มะลิลอยแก้ว

Author: 
กนกลดา
ประเภท: 
นิยาย

นราธรเหยียบเบรกอย่างนุ่มนวล เมื่อเห็นสัญญาไฟแดง ลอยเด่นมาแต่ไกล อีกไม่นานก็จะถึงบ้านแล้ว เสตามองผู้โดยสารที่นั่งเคียงข้าง หญิงต้องปรับเบาะเอนนอนหากก็ไม่ได้หลับ
“หายเวียนหัวหรือยังหญิงต้อง” ถามอย่างเป็นห่วง พี่สาวของเขาอาการหนักพอสมควร จึงต้องเสียเวลาอยู่ที่บ้านสวนนานกว่ากำหนด น้อยชายยังไม่ได้บอกใครถึงเรื่องนั้น ดาริกาอ้อนวอนให้เขาเก็บเป็นความลับ หล่อนจะจัดการกับปัญหานี้ด้วยตัวของหล่อนเอง แต่เมื่อเห็นหน้าซีดๆ ของพี่สาว ก็ต้องกลุ้ม แล้วมันจะไหวเร้อ หญิงต้อง
“ฮื้อ” หล่อนตอบสั้นๆ  หม่อมราชวงศ์สาวยังคงไม่คลายจากอาการผะอืดผะอม
“แล้วพี่จะเอายังไงต่อ บอกผมได้ไหม”
“ไม่รู้สิ” หล่อนตอบ “พี่ยังคิดไม่ออก”
“ไปอยู่กับหญิงตุ้มไหมล่ะ” เขาหมายถึงหม่อมราชวงศ์หญิงรติมา พี่สาวคนโต ซึ่งโดนหม่อมมารดาตัดเป็นตัดตาย เมื่อหล่อนฝ่าฝืนคำสั่ง สมรสกับคนรักชาวต่างชาติ รติมาจึงฝังรากของตนเองเสียที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และไม่กลับมาเหยียบเมืองไทยอีกเลย “แล้วก็ไปอยู่มันเสียที่โน่น ผมว่าแบบนี้น่าจะดีที่สุดนะหญิงต้อง”
“จะเอาเงินที่ไหนไปล่ะ เมืองนอก อะไรๆ ก็แพง ไปอยู่โน่น พี่ก็คงจะทำอะไรไม่ได้ไปอีกนาน ชายตั้มก็คงต้องหาเงินส่งไปให้ แล้วชายจะไหวเหรอ”
“ผมน่ะไม่ไหวหรอก แต่หญิงตุ้มเขาไหว น้องกับหลานแค่สองคนเอง ขนหน้าแข่งพี่สาวของเราไม่ร่วงหรอก” ชายหนุ่มกล่าวอย่างรู้ดี เจฟฟรี สามีของรติมาเป็นจิตแพทย์ชื่อดัง ที่อเมริกาอาชีพนี้ทำเงินได้อย่างมหาศาล บวกกับธุรกิจนำเข้าจิวลีจากเมืองไทยของรติมาก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง ทั้งคู่มีฐานะความเป็นอยู่เข้าขั้นเศรษฐี และที่สำคัญ นรารธรนึกถึงมรดกก้อนสุดท้ายที่ท่านพ่อประทานให้ทั้งสามคนพี่น้อง เงินสดคนล่ะห้าล้านบาท ทรัพย์สินก้อนสุดท้ายที่ทรงแอบเก็บเอาไว้ให้โอรสธิดาทั้งสาม โดยที่ส่วนของดาริกายังคงอยู่ที่เขา เมื่อท่านพ่อมีดำริว่า
“เงินนี้พ่อไม่อยากให้หญิงต้องเก็บไว้” รับสั่งอย่างทรงรู้จักธิดาคนเล็กเป็นอย่างดี “ได้ไปเดี๋ยวคงเอาไปละลายเล่นจนหมด พ่ออยากให้ตั้มเก็บเงินนี้ไว้แทนพี่สาวของลูก พ่อรู้ว่าเมื่อมันอยู่กับลูก มันจะงอกเงยขึ้นมามากกว่าห้าล้าน” ท่านพ่อรับสั่งไม่ผิด เงินห้าล้าน แม้ว่าในส่วนของเขามันจะหมดไปแล้ว เมื่อชายหนุ่มใช้ไปในการเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางที่ต่างประเทศ แต่ของหญิงต้องนั้นไม่ใช่ และบัดนี้เงินห้าล้านก้อนนั้น มันก็ไม่ใช่เงินห้าล้านอีกต่อไป ชายหนุ่มนำมันไปลงทุนในกลุ่มลงทุนต่างๆ ทั้งของรัฐและเอกชน หากตอนนี้ถ้าเทขาย หญิงต้องจะมีเงินไม่ต่ำกว่าห้าสิบล้าน
แต่น้องชายพี่สาวก็ไม่ได้คุยอะไรกันต่อ เมื่ออยู่ดีๆ นราธรก็รู้สึกจี๊ดขึ้นศีรษะ เสียงร้องอันนั้น ดังขึ้นมาอีกแล้ว ชายหนุ่มกุมหัว และเมื่อสัญญาณไฟจารจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว แทนที่จะเลี้ยวเข้านนทบุรี นราธรหัวพวกมาลัยรถ ข้ามเลน แล้วพุ่งตรงไปทันที ท่ามกลางเสียงแตรรถที่บีบด่าไล่หลังดังสนั่น
