มะลิลอยแก้ว

Author: 
กนกลดา
ประเภท: 
นิยาย

 “เธอต้องเข้าใจนะ หม่อมแม่ผิดหวังจากฉันกับพี่สาวไปแล้ว ท่านเหลือชายตั้มแค่เพียงคนเดียวเท่านั้น ฉันไม่อยากให้หม่อมแม่ต้องผิดหวังจากเขาอีก”
“แม่จ๋า” การสนทนาสิ้นสุด เมื่อเสียงแจ๋วๆ นั้นดังขึ้น “แม่จ๋ามาอยู่นี่เอง” เสียงนั้นดึงดูดให้ดาริกาต้องหันไป เด็กสาวที่ร่างเล็กพอๆ กับหล่อน ยืนอยู่ไม่ไกล สาวน้อยวิ่งเข้ามา
“แม่จ๋าไม่กินข้าวหรือจ๊ะ” เจ้าหล่อนโผเข้ามากอดเอวของอรรัมภา ราชนิกูลสาวหัวใจวูบหล่น นี่มันอะไรกัน เด็กคนนี้ เหมือน...
“หนูมะลิไปที่ห้องกินข้าวมา ไม่เห็นแม่ แม่จะไปกินข้าวไหม”
“ไม่ไปแล้วจ้ะ แม่อิ่มแล้ว เพิ่งจะกินไปเมื่อตะกี้ หนูมะลิล่ะลูก กินอะไรมาหรือยัง แล้วเรียนภาษาอังกฤษเป็นอย่างไรบ้าง” มาลาตีเพิ่งกลับมาจากเรียนพิเศษ ซึ่งผู้เป็นป้ามีความเห็นว่า หลานสาวควรจะเรียนเสริม เมื่อพื้นฐานภาษาอังกฤษของหล่อนยังไม่แน่นพอ เกรงว่าจะมีปัญหาตอนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย จึงไม่ได้อยู่ร่วมรับประทานอาหารเย็นในวันนี้
“หนูมะลิก็อิ่มแล้วค่ะ พี่นิ่ม” หล่อนหมายถึงเลขาของน้าชาย ที่ทำหน้าที่พาหลานสาวของเจ้านายไปทำกิจกรรมต่างๆ ตามคำสั่งของต้าเส่ง “พาหนูมะลิไปกินสลัด อร่อยจังเลยจ้ะแม่จ๋า แล้วเรียนภาษาอังกฤษ ก็สนุกมาก หนูมะลิชอบค่ะ”
“หนูมะลิจ๊ะ” หล่อนเรียกลูกสาว เมื่อรู้สึกว่าเป็นมารยาท ที่จะต้องแนะนำญาติอีกคนของน้องชาย ให้คนตรงหน้าได้รู้จัก มาลาตีจึงเงยหน้ามองมารดา ซึ่งสูงกว่าเด็กสาวมาก เพื่อฟัง เมื่อรู้ว่าแม่มีเรื่องจะบอก “นี่ไงลูก คุณหญิงดาริกา เจ้าสาวของน้าต้า”
“สวัสดีค่ะ” เด็กสาวกระพุ่มมือไหว้ หล่อนไม่ใคร่จะสนใจคนตรงหน้านี้สักเท่าใดนัก โลกของมาลาตี มีแต่แม่เพียงคนเดียว
“คุณหญิงค่ะ” อรรัมภากล่าวกับดาริกา “นี่หนูมะลิ หรือมาลาตี หลานสาวของต้าเส่ง” หญิงสาวแนะนำเพียงเท่านั้น แล้วหันไปกล่าวกับลูกสาว “หนูมะลิตัวเหนียวนะลูก เรากลับขึ้นห้องไปอาบน้ำกันดีไหม วันนี้คุณป้าซื้อหนังเกาหลีมาเพียบเลย อาบน้ำเสร็จ เราจะได้ไปดูกัน คุณป้านัดแม่ สองทุ่มเจอกันที่ห้องดูหนัง”
“ค่ะ” หล่อนพาลูกสาวเดินจากไป หากใครบางคนก็ยังคงคาใจ ดาริกายังไม่ยอมจบ เมื่อร่างบางยังไม่ยอมเปิดปากบอกแจ้งแถลงไข ในสิ่งที่หล่อนยังไม่รู้
“คุณอรรัมภา” ดาริการ้องเรียก หญิงสาวจึงหันมาอีกครั้ง “หนูมะลิ” หล่อนพูดไม่ออกเอาเสียดื้อๆ ยิ้มอย่างเย็นเยือกจึงปรากฏอยู่บนใบหน้า ช่างชวนให้ขนลุกดีแท้
