มะลิลอยแก้ว

Author: 
กนกลดา
ประเภท: 
นิยาย

 
“อาจารย์ครับ” เสียงที่แผ่วเบาคล้ายคนหมดแรงเช่นนี้ จะเป็นของใครไปไม่ได้
นายแพทย์โอรัสจึงหันไป นราธรยืนอยู่ตรงนั้น สารรูปของเขามันช่างดูไม่ได้เสียจริงๆ ท่าทางแบบนี้ เมื่อคืนคงไม่ได้นอนเป็นแน่ อาจารย์นายแพทย์จึงดึงเพื่อนร่วมงานที่อดีตเคยเป็นลูกศิษย์ เข้าไปในห้องทำงานอย่างรีบด่วน จะให้ใครมาเห็นนราธรในสภาพแบบนี้ไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหล่าบรรดานิสิต
“พักร้อนเป็นอย่างไรบ้าง” ถามอย่างแสร้งไม่รู้ ทั้งๆ ที่รู้แน่อยู่แก่ใจ นราธรไม่ได้มาหาเขาเพียงแค่จะมาคุยเล่นอย่างที่เขาทำเป็นรับรู้
“อาจารย์ ผมมีเรื่องจะสารภาพ”
“สารภาพ เรื่องอะไรคุณชายหมอ” โอรัสรินน้ำใส่แก้ว แล้วนำไปวางตรงหน้าเพื่อนร่วมงานหนุ่ม
“ตอนที่ผมโคม่า” เขาหมายถึงเหตุการณ์เมื่อสิบกว่าปีก่อน ในวันที่ชายหนุ่มได้รู้ว่าอรรัมภาจากเขาไปแล้ว ด้วยความผิดหวังเสียใจอย่างรุนแรง นราธรช็อกหมดสติ และไม่รู้สึกตัวไปเกือบเดือน กว่าจะฟื้นขึ้นมา “ผมได้ยินเสียงของอาจารย์ อาจารย์บอกว่า อาจารย์หลีกทางให้กับความรักของผมแล้ว ผมควรจะตื่นขึ้นมาเพื่อสู้ อย่าให้การเสียสละของอาจารย์ต้องสูญเปล่า นี่คือชีวิต ผมต้องผ่าฟัน ไม่ใช่หนี ผมก็เลยตื่นขึ้นมา แต่ผมไม่เห็นอาจารย์ ไม่มีใครอยู่ในห้องกับผมในตอนนั้น”
“ใช่” เขาอมยิ้ม มองคนตรงหน้าอย่างปราณี “ผมเคยพูดกับคุณแบบนั้น ตอนนั้นคุณเล่นหลับไม่ยอมตื่น ผมมานั่งเฝ้าคุณทุกเย็นหลังเลิกงาน รอว่าเมื่อไหร่คุณจะตื่นสักที จนสุดท้าย ผมหมดความอดทน ผมก็เลยไปกระซิบที่ข้างหูคุณ แล้วเดินออกไปจากห้อง กะว่าพอกันที ผมคงจะไม่มานั่งเฝ้าคุณอีกแล้ว คุณไม่ได้ฝัน และไม่ได้หูแว่ว คุณชายนราธร” นายแพทย์วัยกลางคนนั่งกอดอก และยังไม่ละสายตาจากคนตรงหน้า “ดื่มน้ำสักหน่อยเถอะ น้ำเย็นๆ มันจะทำให้คุณสดชื่น”
ชายหนุ่มจึงทำตามอย่างว่าง่าย และก็เป็นจริงดังโอรัสว่า น้ำเย็นๆ มันช่วยให้เขารู้สึกถึงความรุ่มร้อนที่ลดลง
“แล้วพออกจากโรงพยาบาล ผมก็ไปดักต่อยอาจารย์ที่ตึกอายุรกรรม”
“มันผ่านไปแล้วคุณชายนราธร ผมไม่เคยโกรธคุณ”