“หนูมะลิ”
ลูกเทวดา
เป็นอีกครั้งที่สุรีย์ได้พบกับเขา อาจารย์นายแพทย์หม่อมราชวงศ์นราธร อยู่ดีๆ เขาก็พรวดพราดเข้ามาในบ้านของหล่อนในยามวิกาล หลังจากการอบรมสั่งสอน น้อง ลูก หลาน ล้มเหลว
น้อง คนหนึ่งโกรธเดินออกไป อีกคนหนึ่งน้อยใจวิ่งหนีเข้าห้อง เมื่อหล่อนพูดตรงๆ อย่างไม่มีการไว้หน้า ถึงพฤติกรรมที่เคยทำตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ซึ่งควรจะเลิกได้แล้ว
ลูก มันเป็นคนเดียวที่ฟังหล่อนอบรมจนจบ แต่ก็ฟังแบบเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา มันโดนแม่ด่าจนชิน มันก็เลยรู้ว่าจะต้องทำตัวอย่างไร ฟังจบ มันก็เป็นอีกคนที่เดินหนี แต่ยายหลานสาวนี่สิ
กับหลานสาว หล่อนช่างสมกับที่อรรัมภาเลี้ยงมาให้เป็นลูกเทวดาเสียจริงๆ ว่าคำ มันสวนสามคำ ว่าสามคำ มันสวนเป็นสิบ ซ้ำมันยังย้อนเข้าให้ว่า
‘คุณป้าเป็นใคร แม่อรยังไม่เคยว่าให้หนูมะลิอย่างนี้ คุณป้าไม่มีสิทธิ์มาสั่งสอนหนูมะลิ’ สุรีย์เหลืออด หล่อนจึงด่าหลานสาวเปิดเปิง อยากจะเรียกนังคนเป็นแม่มาถามเสียจริงๆ ว่าหล่อนเลี้ยงลูกประสาอะไร ทำไมปล่อยให้เด็กมันก้าวร้าวป่าเถื่อนเสียขนาดนี้ อยู่ดงอยู่ดอย แต่ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง นี่ก็อีกประการหนึ่งที่น่าตำหนิ เมื่ออรรัมภาทำตัวเป็นข้ารับใช้ให้ลูก ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่แม้แต่อยู่ในบ้านก็เห็นตำตา
ยกตัวอย่าง ก็เมื่อวานนี้
“หนูมะลิน้ำลูก” ดีจริงจริ๊ง แทนที่ลูกจะหาน้ำให้แม่กิน แม่กลับยกน้ำมาเสริฟให้ลูก ที่ออกไปเที่ยวเล่นมาทั้งวัน กิริยามารยาทก็ไม่ต้องพูดถึง คงต้องอบรมขัดเกลากันขนานใหญ่ ยังดีนะที่ไหว้เป็น และยังพอจะพูดมีหางเสียง
แต่ก็นั่นแหละ แค่นั้นมันพอเสียที่ไหน ซ้ำยังสอนยากสอนเย็น ดื้อด้านห่ามห้าว ไม่รู้ไปเอานิสัยแบบนี้มาจากใคร แม่ก็ไม่เห็นเป็นแบบนี้ อรรัมภาดื้อเงียบก็จริง แต่ก็ไม่ใช่พวกหัวขบถ สุรีย์จึงอบรมสั่งสอนหลานสาวคนเดียวอย่างล้างบาง
ยายมะลิไม่เคยถูกใครด่าขนาดนี้มาก่อน หล่อนจึงกระทำให้สิ่งที่แม้แต่คนเป็นป้าก็คาดไม่ถึง เด็กสาวร้องกรี๊ดระเบิดน้ำตา แล้ววิ่งออกไปจากห้อง ก่อนที่อาจารย์หม่อมคนนั้นจะวิ่งเข้ามา แล้วก็ดูเหมือนกับว่าเขาจะรู้เสียด้วย ว่าหลานสาวของคุณหญิงสุรีย์อยู่ที่ไหน
คุณชายหมอคนนั้นประคองมาลาตีเข้ามา ท่าทางราวกับพ่อปกป้องลูกสาวไม่มีผิด ในขณะที่ยายมะลิก็ร้องห่มร้องไห้ไม่เลิก
“ผมว่า หนูมะลิอาจจะอยากสงบสติอารมณ์” เขาบอกว่างั้น “บางที ถ้าได้นั่งรถเล่น หนูมะลิอาจจะสบายใจขึ้น คือผมอยากจะขออนุญาตคุณหญิง พาหนูมะลิออกไปข้างนอกสักพักจะได้ไหมครับ”
“ฉันว่า ไม่เหมาะมั้งคุณ มันดึกแล้ว และหลานสาวของฉันก็เป็นผู้หญิง” ส่วนคุณก็เป็นชายหนุ่ม ประโยคนี้หล่อนต่อเอาเองในใจ
แต่สุดท้ายแล้ว สุรีย์ก็ปล่อยให้ทั้งคู่ออกไปด้วยกัน มีอะไรบางอย่างบอกให้หล่อนไว้ใจ มีอะไรบางอย่างบอกให้หล่อนรู้สึก พฤติกรรมอันเลวร้ายของมาลาตี มีเพียงชายสูงศักดิ์ผู้นี้เท่านั้น ที่จะจัดการเปลี่ยนแปลงให้กลับกลายไปในทางที่ดีได้
 
