นางสาวกิมจิกับแก๊งกะปิน้ำปลาตอน1-4

Author: 
อรรถพร คมขำ
ประเภท: 
เรื่องน่ารู้ทั่วไป

                                                                    1นางสาวกิมจิ
               
 กรุงเทพฯ  เมษายน 17.55 น.  
                ภายในห้องผู้ป่วยพิเศษของโรงพยาบาล  ชายชราในวัยเจ็ดสิบกว่าปีคนหนึ่งกำลังนอนรอนาทีสุดท้ายของชีวิตด้วยแววตาเงียบเหงาว้าเหว่อย่างสุดประมาณ  แม้จะมีสมบัตินับหมื่นล้าน มีผู้คนให้ความเคารพนับถือในคุณงามความดีที่สร้างไว้มากมาย  แต่หลายสิบปีมาแล้วที่แววตาเช่นนี้ของท่านประธานฯสมชายเจ้าของกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่บัวกรุ๊ปไม่เคยลบเลือนแปรเปลี่ยนไปเลย
                ที่ระเบียงด้านนอกห้องมีบรรดาญาติๆและผู้บริหารคนสนิทสิบกว่าคนกำลังยืนรอเข้าเยี่ยมและหวังจะทราบอาการป่วยของท่านประธานฯอยู่ด้วยสีหน้าวิตกกังวล  คุณนายเจี๊ยบหลานสาววัยสี่สิบกว่าแต่ยังสวยพริ้งของท่านสมชายกำลังสอบถามอาการป่วยลุงของเธอกับคุณหมอรงค์รองผอ.โรงพยาบาลและเป็นแพทย์เจ้าของไข้
                “พี่รงค์คะ อาการคุณลุงไม่ดีขึ้นเลยเหรอคะ”
                “เจี๊ยบ.. พวกเราในโรงพยาบาลทุกคนพยายามกันเต็มที่แล้ว แต่ดูเหมือนว่าคุณลุงท่านจะ..หมดกำลังใจไปแล้ว บางที..”คุณหมอรงค์พูดเสียงอึกอัก แววตาครุ่นคิด
                “ไอ้หมอ..! พวกเราที่นี่ก็คนกันเองทั้งนั้น  แกช่วยบอกหน่อยได้มั๊ยว่าพวกเราพอจะมีเวลาเตรียมตัวเตรียมใจกันอีกซักกี่วัน”เป็นเสียงคำถามแบบขวานผ่าซากมาจากคุณนิพนธ์ญาติห่างๆที่เป็นผู้บริหารคนหนึ่งในกลุ่มบริษัทบัวกรุ๊ป
                “พี่นิพนธ์! ทำไมพี่พูดแบบนั้นล่ะคะ”คุณนายเจี๊ยบหันมามองหน้า ไม่พอใจ
                “พี่ขอโทษถ้าเจี๊ยบจะโกรธ แต่ถ้าคุณลุงเกิดเป็นอะไรไปโดยไม่ได้เตรียมการเรื่องหุ้นเรื่องมรดกเรื่องพินัยกรรมไว้ก่อนละก็ คิดดูซิบริษัทในเครือตั้งยี่สิบกว่าบริษัท มูลค่าหุ้นตั้งเป็นหมื่นเป็นแสนล้านมันจะวุ่นวายขนาดไหน”
                ทุกคนพากันนิ่งเงียบเป็นเชิงเห็นพ้องเมื่อคิดถึงผลประโยชน์ส่วนตัวที่อาจถูกกระทบ  บางทีนี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งของแววตาอันว้าเหว่ว่างเปล่าของท่านประธานฯสมชายด้วยก็เป็นได้
                “ถ้าไม่มีปาฏิหาริย์  ผมว่า อาจจะไม่เกิน..สี่ห้าวัน...”คุณหมอรงค์เอ่ยขึ้น เสียงไม่สบายใจนัก
มีเสียงอุทานเบาๆจากบางคนก่อนความเงียบจะเข้าเคลือบคลุม สีหน้าของแต่ละคนต่างดูเหมือนกำลังครุ่นคิดกังวลถึงผลจากการตายของท่านประธานฯสมชายที่จะเกิดขึ้นกับเฉพาะตน บางคนที่คิดว่าจะได้ผลประโยชน์มากก็เผลอผุดยิ้มออกมาอย่างลืมตัวบนใบหน้าที่ยังคงมีหน้ากากแห่งความเศร้าสวมทับอยู่
ตอนนั้นเอง จู่ๆก็มีชายหนุ่มหน้าตาทะเล้นยียวนคนหนึ่งเดินถือซองเอกสารแหวกเข้ามากลางกลุ่มอย่างไม่เกรงใจเหล่าไฮโซฯอาวุโสทั้งหลายเลยแม้แต่น้อย แถมยังปากปีจอมาแต่ไกล
                “ขอทางหน่อยครับ คุณลุงคุณป้า..มานัดชุมนุมซ้อมรำมวยไทเก๊กกันแถวนี้รึไงครับ ไม่รู้เหรอครับว่าที่นี่มันโรงพยาบาล..”
            หลายคนมีสีหน้าไม่พอใจ แต่ก่อนจะขยับปากด่าแบบไทเก๊กรวมพลังหยินหยางชายหนุ่มคนนั้นก็เดินมาถึงที่หน้าประตูแล้ว
                “คุณหมอรงค์ใช่มั้ยครับ ผมนักสืบเอกชน ตั๊ก สืบอุตลุด! เจ้านาย..สั่งให้ผมมาพบเรื่องด่วนเลยครับ”
                “อ๋อ ครับ ท่านสั่งผมไว้เหมือนกัน”หมอรงค์พูดพร้อมกับรีบเปิดประตูห้องพานักสืบตั๊กเข้าไปทันที คนอื่นๆขยับจะตามเข้าไปบ้าง แต่นักสืบตั๊กชะโงกหน้าทะเล้นออกมาแล้วพูดขึ้นก่อนจะปิดประตูว่า
                “ขอโทษ! เป็นความลับครับ ใครแอบฟังขอให้เป็นริดสีดวงทวาร...ถ้าเป็นอยู่แล้วก็ขอให้อักเสบ”
                หลายคนแอบสะดุ้ง เผลอคลำก้นตัวเอง..
 
                หมอรงค์พานักสืบตั๊กมานั่งที่ข้างๆเตียงของท่านสมชายที่ร่างกายระโยงระยางไปด้วยอุปกรณ์ช่วยชีวิตสารพัดเท่าที่เงินจะหาซื้อได้
                “ค่อยๆพูดนะครับคุณตั๊ก อย่าทำให้ท่านเหนื่อยหรือตกใจเป็นอันขาด”หมอรงค์พูดย้ำก่อนจะถอยไปนั่งตรงโซฟาที่มุมห้อง คอยสังเกตอาการ
                “สวัสดีครับเจ้านาย ผมตั๊กครับ ที่ท่านสั่งให้ไปสืบเรื่อง....”
                นักสืบตั๊กหยิบกระดาษใบหนึ่งออกมาจากในซอง แล้วใช้สองมือจับภาพไว้ตั้งขึ้นชูให้ท่านสมชายเห็น ภาพนั้นเป็นภาพถ่ายเอกสารจากต้นฉบับภาพสเก็ตดินสอ เป็นรูปของชายหนุ่มหน้าตาค่อนข้างดีคนหนึ่งในชุดเครื่องแบบที่ดูคล้ายชุดทหารในยุคหลายสิบปีก่อน
                “เมื่อสามวันก่อน มีผู้หญิงเกาหลีคนหนึ่งเอาภาพนี้มาสอบถามคนแถวๆบ้านเดิมของท่านที่อยุธยา บอกว่าต้องการหาญาติที่ชื่อ...สมพร..เป็นอะไรกับเจ้านายรึเปล่าครับ”
                ท่านสมชายค่อยๆหันหน้ามามอง และในทันทีที่เห็นภาพวาดนั้น ดวงตาของท่านพลันเบิกโพลง แววตาพลุ่งพล่าน เต็มไปด้วยความหวังอีกครั้ง
                “ตอนนี้เธอกลับเกาหลีไปแล้ว แต่ผมสืบจากที่อยู่ที่เธอทิ้งไว้แล้ว เธอชื่อโบอาครับ ซอโบอา!”
                โดยไม่คาดคิด ท่านสมชายถอดเครื่องช่วยหายใจออกจากปากเพื่อที่จะได้มีโอกาสพูด..
                “พาเธอมาพบชั้น ก่อนชั้นจะตาย ต้องพามาให้ได้!”
                เสียงสัญญาณเตือนจากเครื่องช่วยชีวิตดังขึ้น หมอรงค์ผลุดลุกขึ้นจากโซฟาอย่างร้อนรน พยายามจะใส่หน้ากากออกซิเจนให้ท่านสมชายอีกครั้ง แต่ท่านไม่ยอม  ประตูห้องถูกเปิดออก บรรดาญาติๆของท่านสมชายที่รออยู่นอกห้องต่างกรูกันเข้ามาด้วยสีหน้าตกใจ
                “ผมจะพยายามอย่างสุดความสามารถครับท่าน”นักสืบตั๊กระล่ำระลักรับคำสั่ง
                “พาเธอมา...แล้วชั้นจะให้นาย...ร้อยล้าน!”
                เป็นคำพูดสุดท้ายของท่านสมชายก่อนที่บรรดาหมอกับพยาบาลจะจับท่านใส่หน้ากากออกซิเจนและทำทุกอย่างเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน  ขณะที่ประโยคสุดท้ายที่ได้ยินทำให้ทุกคนหันไปมองนักสืบตั๊กเป็นตาเดียวกัน เหมือนกับอยากจะถามว่า ใครกันที่มีค่าถึงร้อยล้านเพียงแค่พามาพบท่านสมชายเท่านั้น  แต่ดูเหมือนคนที่ถูกจ้องมองอยู่เองก็กำลังงุนงงสงสัยสุดขีดเช่นเดียวกัน
                “ผมจะพาเธอมาพบท่านให้ได้ครับ เจ้านาย!”
                นักสืบตั๊กพูดขึ้นหลังจากหายงุนงงในอีกหลายนาทีต่อมา ภายหลังจากที่เสียงในสมองที่มีแต่คำว่าร้อยล้านๆๆดังก้องสะท้อนซ้ำไปซ้ำมาเหมือนกำลังฟังเพลงแร็พกวนประสาทค่อยๆแผ่วเบาลง เป็นเวลาที่แพทย์และพยาบาลได้ช่วยแก้ไขให้ท่านสมชายพ้นจากอาการหัวใจวายเฉียบพลันได้สำเร็จแล้วเช่นกัน
                แต่เมื่อนักสืบตั๊กมองหาไปรอบตัว เขาก็พบว่าภาพวาดและซองเอกสารที่มีข้อมูลของซอโบอาหญิงสาวที่เขาจะต้องตามหาเพื่อเงินร้อยล้านได้อันตรธานหายไปเสียแล้วอย่างลึกลับไร้ร่องรอย...
               
สองวันต่อมา..     กรุงโซล เกาหลีใต้  6.00 น.
                แสงแรกแห่งรุ่งอรุณส่องลอดช่องม่านหน้าต่างเข้ามาภายในห้องนอน กระทบกับผิวขาวผ่องของหญิงสาวที่นอนหลับคุดคู้เพราะความหนาวเย็นของยามเช้าอยู่บนเตียง วงหน้าหวาน สวยใสชวนมองเหมือนดาราเกาหลี แต่เมื่อเพ่งพินิจดูให้ชัดขึ้น จะแลเห็นได้ว่าเธอสวยคมเข้มบาดตากว่าสาวสวยเกาหลีทั่วๆไป
                เสียงนาฬิกาปลุกจากตุ๊กตารูปไก่ที่ข้างเตียงดังขึ้นเป็นคำทักทายภาษาเกาหลี
                “อันนิยองฮาเซโย ๆ ๆ (สวัสดีๆๆ)“
                หญิงสาวพลิกตัวงัวเงียเอื้อมมือไปปิดทั้งที่ยังหลับตา แต่ก็สะดุดเข้ากับร่างๆหนึ่งที่นอนขวางอยู่ทำให้เธอต้องลืมตาขึ้นดู เป็นเวลาเดียวกับที่ร่างๆนั้นก็หันมามองเธอเช่นกัน 
                ..แต่สิ่งที่หญิงสาวเห็นในแสงสลัวยามเช้านั้นคือร่างของผู้ชายคนหนึ่ง ใบหน้าขาวซีดราวกระดาษ ขณะที่รอบของตาเป็นรอยเขียวคล้ำบวมแต่นัยน์ตาแดงกล่ำน่ากลัวราวกับซากศพ!
                “อุ๊บ...โดรากาซีดา(ศพคนตาย)!”
                หญิงสาวอุทานอย่างตกใจพร้อมกับสัญชาตญาณป้องกันตัว  เธอยกเท้าขึ้นถีบร่างนั้นอย่างแรงด้วยท่าเทกวนโดจนร่างนั้นกระเด็นตกจากเตียงลงมาเสียงดัง ตุ๊บ..แอ๊ก! พร้อมกับเสียงร้องโอดโอยดังขึ้น
                “โอ๊ย! อีนังบัว! อีเกาหลีบ้า นี่แกถีบชั้นทำไมยะ”
เสียงนั้นพูดขึ้นเสียงสูงเป็นภาษาไทยด้วยความโกรธทำให้หญิงสาวที่อยู่บนเตียงนึกขึ้นได้  ค่อยๆชะโงกหน้าลงมาดูที่พื้นข้างเตียง
                “นังแต๊บ...แกเองเหรอ”เสียงอ่อยๆแกมนึกผิด
                “ก็ชั้นนะสิ ถ้าไม่ใช่ชั้นแล้วแกนึกว่าเป็นใครยะ นังบัว”
                ชายหนุ่มหุ่นผอมบางที่ถูกเรียกว่านังแต๊บลุกขึ้นยืนกรีดนิ้วชี้หน้า ส่วนมืออีกข้างยังคลำสะโพกที่ตกลงมากระแทกกับพื้นห้องจนเคล็ด
                “ก็...เดี๋ยวก่อน...ชั้นชื่อโบอา  ภาษาเกาหลีแปลว่าเพชร.. ดังนั้นชื่อไทยของชั้นคือเพชรา! ไม่ใช่ดอกบัว บอกกี่ครั้งแล้ว หัดจำซะบ้าง”หญิงสาวเห็นท่าไม่ดี เลยพาลหักมุมเลี้ยวเปลี่ยนเรื่อง
                “ย่ะ แม่เพ็ดดีกรีเอ๊ย แม่เพชรา..(ทำเสียงตอแหลมาก)  แล้วชั้นก็บอกหล่อนกี่ครั้งแล้วเหมือนกันว่าชั้นชื่อว่าแต๊กหรือว่าน้องต๊อกแต๊ก ไม่ใช่แต๊บที่หมายถึงการเหน็บหรือหนีบอวัยวะบางอย่างไว้ไม่ให้ปรากฏสู่สายตา  ดังนั้นถ้าแกอยากให้ชั้นเรียกชื่อแกให้ถูกแกก็ต้องเรียกชื่อชั้นให้ถูกก่อนด้วย เข้าใจมั๊ยยะ”
                “เข้าใจย่ะ แต่ไม่ทำ เดี๋ยวจะหาว่ากลัว”โบอาแกล้งทำเสียงตอแหลพอกัน ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นสีหน้าดุ
                “ว่าแต่แกน่ะ....เข้ามานอนในห้องชั้นได้ยังไง แล้วทำไมต้องโบ๊ะหน้ายังกับศพแบบนี้ด้วย...กัมจากียา! (ตกใจหมดเลย!)”