“แล้วมีอีกเรื่องหนึ่ง วันที่... เดือนมีนาคม ปี๔๐ อยู่ดีๆ ผมได้ยินเสียงเด็กร้อง ผมได้ยินเสียงนั่นทุกวัน วันหนึ่งหลายๆ ครั้ง แต่พอเขาเดือนที่สาม เสียงนั้น มันเริ่มทิ้งระยะห่าง จากที่วันละหลายครั้ง ก็เหลือลดน้อยลง และลดน้อยลง จนกระทั่งปีที่สาม ผมก็ไม่ได้ยินเสียงร้องนั่นอีกเลย แต่เมื่อเดือนก่อน ผมก็กลับได้ยินเสียงร้องไห้นั้นอีกรอบ แต่ตอนนี้เสียงอันนั้น มันไม่ใช่เสียงของเด็กทารกอีกต่อไปแล้ว มันกลายเป็นเสียงของเด็กโต เป็นเสียงเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง แล้วก็เป็นเด็กผู้หญิง ตอนนั้นผมเหมือนใจจะขาด วิ่งตามหาเจ้าของเสียงอย่างกะคนบ้า แล้วผมก็เจอ เด็กคนนั้น ชื่อมาลาตี กำลังจะเป็นนิสิตแพทย์ของที่นี่”
“คุณต้องการจะบอกอะไรกับผม แต่ถ้าจะถามผมว่าคุณเป็นบ้ารึเปล่า ก็ต้องขอตอบว่าไม่ใช่ เพราะว่าถ้าคุณเป็นบ้า ทางมหาวิทยาลัยเขาไม่ปล่อยให้คุณได้เรียนแพทย์จนจบแน่ เขาจัดการให้คุณพ้นสภาตั้งแต่วันแรกที่คุณกลับมาแล้ว”
“มันทรมานครับ ผมทรมาน ทุกครั้งที่เธอร้องไห้ ผมจะได้ยิน แล้วผมก็ต้องตามหาตัวเธอให้เจอ ไม่ว่าผมจะอยู่ที่ไหนก็ตาม และทุกครั้งๆ ที่มาลาตีร้องไห้ เธอกำลังมีเรื่องเดือดร้อน และผมก็เจ็บปวดมาก ที่เห็นเด็กคนนั้นเป็นทุกข์ และยิ่งตอนนี้ผมก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวด เด็กคนนั้นเติบโตขึ้นมาอย่างต้นหญ้าต้นหนึ่ง มีชีวิตไปตามยถากรรม ผมเสียใจที่เขาต้องเป็นแบบนั้น”
“ขอยืนยันอีกครั้งว่าคุณไม่ได้บ้า นี่ใช่ไหม เหตุผลของการเป็นกุมารแพทย์ของคุณ” เพื่อชดเชย ชดเชยให้กับชีวิตเด็กหนึ่ง ชดเชยไปกับเด็กคนอื่น โอรัสนึกในใจ “เรื่องที่คุณเล่า ผมไม่เคยได้ยินอะไรที่มันงดงามเช่นนี้มาก่อน สายสัมพันธ์ของชีวิต บางทีเราก็หาคำอธิบายไม่ได้ มันมีอะไรๆ หลาย ๆอย่างที่ทำใครหลายๆ คน สื่อความรู้สึกถึง คุณกับเด็กคนนั้น คงมีบางอย่างที่ผูกพันกัน และผมก็คิดว่า มันไม่ใช่เรื่องชู้สาว”
“ไม่ใช่ครับ” นราธรตอบสนับสนุน “ ผมไม่เคยรู้สึกกับเธอแบบนั้น แต่ผม...” เขาอ้ำอึ้งไป “แต่ผม... ก็รักเด็กคนนั้น รักเหมือนอย่าง... ผมตอบไม่ถูก ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ไม่ใช่แบบที่ผม...” อ้ำอึ้งไปอีกครั้งหนึ่ง “รักอรรัมภา”