“อร่อยจัง” เด็กสาวเพ้อออกมา เมื่อซุปหูฉลามสัมผัสกับปลายลิ้น นราธรพาหล่อนมาหาอะไรกินข้างทาง แถวๆ เยาวราช หลังจากที่ปล่อยให้เด็กสาวอาละวาดจนพอใจ แต่กว่าจะทำให้หล่อนสงบลงได้ ก็เล่นเอาเขาเหนื่อย
และเท่าที่สรุปเอาจากปากคำของมาลาตี ที่โวยวายให้เขาได้ยินมาตลอดทาง ทำให้หม่อมราชวงศ์หนุ่มได้รู้ว่า เด็กสาวคนนี้ขาดการอบรมอย่างหนัก หล่อนอยู่ในป่าในเขา แต่ทำอะไรไม่เป็นสักอย่างแม้แต่ซักผ้า เมื่อแม่ทำทุกสิ่งทุกอย่างให้หมด ขนาดว่าไปโรงเรียน ต้องอยู่ประจำ แม่ของหล่อนก็จ้างชาวบ้านแถวนั้น มาทำงานต่างๆ ให้กับลูกสาว
ตลอดทั้งชีวิต มาลาตีไม่เคยถูกด่าถูกว่า แม้จะถูกแม่ตีเมื่อทำผิด เด็กสาวก็ไม่เคย มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากหล่อนจะช็อกจนร้องกรี๊ด เมื่อถูกผู้เป็นป้าอบรมขนานใหญ่
“คุณป้าไม่มีสิทธิ์มาว่าให้หนูมะลิ” หล่อนว่า พลางกลืนหูฉลามลงคอ นี่ก็อีกอย่างที่แสดงให้เห็นถึงชีวิตที่ไร้การอบรม
“คุณป้ามีสิทธิ์ครับ” เขากล่าวอย่างนุ่มนวล “ถ้ามันคือความหวังดี” เด็กสาวตาคว่ำทันที หากนราธรก็ควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้ เขากล่าวต่อไปว่า
“ไม่มีใครจะหวังดีกับหนูมะลิเท่ากับคนในครอบครัวหรอกนะครับ ถ้าคนในครอบครัวไม่ดี ในโลกนี้ก็ไม่มีใครดีอีกแล้ว” สาวน้อยจึงหันมา นราธรรู้ได้ทันทีว่า หล่อนฟังที่เขาพูด “คนในครอบครัว เขาอาจจะพูดจาไม่น่าฟัง พูดไม่เพราะ แต่ทุกๆ คำพูดคือความหวังดี คุณป้าอยากให้หนูมะลิวางตัวให้ถูก ท่านถึงสั่งสอน ต่อไปนี้สังคมของหนูมะลิจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว มีอะไรอีกมากมายที่หนูมะลิยังไม่รู้ ท่านก็เลยพยายามจะบอก แต่หนูมะลิไม่ฟัง คุณป้าท่านก็เป็นมนุษย์ปุถุชน ท่านก็ต้องมีอารมณ์เป็นของธรรมดา คำพูดที่ท่านใช้ มันก็เลยค่อนข้างจะรุนแรง” เขาหยุด เพื่อดูว่า เด็กสาวยังจะฟังเขาอยู่หรือไม่ “เราเป็นเด็กนะครับ กับผู้ใหญ่ เราควรให้ความเคารพนับถือ ทุกๆ คนรัก และหวังดีกับหนูมะลิทั้งนั้น วันนี้หนูมะลิผิดนะครับ ที่ไปทำกับน้าต้าแบบนั้น”
“ก็น้าต้าจีบแม่หนูมะลิ”
“เขาไม่ได้จีบ” ชายหนุ่มรีบค้าน “เขาแค่นอนหนุนตัก แบบนั้นเขาไม่เรียกว่าจีบหรอกครับ หนูมะลิฟังผมนะ” นราธรแอบขำ มาลาตีหวงแม่จนหน้ามืดตามัว กับคนเป็นน้า หล่อนก็ไม่เว้น นี่ถ้าเกิดแม่ของหล่อนมีรักใหม่ขึ้นมา ชายหนุ่มคนนั้นคงต้องทำงานหนัก จึงจะฝ่าด่านลูกสาวไปได้
“แม่ของหนูกับน้าต้าเขาเป็นพี่น้องกัน น้าต้าจีบแม่ของหนูไม่ได้หรอก แล้วที่เขานอนหนุนตักกัน มันก็ไม่ใช่เรื่องผิด พี่น้องที่สนิทกันมากๆ หลายๆ คู่ การทำแบบนี้มันเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเขาทำกันมานาน ตั้งแต่ก่อนหนูมะลิจะเกิดด้วยซ้ำ ผมว่า น้าต้าเขาคงเคยชินน่ะ เขาไม่ได้คิดอะไรหรอก” ชายหนุ่มกล่าวอย่างคนมีพี่สาว เขากับดาริกาก็ไม่ต่างอันใดกับพี่น้องคู่นี้ มันอาจจะไม่ถึงกับนอนหนุนตัก แต่การโอบกอดกัน ก็คือเรื่องปกติที่เกิดขึ้นบ่อย ระหว่างชายหนุ่มกับพี่สาวฝาแฝด