“หนูมะลิเป็นลูกสาวของฉันค่ะ” ว่าจบ สองแม่ลูกก็เดินจากไป ทิ้งให้ผู้เป็นแขกของบ้าน ได้แต่ยืนอึ้ง นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น เด็กสาวที่ชื่อมาลาตีคนนั้น เหมือนน้องชายของหล่อนราวกับถอดแบบ
 
“อ๋อ... พ่อของยายมะลิน่ะหรือครับ” จากปากคำบอกเล่าของณนนท์ ไม่มีอะไรที่จะทำให้ต้องข้องใจอีกต่อไป “อันที่จริงผมก็ไม่อยากจะพูดหรอกนะ มันไม่ใช่เรื่องที่ควรจะเอาไปบอกให้ใครรู้ แต่กับคุณน้า อีกไม่นานก็จะมาเป็นคนในครอบครัวของเราแล้ว ไม่รู้วันนี้ วันหน้าก็ต้องรู้อยู่ดี และเผอิญคุณน้าก็ถามด้วย” ชายหนุ่มจ้องตาคนตรงหน้าอย่างไม่กระพริบ “พ่อของหนูมะลิไม่มีหรอกครับ น้าสาวของผมเธอไม่ได้แต่งงานน่ะ แล้วพวกเราก็ไม่มีใครรู้ด้วย ว่าพ่อของเด็กคนนั้นเป็นใคร”
เด็กคนนั้น เป็นลูกของนราธร...
ดาริกามองแผ่นหลังของน้องชายด้วยความวุ่นวายใจ เหตุการณ์ในวันเก่าๆ ผุดขึ้นมาหลอกหลอน หม่อมมารดาพาหล่อนไปอาละวาดโวยวายใส่หญิงสาวคนนั้น ข่มขู่สารพัด จนหล่อนหายไปจากชีวิตของนราธรจริงๆ ชายตั้มช็อกหมดสติ ทันทีที่ได้รู้ เขากลายเป็นคนไข้อาการโคม่าอยู่เกือบเดือนจึงฟื้น และนับจากวันนั้น น้องชายของหล่อน ก็ไม่ใช่ชายตั้มคนเดิมอีกต่อไป
เสียงหัวเราะอันสดใสชวนฟัง ไม่เคยมีใครได้ยินมันอีก ร่วมสิบกว่าปี เด็กหนุ่มช่างพูด เหลือแต่เพียงบุรุษผู้เงียบขรึม ปีหนึ่งแทบจะนับคำได้ ว่าเขาพูดอะไรออกมาบ้าง ทุกๆ นาทีที่เขามีชีวิตอยู่ ดาริกาสัมผัสได้ถึงความระทมทุกข์ นราธรมีแต่ความทุกข์ น้องชายของหล่อน แบกโลกเอาไว้ทั้งโลก หญิงสาวนึกไปถึงวัน ที่เขาไม่อาจจะอยู่เมืองไทยได้อีกต่อไป
“อร... อร... อร...” เด็กหนุ่มแทบจะด่าวดิ้น สมบัติทุกชิ้นซึ่งเกี่ยงเนื่องกับอรรัมภา ถูกเผาทำลายกลายเป็นเถ้าถ่าน เขาแผดเสียง กรีดร้อง และพยายามจะกระโจนเข้าไปในกองไฟ ออกจากโรงพยาบาลได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง หากก็ต้องย้อนกลับเข้าไปอีก เมื่อนราธรร้องเรียกหาเด็กผู้หญิงคนนั้นจนหมดสติไปอีกครั้ง  
ผิดแต่เพียงในหนนี้ หม่อมราชวงศ์หนุ่มน้อย ฟื้นขึ้นมา หลังจากที่ไม่รู้สึกตัวไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง เขาไม่พูดไม่จาก แต่ในบางเวลาก็อาละวาด ซึ่งก็จะเอาแต่ตะโกนซ้ำไปซ้ำมา ว่า “อรอยู่ไหน”
“ฉันไม่ยอมให้ลูกของฉันไปอยู่โรงพยาบาลบ้าเป็นอันขาด” ยังคงทรงยืนยันในดำริเดิม อย่างที่ก่อนเด็กหนุ่มจะถูกพาออกจากโรงพยาบาลในครั้งก่อน
“ท่านชายก็ทรงเห็นแล้วนี่กระหม่อม ว่าโอรสของท่านเป็นอย่างไร คุณชายนราธรต้องการการเยี่ยวยาทางจิตใจ”