“ก็ดีนี่ครับ ผมว่ามันเป็นเรื่องวิเศษ การที่เรามีความรู้สึกดีๆ ให้ใครสักคนหนึ่ง มันแสนจะยอดเยี่ยม เป็นอารมณ์ที่สร้างสรรค์ และก็จะดีมากๆ ถ้าจะมันช่วยหล่อเลี้ยงหัวใจของคุณด้วย” กล่าวอย่างรู้ดี ว่าหัวใจของคนตรงหน้า แห้งแล้งเพียงใด “ผมขอแนะนำให้คุณไปหาเธอบ่อยๆ ไปในฐานะพ่อคนหนึ่ง ไปแบบพ่อไปหาลูกสาว”
“แล้ว” ชายหนุ่มอึกอัก พล่ามเพ้ออะไรไปตั้งมาก มาถึงตรงนี้ เขาเกรงใจคนตรงหน้า นราธรกลัวเพื่อร่วมงานของเขาจะรำคาญ
“ว่ามาเถอะ ผมฟังอยู่” โอรัสกล่าวอย่างเข้าใจ ถ้าเป็นคนอื่น มันก็อาจจะเป็นอย่างที่ราชนิกูลหนุ่มเป็นกังวล แต่สำหรับนักแก้ไขปัญหาชีวิตมืออาชีพอย่างเขา ย่อมไม่ใช่ ด้วยความเป็นจิตแพทย์ ที่ได้ถูกปลูกฝัง ชายหนุ่มยินดีรับฟัง
“มาลาตีบอกว่าแม่ของเธอชื่ออรรัมภา อันที่จริงคนชื่ออรรัมภามันมีเป็นร้อยเป็นพัน แต่ทำไมก็ไม่รู้ ผมถึงได้คิดว่านั่นคืออรรัมภาที่ผมรู้จัก ผมก็เลยมามหาวิทยาลัยแต่เช้า แล้วค้นเอกสารของเด็กคนนั้น” นราธรทำหน้าสลด “แม่ของมาลาตี ชื่ออรรัมภา แต่เป็นอรรัมภา ตั้งสุจริต เขาไม่ใช่อร” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
“คุณก็เลยรู้สึกผิดหวัง”
“ครับ” นราธรยอมรับอย่างเศร้าๆ
“ก็ไม่เห็นจะเป็นไรเลยนี้ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ บางที เรื่องบางเรื่อง คนบางคน เราจะได้พบได้เจอ ก็ต่อเมื่อถึงเวลา ทุกอย่างมันมีวาระของมัน ผมว่าถ้าวันนี้คุณยังมีความหวัง อีกไม่นานหรอก เดี๋ยวสิ่งที่คุณหวังไว้ คุณก็จะได้”
“อาจารย์พูดอย่างกะว่า ผมกำลังจะได้เจออรอย่างงั้นแหละ”
“เปล่า” โอรัสร้องเสียงหลง “ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นสักหน่อย ผมให้กำลังใจคุณต่างหาก” นายแพทย์หนุ่มลุกขึ้น แล้วเดินไปตบไหล่คู่สนทนาหนักๆ ราวกับยืนยันในคำพูด
“ผมว่าวันนี้คุณควรจะพักอีกวันนะ ผมจะเซ็นลาป่วยให้ นอนหลับสักตื่น ตื่นแล้วก็พาลูกสาวของคุณ ผมหมายถึงเด็กที่ชื่อมาลาตี ออกไปกินข้าว ดูหนัง โยนโบลิ่ง อะไรก็ได้ให้เขาได้สัมผัสกับสิ่งที่เขาไม่เคยได้เห็นมาก่อน ผมว่าเด็กคนนั้นจะทำให้คุณรู้สึกสบายใจขึ้น ไม่ต้องสน ว่าแม่ของเธอจะเป็นใคร สนความรู้สึกดีๆ ที่คุณมีให้เธอก็พอ” เขารุนหลัง ให้เพื่อนรุ่นน้องลุกขึ้น นราธรทำตามอย่างว่าง่าย