“แล้วมีอีกอย่างหนึ่ง ที่ผมจะต้องเตือนหนูมะลิ” นราธรกล่าวขึ้นมาอย่างหนักอก ไม่รู้ว่าทำไม ชายหนุ่มจึงรู้สึกเจ็บปวดที่เห็นเด็กสาวตรงหน้าเป็นแบบนี้ และเรื่องสุดท้ายที่เขาจะเตือน คือเรื่องที่พูดได้ยากที่สุด เมื่อมันคือความเคยชินของมาลาตี
“ต่อไปหนูมะลิไม่ควรจะให้แม่ทำอะไรให้อีกนะครับ หนูมะลิโตแล้ว หนูมะลิต้องเป็นฝ่ายดูแลแม่ ไม่ใช่ให้แม่มาดูแลเรา อะไรที่แม่เคยทำให้ ต่อไปนี้หนูมะลิต้องทำเอง และก็ทำให้แม่ด้วย อย่าให้ท่านต้องเป็นเหมือนคนรับใช้ของเราอย่างนั้น ใครเห็นเข้าเขาจะตำหนิเอาได้”  
“แต่หนูมะลิทำไม่เป็น”
“ทำไม่เป็นก็หัดครับ มันไม่ได้ยาก ขนาดทำไร่ หนูมะลิยังจะไปทำเลย เรื่องส่วนตัวแค่นี้ หนูมะลิทำได้อยู่แล้ว ผมเชื่อ”
“ค่ะ” หล่อนรับคำ นราธรจึงยิ้มออกมาได้ ค่อยยังชั่วหน่อย ที่อย่างน้อยมาลาตีก็ฟังเขา
“เดี๋ยวกลับไปถึง ก็ไปขอโทษคุณป้ากับน้าต้าเสียนะครับ คนเราทำผิด ยอมรับผิดแล้วก็ต้องขอโทษ”
“ค่ะ” มาลาตีรับคำอีกครั้ง ชายหนุ่มจึงยิ้มอย่างโล่งใจ จะว่าไป เด็กสาวคนนี้ก็ไม่ได้สอนยากสอนเย็นอะไร เพียงแต่ไม่เคยมีใครสอน เห็นทีเขาคงจะต้องขอพบแม่ของหล่อนเพื่อคุยกันเรื่องของเด็กสาวคนนี้เป็นการส่วนตัวเสียแล้ว
“หนูมะลิ”
“ขา” เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมาจากซุปหูฉลาม
“หนูช่วยไปเรียนคุณแม่หน่อยได้ไหม ว่าพรุ่งนี้ผมขอพบ ผมมีเรื่องต้องคุยกับคุณแม่ของหนูมะลิ” เท่านั้น บรรยากาศที่เริ่มจะดีขึ้นมาก็กลับไปอึมครึมอีกครั้ง มาลาตีทิ้งช้อนในมือทันที หล่อนหันไปมองเขาด้วยความไม่ไว้ใจแล้วกล่าวว่า
“ไม่ได้หรอกค่ะ หนูมะลิไม่อนุญาต” เสียงของหล่อนแข็งขึ้นมาอย่างฉับพลัน “อาจารย์หม่อมเป็นผู้ชาย หนูมะลิไม่อนุญาตให้ผู้ชายหน้าไหนเข้าใกล้แม่อรของหนูมะลิทั้งนั้น หนูมะลิหวง” งานกร่อยขึ้นมาเลยทีนี้ หากนั้นก็ไม่เท่ากับชื่อของใครบางคนที่หลุดออกมาจากปากของเด็กสาว
คนชื่ออร อาจจะมีเป็นร้อยเป็นพัน แต่กลับมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ชายหนุ่มอยากจะรู้ นราธรจึงเปิดปากถามออกไปอย่างไม่มีเหตุผลว่า
“แม่ของหนูมะลิ ดะๆ เดี๋ยวนะ เมื่อกี้หนูมะลิเรียกแม่ของหนูมะลิว่าอะไรนะ”
“แม่อรค่ะ แม่ของหนูมะลิชื่ออร มาจากอรรัมภา แม่ของหนูมะลิสวยมาก แล้วหนูมะลิก็หวงมาก เพราะฉะนั้น ถ้าอาจารย์หม่อมไม่อยากเป็นศัตรูกับหนูมะลิ ก็ห้ามยุงกับแม่อร”
 
ปีพุทธศักราช 2539
“เธอเป็นใคร” งามพรรณมองคนตรงหน้าด้วยความสงสัย อดแปลกใจไม่ได้เมื่อหล่อนคือคนมาเปิดประตูให้ หาใช่ลูกชายอย่างที่คาดคิด
เด็กสาวหน้าตาดีมากๆ คนนั้น อยู่ในสภาพที่ไม่ใคร่จะเรียบร้อยนัก หล่อนสวมกางเกงยีนส์ขาสั้นกุด กับเสื้อยืดผู้ชายตัวโคร่งที่หญิงสูงวัยจำได้ว่า มันเป็นเสื้อแบรนด์นอกราคาแพงรุ่น ลิมิเต็ด อิดิชั่น ที่หม่อมเจ้าชายได้มาจากการประมูลเพื่อการกุศล แล้วประทานให้โอรสเพียงคนเดียว เสื้อตัวนั้นมันเป็นของหม่อมราชวงศ์ นราธร ลูกชายของหล่อน