“ไม่จริง ลูกชายของฉันไม่ได้บ้า”
“กระหม่อมก็ไม่ได้บอก ว่าคุณชายเป็นบ้า และเขาก็ไม่ได้บ้า แต่เขาแค่ได้รับความกระทบกระเทือนใจอย่างรุนแรงเท่านั้น คุณชายต้องการความช่วยเหลือ และทางเราเองก็ไม่ได้จะส่งเขาไปโรงพยาบาลบ้า ที่นี่มีแผนกจิตเวช คุณชายจะถูกส่งไปบำบัด และเรื่องนี้มันจะถูกเก็บเอาไว้เป็นความลับ”
“ไม่ ยังไงฉันก็ไม่ยอม ฉันไม่ยอมให้ลูกชายคนเดียวของฉัน ไปใช้ชีวิตรวมกับคนบ้าเป็นสิบเป็นร้อยแบบนั้นเป็นอันขาด อนาคตของเขาไม่ป่นปี้หมดเหรอ นราธรเรียนแพทย์นะ”
“แต่ก็ทรงเห็น ตอนนี้ อย่าว่าแต่เรียนหนังสือเลย ให้เขายอมพูดออกมาก่อนเถอะ ค่อยว่ากันใหม่”  
ท่านพ่อทรงทะเลาะกับหมออยู่นาน นราธรเป็นผู้เยาว์ ใครก็จึงเหนี่ยวรั้งตัวของเขาเอาไว้ได้หากผู้ปกครองไม่ยอม ท่านพ่อพาน้องชายของหล่อนออกจากโรงพยาบาลในวันนั้น เขาถูกส่งตัวไปสหรัฐอเมริกาทันที
 “อ้าวหญิงต้อง” เขาร้องทักเมื่อหันมา น้อยชายพยายามยิ้ม เขาฝืนยิ้ม ดาริการู้ได้ คู่แฝดมักสื่อหัวใจถึงกัน “ไปกินข้าวบ้านคุณอติรุจมา เป็นอย่างไรบ้าง” พยายามร่าเริง แต่มันก็มองดูเศร้าอยู่ดี ใครกันเล่าจะไปคาดคิด ว่าความรักอันไม่เป็นแก่นสารของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง จะยั่งยืนยาวนานได้กับเขาด้วย คนเป็นพี่เดินเข้าไปหา แล้วทรุดตัวนั่งลงข้างๆ
“ก็ดีจ๊ะ” หล่อนตอบ “อาหารอร่อยดี เห็นว่าพี่สาวคนเล็กของเขาเป็นคนทำ แล้วก็สั่งที่โรงแรมมาด้วย”
“ผมไม่ได้ถามถึงของกิน” เป็นอีกครั้ง ที่ดาริการู้สึกว่า น้องชายของหล่อน กำลังพยายามที่จะหัวเราะ “หญิงต้องนี่ ผมหมายถึงญาติๆ ของว่าที่สามีพี่ต่างหาก”
“ดีจ๊ะ” หล่อนตอบสั้นๆ พี่สาวสะท้อนสะท้านในหัวใจ มองคนตรงหน้าซึ่งยังคงไม่รู้อีโหน่อีเหน่ เขาไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย ว่าตนเองได้กลายเป็นพ่อคนไปแล้ว
“อย่าตอบแค่ดีสิ” เขาหัวเราะ ซึ่งก็แน่นอนว่า มันฝืดเฝือจนใจหาย “เล่าด้วย ว่าพวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง เขาดีกับพี่รึเปล่า มีแววว่าจะเหมือนในหนังที่เราเคยดูไหม” นราธรหมายถึงภาพยนตร์จีนคลาสิก ‘สะใภ้ระทม’
“บ้า พูดอะไรบ้าๆ” หล่อนตีที่แขนของเขาเบาๆ “คนบ้านนั้นน่ะ เจ้า... เขายังไม่ไหว้เลย พวกเขาเป็นคนไทยกันไปหมดแล้ว และก็เป็นคนไทยหัวสมัยใหม่ด้วย เขารวยมาก คนใช้เต็มบ้าน พี่ไม่ต้องไปหาบน้ำผ่าฟื้นอะไรพวกนั้นหรอก และที่สำคัญ พวกพี่สาวของต้าเส่งเขาก็ปลื้มพี่เอามากๆ ด้วย พวกเขานิสัยดี น่าคบเทียวแหละ”