                “จะบ้าเหรอ ที่ใช้พอกหน้าเนี่ยเป็นครีมรกแกะจากออสเตรเลียเชียวนะยะ พี่เบิร์ดยังใช้เลย”แต๊กจีบปากจีบคอเถียง
                “ครีมรกแกะ แต่คนพอก.. รกโลก”
                “นังคนอกตัญญู เรื่องเมื่อคืน...แกจำไม่ได้รึไงว่าที่ชั้นต้องตาเขียวหน้าช้ำจนต้องโบ๊ะหน้ารักษาโฉมแบบเนี๊ย ก็เพราะแกนี่แหละตัวต้นเหตุ”
                โบอาทำหน้าปวดหัวแบบคนเมาค้าง เอามือเคาะหัวตัวเองเบาๆ ยิ้มเขินๆ ผู้ชายดูแล้วคงรู้สึกว่าน่ารักแต่กะเทยอย่างแต๊กเห็นแล้วยิ่งหมั่นไส้มากขึ้น
                “อือ..ออเจ็ดปาเม ซูลึล นอมู มานี มาซิยอซอโย(เมื่อคืน สงสัยคงจะดื่มเหล้ามากไปหน่อย)”
                เพราะปรับโหมดสมองไม่ทัน โบอาเลยเผลอรำพึงออกมาเป็นภาษาเกาหลี
                “เริ่มจำได้แล้วเหรอยะว่าเมื่อคืนนี้พวกเราสี่คน มีชั้น แก นังแพรรี่แล้วก็นังเบลล์ไปนั่งกินโซจู(เหล้าเกาหลี) ในโปจังมาชาแถวๆบังแบดงด้วยกัน...”
                โปจังมาชาหมายถึงร้านรถเข็นหรือเพิงร้านชั่วคราวที่ใช้ผ้ายางหรือผ้าพลาสติกกั้นแล้วมุงหลังคาเป็นเต็นท์หลังเล็กๆเรียงรายอยู่ตามถนน มีคอเหล้ามานั่งดื่มสังสรรค์หลังเลิกงานกัน อย่างที่เห็นกันบ่อยๆในละครทีวีเกาหลี  ส่วนย่านบังแบดงนั้นอยู่เลยสะพานข้ามแม่น้ำฮานไปทางคังนัม มีร้านเหล้าร้านเล็กร้านน้อยเรียงรายอยู่มากมาย
                โบอาพยามยามนึกถึงเรื่องเมื่อคืน ภาพค่อยๆแฟลชแบ็คย้อนกลับเข้ามาประกอบคำบรรยายของแต๊ก
                “...ระหว่างที่เรานั่งกินเหล้ากันอยู่ พวกแก๊งกะเทยตอแหลบริษัทอินจองทัวร์ที่ชอบใส่ร้ายชอบแย่งลูกค้าบริษัทเราเข้ามานั่งที่โต๊ะข้างๆสี่คน ...แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มแซวกัน เพิ่มดีกรีเป็นด่าแล้วก็ขว้างของใส่กัน  สุดท้ายแกนั่นแหละที่เดินเข้าไปต่อยนังเอ๊กกี้ปากปลาร้าจนหน้าคว่ำสลบคาจานหอยโฮงฮับ...สะใจนะ แต่ก็น่าเสียดายหอยจานนั้นจริงๆ”
                ในหัวของโบอาเริ่มปรากฏภาพสโลโมชั่นของสองแก๊งที่เป็นกะเทยไทยสองฝ่ายเจ็ดคน กับสาวเกาหลีตัวจุดชนวนอีกหนึ่งไล่ตบตีหยิกข่วนกันวี้ดว้ายท่ามกลางสายตาเกาหลีเมามุงที่ยืนเชียร์กันอย่างสนุกสนาน โบอาเอามือกุมหน้าผากตัวเองเมื่อคิดว่าทำแบบนั้นไปได้ยังไง
                “แล้วใครชนะ...”โบอาถาม เพราะภาพจำในสมองเริ่ม error เพราะฤทธิ์เมาค้างจากเหล้าโซจู
                “แหม ก็ต้องเป็นพวกเรานะสิ กะเทยกระดูกอ่อนอย่างพวกแก๊งอินจองน่ะ เจอกะเทยทหารพรานอย่างยายแพรรี่คนเดียวก็จบแล้ว  แต่ชั้นนี่สิยะ คนงามอย่างชั้นน่ะเป็นแนวนักรักนะไม่ใช่นักรบ...ก็เลยโดนใครก็ไม่รู้ต่อยเข้าเต็มเบ้าตาจนเขียวปั๊ดแบบเนี๊ย....ก็เพราะแกนี่แหละ...นังบัว!”
                “ค่อยยังชั่วหน่อยที่แก๊งเราชนะ...ส่วนแก ขอบตาเขียวก็ดีแล้วนี่ จะได้ไม่ต้องเปลืองอายแชโดว์....ว่าแต่ แกตั้งนาฬิกาปลุกแต่เช้าทำไม....วันนี้วันหยุดไม่มีทัวร์ลงซะหน่อย”โบอาท้วงขึ้น ขยับตัวทำท่าจะลงนอนต่อ
                “ว๊าย! ตายแล้ว แกลืมไปแล้วรึไงว่าวันนี้มีทัวร์พิเศษ... รายการทีวีจากเมืองไทยจะมาถึงเช้านี้!”
                โบอาลุกพรวดขึ้น พุ่งตัวไปที่ห้องน้ำทันที กำลังจะปิดประตูแต่ถูกแต๊กรีบแหย่เท้ากั้นไว้ ก่อนโวยวาย
                “ให้ชั้นเข้าด้วยสิ แกเข้าห้องน้ำนานมาก”
                “ไม่ได้ ถึงแกจะเป็นกะเทย แต่ตรงนั้นก็ยังเป็นผู้ชายอยู่นะยะ”โบอาเถียง พยายามจะปิดประตู
                “ทำยังกับไม่เคยเห็น...“แต๊กทำหน้าย่นใส่
                “ก็เพราะเคยเห็นแล้วนะสิ ถึงไม่อยากเห็นอีก”
โบอาทำหน้ายู่คืนแล้วเตะใส่เท้าจนแต๊กต้องหดเท้ากลับมา โบอารีบปิดประตูห้องน้ำทันที ทิ้งให้น้องต๊อกแต๊กทุบประตู ยืนตดไปบิดตัวไป โวยวายไปอยู่นอกห้อง
                “จำไว้เลยนังโบอา...นังเกาหลีนรก! “
 
                                                                            2.แก๊งกะปิน้ำปลา
8.20น. สนามบินอินชอน
                ท่าอากาศยานนานาชาติอินชอนซึ่งติดอันดับสูงของสนามบินชั้นนำของโลกมาตั้งแต่เปิดใช้แทนสนามบินนานาชาติคิมโปเมื่อปีพ.ศ.2544 ตั้งอยู่บนเกาะยางจอง อินชอนเป็นเมืองท่าเรือและอุตสาหกรรมสำคัญ ห่างจากกรุงโซลราวหนึ่งชั่วโมงทางทิศตะวันตก ตอนที่โบอากับแต๊กมาถึงสนามบินก็สายกว่าเวลานัดราวยี่สิบนาที แพรรี่กะเทยทหารพรานแต่งหญิงกับเบลล์ผู้หญิงข้ามเพศหน้าหวานร่างอ้อนแอ้นที่ผ่านการเฉาะเรียบร้อยแล้วยืนหน้าบึ้งอยู่ข้างๆรถบัสเล็กที่จอดรอคณะทัวร์รายการทีวีจากเมืองไทย  เห็นได้ชัดว่าเบลล์ก็แต่งหน้าหนากว่าปรกติเพื่อปกปิดร่องรอยของสงครามเมื่อคืน ส่วนแพรรี่นั้นดูเหมือนจะไม่มีริ้วรอยขีดข่วนอะไรให้เห็น คะเนจากรูปร่างแล้ว รถสิบล้อวิ่งชนที่ความเร็วเกินกว่าร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้นที่จะให้ผิวเธอถลอกได้
                “แว นึดเก วาซอโย?(ทำไมมาสาย?)...”แพรรี่ดูนาฬิกาแล้วพูด ยิ้มเหี้ยมๆกับโบอา
                “พวกแกสองคนมาสาย ตามกฎ กรุ๊ปทัวร์นี้พวกแก...ต้องเป็นเบ๊!”เบลล์ยิ้มเย้ย กรีดนิ้วแบบคุณนายชี้หน้าทั้งสอง
                โบอากับแต๊กหันมาทำหน้าย่นใส่กัน โทษกันไปมาถึงสาเหตุที่มาถึงสนามบินช้า
                “แล้วลูกค้าผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองออกมารึยัง”แต๊กถามขึ้น ทำเป็นเสียงเข้มเอาการเอางาน
                “ผ่านออกมาเกือบครบแล้ว แต่ยังมีบางคนเข้าห้องสอบพิเศษของตอมอ(ตรวจคนเข้าเมือง)อยู่ ลูกค้าหิวมากพวกชั้นเลยออกมาจะเอาน้ำกับอาหารเช้าไปให้นี่แหละ แต่ตอนนี้คงไม่ต้องยกไปเองแล้วเพราะมันเป็นหน้าที่ของ...พวกเบ๊!”
                โบอากับแต๊กทำหน้างอ บ่นกระปอดกระแปดก่อนจะหยิบแพ็คน้ำกับถุงใส่แฮมเบอร์เกอร์เต็มสองมือเดินนำหน้าเข้าไปในสนามบินโดยมีเบลล์กับแพรรี่เดินลั้ลลาเริงร่ามาดคุณนายตามมาข้างหลัง
 
                เมื่อทั้งสี่เดินเข้าไปตรงที่นั่งพักใกล้ทางออกสนามบิน  ลูกทัวร์ชุดทีมงานรายการทีวีจากเมืองไทยมานั่งรออยู่แล้วหกคน เป็นหญิงสี่ชายสอง พร้อมสัมภาระกองใหญ่ทั้งเสื้อผ้าและอุปกรณ์ถ่ายทำ ทุกคนดูท่าทางอ่อนล้าสะลึมสะลือเพราะนั่งเครื่องบินมานานกว่าห้าชั่วโมง และเวลาที่เกาหลีก็เร็วกว่าเมืองไทยราวสองชั่วโมง ดังนั้นเวลาของระบบร่างกายของชาวคณะจึงพึ่งจะเป็นเวลาหกโมงเช้าเท่านั้น  แต่ผู้ชายสองคนในคณะที่หันมาเห็นโบอาเข้าก็เริ่มมีท่าทางตาสว่างคึกคักขึ้นมาทันที
แต่ที่น่าแปลกก็คือ ผู้หญิงวัยสี่สิบกว่าที่แต่งตัวไฮโซฯซึ่งดูเหมือนว่าทุกคนในคณะจะเกรงใจก็จ้องมองโบอาด้วยสายตาแปลกๆด้วยเช่นกันจนโบอาเองก็รู้สึก เธอหันไปยิ้มให้ แต่หญิงไฮโซฯคนนั้นกลับแกล้งเฉไฉไปมองเสียทางอื่น ไม่ยอมสบสายตาด้วย
                “มาพร้อมกันหมดครบทุกคนรึยังคะ...”แพรรี่ถาม พยายามดัดเสียงให้หวาน ตัดกับหน้าโหด
                หญิงสาววัยรุ่นหน้าตาน่ารักแต่ท่าทางโก๊ะๆไม่มั่นใจตัวเองคนหนึ่งยกมือเหมือนอยู่ในชั้นเรียนก่อนตอบ
                “เหลือพี่ก้องอีกคนหนึ่งค่ะ..พี่ก้องเป็นโปรดิวเซอร์และพิธีกรคู่ของหนูค่ะ”
                เธอชื่อน้องจิ๊บ พิธีกรหญิงประจำรายการซึ่งมากับคุณแม่เจี๊ยบหญิงแต่งตัวไฮโซฯที่แอบมองโบอาด้วยสายตาแปลกๆคนนั้นนั่นเอง
                “ตรวจคนเข้าเมืองของเกาหลีเนี่ยขึ้นชื่อมากเลยค่ะเรื่องความเฮี้ยบ บางทัวร์นะคะโดนจับส่งกลับตั้งหลายคนแน่ะเพราะเค้าสงสัยว่าจะเป็นพวกแฝงกับทัวร์แล้วหนีเข้าเมืองแอบไปทำงานแบบไม่มีใบอนุญาตนะค่ะ”เบลล์พูดให้ข้อมูลเชิงอธิบายว่าทำไมแต่ละคนจึงต้องใช้เวลามากกว่าตรวจคนเข้าเมืองของประเทศอื่นๆที่เคยเจอมา
                “แล้วนี่ถ้าโปรดิวเซอร์ไม่ผ่านตอมอแล้วโดนส่งกลับเมืองไทย พวกเราจะทำยังไง”เสียงถามขึ้นจากผู้หญิงวัยยี่สิบห้าที่กำลังตรวจเช็คสภาพกล้องอยู่ เธอเป็นตากล้องชื่อจ๋า
                “งั้นก็...ไม่ต้องทำงาน เที่ยวกันอย่างเดียวเลย”เสียงตอบดังมาจากหนุ่มหน้าทะเล้นวัยเดียวกัน แต่ไว้หนวดไว้เคราแถมแต่งตัวเสื้อผ้าแบบกึ่งเลียนแบบชาวกะเหรี่ยง  เขาคือนายนกเขา ครีเอทีฟ ประจำรายการ
                มีเสียงเฮฮาชอบใจจากหลายๆคนในคณะ
                “ก็ได้ แต่เงินจ่ายกันเองนะ”หญิงร่างอ้วน ขาวหมวยวัยสามสิบกว่าๆพูดขัดคอขึ้น  เธอคือพี่แจ๋ว ฝ่ายประสานงานและการเงินของรายการ
                “... เจ้าของบริษัทมาเอง ถ้าพวกเราแย่งจ่ายมันจะเป็นการดูถูกความรวยกันเกินไป ใช่มั๊ยครับ...น้องจิ๊บ”นายใหม่หน้าตาตลกทะเล้นไว้หนวดแบบอาร์ตติส ตากล้องอีกคนที่กำลังตรวจสอบอุปกรณ์ไวร์เลสและไมค์หัวกล้องสำหรับบันทึกเสียงอยู่พูดขึ้น แล้วหันไปถามน้องจิ๊บสาวสวยวัยรุ่นหน้าตาน่ารักคนนั้น ทำให้ชาวไกด์ทั้งสี่คาดเดาได้ทันทีว่าหญิงวัยกลางคนไฮโซฯคนนั้นเป็นเจ้าของบริษัทและคงเป็นมารดาของน้องจิ๊บด้วย
                “แหม คุณแม่น่ะ เค็มจะตาย...”