“ใครมาน่ะอร” เสียงตะโกนที่คนเป็นแม่จำได้ดี ดังลอยมาจากข้างใน “ไอ้ตึ๋งเหรอ บอกมันอย่างเพิ่งเข้ามา ตั้มแก้ผ้าอยู่ ไอ้ตึ๋งรอเดี๋ยว” หากไม่นานนัก คนที่หล่อนมาหาก็มาปรากฏกายอยู่ตรงหน้า
“ไอ้...” นราธรหยุดชะงัก เมื่อนั่นไม่ใช่คนที่เขาคิด “หม่อมแม่” ชายหนุ่มหน้าแหยแล้วยกมือไหว้ งามพรรมมองดูสภาพของลูกชายแล้วอยากจะเป็นลม นราธรมีน้ำเกาะพราวทั้งตัว ชายหนุ่มมีเพียงผ้าเช็ดตัวผืนเดียวพันปกปิดของสงวนกลางลำตัวเอาไว้ ซ้ำเด็กสาวคนนั้น ภายใต้เสื้อยืดตัวโครง ผู้หญิงด้วยกันย่อมรู้ดี หล่อนไม่ได้สวมชุดชั้นใน ทั้งคู่เพิ่งจะผ่านกิจกรรมอะไรมา ไม่ต้องมีใครบอก ดูเอาก็รู้แล้ว
“ตั้ม” คนเป็นแม่พยายามข่มอารมณ์ให้เป็นปกติ ทั้งๆ ที่หัวใจกำลังจะวาย ลูกชายของหล่อน กับเด็กคนนั้น... “ทำไมหมู่นี้ถึงไม่ยอมกลับบ้าน ท่านพ่อให้แม่มาถาม แล้วนี่แม่หนูคนนี้เป็นใคร” ถามอย่างเมตตา ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงคือ รับไม่ได้ “แล้วจะปล่อยให้แม่ยืนอยู่ตรงนี้หรือ”
“เออ... ครับ” ทั้งคู่จึงหลีกทางให้งามพรรณเดินเข้ามา
หญิงสูงวัยกวาดตามองไปรอบๆ มาเยี่ยมลูกชายหลายครั้ง นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้ามาเหยียบห้องนี้ หล่อนเห็นเครื่องแบบสีขาวกับหมวกแขวนอยู่ด้วยกัน
“นี่หนูเป็นพยาบาลหรือจ๊ะ” ถามไถ่อย่างใจดี
“อรเป็นพยาบาลครับหม่อมแม่” ลูกชายชิงตอบเสียเอง “อรเป็นแฟนของลูก”
“ตั้ม” หญิงสูงวัยหันไป “แม่ว่าลูกไปแต่งตัวให้เรียบร้อยก่อนจะดีไหม” นราธรจึงก้มลงมองตนเอง
“อุ๊ย” เขานึกขึ้นได้ว่านุ่งผ้าเช็ดตัวอยู่แค่ผืนเดียว ชายหนุ่มเปิดตู้คว้าเสื้อกับกางเกง แล้วรีบวิ่งเข้าไปในห้องน้ำ
ประตูตู้ยังคงเปิดอ้า เสื้อผ้าของลูกชาย แขวนรวมอยู่กับเสื้อผ้าของเด็กผู้หญิงอย่างแบ่งครึ่ง กวาดตามองไปรอบๆ อีกที ตำราเรียน ข้าวของเครื่องใช้ ซึ่งก็แน่นอนว่ามันเป็นของนราธร หากก็ปะปนไปด้วย เครื่องสำอาง เครื่องประดับ และข้าวของเครื่องใช้ของผู้หญิงจำนวนมาก
งามพรรณหันไป เด็กสาวคนนั้นยกมือกระพุ่มไหว้ หญิงสูงวัยมองไปบนเตียงกว้าง มีหมอนสองใบ กับตุ๊กตาหมี วางอย่างระเกะระกะ อยู่บนที่นอนซึ่งยุ่งเหยิงยับย่น เจ้าหล่อนอาศัยอยู่กับนราธรที่นี่ ไม่ต้องมีใครบอกก็รู้แล้ว และก็ไม่ใช่เพิ่งจะย้ายมาอยู่
หม่อมมารดาของนราธรก้าวเท้าเดินต่อ หากก็ต้องชะงัก เมื่อรู้สึกว่า เหยียบเข้าให้กับอะไรบางอย่าง ซึ่งเมื่อก้มลงไปมอง หล่อนก็แทบจะเป็นลมอีกรอบ กางเกงชั้นในของผู้หญิง ซ้ำๆ ข้างๆ กันก็มีเสื้อชั้นในตกอยู่ พร้อมกับเสื้อผ้าที่หว่านให้เกลื่อน อรรัมภารีบเก็บมันขึ้นมา แล้วนำไปใส่ไว้ในตะกร้าผ้า แล้วยกมันออกไปไว้นอกระเบียง
หญิงสูงวัยมองหาที่นั่ง เมื่อไม่ปรารถนาจะหย่อนกายลงบนเตียงนั่น เพิ่งจะผ่านศึกอะไรมา น่าขยะแขยงสิ้นดี พระอาทิตย์ยังไม่ทันจะตกดินด้วยซ้ำ
อรรัมภาจึงยกเก้าอี้ที่โต๊ะเขียนหนังสือของนราธรมาให้หล่อนนั่ง เมื่อเห็นในท่าทีแล้วรู้ได้ งามพรรณจึงได้นั่งอย่างใจ เด็กสาวจึงทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้า ไม่ใครพูดอะไรออกมา ต่างฝ่ายต่างนิ่ง