“ผมดีใจนะ ทีคุณพูดอะไรออกมาบ้าง ความทุกข์ในใจอย่าเก็บเอาไว้คนเดียว ระบายมันออกมาให้หมด แต่ถ้าไม่รู้จะไปหาใคร จำไว้นะ ว่าผมยินดีรับฟังเสมอ”
ชายหนุ่มจึงพยักหน้า ร่างสูงกระพุ่มมือไหว้เพื่อขอบคุณ คิดไม่ถึง ว่าในวันนี้เขาจะได้รับน้ำใจจากคนที่ครั้งหนึ่งเคยห้ำหั่นจนแทบจะฆ่ากันตาย นราธรเดินจากไป โอรัสจึงรีบเปิดประตูแล้วพูดว่า
“ออกมาได้แล้วคุณแจ๋ม” ร่างบางจึงหมุดออกจากใต้โต๊ะ ชายหนุ่มมองคนเป็นภรรยาอย่างออกระอา “ทำไมต้องหลบหน้าคุณชายนราธรด้วย”
“ไม่อยากเจอ ท่าทางอย่างกะคนบ้า” หล่อนตอบ
“ไม่บ้าหรอก นราธรก็แค่คนที่มีความทุกข์มากเท่านั้นเอง เดี๋ยวถ้าเขาได้เจอคนที่เขาอยากจะเจอ อะไรๆ มันก็จะดีขึ้น”
“แล้วนี่ตกลงคุณจะไม่บอกคุณชายหมอจริงๆ เหรอ ว่าเด็กที่ชื่อมาลาตีเป็นลูกสาวของเขาน่ะ”
“ไม่ใช่ว่าจะไม่บอก แต่มันบอกไม่ได้ เมื่อเราไม่รู้ว่า ตลอดเวลาสิบเจ็ดปีมานี่ มันเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง อรรัมภาแต่งงานมีครอบครัวไปแล้วหรือยัง เขาหมดรักนราธรไปแล้วหรือเปล่า นี่แหละที่ผมเป็นกังวล ถ้าขืนบอกตอนนี้ แล้วคุณชายตั้มไปหาอร แต่อรมีครอบครัว หรือหมดรักเขาไปแล้ว มันยิ่งไม่เป็นการไปซ้ำเติมเขาหรอกหรือ”
“แต่ว่าก็ว่าเถอะ” ธารทิพย์กล่าวอย่างหงุดหงิด “อิตาคุณชายตั้มนี่ก็ซื่อบื้อ ไม่ได้ความ” คนเป็นสามีจึงขมวดคิ้วมองคนเป็นภรรยาด้วยความฉงน
“ก็มันจริงไหมล่ะค่ะคุณ ถ้าเป็นฉันนะ ฉันไม่มานั่งค้นเอกสารอะไรบ้าๆ บอๆ นั่นให้เสียเวลาหรอก บุกไปหาที่บ้านให้มันรู้ดำรู้แดงไปแล้ว และอีกอย่าง” หล่อนหันไปหาคนเป็นสามี “คบกับอรอยู่เป็นปี เขาไม่รู้อะไรบ้างเลยเหรอ แล้วนามสกุลตั้งสุจริตน่ะ ออกจะดังจะตาย ต้าเส่งออกทีวีตั้งหลายหน นี่ก็แสดงว่า คุณชายหมอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอรเลย แม้แต่ญาติพี่น้องอรมีใครบ้าง เขาก็ไม่รู้ ไหนว่ารักนักรักหนา เมียตัวเองทั้งคน ไม่รู้อะไรสักอย่าง”
นายแพทย์โอรัสจึงคราวได้หัวเราะ “บางทีคนเรา มันก็เส้นผมบังภูเขา นราธรอาจจะเป็นคนเรียนเก่ง เป็นยอดฝีมือปริกำเนิด แต่ทักษะในการใช้ชีวิต ตก”  
 
ปีพุทธศักราช 2539
