะเรื่องการออกแบบป้ายนิเทศ การโฆษณาคณะ หรือการประชาสัมพันธ์ต่างๆ ฉันเป็นคนคิดเองหมดเลย...ยิ่งสมัยที่เรียนนะ ฉันเคยส่งโฆษณาที่ฉันทำเข้าประกวดด้วยแหละ แข่งกับพวกเด็กนิเทศฯ คนอื่นๆ แล้วฉันก็ได้ตำแหน่งที่สามมาครอง ดูสิ!! ผลงานฉันยังมีอยู่เลย มีประกาศนียบัตรด้วย เห็นไหม ?? ” เธอเปิดแฟ้มผลงานของเธอให้เขาดู ทำให้เขาสังเกตเห็นว่า เธอจบจากคณะบัญชีมา
“ แล้วทำไมคุณถึงเรียนบัญชีล่ะ ? ” ชายผู้นั้นถาม
“ ก็ตอนนั้นฉันยังไม่รู้ตัวเองนี่ว่า ฉันชอบอะไร ก็เลยเลือกเรียนไป เพราะคะแนนสอบเอนทรานซ์มันถึง แต่ตอนนี้ฉันก็มานั่งเสียดายนะ ถ้าฉันรู้ตัวเร็วกว่านี้ ฉันคงได้ทำงานในที่สิ่งฉันชอบไปแล้ว ” เจี๊ยบอธิบาย
ชายผู้นั้นมองหน้าเธอ แล้วยิ้มให้
เธอมองชายผู้นั้น แล้วยิ้มตอบเช่นกัน
“ แล้วคุณทำงานอยู่ที่ไหนเหรอ ? ” เธอถามเขากลับ
“ ผมก็ทำงานอยู่ที่บริษัทนั้นแหละ ” เขาบอก
“ ดีจัง...ถ้าฉันได้ทำงานที่นี่ เราคงมีโอกาสได้เจอกันมากขึ้น ” เธอกล่าว
“ ผมก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน ยังไงก็ขอให้คุณโชคดีนะครับ คุณ... ” ชายหนุ่มพยายามนึกชื่อเธอ แต่ลืมไปว่า เธอยังไม่ได้แนะนำตัวเอง
“ ฉันเจี๊ยบค่ะ แล้วคุณล่ะ  ?? ” เธอถาม
“ ผมยุทธครับ ” เขาตอบ
“ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ” เธอกล่าว
“ ยินดีเช่นกันครับ ” เขาตอบรับ
           ทั้งคู่ต่างมองหน้ากันสักพัก พลางส่งยิ้มให้กันและกัน ณ วินาทีนั้นความรู้สึกแปลกๆ บางอย่างในตัวเจี๊ยบก็เกิดขึ้น เธอเกิดความรู้สึกที่ดีต่อชายผู้อยู่ตรงหน้า แม้ว่า เธอจะไม่รู้จักเขาเลยก็ตาม แต่ก็มีบางอย่างที่ทำให้เธอรู้สึกได้ว่า เธอไม่ได้คิด หรือรู้สึกไปเอง เพราะความรู้สึกที่ว่านี้ ก็ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักสำหรับเธอที่มีต่อบุรุษเพศ 
“ คุณครับ...ถึงหน้าบริษัทฯ แล้วครับ ” คนขับรถแท็กซี่ร้องบอกขัดจังหวะ
“ อ๋อ!! ครับ / ค่ะ ” เขาทั้งคู่ขานรับ พลางลุกลี้ลุกลนหยิบเงินจากกระเป๋า
“ ไม่เป็นไรครับ เดี่ยวผมจ่ายเอง ” ยุทธรีบบอกทันที
“ ไม่ได้หรอกค่ะ หารครึ่งดีกว่า ฉันเป็นคนชวนคุณนะ ” เธอแย้ง
“ ผมตั้งใจจะขึ้นแท็กซี่ตั้งแต่ทีแรกแล้วครับ แล้วอีกอย่างคุณเองก็ยังไม่มีงานทำ เอาเป็นว่า ผมจ่ายให้คุณดีกว่า ” เขาบอก
เจี๊ยบมองหน้าเขา แล้วฉีกยิ้มออกมาอย่างดีใจก่อนกล่าวขอบคุณ
“ ขอบคุณค่ะ...ไว้ถ้าฉันได้ทำงานที่นี่ ฉันจะเลี้ยงข้าวคุณเป็นการตอบแทนนะคะ ” เธอสัญญา
“ ยินดีครับ ” ชายหนุ่มตอบตกลง
“ ถ้าอย่างนั้นฉันไปก่อนนะคะ เดี๋ยวจะไม่ทันสัมภาษณ์...ไว้เจอกันค่ะ ” เธอรีบกล่าวลายุทธ แล้วเปิดประตูรถออกไป ก่อนที่จะหันกลับมาโบกมือให้เขาในรถอีกครั้ง หลังจากนั้น เธอก็รีบวิ่งตรงเข้าไปยังบริษัทฯ ทันที
 
อ่านบทที่ 2 ได้ที่นี่ค่ะ >>> http://www.sakulthaionline.com/?q=story/7471