สวยอย่างนี้นี่เองมิน่าล่ะ งามพรรณมองเด็กสาวอย่างพิจารณา ผิวพรรณวรรณะสะอาดหมดจด สวยไปทั้งตัว สวยไปหมด หากเด็กอายุสิบหกอย่างนราธรปรารถนาจะผูกใจผูกกาย ก็คงไม่แปลก
“หนูอายุเท่าไหร่จ๊ะ” หล่อนถาม
“ยี่สิบค่ะ”
“ยี่สิบ” หญิงสูงวัยขมวดคิ้ว “ยี่สิบก็เรียนจบแล้วหรือ” ไม่อยากจะเชื่อ
“อรเขาเรียนเก่งครับ” นราธรตอบเสียงเอง เขาเดินออกมาจากห้องน้ำพอดี “อายุสิบหกก็สอบเข้าพยาบาลได้แล้ว”
“หรือจ๊ะ”
เด็กหนุ่มทรุดตัวนั่งลงบนเตียง และอวดสรรพคุณของสาวคนรักต่อ “อรเรียนได้เกียรติ์นิยมอันดับหนึ่งด้วยนะครับ เพิ่งจะรับปริญญาไปเดือนที่แล้วนี่เอง”
“แล้วบ้านช่องอยู่ที่ไหน พ่อแม่ทำงานอะไร”
“บ้านอรอยู่สมุทรปราการครับ พ่อแม่อรเสียหมดแล้ว ตอนนี้อรอยู่กับพ่อเลี้ยง คือพ่อเลี้ยงของอรเขาค้าขายน่ะครับ” เป็นอีกครั้ง ที่นราธรเป็นคนตอบเสียงเอง
“หรือจ๊ะ” หญิงสูงวัยว่าพลางเชยคางเด็กสาวขึ้นมา “สวยจริงนะแม่หนู ลูกชายของฉันช่างเลือก” ว่าจบก็หันไปหาลูกชาย “ตั้มก็เหลือเกิน มีแฟนก็แอบเก็บเอาไว้ ไม่พาไปให้ท่านพ่อกับแม่รู้จัก ใช้ไม่ได้นะ”
“เออ...” ลูกชายทำหน้าไม่ถูก หม่อมแม่ไม่ยักโกรธ ทั้งๆ ที่เป็นคนเข้มงวดและหัวโบราณ ซ้ำยังดูเหมือนจะชื่นชอบอรรัมภาเอามากๆ
“เอาไว้ว่างๆ พาแฟนของลูกไปที่วังสิ” หล่อนหันไปหาอรรัมภา “ให้ตั้มพาไปเที่ยวที่วังนะหนู จะได้เฝ้าท่านพ่อของชายตั้มด้วย นะจ๊ะหนู ให้ตั้มพาไป ไปเฝ้าท่านพ่อ ไปเยี่ยมแม่ที่วัง ช่วยไปคุยกับแม่ให้แม่หายเหงาทีเถอะ แม่มีลูกสามคน พึ่งไม่ได้สักคน แล้วแม่จะได้สอนให้หนูทำโน่นทำนี่ ชอบไหม ทำอาหาร ทำขนม ร้อยดอกไม้น่ะ”
“ดีเลยครับ” เขาเสริม ค่อยสบายใจหน่อย ที่สองสาวถูกชะตากัน โดยปกติ หม่อมแม่ของเขาค่อนข้างจะถือตัว ไม่ใคร่จะสมาคมกับใครง่ายๆ เห็นเข้ากันได้ดีกับอรรัมภาเช่นนี้ ชายหนุ่มค่อยโล่งใจ “หม่อมแม่เก่งมายเลยนะอร อรบอกตั้มว่าอย่าเรียนแกะสลัดผลไม้ไม่ใช่เหรอ นี่แหละยอดฝีมือล่ะ”
“ไปนะหนูนะ แล้วจะได้ทำความรู้จักกับหญิงต้อง พี่สาวฝาแฝดของชายตั้มด้วย”
คู่ชีวิต
ปีพุทธศักราช 2556
อยู่ดีๆ น้องชายของหล่อนก็ขับรถพรวดเข้ามายังที่นี่ แทนที่จะกลับบ้าน แล้วอยู่ดีๆ เขาก็วิ่งหน้าตั้งหายไปในความมืด โดยที่ทิ้งหล่อนเอาไว้ ณ ตรงนั้น แต่ในขณะที่หล่อนกับสับสน งงงวยด้วยไม่รู้ว่าตนเองอยู่ที่ไหน แล้วที่นี่เป็นบ้านของใคร อยู่ดีๆ เขาก็โผล่มา โผล่ออกมาจากความมืด เขาหยุดชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นหล่อน แล้วไม่พูดพร่ำทำเพลง ลากหล่อนขึ้นรถ
ดาริกาค่อนข้างงง ทุกสิ่งมันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่มีการพูดคุยถามไถ ท่าทางของเขาเหมือนกำลังโกรธ ซึ่งหล่อนก็ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วเขาก็พาหล่อนมาที่นี่
บ้านไม้หลังโทรมซึ่งคุ้นตาหล่อน แต่ดาริกาก็นึกไม่ออก ว่าคุ้นตาอย่างไร แม้ว่ามันจะถูกปรับปรุงซ้อมแซมจนดูมั่นคงและอยู่ได้ แต่มันก็ยังคงซอมซ้อและเก่าใกล้พัง ชายหนุ่มพาหล่อนไปยังห้องนอนของเขา