น้องจิ๊บทำป้องปากแบบลิเกแล้วพูดเป็นเสียงบ่นเบาๆ แต่ทุกคนก็ได้ยินทำให้มีเสียงหัวเราะครืนจากชาวคณะตามมา ขณะที่มารดาของเธอหันมาตีลูกสาวเบาๆแก้เขินแต่ไม่ได้จริงจังอะไรนัก แล้วก็พลอยหัวเราะตามทุกคนไปด้วย 
ดูเหมือนว่า จะเป็นบริษัททำรายการทีวีเล็กๆที่น่ารัก ทุกคนสนิทสนมกันดีและไม่มีพิธีรีตองหรือแบ่งชั้นวรรณะอะไรมากมาย..โบอาและเพื่อนไกด์ทั้งสามคิดเหมือนๆกัน  แต่ว่าโดยธรรมเนียมปฏิบัติของชาวไกด์นำเที่ยวแล้ว พวกเขาจะต้องรักษาระยะห่างกับลูกค้าไว้ในระดับหนึ่งอยู่เสมอ เพราะถ้าพวกเขารู้สึกเป็นเพื่อนกับลูกค้าเมื่อไหร่ โอกาสของรายได้ในหลายๆส่วนของอาชีพไกด์ก็จะหายไปทันที 
น่าเสียดายที่มิตรภาพของคนเราในยุคปัจจุบัน ได้ถูกกางกั้นด้วยผลประโยชน์และหน้ากากสังคมที่เพิ่มพับทับซ้อนกันหลายชั้นขึ้นไปทุกที...
                “นั่น พี่ก้องออกมาแล้ว..”
เสียงพูดอย่างร่าเริงของน้องจิ๊บดังขึ้น ทำให้ชาวไกด์ทั้งสี่หันไปมองตามเสียงทันที  ภาพที่เห็นคือชายหนุ่มหน้าตาหล่อคมเข้ม สูงสมส่วน วัยราวๆยี่สิบหกยี่สิบเจ็ดปี แม้จะแต่งตัวด้วยเสื้อยืดกางเกงยีนส์แต่ยิ่งดูโดดเด่นน่ามอง ทำให้ทั้งแต๊ก เบลล์และแพรรี่เผลอมองตาเยิ้มเคลิ้มฝันทันที
                “...มีนัม(หล่อจัง)..”เบลล์เผลออุทานเป็นภาษาเกาหลี
                “...ม็อกโก ซิบพอโย..(อยากกินจังเลย)”แพรรี่เผลอพูดเกาหลีบ้าง น้ำลายไหลยืด
                “ยายบ้า นั่นมันผู้ชายนะ ไม่ใช่แยมโรล” ต๊อกแต๊กพูดแย้งแพรรี่ แต่ตายังจ้องมองเคลิ้ม
                โบอาเอามือแกว่งผ่านตาเพื่อน แต่อาการเคลิ้มคนหล่อของทั้งสามก็ยังไม่สะดุด
                “ตื่น...ตื่นได้แล้ว...”โบอาพูด เขย่าตัวเบลล์กับแพรรี่
                เบลล์ได้สติ หันมามองหน้าสวยหวานของโบอา แววตาแอบอิจฉา แล้วเบลล์ก็เอ่ยขึ้นกับโบอา น้ำเสียงทีเล่นทีจริง
                “วอนซู!(ศัตรู)”
                “ใช่! ตอนนี้เราต้องเป็นศัตรูกัน ใครดีใครได้”แต๊กพูดเชิงสนับสนุนนโยบายเล่นเกมส์แย่งผู้ชายแก้เซ็งกันของเพื่อนๆไกด์ทัวร์ที่ปฏิบัติกันมาเป็นปรกติ
                “ผู้ชายคนนี้ เสร็จชั้นแน่!”
แพรรี่พูดพลางยิ้มอย่างมั่นใจ ทำให้เพื่อนทั้งสามหันมามองเป็นตาเดียวกัน
                “ชั้นมั่นใจ!”
แพรรี่พูดย้ำ ก่อนจะหัวเราะออกมาแบบไม่มีเหตุมีผล ทำให้เพื่อนทั้งสามนึกเห็นภาพชายหนุ่มถูกแพรรี่ต่อยท้องจนตัวงอก่อนจะถูกลากเข้าไปในห้อง ตามมาด้วยเสียงฉีกเสื้อผ้าและเสียงหัวเราะของแพรรี่ดังออกมาจากในห้อง
                “ทำไมชั้นต้องมาเป็นเพื่อนกับพวกบ้าพวกนี้ด้วยนะ...”โบอาส่ายหน้า พึมพำกับตัวเองเบาๆ
                โปรดิวเซอร์และพิธีกรรูปหล่อเดินมาถึงกลุ่ม ยิ้มเนือยๆก่อนพูดเชิงอธิบายกับทุกคน
                “โดนซักแทบแย่แน่ะครับ พอดีพาสปอร์ตผมเคยเข้าประเทศที่มีพวกหัวรุนแรงหลายครั้ง สงสัยจะกลัวว่าผมจะเป็นพวกผู้ก่อการร้าย...”ก้องพูดเซ็งๆ
                “แหม หน้าตาอย่างก้องเนี่ยเจ๊ว่าน่าจะเป็น..ผู้ก่อการรัก..จริงมั้ยทุกคน”คุณนายเจี๊ยบเอ่ยหยอกขึ้นอย่างสนิทสนม เรียกเสียงเฮฮาวี๊ดวิ้วจากชาวคณะในอารมณ์ฉิ่งฉับทัวร์แบบไทยๆจนคนในสนามบินหลายคนหันมามอง ทำให้ฝ่ายรักษาความปลอดภัยของสนามบินสองสามคนเริ่มขยับตัวจ้องมองมา ...
                “เอ้อ...มาครบกันแล้ว งั้นเราออกไปที่รถกันเลยดีกว่านะฮะ”แต๊กเห็นท่าไม่ดีหลังจากหันไปสบตาเข้ากับรปภ.เกาหลีหน้าดุ
                ทุกคนเห็นพ้อง ขยับตัวช่วยกันยกข้าวของสัมภาระและอุปกรณ์ถ่ายทำเดินตามไกด์ทั้งสี่ออกจากภายในสนามบิน โบอาที่หิ้วน้ำกับอาหารเช้าเข้ามาแล้วต้องหิ้วกลับออกไปอีกแอบบ่นพึมพำเป็นภาษาเกาหลีไปตลอดทาง แล้วเธอยังต้องคอยพูดปฏิเสธนายใหม่ตากล้องปากปีจอกับนายนกเขาครีเอทีฟติสท์แตกที่เดินตามติด แล้วอาสาจะมาช่วยถือของให้ทั้งที่ตัวเองก็มีข้าวของพะลุงพะลังอยู่แล้ว เห็นได้ชัดว่าเป็นน้ำใจแอบแฝงตามสไตล์จีนคือ..หวังหลีเจ้า  จนทำให้ก้องที่หิ้วกระเป๋าเดินตามมาข้างหลังห่างๆแอบยิ้มขำ โดยลืมสังเกตไปว่าตอนนี้เขาเองก็กำลังถูกสายตาแทะโลมของไกด์กะเทยทั้งสามไม่น้อยไปกว่ากันเลย
ทั้งหมดเดินมาขึ้นรถบัสขนาดเล็กที่จอดรออยู่หน้าสนามบินอินชอน ช่วยกันยกของขึ้นรถ เลือกหาที่นั่งกันตามใจชอบ โบอากับแต๊กทำหน้าที่แจกน้ำกับแฮมเบอร์เกอร์เป็นอาหารเช้าสำหรับทุกคน
“ขอต้อนรับด้วยอาหารเช้าเกาหลีมื้อแรกค่ะ”เบลล์เอ่ยขึ้น
                “แฮมเบอร์เกอร์นี่เหรอคะ...อาหารเกาหลี”จ๋า ตากล้องสาวพูดแย้งขึ้น
                “ค่ะ เพราะแฮมเบอร์เกอร์นี้ไม่ใช่แมคโดนัลด์ไม่ใช่เบอร์เกอร์คิง แต่เป็นยี่ห้อของเกาหลีค่ะ ทุกคนคงจะทราบดีว่าเกาหลีนี่เค้ามีความเป็นชาตินิยมสูงมาก ขนาดกูลิโกะยังมียี่ห้อเกาหลีทำแข่งแถมขายดีกว่าด้วย เพราะของแท้เคยถูกสั่งห้ามนำเข้า...”เบลล์อธิบาย
                “แล้วสาวเกาหลีกับสาวญี่ปุ่นล่ะ ใครน่ารักกว่ากัน..”ครีเอทีฟนกเขารีบตั้งแนวชีกอขึ้นมาทันที
                “กะเทยไทยกินขาดค่ะ!”
แพรรี่แย่งตอบ เรียกเสียงฮาครืน
                ก่อนที่รถบัสของคณะถ่ายทำรายการทีวีจากเมืองไทยจะเคลื่อนออกจากสนามบินอินชอน แท็กซี่คันหนึ่งก็วิ่งมาจอดข้างๆ ผู้โดยสารสองคนแต่งตัวคล้ายกันมากซึ่งพึ่งลงจากรถแท็กซี่พอหันมาเห็นแพรรี่ที่ยืนเกาะราวอยู่ตรงประตูทางขึ้นรถบัสเหมือนกระเป๋ารถเมล์ถึงกับเผลอสะดุ้ง พอแพรรี่หันมาเห็นทั้งสองเข้าก็ทำหน้าขู่ทันที
                “แฮ่...”
หน้าแพรรี่ตอนทำท่าขู่นั้น น่าสะพรึงกลัวไม่ต่างกับสุนัขพันธ์โหดร็อตไวเลอร์เลยทีเดียว ทั้งสองเผลอร้องตกใจแล้วรีบวิ่งหนีเข้าไปในสนามบินทันที
“ใครน่ะ..”โบอาหันมาถามเพื่อนอย่างสงสัย
                “ก็พวกเมื่อคืนไง”แพรรี่ตอบ พลางยิ้มหวาน ซึ่งดูแล้วน่ากลัวกว่าตอนไม่ยิ้มเสียอีก
                ภาพการตีกันกลางถนนของกะเทยเมาและตัวเธอแวบเข้ามาในสมองอีกครั้ง ทำให้โบอายิ้มอย่างอารมณ์ดี
                “อ๋อ ฝาแฝดตัวแสบคู่นั้นใช่มั๊ย”
โบอาพึมพำขึ้น ขณะที่รถบัสเริ่มแล่นไกลออกจากสนามบิน...และไกลออกจากโอกาสสำคัญที่สุดที่เธอเฝ้ารอมาเกือบตลอดชีวิต โดยที่เธอไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย....
หลังจากที่รถบัสแล่นออกไปไม่ถึงนาที ชายหนุ่มหน้าทะเล้นชาวไทยคนหนึ่งก็หิ้วกระเป๋าเดินทางออกมาจากภายในอาคารสนามบินอินชอน ยืนเก้ๆกังๆอยู่คนเดียวเหมือนกำลังรอใครอยู่ที่หน้าสนามบิน แล้วจู่ๆกระเป๋าที่ถืออยู่ก็ขาดแควกออกเป็นรอยยาวเหมือนโดนใครเอามีดโกนแอบกรีดไว้ เสื้อผ้าข้าวของในกระเป๋าตกกระจายเกลื่อนพื้น ชายหนุ่มคนนั้นเอามือจับหน้าผากก่อนจะทรุดตัวลงพยายามยัดของที่ตกอยู่ใส่ในกระเป๋าแล้วเปลี่ยนจากหิ้วเป็นอุ้มไว้แทน พลางบ่นกับตัวเอง
                “ทำไมสองวันมานี่มันซวยตลอดเลยวะ ยังกับมีใครคอยตามแอบแกล้งเราอยู่งั้นแหละ...”
                “ขอโทษคะ...พี่ตั๊กที่นัดไว้รึเปล่าคะ”
เสียงดัดจริตดังขึ้นที่ด้านหลัง ทำให้นักสืบตั๊กหันกลับไปมอง  ภาพที่เห็นคือกะเทยหน้าปลวกเหมือนกันเป๊ะสองคนกำลังยืนยิ้มหวานให้กับเขาอยู่ ตั๊กเอามือขยี้ตาแรงๆก่อนจะพยายามมองใหม่อีกครั้ง
                “ไม่ใช่ภาพซ้อนเพราะสมองเสื่อมหรอกค่ะ พวกเราเป็นฝาแฝดกัน หนูเป็นพี่ชื่อเอมมี่... ส่วนน้องชื่อแอนนี่...”