“เฮ้อ...” ชายหนุ่มจึงถอนใจออกมาอย่างโล่งอก “ค่อยยังชั่วหน่อย นึกกลัวอยู่ว่าพี่คงจะต้องโดนเหมือนในหนังเสียแล้ว อย่างนี้ก็ดี ผมดีใจจริงๆ ที่พี่จะได้แต่งงาน และผมก็หมดห่วง ที่เจ้าบ่าวของพี่คือคุณอติรุจ ผมว่าเขาเป็นคนดีนะ เป็นลูกผู้ชายเต็มร้อยเลยล่ะ ถ้าไม่นับว่าพี่สาวของผมกินเด็กล่ะก็”
“บ้า ชายตั้มนี่” เป็นอีกครั้งที่หล่อนตีแขนของน้องชายเบาๆ “ต้าเส่งเขาอ่อนกว่าเราแค่ปีเดียวเอง”
“นั่นแหละ ปีเดียวก็ถือว่ากินเด็ก” เขาหัวเราะร่า หากนี้ก็เป็นครั้งแรกในรอบสิบเจ็ดปี ที่ดาริกาสัมผัสได้ว่า น้องชายของหล่อนกำลังมีความสุข
“และที่สำคัญ” นราธรแตะมือลงไปบนหน้าท้องที่ยังคงแบบราบของพี่สาว “หลานของผมจะได้ไม่ต้องมีชีวิตที่น่าเศร้า เขาโชคดี ที่จะมีพ่อยืนอยู่เคียงข้าง” นราธรเลียนคำของโอรัสที่เคยได้พูดเอาไว้ในห้องเล็กเชอร์ เมื่อสิบสองปีก่อน วิชานั้น มันเป็นวิชาพักผ่อนจริงๆ อย่างที่ว่า “ชีวิตเด็กไม่มีพ่อมันน่าเศร้าจะตาย” ชายหนุ่มไพล่คิดไปถึงชีวิตของใครบางคน
ดาริกาได้ฟังจึงถึงกับต้องสะอึก มองน้องชายอย่างคนลุแก่ความผิด นี่หล่อนทำอะไรลงไป ชีวิตของเด็กไม่มีพ่อมันน่าเศร้า ใช่สิ มันน่าเศร้า ซึ่งก็แน่นอนว่า เรื่องเศร้าๆ แบบนั้น มันจะไม่มีวันเกิดขึ้นกับลูกของหล่อน เมื่อเขาจะมีทั้งพ่อ และแม่ แต่กับชีวิตอีกชีวิตหนึ่งล่ะ ดาริกา อดไม่ได้ที่จะนึกไปถึงใครบางคน มาลาตี หนูมะลิ สิบหกปีเท่าอายุ เด็กสาวคนนั้นต้องเผชิญกับอะไรมาบ้าง
 
ความรักของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง มันอาจจะยั่งยืนก็ได้ใครจะรู้ แต่วันเวลาที่ยาวนานก็ผันแปรทุกสิ่ง เราจึงเห็นเด็กวัยรุ่นมากมายไม่ได้ลงเอยกับรักแรก แต่สำหรับนราธรคือกรณียกเว้น และคนที่เป็นแบบนี้ มันมี เชื่อไหมว่าในเรื่องนี้ ความฝังใจ เกิดจากความผิดหวัง อรรัมภาคือสิ่งเดียวในชีวิตที่หลุดลอยไป เป็นสิ่งเดียวในชีวิตที่คนซึ่งไม่เคยไม่ได้ ไม่ได้ และนางก็ยังเป็นสิ่งที่เติมเต็มชีวิตเข้าไปอีก โดยนิสัย เราจะเห็นได้ว่า พระเอกของเราเขาไม่เคยแพ้ และไม่ยอมแพ้ต่ออะไรง่ายๆ แล้วจะให้เขาลืมเธอคนนี้ไปจากใจ ยากส์
แต่ ปล. เพื่อความสนุก โปรดอ่านอย่างโรแมนติก อย่าไปหาเหตุผล ปล่อยให้อิไรท์เตอร์โรคจิต มันนั่งวิเคราะห์พฤติกรรมตัวละครไปคนเดียวของมันเถอะ มันชอบ
 
พูดคุย เสนอแนะ อ่านนิยาย หรือจะด่าก็ได้ ที่ FACEBOOK กนกลดา/หวานใส/ชมนาด เชิญธงไชย แล้วอย่าลืมกด LIKE เพื่อรับข่าวสารจากไรท์เตอร์น้า...