เด็กสาวกระพุ่มมือไหว้ อดประหลาดใจไม่ได้ ที่ได้พบกับแม่ของนราธรในบ้านของเตีย หล่อนมาที่นี่ ทันทีที่ได้รับโทรศัพท์เรียก ทั้งๆ ที่ไม่สบายจนแทบจะลุกไม่ขึ้น เมื่อน้ำเสียงของบิดาเลี้ยงร้อนใจจนหล่อนเองต้องเป็นกังวล
งามพรรณไม่ได้รับไหว้ กิริยาท่าทาง เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงจากวันนั้น หล่อนมองอรรัมภาอย่างเกลียดชัง แล้วสะบัดหน้าใส่
“อาอร” เตียกล่าวขึ้นมาก่อน “อาคุณนายคนนี้”
“ฉันไม่ใช่คุณนาย ไอ้เจ๊กชั้นต่ำ” งามพรรณแหวแทรกขึ้นมา “ฉันเป็นหม่อม”
“อาหม่อมคนนี้” เตียจึงเรียกหล่อนเสียใหม่ “เขาว่าลื้อไปล่อลวงลูกชายเขาอย่างนั้นเหรอ อั๊วไม่เชื่อหรอกนะ อั๊วก็เลยเรียกลื้อมาถามให้รู้เรื่อง”
“อรเปล่านะเตีย” เด็กสาวปฏิเสธ “อรไม่เคยล่อลวงใคร”
“แล้วที่อีบอกว่าลื้อกับลูกอี อยู่ด้วยกันล่ะ มันหมายความว่ายังไง” ตงเส่งมองลูกเลี้ยงอย่างต้องการความจริง “ลื้ออยู่กับเด็กคนนั้นจริงๆ หรือเปล่า ลื้อทำตัวแบบนั้นจริงๆ หรือเปล่า” คำถามนี้ทำให้อรรัมภาต้องก้มหน้านิ่ง หล่อนไม่กล้าสู้หน้าเตียอีกต่อไป เมื่อน้ำเสียงของบิดาเลี้ยง มันเต็มไปด้วยความหวั่นวิตก การกระทำของหล่อนมันกำลังทำร้ายไม่เพียงแต่ตนเอง
ไม่ว่าจะเกลียดชังอย่างไร แต่ชายคนนี้ก็ได้ชื่อว่าเลี้ยงหล่อนมา เขาคนนี้มีบุญคุณท่วมหัว เป็นเหมือพ่อบังเกิดเกล้า เมื่อเขาคือผู้ให้ชีวิต หล่อนกับแม่คงตายไปตั้งนานแล้ว ถ้าไม่มีชายคนนี้เดินเข้ามาให้ความช่วยเหลือ หากอรรัมภากลับกำลังทำสิ่งที่เรียกได้ว่าอกตัญญู
“ลื้อทำแบบนี้ได้ยังไง” นิ่งนั้นคือคำว่าใช่ ตงเส่งแผดเสียงลั่น “ชิ่งสุกก่อนห่าม ทำตัวเป็นผู้หญิงหยำฉ่า ใครสั่งใครสอนลื้อ” เขาผิดหวังอย่างถึงที่สุด ชายสูงวัยคิดอยู่เสมอ ว่าอรรัมภาก็คือลูกสาวของเขา แม่ของหล่อน หากไม่ต้องพรากจากกัน อรรัมภาก็จะเกิดมาเป็นลูกสาวของเขา ตงเส่งหวังเสมอ ว่าเด็กสาวจะต้องมีชีวิตที่งดงาม เขาจึงเลี้ยงดูหล่อนมาเป็นอย่างดี เขาจะต้องเจ็บปวดก็นี้เป็นร้อยเท่า หากได้รู้ว่า ลูกเลี้ยงที่รักนักรักหนาประหนึ่งลูกในไส้ ไม่เคยเห็นว่านั้นคือคุณงามความดีของเขาแม้แต่น้อย  “ลื้อทำแบบนี้กับอั๊วได้ยังไง”