                “เออ..โลกเรานี่มันมีอะไรแปลกๆกว่าที่คิดไว้เยอะเลยเนอะ...ตกลงน้องสองคนมาจากบริษัทมีโซ-โคเรียนทัวร์ใช่มั๊ย”นักสืบตั๊กถาม เริ่มยิ้มได้อย่างเริ่มสบายใจขึ้นมาบ้าง
                “ก็...ไม่เชิงหรอกค่ะ พอดีเพื่อนๆที่มีโซ-โคเรียนติดงานทัวร์เลยฝากเราให้มารับแทนค่ะ ...เมื่อก่อนเราสองคนก็อยู่บริษัทมีโซ-โคเรียนหรือรอยยิ้มเกาหลีค่ะ แต่ต่อมาพวกเราก็ขยับขยายออกมาตั้งบริษัทอินจอง-โคเรียนทราเวล แปลว่า..น้ำใจแห่งเกาหลี แต่ออฟฟิศก็อยู่ติดๆกัน เป็นเหมือนบริษัทพี่บริษัทน้องกันเลยค่ะ ถ้อยทีถ้อยอาศัย บางทีลูกค้าโทรมาที่เคาน์เตอร์ของบริษัทมีโซ...โทรมาแล้วไม่มีใครว่างรับสาย พวกเราก็ยังไปช่วยรับแทนให้เลยค่ะ...”แอนนี่อธิบาย
                “รับโทรศัพท์แทนแล้วคงไม่ถือโอกาสแย่งลูกค้าเค้าใช่มั๊ย...อ้าวหน้าซีดเลย พี่ล้อเล่นน่ะ..ล้อเล่น”นักสืบตั๊กพูดเล่นตามนิสัย แต่คนฟังแอบสะดุ้ง
                “แหม จะไปทำอย่างนั้นได้ไงคะ ขืนทำก็ต้องมีตบกันตายนะสิ...เพื่อนๆกันทั้งนั้น”เอมมี่พูดพลางหัวเราะแก้เก้อ
                “แล้วหน้าน้องสองคนไปโดนอะไรมาล่ะ อ้อ!ขอโทษที แบบว่าพี่มันอาชีพนักสืบน่ะเลยขี้สงสัยไปหน่อย”
                “อ๋อ ไม่เป็นไร พวกหนูก็ไม่ได้คิดว่าพี่เสือกอะไรหรอกค่ะ”แอนนี่แอบกัดกลับ
                “จะคิดก็ได้ พี่ไม่ถือ...ว่าแต่ ตามที่คุยไว้...น้องรู้จักผู้หญิงเกาหลีที่ชื่อซอโบอา แน่นะ!”นักสืบตั๊กถามเรื่องสำคัญขึ้นทันที
                “...รู้จักสิ ก็พึ่งตบกับพวกมันมาเมื่อคืน..”แอนนี่แอบขบกราม พูดเสียงรอดไรฟันแบบแค้นๆ
                “พูดว่าอะไรนะ..ตบอะไร”ตั๊กถาม
                “อ๋อ น้องหนูเค้าบอกว่าพึ่งตบมือทักทายแบบไฮไฟว์ แล้วเปลี่ยนเวรไกด์ทัวร์กันเมื่อคืนเองค่ะ โบอาเค้าต้องรับช่วงดูแลพวกทัวร์ออกต่างจังหวัดต่อจากพวกหนู อีกไม่กี่วันก็คงกลับมาโซล”เอมมี่รีบพูดแก้ต่างด้วยไหวพริบชนิดตอแหลได้โล่
                “อ้าว...ไม่ได้นะ พี่จะต้องพาตัวเค้าไปเมืองไทยให้เร็วที่สุด น้องสองคนพอจะพาพี่รีบตามไปได้มั๊ย”นักสืบตั๊กร้อนใจขึ้นมาทันที
                “แหม จะเอางั้นเหรอคะ แล้วเรื่องค่าใช้จ่าย...”แอนนี่พูด น้ำเสียงไม่ได้ปิดบังความงกแต่อย่างใด
                “พาพี่ไปพบซอโบอาให้ได้ภายในสามวันนี้ พี่ให้แสนนึง!”นักสืบตั๊กพูดตัดบท หยิบเงินปึกหนึ่งขึ้นมาโชว์
                สองคู่แฝดแอบหันมามองตา แล้วเผลอทำหน้าเจ้าเล่ห์เหมือนกัน ดูแล้วราวกับมองเห็นตัวเองในกระจก
                ...ไม่นานนัก แท็กซี่เกาหลีคันหนึ่งก็นำนักสืบตั๊กพร้อมกับไกด์กะเทยฝาแฝดหน้าปลวกขับออกไป ไกลจากสนามบินอินชอน......และไกลจากรถบัสคณะทัวร์ของโบอา มากขึ้นๆ ทุกนาที...
 
                                                                3.ซ่อนดาบในรอยยิ้ม
                รถบัสเล็กของคณะถ่ายทำรายการทีวีจากเมืองไทยแล่นออกจากเกาะยางจองที่ตั้งของสนามบินอินชอน ขับข้ามสะพานขนาดใหญ่ที่ด้านบนเป็นทางรถยนต์ส่วนด้านล่างเป็นทางรถไฟมุ่งสู่ผืนแผ่นดินใหญ่  อินชอนเป็นท่าเรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มองเห็นแนวปั้นจั่นเรียงราย ทะเลมีคลื่นลมแรงและพื้นเป็นโคลน  เมื่อขับผ่านถนนเลียบชายฝั่งจะมองเห็นร้านอาหารทะเลตั้งเรียงราย หน้าร้านมีตู้กระจกโชว์อาหารทะเลสดซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นปลาหมึก 
...ย่านชายทะเลที่เป็นเขตท่าเรืออุตสาหกรรมในโลก จำนวนปลามักจะลดลง ยกเว้นปลาหมึกและแมงกะพรุนที่กลับเพิ่มจำนวนขึ้น นักวิชาการบางท่านให้เหตุผลว่าเป็นเพราะปลาหมึกและแมงกะพรุนจะจับคู่ผสมพันธ์กันในช่วงพระจันทร์เต็มดวง...อารมณ์โรแมนติกเหมือนกันนะเนี่ย  แต่ในเขตเมืองท่าเรือ แสงไฟจากตัวเมืองชายฝั่งทำให้สัตว์ทั้งสองชนิดนี้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นแสงจันทร์ จึงจับคู่ผสมพันธุ์กันบ่อยขึ้นกว่าปรกติ ทำให้มีจำนวนมากขึ้น กิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ทำให้กิจกรรมทางเพศของพวกมันเพิ่มขึ้นโดยไม่ตั้งใจ ก็น่าสงสารพวกมันเหมือนกัน เพราะคงต้องเหนื่อยกันแย่เลย
                เดือนเมษายนเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิของเกาหลี หิมะกำลังละลายอากาศค่อนข้างเย็นสบายสำหรับคนไทย สองข้างทางที่รถแล่นผ่านจึงมองเป็นใบอ่อนและดอกไม้ผลิบานดูสวยงามลานตา  โดยเฉพาะดอกไม้สีเหลืองสวยแปลกตาที่ขึ้นประดับแซมอยู่ตามริมถนนมองเห็นได้เกือบตลอดทาง
                “ดอกไม้สีเหลืองนั้นชื่ออะไรคะ...”พี่แจ๋ว สาวหมวยร่างอวบอืด ฝ่ายประสานงานและการเงินหันมาถามคณะไกด์อย่างอยากรู้
                “อ๋อ...ชื่อดอก...อะรูไมไร๊...ฮะ”แต๊กอึกอักนิดหนึ่ง ก่อนพูดตอบ...แล้วฉีกยิ้ม
                “ดอกอะรูไมไร๊....คงเป็นภาษาเกาหลีใช่มั๊ยคะ  ฟังดูโรแมนติกดีจัง”น้องจิ๊บที่นั่งอยู่หน้ารถใกล้กับคณะไกด์หันมาพูดกับโบอา
                “...ค่ะ...”โบอายิ้มตอบ แอบหันไปชำเลืองมองแต๊กที่ทำหน้ากลั้นยิ้ม
                ความจริง อะรูไมไร๊ ไม่ใช่ภาษาเกาหลีแต่เป็นภาษาไทยของชาวเผ่าชอบผวน... อะรูไมไร๊ ก็คือ อะไรไม่รู้...
                ข้อเท็จจริงก็คือ ดอกไม้สีเหลืองที่ขึ้นดาษดื่นสวยงามอยู่ริมทางนั้นคือดอกคานารีสีเหลือง ส่วนดอกไม้ตามข้างทางอื่นๆนั้นก็มีเช่น ดอกจินดัลแล จะมีสีชมพูอมม่วง  ดอกซากูระหรือที่เกาหลีเรียกว่าต้นบอชนามู มีสีขาวอมชมพูสะพรั่งเต็มต้นอย่างที่เราคุ้นตากันดี
                ก้อง โปรดิวเซอร์หล่อเซอร์ นายนกเขาครีเอทีฟสุดติสท์และนายใหม่ตากล้องรอบจัดมองเห็นอาการกลั้นยิ้มของแต๊กก็เริ่มพอจะเดาออกได้ว่ามีการอำเกิดขึ้นแล้ว แต่ก็ไม่มีท่าทีกระโตกกระตากอะไร เพราะยังไม่ใช่เวลาเอาคืน....
                แต่ภายในรถบัสคันนั้น นอกจากการอำกันเล่นและการวางแผนเอาคืนกันแล้ว...ก็ยังมีแผนร้ายอีกแผนหนึ่งซ่อนอยู่ในทัวร์ครั้งนี้ด้วย
                เสียงโทรศัพท์มือถือของคุณนายเจี๊ยบดังขึ้น น้องจิ๊บหันมามองคุณแม่ของเธอก่อนพูด
                “ถ้ารับสายที่โทรมาจากเมืองไทยจะโดนหลายตังเลยนะคะคุณแม่..”
                คุณนายเจี๊ยบชำเลืองมองดูเบอร์ที่โทรมา สีหน้าเผลอมีพิรุธนิดหนึ่งก่อนจะตอบรับสายนั้นด้วยน้ำเสียงเบาปานกระซิบ
                “เป็นไง....รับมาแล้วเหรอ....ดี....พาไปต่างจังหวัดก่อนเหรอ....ดี.....ถ่วงเวลาไว้....แล้วจะโอนเงินให้...”คุณนายเจี๊ยบวางสาย
                “ใครโทรมาคะคุณแม่”น้องจิ๊บถาม
                “เรื่องงานนิดหน่อยน่ะจ๊ะ ไม่มีอะไร”
คุณนายเจี๊ยบตอบ เผลอชำเลืองมองดูโบอาแวบหนึ่ง เป็นตอนที่โบอาหันมาพอดีแล้วยิ้มให้ คุณนายเจี๊ยบทำหน้าเฉยก่อนจะหันไปมองวิวนอกหน้าต่างเพื่อซ่อนสีหน้าของตัวเอง
               
ขณะเดียวกัน ในรถแท็กซี่เกาหลีคันหนึ่ง แอนนี่วางสายมือถือ หันมาชำเลืองแล้วยิ้มให้กับเอมมี่พี่กะเทยฝาแฝดของตนนิดหนึ่ง ก่อนจะหันไปเห็นว่าตั๊กนักสืบเอกชนหน้าทะเล้นกำลังจ้องมองเธออยู่ ทำให้เผลอสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบเก็บอาการพิรุธ
                “แอนนี่โทรเช็คกับเพื่อนแล้วค่ะ  คือว่าตอนนี้โบอากำลังพาคณะทัวร์ไปหมู่บ้านปันมุนจอมที่ชายแดนเกาหลีค่ะ...แถวนั้นมันเป็นเขตความมั่นคง สัญญาณโทรศัพท์เลยไม่ค่อยดี...”แอนนี่พยายามอธิบาย
                “ถ้าอย่างนั้นเราคงจะต้องหารถเช่า แล้วขับรถตามไปต่างจังหวัดกันแล้วละค่ะ ถ้าถึงกลางทางแล้วโทรติดต่อได้จะได้รีบรับโบอากลับมาด้วยกันเลย ดีมั๊ยคะพี่ตั๊ก...”เอมมี่เกลี้ยกล่อม
                “ก็...ที่นี่มันเกาหลีนี่...ยังไงผมก็ต้องพึ่งคุณสองคนอยู่แล้ว”ตั๊กตอบ สีหน้ายิ้มแย้ม แต่แววตายังคงซ่อนความสงสัยระแวงแคลงใจบางอย่างไว้...
 
                หลังจากที่เห็นว่าคณะถ่ายทำรายการทีวีจากเมืองไทยทานอาหารเช้าแฮมเบอร์เกอร์พร้อมน้ำและกาแฟจนสติเริ่มตื่นกันดีแล้ว ชาวไกด์ทั้งสี่ก็มายืนกันที่ด้านหน้า ขณะที่รถกำลังมุ่งสู่ย่านวอนมิโดในเขตเมืองอินชอน
                “ขอสวัสดีอย่างเป็นทางการจากพวกเราชาวบริษัทมีโซ-โคเรียนทราเวลค่ะ...มีโซเป็นภาษาเกาหลีแปลว่า..รอยยิ้ม เราทุกคนก็หวังว่าทัวร์ครั้งนี้จะมีแต่รอยยิ้มนะคะ...”โบอาเริ่มพูดเกริ่นนำผ่านไมโครโฟน เรียกเสียงปรบมือจากทุกคน
                “และเนื่องจากการติดต่อให้จัดทัวร์พิเศษเพื่อถ่ายทำรายการครั้งนี้เป็นไปอย่างฉุกละหุกมาก พวกเราทีมงานไกด์อาจยังไม่เข้าใจเป้าหมายและความต้องการของทุกท่านดีพอ จึงต้องขอเชิญโปรดิวเซอร์ของรายการขึ้นมาอธิบายให้พวกเราเข้าใจด้วยค่ะ...”โบอาพูดพลางผายมือเชื้อเชิญไปที่โปรดิวเซอร์หนุ่มหล่อเข้ม
                ก้องขยับตัวลุกขึ้นเดินมานั่งใกล้ๆโบอา จ๋าตากล้องหญิงกดชัตเตอร์ถ่ายรูปพลางพึมพำว่าทั้งคู่หล่อสวยสมกันดี ทำให้น้องจิ๊บที่นั่งอยู่เก้าอี้หลังมีสีหน้างอนนิดๆ
                “...ครับ...สวัสดีอย่างเป็นทางการสำหรับคุณไกด์ทั้งสี่และพี่โชเฟอร์...”ก้องเริ่มเกริ่น แก้เขิน
                “ขอแนะนำโชเฟอร์ของเรา ชื่อ....ชินดงฮีค่ะ.....มีดาราเกาหลีชื่อนี้ด้วยนะคะ...แต่ไม่แนะนำให้คิดถึงชื่อนี้ในความหมายแบบภาษาไทย...”
แพรรี่พูดแทรกขึ้น มิสเตอร์ชินยกมือขึ้นข้างหนึ่งเหมือนจะรับทราบคำแนะนำตัว ขณะที่มีเสียงหัวเราะก๊ากจากนายนกเขาและนายใหม่ผู้มีสมองไวกับมุกลามกเป็นพิเศษ ทำให้สาวๆในรถคิดออกขึ้นมาทันทีว่าชื่อของโชเฟอร์นั้นมีเสียงคล้ายคำความหมายทะลึ่งในภาษาไทย ก่อนจะแอบหัวเราะกันคิกคัก
                “...เล่นเอาพูดไม่ออกเลย...สงสัยคงเพราะยังไม่ค่อยชิน...”ก้องพลอยพูดติดตลกผสมโรง ก่อนจะวกกลับเข้าเรื่อง
                “ขออธิบายให้ทีมไกด์ทราบว่า ทีมงานของเราคือรายการ...รอบรู้รอบโลก!  เป็นรายการพาเที่ยวทั่วโลกโดยจะสอดแทรกความรู้ที่ได้จากสถานที่ๆเราเดินทางไป  เน้นความรู้ที่ให้แง่คิดทางสังคม หรือไอเดียต่างๆที่จะช่วยจุดประกายความคิดสร้างสรรค์แปลกๆใหม่ๆ หรือว่าความรู้ที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตได้ อย่างเช่นในคอนเซ็ปเกี่ยวกับประเทศเกาหลีใต้ก็คือ....คนเกาหลีเปลี่ยนแรงกดดันมาเป็นแรงผลักดันได้อย่างไร ถึงทำให้เปลี่ยนแปลงประเทศที่แทบล่มสลายหลังสงครามเกาหลีเมื่อหกสิบปีที่แล้วจนกลายมาเป็นประเทศชั้นแนวหน้าของโลกได้...”