ห้องนอนของต้าเส่ง เรียบง่ายกว่าที่คิด นี่เขาเป็นมหาเศรษฐีจริงๆ หรือ ทั้งห้องมีเพียงโต๊ะ ตู้ เตียง จะดีหน่อยก็ตรงที่มีเครื่องปรับอากาศ
ไม่มีการพูดกันให้มากความ ร่างบางถูกรวบ ไอ้เจ๊กขายน้ำปลาจูบหล่อนอย่างไม่มีการถามความสมัครใจ มันเกิดขึ้นแล้วจบลง โดยที่หญิงสาวก็ปล่อยให้มันเป็นไป หล่อนปล่อยให้เขากระทำกับร่างกายของหล่อนตามใจชอบ
ดาริกาตื่นขึ้นเมื่อรุ่งเช้าของวันใหม่มาถึง หญิงสาวลุกออกจากเตียง แล้วจัดการตัวเองให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย หล่อนจะจากไปอยู่แล้ว หากว่าไม่นึกขึ้นมาได้ ว่ากำไลทองของตนเองหายไป มันตกอยู่บนที่นอน หล่อนก้าวเข้าไปหยิบ
ข้อมือเรียวถูกฉวยคว้า ต้าเส่งตื่นขึ้นมาทันก่อนที่หล่อนจะจากไป
“ฉันจะกลับแล้วนะ” ราชนิกูลสาวบอก
“ให้ผมไปส่ง” เขาอาสา “แต่ต้องกินข้าวเช้าด้วยกันก่อนนะ เดี๋ยวผมทำให้กิน กินเสร็จค่อยไป”
ดาริกาทำตามที่เขาร้องขอ หล่อนนั่งรอชายหนุ่มทำอาหาร แต่พอเขายกพวกมันวางตรงหน้า เท่านั้นแหละ ไอ้ที่ไม่ได้อยากให้ใครรู้ ก็มีคนรู้เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่ง เมื่อเขานำตัวหล่อน ส่งโรงพยาบาลด้วยความหวังดี
“ภรรยาของคุณตั้งครรภ์ได้สี่สัปดาห์แล้ว” นายแพทย์ประกาศกลางห้องตรวจ
ราวโลกจะถล่ม แผ่นดินจะทลาย ชายคนนี้กำลังทำหน้าเหมือนว่า ชีวิตกำลังจะดับสูญ เขานั่งนิ่งด้วยความช็อก ซึ่งก็ช็อกมาร่วมชั่วโมงแล้ว
ดาริกาจึงลุกขึ้นด้วยความรำคาญ จะนั่งบื้อเป็นบ้าใบ้ต่อไปก็เชิญเถอะ หล่อนจะกลับล่ะ หากก็ยังไม่ทันจะก้าวไปไหน ข้อมือเรียวก็ถูกคว้า
“จะเอายังไง” ดูมันถาม ใครกันแน่ที่จะต้องเป็นคนพูดประโยคนี้ ดาริกาจึงสะบัดข้อมือ
“ไม่เอายังไงทั้งนั้น แค่สนุกกันแล้วพลาด แต่ถ้าอยากจะช่วย” หล่อนปรายตามองคนที่นั่งอยู่อย่างดูถูก ผู้ชายมันเป็นอย่างนี้เหมือนกันหมดเลยล่ะสินะ ทำท้องแล้วหาเหตุชิ่ง “นายพอจะรู้ไหม ว่าที่ไหนเขารับทำแท้งบ้าง”
“เฮ้ย” ลุกพรวดขึ้นมาทันที
“แค่เดือนเดียว คงเอาออกไม่ยากหรอก แต่ฉันไม่รู้ว่า ไอ้ที่ๆ มันรับทำอะไรแบบนั้น มันอยู่ที่ไหนกันบ้าง” หล่อนหันไป นายเจ๊กขายน้ำปลาใบ้กินไปอีกรอบแล้ว “เอ้า... ว่ามาสิ มันต้องรีบจัดการ จะได้จบๆ เรื่อง แล้วนายกับฉันก็ต่างคนต่างไป” หากแต่คำตอบที่ต้องการหาได้เป็นสิ่งที่ตรงกับคำถาม
“ใครใจร้าย”
“เอ๊ะ” หล่อนแหว หากกำลังจะอ้าปากผรุสวาท ร่างบางก็ถูกลาก แต่ไม่นานนักก็หยุด เมื่อคนลากนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาจัดการรวบตัวหล่อนขึ้นมา แล้วอุ้มหญิงสาวเดินออกไป ท่ามกลางสายตาของผู้คน ที่ไม่ได้มองการกระทำเช่นนี้เป็นเรื่องปกติ
“ไอ้บ้า” ดาริกาแว๊ดใส่ “นี่แกกำลังจะพาฉันไปไหน ไอ้เจ๊กขายน้ำปลา ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้”
“ลูกผม ผมจะไม่ยอมให้แม่ใจยักษ์อย่างคุณหญิงมาฆ่าเขาเป็นอันขาด” โดยที่ไม่ทันได้รู้ตัว เขาพาหล่อนมาที่ๆ รถจอดอยู่ ร่างบางถูกจับยัดเข้าข้างใน