“โอ๊ยนี่” งามพรรณแทรกขึ้นมา “จะชำระความกัน ช่วยเอาไว้ทีหลังจะได้ไหม ฉันรีบ นี่หล่อน” เสียงเรียกแบบจิกของหล่อน ทำเอาอรรัมภาถึงกับสะดุ้ง “ตรงๆ เลยนะ ฉันไม่ชอบใจที่หล่อนล่อลวงลูกชายฉัน”
“อรไม่เคยล่อลวงตั้ม เรารักกัน วันนั้นหม่อมแม่...” หากก็ไม่ทันได้พูดจบ
“ใครเป็นแม่หล่อน” งามพรรณแหวลั่น “ฉันมีลูกสาวแค่สองคน ผู้หญิงมักง่ายอย่างหล่อน ฉันไม่เคยคิดจะเอามาเป็นอะไรด้วย” หล่อนแหงนหน้ากวาดตา ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ก็ล้วนแต่มีความซมซ่อ “ลูกชายของฉันเพิ่งจะอายุสิบหก แผนสูงนะยะ เด็กมันหลอกง่ายใช่ไหมล่ะ ถึงได้ล่อลวงเอาเขาไปกักขังไม่ให้ได้กลับบ้านกลับช่อง คิดจะเอาเขาไว้เป็นทางเพื่อยกระดับตัวเองล่ะสินะ ก็ลูกฉันเขาเป็นตั้งหม่อมราชวงศ์ หล่อนได้เขาไปก็สบายล่ะ มีทั้งเกียรติ์ มีทั้งเงิน เปลี่ยนฐานะจากเจ๊กขายน้ำปลา มาเป็นภรรยาของหม่อมราชวงศ์ ได้เดินเชิดหน้าอยู่ในวงสังคมชั้นสูง ได้เป็นไฮโซ แกคิดอย่างงั้นใช่ไหมนังลูกเจ๊ก” สิ้นเสียงนั้น อรรัมภาปล่อยโฮทันที
“ไม่ใช่สักหน่อย อรรักตั้ม อรไม่สนด้วยว่าเขาจะเป็นใครมาจากไหน” เด็กสาวกล่าวทั้งน้ำตา
“ย่ะ ฉันคงเชื่ออยู่หรอกนะ นังคนตีสองหน้า ไม่ต้องมาทำเป็นตอแหล ฉันรู้ทันแก ผู้หญิงอย่างแกมันเป็นยังไง ฉันให้คนไปสืบเรื่องของแกมาหมดแล้ว” หล่อนหยุดพูด เพื่อมองคนตรงหน้าด้วยความสาแก่ใจ แล้วหันไปกล่าวกับตงเส่งว่า “แกฟังไปพร้อมๆ กับลูกสาวของแกเลยนะ นังนี่” หล่อนชี้หน้าอรรัมภา
“มันเป็นผู้หญิงประเภทไหน ทีแรก ฉันก็กะว่าจะเลี้ยงลูกสาวของแกเอาไว้ดูเล่นอยู่เหมือนกันนะ ลูกฉันชายเขากำลังโตเป็นหนุ่ม ฉันเข้าใจ ว่าเด็กหนุ่มอายุสิบหกต้องการอะไร ดีเสียอีก ที่เขาจะมีลูกสาวของแกเอาไว้ เวลาเขาอยาก เขาจะได้ไม่ต้องไปใช้บริการของผู้หญิงอย่างว่า ให้เสียเงิน ให้เสี่ยงติดโรค นราธรอายุแค่นั้น ชีวิตเขายังอีกยาวไกล เขายังต้องได้พบได้เจอผู้คนอีกมากมาย ไม่มีวันเสียล่ะ ที่เขาจะลงเอยกับผู้หญิงคนแรกที่เขามีอะไรด้วย เดี๋ยวเขาก็เลิก แต่หล่อนมันแสบ จับปลาสองมือ หล่อนไม่ได้มีลูกชายของฉันแค่คนเดียว”
“ไม่จริง” อรรัมภาเถียงเสียงแข็ง “อรมีตั้มแค่คนเดียว อรรักตั้ม”