                “คนเกาหลีเปลี่ยนแรงกดดันมาเป็นแรงผลักดันได้อย่างไร! แหม ฟังแล้วเป็นรายการท่องเที่ยวที่ฉลาดลึกซึ้งมากเลยนะคะ”แพรรี่เอ่ยขึ้นด้วยความชื่นชม เวอร์จนออกนอกหน้า
                “...รายการของเราอาจจะเป็นรายการที่ดูยากซักหน่อย...”ก้องพูดเสริม
                “หมายถึงเป็นวิชาการ เข้าใจยากเหรอคะ”เบลล์ถาม
                “เปล่าครับ..คือมันออกอากาศตอนตีหนึ่งนะครับเลยดูยาก ”ก้องตอบหน้านิ่งๆ ชาวไกด์และทีมงานบางคนหัวเราะออกมา
                “แต่เจ้กำลังวิ่งเต้นอยู่ ต้นปีหน้านี้เราน่าจะมีข่าวดีได้ย้ายเวลา”คุณนายเจี๊ยบพูด
                “จริงเหรอคะ ได้ย้ายมาอยู่ไพร์มไทม์รึเปล่าคะ..”พี่แจ๋วถาม เสียงมีความหวัง
                “ย้ายจากตีหนึ่งมาอยู่หกโมงเช้า”คุณนายเจี๊ยบตอบ พลางยิ้ม
                “ดีเลยครับ ถือเป็นการย้ายกลุ่มคนดูเป้าหมาย จากพวกเมากลับจากเที่ยวผับมาแล้วเปิดดูก่อนหลับ ไปเป็นกลุ่มที่ตื่นขึ้นมานั่งรอใส่บาตรพระตอนเช้า”ก้องวิเคราะห์แบบช่วยเรียกเสียงฮากับตลกร้ายกัดตัวเองกับเป็นความจริงในวงการธุรกิจทีวีเมืองไทย
                “ส่วนพิธีกรรายการมีสองคน พิธีกรหญิงคือน้องจิ๊บ...ดาราดาวรุ่งคนสวย...”
ก้องผายมือแนะนำ ขณะที่น้องจิ๊บลุกขึ้นทำท่าถอนสายบัวรับเสียงปรบมือ
                “ส่วนพิธีกรชายคือผมเอง....อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นการผลักดันตัวเองหรือว่าอยากดังนะครับ เพราะเหตุผลจริงๆนั้นเป็นเรื่องของการประหยัดครับ...จะได้ไม่ต้องจ่ายค่าตัวเพิ่ม ตามนโยบายของเจ้...”
                “แหม ที่เจ๊ให้ก้องช่วยเป็นพิธีกรด้วยเนี่ยไม่ใช่เรื่องประหยัดอะไรหรอกนะจ๊ะ แต่เพราะว่าตอนที่ก้องเอาโปรเจ็ครายการนี้มาเสนอน่ะ เจ๊ก็เห็นหน่วยก้านว่าก้องเป็นคนเก่ง มีความรู้ดี มีไหวพริบ พูดจาน่าเชื่อถือ เหมาะกับการเป็นพิธีกรที่สุด  ส่วนเรื่องประหยัดน่ะมันเป็นผลพลอยได้จ๊ะ...”คุณนายเจี๊ยบพูดแก้ต่างให้ตัวเองแบบขำๆ
                “ขอบคุณครับ...และผมก็ขออนุญาตแนะนำอย่างเป็นทางการสำหรับเจ้าของบริษัทและนายทุนที่พาเรามาเที่ยวและทำงานในครั้งนี้ เจ้ใหญ่ของเรา...พี่เจี๊ยบครับ”
ก้องผายมือแนะนำ คุณนายเจี๊ยบลุกขึ้นยืนรับไหว้บรรดาชาวไกด์และโบกมือรับเสียงปรบมือกรี๊ดกร๊าดเอาใจเจ้านายจากทีมงานรายการ
                “พี่เจี๊ยบมีอะไรจะกล่าวเป็นพิเศษมั๊ยครับ”ก้องถามพลางยื่นไมค์ส่งให้
                “มีจ้ะ...คือในวาระพิเศษแบบนี้เจ้อยากจะบอกว่า...ทุกคนน่ารักมาก แต่แฮมเบอร์เกอร์เมื่อกี้ชิ้นเล็กไปหน่อยไม่ค่อยอิ่ม..”
                คำพูดแบบอารมณ์ดีของคุณนายเจี๊ยบทำให้บรรยากาศยิ้มแย้มเป็นกันเองมากขึ้น  ก่อนจะยื่นไมค์ส่งต่อให้ทีมงานรายการแนะนำตัวทีละคน
                “หวัดดี พี่ชื่อแจ๋วจ๊ะ ทำหน้าที่การเงินและประสานงานกองถ่าย ดีใจมากที่ได้มาเกาหลี เพราะชอบดูซีรีย์เกาหลีมาก พี่ชอบแจงดองกัน ชอบแบยองจุน  ....น้องไกด์คะอย่างพี่เนี่ย ใช้ชื่อเกาหลีว่าอะไรดีคะ”พี่แจ๋วเอ่ยถามชาวไกด์
                “...ยัง คอย คาน...”เสียงตะโกนแทรกดังมาจากนายนกเขา ด้านหลังรถ
                “...แก่ แต่ ซิง...”นายใหม่ตากล้องแย่งตะโกนเสนอชื่อเข้าประกวดบ้าง
                “ไอ้ใหม่ ไอ้นกเขา..ชั้นว่าชื่อเกาหลีของพวกแกน่ะมันต้องชื่อวอนโดนแทงกับวอนนอนคุก..”พี่แจ๋วหันมาแว๊ดใส่เสียงแหลม
                “เฮ๊ย ไอ้ใหม่ เราสองคนได้เป็นญาติกับวอน บินแล้วเว๊ย...”นายนกเขาอารมณ์ดีที่ถูกด่า หันมายักคิ้วให้นายใหม่
                ขณะที่พี่แจ๋วกำลังเริ่มตัวสั่นเพราะของขึ้น องค์กำลังจะลง โบอาก็พูดเสียงหวานขึ้นว่า
                “โบอาว่าชื่อเกาหลีที่เหมาะกับพี่แจ๋วที่สุดต้องชื่อ..อึนฮเยค่ะ...แปลว่าความเมตตากรุณา...”
                “อุ๊ย! อึนฮเย....เหมือนชื่อนางเอกคอฟฟี่ปริ๊นซ์ใช่มั๊ยจ๊ะ  ใช่เลย...น้องพูดถูก พี่น่ะเหมาะกับชื่อนี้มาก”พี่แจ๋วยิ้มแก้มตุ่ย นัยน์ตาฝันลอย หายโกรธเป็นปลิดทิ้ง
                “...พี่แจ๋วนี่แซ่โง้วใช่มั๊ย งั้นก็ต้องเป็น โง้วอึนฮเย..”นายนกเขายังไม่เลิกยั่ว
                “อึนฮเย...ความเมตตากรุณา....ชื่อไม่ตรงกับนิสัยเอาซะเลย...”
นายใหม่พูดพลางชำเลืองมองพี่แจ๋ว แต่เมื่อเห็นว่าของลงไปแล้ว ยั่วไม่ขึ้น เลยเลิกพยายาม ในขณะที่พี่แจ๋วยื่นไมค์ต่อให้กับจ๋า ตากล้องสาวอารมณ์ติสท์ พูดเสียงช้านุ่มนิ่มยังกับแม่ชี
                “สวัสดี เราชื่อจ๋านะ ทำหน้าที่กล้องสอง คือถ่ายกว้าง เก็บภาพinsert  แล้วก็ตัดต่อ... ความจริงเราเสนอว่าอยากให้ไปถ่ายเนปาลมากกว่า แต่ในทีมมีแต่คนอยากมาเกาหลี...เค้าชอบหวือหวากันแต่เราไม่ค่อยชอบ เราว่าในรายการควรจะแฝงเรื่องธรรมมะมากว่านี้ อะไรอีกล่ะ อ้อคือเราจบนิเทศมานะ..”
                “...สาธุ..”นกเขายกมือไหว้จบเหนือหัวแล้วใช้มือลูบผมตัวเอง
                “จะไหว้ทำไม..เค้าบอกว่าจบนิเทศ ไม่ใช่จบการเทศน์”นายใหม่ช่วยพูดตบมุกให้แบบเข้าขา
                “ทำไมต้องแซวเราด้วย เบื่อพวกแกมากเลยว่ะ...ไอ้พวกคนหลงโลก..”
จ๋าบ่นพึมพำไม่พอใจก่อนจะโยนไมค์ไปให้นายใหม่จนตาเหลือกตกใจ แต่ก็ลุกขึ้นคว้าไว้ได้ทัน
                “โหย เล่นของแพงนะเจ๊....”นายใหม่ครวญก่อนจะเริ่มแนะนำตัวเอง
                “สวัสดีครับคุณไกด์คนสวย..และไม่สวย ผมชื่อใหม่ครับ ทำหน้าที่กล้องหนึ่ง แล้วก็ตัดต่อด้วย....ความจริงงานที่ทำอยู่เนี่ย ถือเป็นงานอดิเรกเพราะใจรัก...ที่บ้านรวย เกาะพ่อกินก็อยู่ได้...แล้วชอบด้วย มันตรงกับนิสัย”
                “อุ๊ย! แล้วมีแฟนรึยังคะ”แพรรี่ทำตาเยิ้มถามมาจากหน้ารถ ทำท่าหยิบหัวใจตัวเองแล้วโยนให้
                “ยังครับ...แต่คติประจำใจของผมก็คือ...ถึงไม่หล่อ แต่กูก็เลือก!”นายใหม่ตอบพลางทำท่าคว้าหัวใจแพรรี่ไว้ โยนลงพื้นแล้วกระทืบ
                “...คนใจร้ายยยย...”แพรรี่ทำเสียงตอแหล บีบน้ำตา เรียกเสียงฮาลั่นรถ
                นายนกเขารับไมค์มาแล้วก็ทำท่างึมงำท่องคาถาแล้วเป๋าใส่ไมค์
                “หุย...เล่นของด้วย มิน่าถึงได้ตาเยิ้มเชียว”นายใหม่ทัก
                “ไม่ใช่กัญชา!...”นายนกเขาหันมาตบมุกก่อนจะว่าคาถาต่อจนจบ
                “พุทธะมะอะอุ ใครฟังแล้วให้รักกู..ให้หลงกู...ให้กูยืมเงิน...เพี๊ยง!”
                “แหม คาถานี้น่าเรียนไปใช้บ้าง”แต๊กพูดขึ้น
                “เอ้อ สวัสดีครับ ผมชื่อนกเขาครับ ความจริงหม่อมแม่ตั้งชื่อเล่นให้ว่านก แต่สมัยเรียนเพื่อนๆบอกว่าเป็นคนมีอารมณ์ขันสุรุ่ยสุร่ายมาก เลยตั้งชื่อให้ใหม่ว่าไอ้นกเขา..”นายนกเขาพูดดัดเสียงหล่อราวกับพากย์เสียงพันธมิตร
                “ชอบขัน ทำไมไม่ตั้งชื่อว่าไก่”นายใหม่ถาม
                “ชื่อไก่นั่นพ่อผมครับคุณเม้ง”นายนกเขาหันไปตอบเพื่อน
                “เม้งนั่นก็ชื่อพ่อผมครับ..”นายใหม่พูดรับมุกเพื่อน แบบผลัดกันล้อชื่อพ่อเพื่อน
                “....หน้าที่ของผมคือครีเอทีฟ หาข้อมูลแล้วก็เขียนบทโทรทัศน์ครับ ความไฝ่ฝัน..อยากเป็นผู้กำกับ...หมายถึงกำกับหนังหรือละครนะครับ รีบตอบก่อน เดี๋ยวลูกตาเม้งขี้สงสัยจะถามอีกว่าทำไมไม่ไปสมัครตำรวจ...ละครซีรีย์เกาหลีนี่ผมก็ชอบมากเลย แต่ไม่ค่อยชอบตอนจบเท่าไหร่ เพราะชอบให้นางเอกเป็นโรคตายทุกที ไม่รู้ว่าผู้หญิงเกาหลีสวยๆจะขี้โรคกันทุกคนรึเปล่าครับคุณโบอา..”
ประโยคสุดท้ายนายนกเขาฉวยโอกาสหันไปหยอดใส่ไกด์สาวคนสวยทันที ทำเอานายใหม่หงุดหงิดตัวเองที่เมื่อกี้นี้พลาดไปได้ยังไง
                “...ไม่ทุกคนหรอกค่ะ โบอาก็ชอบดูละครไทยนะ แต่ไม่ชอบเลยที่มีตอนพระเอกข่มขืนนางเอก จากนั้นสองคนก็จะเผลอหลับไปด้วยกันก่อนที่นางเอกจะตื่นขึ้นมาโวยวายตอนเช้า...ส่วนตอนจบพระเอกพระเอกก็ไม่ต้องรับโทษแถมยังได้รับทุกอย่าง...เคยมีคนบอกว่าละครฮิตคือสิ่งที่สะท้อนปมในใจของคนแต่ละชาติ คุณโปรดิวเซอร์คิดว่าปมในใจของคนไทยกับเกาหลีต่างกันยังไงคะ..”โบอาพูด ทำให้หลายคนเห็นตามไปด้วยแล้วก็ยิ้มขำออกมา ก่อนเธอจะหันไปโยนคำถามเหมือนจะทดสอบไอคิวของก้องโปรดิวเซอร์
                “...หนังเกาหลีชอบจบแบบไม่สมหวังคงเพราะ คนเกาหลีทนไม่ได้ที่จะเห็นคนอื่นมีความสุขกว่าตัวเอง....ส่วนคนไทยถ้าให้วิเคราะห์จากละครคงเพราะ...อยากทำความผิดแล้วยังได้ดี..”ก้องตอบยิ้มๆ
                “พี่ก้องหมายความว่า  คนเกาหลีขี้อิจฉา ส่วนคนไทยขี้โกง...ใช่มั๊ยครับ”นายนกเขาสรุป
                “อุ๊ย! สรุปแรงไปมั๊ยคะพี่นกเขา คนไทยไม่ได้ชอบขี้โกงซะหน่อย....ใช่มั๊ยคะคุณแม่”น้องจิ๊บพูดเสียงไม่สบายใจ ก่อนจะหันไปขอความเห็นคุณนายเจี๊ยบ
                “ก็..เอ้อ...จ้ะ...”คุณนายเจี๊ยบตอบลูกสาวไม่เต็มเสียงนัก ใจกระตุกวูบกับคำพูดบาดใจเมื่อครู่
                “วิเคราะห์เรื่องละครเรียบร้อยแล้ว ทีนี้ขอเชิญคุณนกเขาช่วยกลับมาวิเคราะห์งานของเรากันดีกว่าครับ”ก้องหักมุม หันมาพูดจริงจังกับครีเอทีฟเจ้าปัญหา
                “...ดีครับพี่...ผมนะ ครั่นเนื้อครั่นตัวอยากทำงานเต็มที่แล้ว”นายใหม่ทำเป็นพูดขึงขังเอาหน้าขึ้นมาทันที จนนายนกเขาหมั่นไส้แกล้งทำท่าเหมือนจะถุยน้ำลายใส่
                “คือว่า...คอนเซ็ปรายการรอบรู้รอบโลกตอนเที่ยวเกาหลีของเราก็คือ ทำไมเกาหลีถึงใช้เวลาเพียงแค่ไม่ถึงห้าสิบปีเปลี่ยนจากประเทศที่ย่อยยับเพราะสงครามกลายเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจได้  ดังนั้นเราจะเริ่มต้นเปิดเทปที่เมืองอินชอนแห่งนี้ก่อน เพราะเป็นจุดที่กองทัพพันธมิตรยกพลขึ้นบกมาช่วยเกาหลีใต้รบกับเกาหลีเหนือเมื่อห้าสิบกว่าปีก่อน... จากนั้นเราก็จะพูดถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาอุตสาหกรรมของเกาหลี และสุดท้ายก็คือการสร้างโคเรียนเวฟคลื่นวัฒนธรรมเกาหลีทำให้คนเอเชียหันมาคลั่งไคล้ดูหนังฟังเพลงเกาหลีกัน...ส่วนสคริปต์ของเทปแรกและทุกเทปอยู่ที่พี่แจ๋วเอ๊ย..พี่โง้วอึนฮเยเรียบร้อยแล้วครับ  ถ้าหายผมไม่เกี่ยว”นายนกเขาบรรยายกรอบของงานคร่าวๆอย่างคล่องแคล่วสมกับตำแหน่งครีเอทีฟรายการ
                พี่แจ๋วมองค้อนพอเป็นพิธีก่อนจะหยิบสคริปต์เทปแรกแจกจ่ายให้กับทุกคน
                “เทปแรกเราจะถ่ายกันที่สวนสันติภาพซายุพาร์ค....อีกไกลแค่ไหนครับ...”ก้องหันไปถามโบอา
                “อีก....ห้านาทีค่ะ”
โบอาตอบพลางยิ้มหวานให้ก้อง ก่อนจะหันมามองแต๊ก เบลล์และแพรรี่อย่างมีเลศนัย เหมือนจะยั่วว่าพวกแกทำเป็นแย่งกันไปเถอะ ยังไงก็เสร็จชั้นแน่... โดยลืมสังเกตไปว่านอกจากเพื่อนไกด์ที่เล่นเกมส์สนุกแย่งจีบผู้ชายกันแล้ว ยังมีอีกคนหนึ่งมองความสนิทสนมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของก้องกับโบอาด้วยท่าทางหงุดหงิดไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่คุณนายเจี๊ยบแม่ของเธอเองก็มีสีหน้าเคร่งเครียดไม่แพ้กัน...
                ไม่นานนักก็มาถึงที่หมาย..สวนซายุพาร์ค   รถบัสค่อยๆขับขึ้นเนินเขาเตี้ยๆขึ้นไปจอดบริเวณที่จอดรถของสวนสาธารณะ ทีมงานทุกคนเตรียมตัวเริ่มการถ่ายทำอย่างรวดเร็ว ทีมไกด์นำหน้าพาก้อง น้องจิ๊บและนายนกเขาเดินลงไปสำรวจโลเกชั่นเพื่อเลือกมุมกล้องและบล็อกกิ้ง  ส่วนบนรถ..จ๋ากับใหม่ตรวจสอบและเตรียมพร้อมอุปกรณ์ถ่ายทำ ทั้งสองช่วยกันใส่ถ่านให้กับซินธิไซเซอร์หรือตัวรับสัญญาณเสียงไวร์เลสแล้วนำตัวรับมาติดที่ไมค์หัวกล้อง ส่วนตัวส่งที่มีไมค์ขนาดจิ๋วสำหรับติดที่ตัวพิธีกรหลังจากเช็คเสียงแล้วตากล้องจ๋าก็หยิบเดินไปส่งให้กับพี่แจ๋วที่กำลังวุ่นวายอยู่กับกระเป๋าแต่งหน้า ก่อนที่นายใหม่และจ๋าจะเดินลงจากรถไป
                สวนซายุพาร์คตั้งอยู่บนเนินเขาที่มีด้านหนึ่งมองเห็นทะเล มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ที่กลางสวนมีรูปปั้นขนาดเท่าตัวจริงของพลเอกดักลาส แม็คอาเธอร์นายพลห้าดาวคนสุดท้ายแห่งกองทัพสัมพันธมิตร ซึ่งบางคนยกย่องให้เป็นบิดาแห่งเกาหลีใต้เพราะหากไม่มีท่านผู้นี้และกองกำลังสัมพันธมิตร 16 ชาติซึ่งรวมทั้งกองทัพไทยที่ยกเข้าช่วย  กองทัพเกาหลีเหนือคงสามารถยึดครองและผนวกดินแดนเกาหลีใต้ไปได้อย่างง่ายดาย  สวนสันติภาพแห่งนี้จึงตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่นายพลผู้นี้
                เป็นช่วงเช้าของวันธรรมดา สวนแห่งนี้ยังไม่มีผู้คนเข้ามาเยี่ยมชมมากนัก แต่ก็เริ่มมีรสบัสพานักเรียนมาทัศนะศึกษาและเรียนรู้ประวัติศาสตร์ขับเข้ามาหาที่จอดบ้างแล้ว ทีมงานจึงต้องเร่งมือกันมากขึ้น หลังจากนายนกเขาบรีฟสคริปต์กับพิธีกรและตากล้องเสร็จเรียบร้อย พี่แจ๋วก็เข้ามาจัดแจงเสื้อผ้าและแต่งหน้าให้น้องจิ๊บพิธีกรหญิง ก่อนจะหันไปพูดทางมุมที่ไกด์ทั้งสี่ยืนอยู่ขึ้นว่า
                “โบอา.. ช่วยแต่งหน้าให้คุณก้องหน่อย ไม่มากหรอกค่ะ แค่รองพื้นกับแต่งทรงผมนิดหน่อยให้ดูดีก็พอ”
                ก้องนั่งลงใกล้ๆกับที่พี่แจ๋วกำลังแต่งหน้าน้องจิ๊บอยู่ โบอาหันยักคิ้วให้เพื่อนก่อนจะลงมานั่งประจันหน้ากับก้องแล้วเธอก็เริ่มซับหน้า รองพื้น หวีผมให้เขาแบบจงใจใกล้ชิดจนได้กลิ่นกายของกันและกัน...ทำให้หัวใจของทั้งสองเผลอเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ท่ามกลางสายตาอิจฉาของเพื่อนๆ และสีหน้าไม่ชอบใจของน้องจิ๊บจนพี่แจ๋วเองเริ่มรู้สึก และทำให้เบลล์กับแต๊กหันมาสังเกตเห็นเช่นกัน.....
                “...เฮ๊ย...งานเข้าแล้วว่ะแก...ทำไงดี..”เบลล์เอาศอกกระทุ้งสีข้างแต๊กเบาๆ ชักเริ่มกลัวว่าเกมส์สนุกของพวกเธอจะบานปลายขึ้นมา
                “เพื่อป้องกันปัญหาบานปลาย...สงสัยคงต้องใช้แผนเดิม...”แต๊กหันมาหลิ่วตากับเบลล์แบบรู้กัน เหมือนกับเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนแล้ว หลายครั้ง
                การถ่ายทำรายการผ่านไปได้ด้วยดี แม้ว่าพิธีกรหญิงดูจะไม่ค่อยมีสมาธินักพูดผิดบ่อยๆ แต่ทุกคนก็คิดว่าเป็นเพราะยังอ่อนเพลียจากการเดินทาง พึ่งมาถึงก็ต้องรีบถ่ายทำแข่งกับเวลาทันที แต่การวางคาแรคเตอร์ให้ก้องเป็นเสมือนพี่ชายที่พาน้องสาวมาเที่ยวแล้วเล่าเรื่องราวต่างๆให้น้องฟังทำให้น้องจิ๊บไม่ต้องจดจำอะไรมากนัก ทำให้ถ่ายเสร็จได้ตามเวลา  ขณะที่ก้อง นกเขา ใหม่และจ๋ากำลังตรวจสอบภาพในเทปที่ถ่ายไว้ โบอาเดินถือน้ำมาให้น้องจิ๊บแต่ก็ถูกสะบัดหน้าเมินไป นั่นแหละจึงทำให้โบอาเริ่มรู้ตัว ว่าเกมส์นี้ชักจะไม่สนุกซะแล้ว...
                คุณนายเจี๊ยบหันไปซุบซิบถามเบลล์เกี่ยวกับภาษาเกาหลีบางคำ ก่อนจะตะโกนเสียงดังขึ้นว่า
                “ม็อกโก ซิบพอโย...(อยากกินข้าวแล้ว)”
                “...ขอเชิญขึ้นรถเลยค่ะ วันนี้เราจะไปทานอาหารกลางวันที่ท่าเรือวอนมิโดกัน”
โบอาเอ่ยขึ้น หันมายิ้มพยายามเอาใจคุณนายเจี๊ยบแต่ก็ถูกทำเมินไม่เห็น ทำให้โบอาคิดว่าเธอคงโกรธแทนลูกสาวที่เห็นโบอาไปทำตัวใกล้ชิดกับก้อง ทั้งที่ความจริงแล้วสาเหตุนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับเธอโดยตรง
รถบัสของคณะถ่ายทำรายการรอบรู้รอบโลกแล่นออกจากสวนแห่งสันติภาพ ค่อยๆไกลออกไปขณะที่ภายในรถความคุกรุ่นของสงครามในใจของใครบางคนก็กำลังค่อยๆปะทุขึ้น....
 
ในเวลาเดียวกันนั้น รถเก๋งเช่าที่มีนักสืบตั๊กเป็นผู้โดยสารและมีกะเทยฝาแฝดหน้าปลวกเอมมี่กับแอนนี่ผลัดกันขับก็กำลังขับผ่านด่านมอเตอร์เวย์ทางด่วนพิเศษต่างจังหวัดมุ่งสู่จังหวัดคังวอนโดที่มีวิวทิวทัศน์สวยงาม...แต่รอยยิ้มของคนในรถคันนั้นกลับเต็มไปด้วยดาบที่ซ่อนเอาไว้รอเชือดเฉือนบาดคมกัน ท่ามกลางสายลมอันเย็นยะเยียบของถนนที่ตัดผ่านซอกเขาคดเคี้ยวที่หิมะยังคงละลายไม่หมด...
                                                               
4.มื้อแห่งมุสา
                รถบัสของคณะรายการทีวีจากเมืองไทยเดินทางมาถึงบริเวณท่าเรือวอนมิโดในเวลาบ่ายโมงเศษ ริมทะเลเป็นลานซีเมนต์กว้างและยาว มีรูปปั้นงานศิลปะตั้งประดับอยู่รายรอบ บางจุดก็มีเกาหลีมือบอนแอบพ่นสีสเปรย์เป็นภาพหรือตัวอักษรเกาหลีไว้บ้างแต่ไม่มากนักเป็นคำสั้นๆ คิดว่าคงไม่น่าจะใช่ประเภทประกาศว่าโรงเรียนอะไรเป็นพ่อใครแบบในเมืองไทย  บริเวณนี้เป็นจุดชมวิวทะเลที่สวยงามจึงมีผู้คนมานั่งพักผ่อนกันมากในวันหยุด และท่าเรือแห่งนี้ก็สามารถนั่งเรือไปถึงญี่ปุ่นได้ด้วย  ส่วนตามรายทางก็มีร้านรถเข็นขายออมุกหรือปลาบดเสียบไม้ทอดกับหนวดปลาหมึกยักษ์แห้งเสียบไม้ตั้งขายอยู่หลายร้าน ซื้อแค่หนวดเดียวก็เดินเคี้ยวได้ทั้งวันแล้วเพราะทั้งยาวและเหนียว แต่น้ำจิ้มดูจะรสชาติจืดชืดไปนิดสำหรับลิ้นแบบคนไทย
                วันนี้เป็นวันศุกร์ไม่ใช่วันหยุดผู้คนที่มาเที่ยวพักผ่อนจึงไม่มากนัก คณะไกด์เดินนำก้องและทีมงานไปที่ร้านอาหารร้านหนึ่งที่เป็นตึกแคบๆหลังหนึ่ง เมื่อทุกคนลงนั่งได้ไม่นานอาหารก็เริ่มพร้อมเสิร์ฟทันทีเพราะมีการโทรสั่งล่วงหน้าไว้ก่อนแล้ว การวางอาหารและเครื่องเคียงแบบเกาหลีจะวางจากซ้ายไปขวาของผู้รับประทานเป็นลำดับคือ ข้าว ซุป ช้อนและตะเกียบ ส่วนพวกสตูและเครื่องเคียงอื่นๆจะวางที่กลางโต๊ะ ชาวเกาหลีจะใช้ช้อนสำหรับตักข้าวและซุป ส่วนเครื่องเคียงอื่นๆจะใช้ตะเกียบ ไม่นิยมใช้ช้อนและตะเกียบพร้อมกัน และไม่นิยมยกจานหรือชามขึ้นมาขณะทานอยู่  จานชามและตะเกียบตามร้านอาหารในเกาหลีส่วนใหญ่จะทำจากเหล็กกล้าเพราะมีราคาถูกและเพื่อส่งเสริมนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศในยุคหนึ่ง
                “ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านคะ เมนูแนะนำวันนี้จานแรกชื่อว่าทักคาลบี้ค่ะ...”เบลล์ลุกขึ้นพูดแนะนำขณะที่เห็นพนักงานของร้านกำลังยกกะทะยักษ์ออกมา
                “อ๋อ เคยกินแล้ว เป็นแท่งเล็กๆ กรอบๆเค็มๆ”นายใหม่พูดเสียงภูมิใจ
                “ไอ้บ้า นั่นมันข้าวเกรียบคาลบี้”นายนกเขาช่วยตบมุก
                ในจานกระทะยักษ์คือเนื้อไก่หั่นเป็นชิ้นพอคำหมักด้วยซีอิ้วและเครื่องปรุงแล้วนำมาผัดกับซอสพริกแดงในกระทะ เสิร์ฟพร้อมซุปสาหร่าย ข้าวสวยและกิมจิ  ด้วยความหิวทุกคนจึงเริ่มจ้วงทักคาลลี้หรือไก่ผัดเผ็ดบาร์บีคิวทานกับข้าวสวยแล้วซดซุปสาหร่ายกันอย่างเอร็ดอร่อย
                “นี่พวกเธอทุกคน อย่าลืมกินนี่กันด้วยนะไอ้เนี่ย...อุนจิน่ะ”
                คุณนายเจี๊ยบพูดทักขึ้นเมื่อเห็นว่าไม่มีใครคีบผักดองในจานมาทานกันเลย แต่คำที่ใช้เรียกทำให้หลายคนแทบสำลักข้าว หันมามองหน้าคุณนายเจี๊ยบเหมือนจะพยายามเดาว่าเล่นมุกรึเปล่า
                “คุณแม่คะ เค้าเรียกกิมจิค่ะ”น้องจิ๊บพูดแก้ให้แต่ไม่ใช่การตบมุก เพราะรู้ว่าแม่จำผิด
                “อ๋อเหรอ แต่มันก็ไม่ต่างกันนักหรอกใช่มั๊ย กิมจิกับอุนจิน่ะ”คุณนายเจี๊ยบพยายามแก้หน้าให้ตัวเอง
                “ความจริง...มันต่างมากเลยค่ะ...”น้องจิ๊บรำพึงเสียงอ่อยๆ แอบอายเล็กน้อย
                ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคำเรียกผิดของคุณนายเจี๊ยบรึเปล่า ทำให้มื้อนั้นกิมจิเหลืออยู่มากทีเดียว
                “อย่าพึ่งรีบอิ่มนะฮะ เพราะเมนูที่กำลังยกมาเสิร์ฟนี้คือ แฮมุนทัง...หรือโป๊ะแตกเกาหลี...” แต๊กพูดแนะนำขณะที่หม้อไฟที่ประกอบไปด้วยหอยปูกุ้งและผักสดนานาชนิดถูกยกมาตั้ง  พี่แจ๋วเจ้าของฉายาลิ้นช่างทองประจำทีมลองชิมแล้วพูดขึ้น...