“เหรอ... ทำเป็นบูชาความรัก คิดว่าฉันจะเชื่อหรือยะ ก็บอกแล้วไง ฉันให้คนไปสืบเรื่องของหล่อนมาหมดแล้ว หรือหล่อนจะเถียง ว่าหล่อนไม่ได้มีคู่หมั้นเป็นไอ้หนุ่มโรงน้ำปลาที่ชื่อว่าโอรัส”
“ไม่ใช่ พี่โอ”
“พอเถอะอร” ตงเส่งต้องการจะจบปัญหา “ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว” เขาหันไปหาหญิงสูงวัย “ลื้อเจ้าเอาไง ว่ามา ว่าจบแล้วจะได้ไปให้พ้นๆ บ้านของอั๊วเสียที”
“โอ๊ย...” งามพรรณร้องเสียงหลง “นึกว่าฉันอยากจะอยู่นักเหรอ ไอ้สลัมเน่าๆ เนี่ย ฉันมานี่ ก็เพื่อจะบอกกับลูกสาวแกว่า ช่วยหายไปจากชีวิตของลูกชายของฉันเสียทีได้ไหม”
“คุณไม่มีสิทธิ์มาสั่งอร”
“อาอร” ตงเส่งรีบปราม
“ทำไมฉันจะไม่มีสิทธิ์ นราธรอายุสิบหก ฉันเป็นแม่ของเขา ฉันจะเอาหล่อนเขาคุกให้เขาขังลืมก็ยังได้ ก็ตามใจนะ ถ้าหล่อนอยากจะลองดี รู้ไหม คดีพรากผู้เยาว์น่ะ ติดคุกกี่ปี เป็นกาก็อยู่ส่วนกาสิ”
“ไม่มีใครเขาทำอะไรอย่างนั้นหรอก เรารักกัน ใครเขาจะจับคนรักกันขังคุก คุณโกหก”
“พอได้แล้วอาอร” เป็นอีกครั้ง ที่ตงเส่งต้องแทรกขึ้นมาเพื่อจบปัญหา “ตกลงที่มานี่” เขาหันไปถามงามพรรณ “แค่จะมาบอกให้ลูกสาวอั๊วเลิกยุ่งกับลูกชายลื้อใช่ไหม” ที่เงียบใช่ว่าไม่รู้สึกอันใด เขาเจ็บ เจ็บเสียยิ่งกว่าอรรัมภาเป็นร้อยเป็นพันเท่า ลูกสาวที่เลี้ยงมากับมือ ทำตัวเยี่ยงผู้หญิงข้างถนน จนคนเขาตามมาด่าพ่อของตัวเองถึงบ้าน
“ไม่เอานะเตีย” หล่อนโวยขึ้นมา ด้วยรู้ว่าเตียจะทำอย่างไร
“ลื้อหุบปากได้แล้ว” ตงเส่งตวาดลั่น
“กลับไปหาคู่หมั้นโรงน้ำปลาของหล่อนเสียเถอะ ใส่ตะกร้าร้างน้ำสักหน่อยเขาคงจะเอาอยู่มั้ง เอ๊ะ หรือว่าไม่ต้อง เพราะมันก็มั่วๆ กันไปแล้ว”
“ลื้อก็หุบปากด้วย” เขาตวาดใส่งามพรรณ ความเอาจริงและเด็ดขาด ทำให้หญิงสูงวัยเกรงชายคนนี้จนต้องเงียบ “แล้วกลับไปได้แล้ว อั๊วรับปาก ต่อไป ลูกอั๊วจะไม่ไปเกี่ยวข้องอะไรกับลูกลื้ออีก
“ดี” หล่อนสมใจ หากก็ยังไม่ยอมจบ “จำไว้” งามพรรณสั่งลาเป็นครั้งสุดท้าย “อย่าได้คิดที่จะเอากำพืดต่ำๆ มาเทียบชั้นปะปนกับพวกเรา ลูกชายของฉัน เขายังมีอนาคตอีกยาวไกล คู่ชีวิตที่จะยืนอยู่เคียงข้างเขาไปจนวันตายน่ะ ต้องไม่ใช่พวกเจ๊กขายน้ำปลาอย่างลูกสาวของแก” ว่าจบก็หันหาเด็กสาวในชุดนักเรียนที่หล่อนพามาด้วย “ไป หญิงต้อง กลับลูก”