                “ก็อร่อยดีนะ แต่รสมันยังไม่แบบ โป๊ะ..แตกแหกกระเจิง!”
                “...ได้ยินแล้วใช่มั๊ย...แพรรี่”โบอาพูดพลางทำท่าตบมือเบาๆสองทีเหมือนเล่นมายากล
                “อ่าร๊าโซ่(รู้แล้ว , อ๋อ เหรอ..ฯลฯ)”
แพรรี่รับคำแล้วหยิบกระปุกเครื่องปรุงแบบไทยๆหลายกระปุกขึ้นมาวางบนโต๊ะ มีทั้งน้ำพริกเผา พริกป่น น้ำปลาสารพัด  มีเสียงเฮดังมาจากหลายคนบนโต๊ะ
                “น่ารักจริงๆเลย”นายนกเขาเอ่ยชม
                “อุ๊ย..พูดตรงๆแบบนี้เลยเหรอคะ”แพรรี่ทำเป็นอาย ยกแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามขึ้นปิดหน้า
                “หมายถึงน้ำพริกเผา....ทำไมไม่รีบเอาออกมาเร็วกว่านี้หน่อย”นายนกเขาพูดต่อ
                “แหม ก็อยากให้ลองชิมอาหารรสชาติเกาหลีแท้ๆกันก่อนไงคะ ...ไม่รู้ว่าจะเลือดรักชาติกันขนาดนี้”เบลล์แก้ตัวยิ้มๆขณะช่วยพี่แจ๋วปรุงโป๊ะแตกเกาหลีเวอร์ชั่นแซ่บแบบไทยๆ
                ชาวเกาหลีเชื่อว่าการทานอาหารร่วมจานหรือชามเดียวกันจะเป็นการกระชับความสัมพันธ์ที่ดีที่สุด และดูเหมือนว่าการร่วมทานทักคาลบี้ในกระทะกับแฮมุนทังในหม้อไฟได้ทำให้คณะรายการทีวีจากเมืองไทยและชาวไกด์ไทยพลัดถิ่นกับสาวเกาหลีหลงกลุ่มเริ่มใกล้ชิดกันมากขึ้น...แต่ก็คงจะยังไม่มากพอ 
เบลล์แอบสะกิดแต๊กให้ดูน้องจิ๊บที่ดูเหมือนจะมีท่าทีอึดอัดหงุดหงิดไม่ร่าเริงสนุกสนานเหมือนคนอื่นๆ ขณะที่นายนกเขากับนายใหม่ก็คอยแย่งกันพูดคุยเอาใจหยิกแกมหยอกกับโบอาจนเธอแทบซ่อนสีหน้ารำคาญเอาไว้ไม่อยู่ ส่วนก้องนั้นก็แอบชำเลืองมองแล้วซ่อนสีหน้าครุ่นคิด...
                “...กลายเป็นตัวปัญหาอีกแล้วเหรอ...นังเพชราของพวกเรา”แพรรี่แทรกหน้าเข้ามาพูดกระซิบกับแต๊กและเบลล์
                “อย่างนี้ต้อง...กำจัดจุดอ่อน!”แต๊กพูดสรุป  เบลล์กับแพรรี่พยักหน้ารับรู้
                เบลล์ แพรรี่และแต๊กลุกขึ้นแล้วเดินไปจูงมือโบอามายืนที่หน้าห้อง ทำให้ชาวคณะทีวีจากเมืองไทยหันมามองด้วยความสงสัย ทั้งสี่โค้งคำนับพร้อมกัน แล้วเบลล์ก็เอ่ยขึ้นว่า
                “สวัสดีอีกครั้งในนามของพวกเราชาวมีโซโคเรียนทราเวลค่ะ  บนรถบัสทุกท่านได้พูดแนะนำตัวอย่างเป็นทางการไปแล้ว คราวนี้พวกเราทั้งสี่ก็ขอถือโอกาสแนะนำตัวอย่างเป็นทางการบ้าง...เริ่มต้นที่คนนี้ค่ะ...ชายหนุ่มคนเดียวของกลุ่มเรา”เบลล์พูดจบพลางผายมือไปที่ต๊อกแต๊ก
                “สวัสดีครับ...ผมชื่อดำรงค์ศักดิ์ เป็นคนพิษณุโลกครับ...ตอนอยู่บ้านที่พิด’โลกผมก็จะเป็นแบบนี้..”แต๊กเริ่มต้นพูดด้วยเสียงยืดอกเก๊กห้าว สุดแมน ก่อนจะค่อยๆเลิกแอ๊บ เปลี่ยนเสียง ปล่อยตัวตนที่แท้จริงออกมา
                “...แต่พอมาอยู่เกาหลีก็จะเป็นอย่างที่เห็นนี่แหละฮะ ยังหนักใจอยู่เลยเพราะปีหน้าต้องบวชให้พ่อแม่แล้ว...บวชแล้วไม่รู้จะเป็นไง”
                “ตกนรกแน่นอน”นายใหม่ปากปีจอเสนอความเห็นขึ้นมาทันที
                “หมายความว่าพ่อแม่ยังไม่รู้เหรอ..”พี่แจ๋วถามอย่างสงสัย
                “รู้ฮะ แต่เพื่อนบ้านยังไม่รู้ ตอนกลับบ้านคราวที่แล้วมีชะนีมาจีบด้วย...แสดงว่าเรานี่ก็หล่อใช่ย่อย...คนต่อไปน้องแพรรี่คนสวย...”แต๊กเล่าขำๆ ก่อนจะพูดส่งให้เพื่อน
                แพรรี่ย่อตัวไหว้ โบกมือรับเสียงเป่าปากวิ๊ดวิ่วจากนายใหม่และนายนกเขาขาแซวเจ้าประจำ
                “สวัสดีค่ะ...ชื่อแพรรี่ค่ะ”
                “คนอะไรชื่อแพขี้..”นายใหม่ปากเสียแซวหนักตามเคย
                “แหม...แซวแบบจัดหนักเลยนะคะ...แพรรี่ค่ะไม่ใช่แพขี้  เคยเรียนภูมิศาสตร์ยุโรปมั๊ยคะ ทุ่งหญ้าแพรรี่จะอยู่ในยุโรป”แพรรี่ตอบกลับเสียงอ่อนหวานเป็นกุลสตรี และจะไม่ตอบโต้...
                “ห๊า...แสดงว่ามีเชื้อใช่มั๊ย..”นายนกเขาทำเสียงอุทานอย่างตื่นเต้น แบบไม่รู้จะตื่นเต้นไปทำไม
                “อุ๊ย...คุณรู้...ใช่ค่ะ น้องแพรรี่เกิดที่ปารีส...”
                “ปารีสฝรั่งเศส?”แต๊กถามขึ้น
                “ปารีสสะมณฑลค่ะ......เกิดที่รังสิตคลอง 11  โชคดีมากเลย ถ้าเกิดไกลกว่านี้อีกไม่กี่กิโลก็คงเป็นเด็กต่างจังหวัดไปแล้ว....ถ้าถูกเรียกว่าเด็กต่างจังหวัดแพรรี่คงรับไม่ได้!”แพรรี่พูดจีบปากจีบคอ
                “อย่าว่าแต่แพรรี่เลย คนอื่นก็รับไม่ได้เหมือนกัน รูปร่างหน้าตาอย่างเนี๊ยอย่าว่าแต่ต่างจังหวัดเลย....บอกว่ามาจากต่างดาวคนยังเชื่อเลย”นายนกเขาแซวแรงจัดหนักเอาบ้าง เหมือนจะเอาคืนแทนช่วงแรกที่โดนอำเรื่องดอกอะรูไมไร๊จากชาวไกด์ในตอนที่ยังตั้งหลักไม่ทัน
                “บ้าเหรอ..อีทีอะไรจะหน้าหวานขนาดนี้...รมณ์เสีย...อะ เบลล์ตาแกแล้ว...”แพรรี่ทำเป็นกระฟัดกระเฟียดก่อนส่งต่อให้เพื่อนกะเทยหน้าสวยหุ่นดี
                “ค่ะ...ชื่อเบลล์ค่ะ หมายถึงระฆังแห่งความรัก แต่ตอนเนี๊ย...ระฆังอาจจะไม่ค่อยมีเสียงเท่าไหร่...เพราะไม่มีลูกตุ้มแล้ว”
                เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะมีเสียงหัวเราะตามมาเมื่อเข้าใจความหมาย
                “หมายความว่า...เฉาะแล้วใช่มั๊ย”นายใหม่ถามย้ำ
                “คนนะไม่ใช่มะพร้าว...”นายนกเขาช่วยขยี้มุกแบบตลกคาเฟ่
                “แหม...เบลล์รู้นะว่าดูออกกันตั้งแต่แรกแล้ว  แต่...มีอยู่คนหนึ่งที่คิดว่าทุกคนต้องทายผิดเพราะนึกไม่ถึงแน่ๆ”เบลล์ทำหน้ายิ้มเจ้าเล่ห์
                “อย่าบอกนะว่าแพรรี่ก็...เฉาะแล้ว”นายใหม่ทำเสียงเหมือนจะตกใจ
                เบลล์เอื้อมมือทำท่าเหมือนจะคว้ามือแพรรี่ที่ทำท่าอายๆอยู่ข้าง แต่แล้วแพรรี่ก็กลับผลักโบอาที่ยืนเผลออยู่ให้เซไปหาเบลล์ที่รับตัวไว้ โอบไหล่แล้วพูดขึ้น
                “ไม่ใช่ค่ะ คนนี้ต่างหาก...เนียนมั๊ยคะ”
                โบอาเป็นกะเทยแปลงเพศ!!!
                ข่าวนี้ทำให้ชาวคณะจากเมืองไทยเงียบกริบไปพักใหญ่ ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกแตกต่างกัน ส่วนโบอานั้นเธอแอบงงไปแว่บหนึ่งแต่ก็เปลี่ยนสีหน้าเล่นตามบทของเพื่อนในฉับพลัน ขณะสายตาแอบชำเลืองมองดูปฏิกิริยาของก้องนิดหนึ่งในจังหวะเผลอใจ....เธอเห็นเขามองจ้องมาเงียบๆ เดาความรู้สึกไม่ออก 
แต่จะต้องแคร์อะไรล่ะ.. อาชีพไกด์อย่างเธอต้องพบเจอคนมากมาย แล้วก็ต้องจากกันไป  เป็นธรรมดาจนชาชินไปแล้ว........แต่ใช่หรือเปล่าหนอ โบอาคำนึง..?
                “ใช่แล้วค่ะ ความลับของเราสองคนก็คือ..ยันฮี  ที่ช่วยเราแปลงโฉมตั้งแต่หน้ายัน.....ปลายเท้า”
                เบลล์พูดขึ้นขณะที่ทำท่าสะบัดมือพลิ้วตั้งแต่ศีรษะเรื่อยระมาตามเรือนร่าง ทำท่าเหมือนจะหยุดตรงสะโพกตอนที่แกล้งชะงักคำพูด  ก่อนจะผายมือลงสู่ปลายเท้าแทน  ส่วนโบอาก็ทำท่าแบบเดียวกันอย่างพร้อมเพรียงราวกับฝึกกันมาเป็นอย่างดี  สีหน้าและท่าทางของทั้งเบลล์และโบอาซึ่งมีบุคลิกที่ไม่ใช่คนพูดเล่นแบบแต๊กและแพรรี่ทำให้ของในใจชาวคณะทีวีเริ่มเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงไม่ใช่อำกันเล่นๆ 
                คำอ้างที่พูดถึงโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ซึ่งได้ชื่อมาจากเขื่อนใหญ่แห่งหนึ่ง เป็นเรื่องขำกับตำนานของชื่อเขื่อนที่เล่ากันว่า มาจากตำแหน่งที่สร้างสันเขื่อนนั้นเป็นโตรกหินที่มีลักษณะเหมือนกับผู้หญิงนอนเปลือยกาย และเป็นจุดที่ชาวเรือมักใช้ไม้พายยันตรงจุดสงวนของก้อนหินหญิงเปลือยนั้นเพื่อไม่ให้น้ำพัดเรือไปชนเข้ากับหน้าผาริมฝั่ง จึงเป็นที่มาของคำว่า ยันฮี   น่าแปลกมั๊ยที่ต่อมาโรงพยาบาลแห่งนี้ก็มีชื่อเสียงในด้านการศัลยกรรมแปลงโฉม ตั้งแต่หน้ายัน...ปลายเท้า
                มันดูไม่มีเหตุผลเท่าไหร่ที่จะมาแกล้งอำกันว่าผู้หญิงแท้เป็นกะเทยแปลงเพศ  เหตุผลนี้ทำให้นายใหม่กับนายนกเขาเริ่มมีอาการห่อเหี่ยวลงทันใดอย่างเห็นได้ชัด ผิดกับน้องจิ๊บที่กลับมีสีหน้าแช่มชื่นขึ้นมาทันที
                .....ระหว่างเดินออกจากร้านอาหารไปขึ้นรถ  ก้องที่เดินนำหน้านายใหม่กับนายนกเขาสองคนที่เดินตามหลังมาพูดบ่นกันมาเบาๆ...
                “น่าเสียดายเนอะ สวยหุ่นดีมีเสน่ห์สุดๆแบบนี้....กลายเป็นพวกการไฟฟ้าไปซะได้”นายนกเขาพูด
                “การไฟฟ้าอะไรวะ?”นายใหม่งง
                “...ก็หล่อนน่ะ....ใช้หม้อแปลง!”
                เป็นมุกตลกทะลึ่งชวนขำสำหรับผู้ชาย  แต่ตอนนั้นโปรดิวเซอร์หนุ่มไม่รู้สึกว่ามันตลกเลยแม้แต่น้อย..
 
                ในเวลาเดียวกัน รถเช่าของสองกะเทยหน้าปลวกกับนักสืบเอกชนหน้าทะเล้นที่ขับมาตามเส้นทางมอเตอร์เวย์สายชนบทมาจอดที่จุดพักกลางทางแห่งหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะค่อนข้างแปลก...แปลกมาก
                ตามลานกว้างและที่จอดรถหน้าร้านค้าต่างๆรอบบริเวณนั้นประดับประดาไปด้วยปูนปั้นและรูปแกะสลักไม้เรียงสลอนนับร้อยนับพัน มีลักษณะคุ้นตา....ปลัดขิกยักษ์!
                ปูนปั้นและรูปแกะสลักไม้บางชิ้น ลำตัวของปลัดขิกถูกทำเป็นรูปหน้าปีศาจน่ากลัว แสยะยิ้มบ้างแลบลิ้นยาวออกมาบ้าง ส่วนปูนปั้นที่ทำฐานให้นั่งได้เหมือนเก้าอี้ก็มีส่วนของปลัดขิกที่ยื่นยาวออกไปเอียงทำมุมลักษณะเหมือนปืนใหญ่...ส่วนฐานสองก้อนที่ใช้นั่งได้คงพอจะจินตนาการได้ว่ามีมีรูปทรงแบบไหน
                นักสืบตั๊กเปิดประตูออกมามองดูด้วยสีหน้าแปลกใจ  เมื่อเดินตามเอมมี่กับแอนนี่ไปที่ร้านอาหารก็พบว่าร้านขายของที่ระลึกก็มีของแกะสลักรูปทรงเดียวกันแต่มีขนาดเล็กวางขายอยู่มากมาย ไกด์แฝดพาตั๊กมานั่งที่ร้านอาหารร้านหนึ่งข้างๆร้านขายปลัดขิกเกาหลีที่ระลึกนั่นเอง
                “...พวกเธอสองคนคงแวะมาที่นี่บ่อยมากเลยใช่มั๊ย”ตั๊กเอ่ยเปรยๆขึ้น น้ำเสียงทะเล้น
                “แหม ก็เป็นไกด์นี่คะ เวลาพาทัวร์มาแวะพักรถ เข้าห้องน้ำก็ต้องแวะตรงจุดนี้ประจำ”แอนนี่ตอบยิ้มๆ ดูมีความสุข
                “คนเกาหลีนี่ทะลึ่งไม่ใช่เล่นเหมือนกันนะ เปิดร้านเซ็กส์ช็อปกันโจ่งครึ่มขนาดนี้”นักสืบหนุ่มพูด
                “อุ๊ย...พี่ก็...แหม....ความจริงแล้วตำนานเค้าเล่ากันว่าแถวเนี๊ยเมื่อสมัยโบราณเป็นหมู่บ้านแล้วโดนภูตผีปีศาจโดนโรคระบาดรังควานคนตายไปเยอะเลย จนกระทั่งมีการทำอุปกรณ์ไล่ผีไล่โรคระบาดอย่างที่เห็นนี่แหละค่ะ ทุกอย่างถึงได้ดีขึ้น  มันก็เลยกลายเป็นเครื่องรางของขลังมาถึงปัจจุบันนี้ คงคล้ายๆกับบ้านเรา...”
                “ช่วงนี้วัยรุ่นเมืองไทยกำลังฮิตเกาหลีอยู่ด้วย นี่ถ้าเผื่อมีข่าวว่านักร้องเกาหลีดังๆคนไหนซักคนพกเครื่องรางแบบนี้มีหวังปลัดขิกขายดีแน่นอน”นักสืบหน้าทะเล้นวิเคราะห์ 
                ไกด์แฝดช่วยสั่งอาหารให้นักสืบตั๊กเป็นแนมปีคุกสุหรือหมี่น้ำกับบีบิมบับ ซึ่งเป็นข้าวใส่ผักหลายชนิดผสมเครื่องแกงและไข่ดาวด้วย  ส่วนพวกเธอเองสั่งกิมจี่ชีเกแบกบัน เป็นข้าวกับแกงกิมจิผสมเต้าหู้และเนื้อหมู กับคงนามุลคุกบัน เป็นข้าวกับแกงถั่วงอก  แล้วต่างคนต่างทาน......
                นักสืบตั๊กสังเกตดูอาหารเกาหลีตามนิสัยเคยชิน ข้าวเกาหลีเป็นแบบเมล็ดสั้นเหมือนข้าวญี่ปุ่น ส่วนถั่วงอกนั้นมีขนาดยาวใหญ่กว่าบ้านเราค่อนข้างมาก  ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอากาศหรือพันธุ์ของถั่วที่ใช้เพาะ รสชาติอาหารนั้นก็พอใช้ได้ แต่ถ้ามีเครื่องปรุงแบบไทยๆเติมอีกสักหน่อยคงอร่อยขึ้นมาก....
                “ขอโทษนะน้อง  คิดว่าอีกนานมั๊ยกว่าพี่จะได้เจอกับสาวเกาหลีที่ชื่อซอโบอา..”นักสืบตั๊กพูดขึ้นทั้งที่ยังมีเส้นหมี่น้ำอยู่เต็มปาก
                “แหม ตอนนั่งรถมาพี่ก็ถามย้ำตั้งหลายครั้งแล้ว ทำไมถึงใจร้อนนักคะ”เอมมี่เอ่ยขึ้นเลี่ยง
                “ถามหลายครั้ง แต่ยังไม่ได้คำตอบซักที มันก็ต้องถามต่อน่ะสิ”นักสืบหนุ่มตอบเสียงเข้มขึ้น
                “อาชีพไกด์ก็แบบนี้แหละค่ะ ตอนทำงานน่ะมักจะปิดโทรศัพท์ แอนนี่ก็โทรไปฝากข้อความหลายครั้งแล้ว เดี๋ยวนัง..เอ๊ยยายโบอาเปิดเครื่องก็คงโทรมาเองแหละค่ะ แต่ยายเนี่ยเอาแน่เอานอนอะไรไม่ค่อยได้ ขี้เมาที่สุด! แถมเมาแล้วก็ชอบมีเรื่องมีราว....บางทีอาจจะทำโทรศัพท์หายอีกแล้วก็ได้ “แอนนี้พูดอ้างหาเหตุผล
                “ฟังดูยังกับเป็นศัตรูกัน...”
นักสืบตั๊กแหย่ ทำเอาไกด์แฝดทั้งสองต้องหัวเราะแก้เขิน
                “อุ๊ย ไม่ใช่หรอกค่ะ ไกด์ทัวร์ไทยก็เป็นเพื่อนกันทั้งนั้น  ตอนพวกเราสองคนมาใหม่ๆยังพูดเกาหลีไม่ได้ก็ได้หัดฝึกภาษากับยายโบอานี่แหละค่ะ ส่วนโบอาเองก็ชอบอยู่กับเพื่อนๆคนไทยเพราะอยากเรียนภาษาไทยมาก....ลำบากมาด้วยกัน อดมื้อกินมื้อ..”แอนนี่พูดขึ้นเมื่อนึกถึงความหลัง  นัยน์ตาเริ่มแดงกล่ำเมื่อนึกถึงความหลังในอดีต
                “อ้าว ไม่รู้ภาษาแล้วทำไมมาเกาหลี...”นักสืบตั๊กเริ่มหย่อนคำถามแฝงการสืบสวนแบบเนียนๆ
                “พี่ก็รู้นี่ เป็นกะเทยที่บ้านเราแถมไม่ใช่กะเทยสวยหรือเรียนเก่ง พ่อแม่เค้าก็อายเพื่อนบ้าน ส่วนพวกเราก็อยากประสบความสำเร็จในชีวิต อยากลบคำสบประมาทคนอื่น  อยากเก่งภาษา เลยคิดจะมาฝึกงานเกี่ยวกับไกด์  แต่ว่า....”เอมมี่พูด เมื่อคำถามจี้ถูกต่อมระบายปมด้อย เอมมี่และน้องฝาแฝดก็เริ่มระบายความในใจออกมามากขึ้น
                “...แต่ในธุรกิจไกด์น่ะมันไม่สวยงามอย่างที่คิด พวกทัวร์ฮ่องกง จีน ญี่ปุ่นหรือยุโรปที่เค้าทำกันมานานแล้วมันก็จะมีไกด์โฮสเจ้าถิ่นคุมไว้หมดแล้ว ถ้าไม่ใช่พวกเค้าก็เข้าไปเป็นไกด์ไม่ได้  จนกระทั่งทัวร์เกาหลีเริ่มฮิตขึ้นมาไม่กี่ปีมานี้มันก็เกิดช่องว่างขึ้นในธุรกิจทัวร์เพราะมีไกด์ที่พูดเกาหลีได้น้อยมาก ไม่เหมือนภาษาจีนญี่ปุ่นหรืออังกฤษ  พวกเราก็เลยมีโอกาสขึ้นมา...”แอนนี่เล่าระบายต่อจากพี่ของเธอ
                “หมายความว่า เธอสองคนก็เป็นหนึ่งในรุ่นไกด์บุกเบิก...”นักสืบตั๊กถามเหมือนเล่นๆ แต่สายตามแอบจับจ้องทุกกริยาที่ปรากฏให้เห็น
                “ก็...ไม่....ใช่ค่ะ ถือว่าพวกเราเป็นหนึ่งในกลุ่มไกด์รุ่นบุกเบิก”
เอมมี่พูดขึ้น  แต่ในใจของทั้งสองกลับมีภาพของคนที่พวกเธอตบตีด้วยเมื่อคืนปรากฏขึ้น ศัตรูที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพื่อน ที่สอนภาษาเกาหลีคำแรกให้พวกเธอ.....
น่าเศร้าที่บ่อยครั้งคำเท่ๆเชิงให้กำลังใจอย่างคำว่า..เปลี่ยนแรงกดดันให้เป็นแรงผลักดัน  สำหรับบางคนในบางเวลาความกดดันที่มากเกินไปก็กลายเป็นแรงผลักดันให้เดินสู่เส้นทางที่ผิดพลาด  หลายต่อหลายคนยอมสูญเสียเพื่อนหรือญาติมิตร เพียงเพื่อหวังจะได้รับการยอมรับนับถือจากสังคม ซึ่งล้วนแต่เป็นคนแปลกหน้าทั้งสิ้น 
                “แล้วเจ้านายพี่ทำไมอยากรีบร้อนพบโบอานักล่ะคะ..”แอนนี่เอ่ยถามเลียบเคียงขึ้นบ้าง
                “เฮ๊ย....ความจริงคนที่รีบร้อนน่ะตัวพี่ต่างหาก อาชีพนักสืบเอกชนรับจ้างแบบพี่งานเสร็จเร็วเงินก็มาเร็ว ส่วนว่าทำไมนายจ้างพี่ถึงอยากจะเจอใครน่ะมันเป็นเรื่องของเค้า...พี่ไม่เกี่ยว...แล้วพวกเธอก็ไม่คงไม่เกี่ยวเหมือนกัน...จริงมั๊ย”นักสืบตั๊กที่กินอิ่มแล้วพูดตัดบทพลางลุกขึ้นจากโต๊ะ แล้วถามสำทับขึ้น
                “ตกลงว่าวันนี้เราจะไปตามหาโบอาที่ไหนกัน...”
                “เราจะไปแถวอุทยานแห่งชาติซอรักซานกันค่ะ แอนนี่จองโรงแรมซอรักพาร์คโฮเต็ลไว้แล้ว ไปดักรอที่นั่น ถ้าพวกโบอาพานักท่องเที่ยวไปที่นั่นเราก็คงได้เจอแน่ ดีกว่าขับรถไปตามเส้นทางทัวร์เรื่อยๆซึ่งอาจจะคลาดกันก็ได้จริงมั๊ยคะ”แอนนี่ตอบ
                “เอ้า ยังไงก็ได้ ขอให้เจอในสองสามวันนี้ก็แล้วกัน จะได้ขึ้นเครื่องกลับไทยได้ทันก่อนที่.....”
                นักสืบตั๊กหยุดชะงักคำพูด มีสีหน้ากังวลผุดขึ้นอย่างปิดไม่มิด ก่อนจะเดินไปที่ร้านขายของที่ระลึกข้างๆแล้วซื้อปลัดขิกเกาหลีมาหนึ่งอัน ยกมืออธิษฐานบางเรื่องก่อนจะหย่อนใส่ในกระเป๋ากางเกง เหมือนจะเป็นการเอาเคล็ดหวังได้โชคได้ชัย  แล้วจึงเดินกลับไปที่รถด้วยท่าทางสบายใจขึ้นบ้าง....
                ในเมืองไทยเขาอาจเป็นนักสืบเอกชนที่เก่งกาจ แต่ในเกาหลีใต้ ต่างบ้านต่างเมืองมา เขาเองย่อมหวั่นไหวอยากหาที่พึ่งทางใจบ้างเป็นธรรมดา  แต่หากแม้นปลัดขิกเกาหลีจะขลังจริงช่วยปัดเป่าภูตผีและภัยร้ายได้ นักสืบตั๊กก็ยังคงเลือกขนาดผิดไปอยู่ดี เพราะอันที่พอจะช่วยให้เขารอดพ้นจากภัยร้ายจากภูตผีคู่แฝดนรกรังควานที่ข้างตัวเขาได้นั้น น่าจะต้องใช้อันที่มีขนาดเท่าท่อนซุงที่ตั้งอยู่ตรงลานจอดรถนั่นแหละ จึงจะเหมาะ!