“ไอ้บ้า ไอ้เลว แกว่าฉันเป็นแม่ใจยักษ์เหรอ” เลือดขึ้นหน้า หน็อย... คนไม่มีความรับผิดชอบ คิดจะชิ่ง แล้วยังมีหน้ามาประณามกันอีก ก็แหงล่ะ แกก็พูดได้สิ ก็แกไม่ได้ท้องนี่ ไอ้เจ๊กขายน้ำอย่าอยู่เลย... มือเรียวขาวจึงตรงเข้าประทุษร้ายร่างสูงที่เพิ่งจะเดินเข้ามานั่งยังฝั่งคนขับ
“ไอ้สาระเลว ไอ้บ้ากาม ฉันจะฆ่าแก” หล่อนทั้งทึ้ง ทั้งจิก ทั้งขวน ทั้งทุบ
“เฮ้ย” ชายหนุ่มยกแขนป้อง “เป็นบ้าอะไรขึ้นมา”
“ไอ้มักมาก แกพาฉันไปทำแท้งเดี๋ยวนี้เลยนะ ฉันไม่อยากให้ไอ้เลือดชั่วๆ ของแกมานอนอยู่ท้องของฉันนานๆ ฉันขยะแขยง” ว่าจบ หล่อนก็คว้าข้อมือเขามากัดอย่างจมเขี้ยว
“โอ๊ย...” ชายหนุ่มร้องลั่น ยายคุณหญิงนี่ พอบ้าเลือดขึ้นมา ก็เหมือนมาลาตี หลานสาวของเขาไม่มีผิด คิดอยู่ตั้งนาน ว่าหนูมะลิไปได้นิสัยแบบนี้มาจากใคร
“ผมไม่ยอม” ต้าเส่งล็อกตัวหญิงสาวเอาไว้ได้ “ลูกผม ผมจะให้เขาเกิดมา ถ้าคุณหญิงไม่อยากได้ คลอดแล้วเอามาให้ผม ผมจะเลี้ยงเขาเอง”
“พูดหมาๆ” อ้าว ปากนะแม่คุณ “แกเห็นฉันเป็นอะไร แกจะให้ฉันอุ้มท้องลูกแกจนคลอดเหรอ คิดอะไรบ้องตื้น ใครจะโง่ประจานตัวเองเพื่อแก ไอ้คนเห็นแกตัว ฉันจะเอามันออก” หล่อนกรีดร้อง แล้วดิ้นรนในอ้อมแขนแกร่งที่ล็อกหล่อนเอาไว้อย่างแน่นหนา
เออ... จริงสิ ชายหนุ่มเพิ่งจะนึกขึ้นได้ ทำแบบนั้น เขาก็หมาอย่างที่หล่อนว่า ถ้าปล่อยให้ดาริกาต้องอุ้มท้องเพื่อคลอดลูกของเขา มันก็เท่ากับว่าเป็นการผลักให้หล่อนเดินออกไปเผชิญหน้ากับสายตาของสังคมแต่เพียงผู้เดียว ทั้งๆ ที่บาปอันนี้ ทั้งเขาและหล่อนต่างก็ช่วยกันก่อขึ้นมา และที่สำคัญ ชายหนุ่มเองก็พอใจในตัวหญิงต้องอยู่ไม่น้อย แล้วจะรอช้าอยู่ใย ทำไมเขาไม่แปลงวิกฤตให้เป็นโอกาส
“งั้นผมจะรับผิดชอบ”
“ไม่ต้อง ฉันไม่อยากได้”
“จะอยากได้ไม่อยากได้ ผมก็จะรับผิดชอบ คุณหญิงก็ต้องแต่งงานกับผม” เพียงเท่านั้น
“กรี๊ดดดดด” หล่อนหวีดร้องลั่นรถด้วยความผิดหวังสุดขีด เนี่ยนะ คำขอแต่งงานแสนโรแมนติกที่หล่อนใฝ่ฝันจะได้ยินมาทั้งชีวิต “สะเออ” หล่อนแผดเสียงใส่ ด่าอะไรได้ด่า ไม่รู้ตัวหรอก ว่าพูดอะไรออกมา อยากจะให้หมอนี่มันเจ็บที่สุดเท่าที่มันจะเจ็บได้ ก็บังอาจมาดับฝันของหล่อนทำไม “ก้มลงดูกะลาหัวของตัวเองบางเถอะ น้ำหน้าอย่างแกเนี่ยนะ ใครจะแต่งงานด้วย” โกรธมากจึงด่ากราด
“แต่คุณหญิงท้องลูกของผมอยู่นะ”
“ท้องก็ท้องสิยะ ก็บอกแล้วไง ว่าสนุกแล้วพลาด เอาออกก็จบ ฉันไม่เคยคิดจะเอาตัวเองไปร่วมวงเป็นสังคญาติกับเจ๊กขายน้ำปลาอย่างแก”
“แต่ผมก็ไม่ยอมให้คุณหญิงฆ่าลูกของผมเหมือนกัน คุณหญิงอย่าลืมสิ ว่าเรามีอะไรกันแล้ว และคุณ...”
“ก็บอกแล้วไงว่าแค่สนุก ฉันไม่ได้คิดอะไรมาก นอนด้วยแค่สองสามหน ธรรมดาจะตาย มันก็แค่เกมจดแต้มเล่นๆ สาวๆ สมัยนี้ เขาทำกันออกจะเยอะแยะ หุ่นนาย มันกำยำล่ำสันดี ฉันไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่า...” หล่อนหันไปมองชายหนุ่มอย่างเหยียดหยาม “ฉันก็แค่ เอานายมาปรนเปรอบำเรอสวาท” เป็นอีกครั้ง ที่หล่อนกล่าวออกมาอย่าง สาวสมัยใหม่ไม่แคร์สื่อ
“หญิงต้อง พูดอะไรออกมา รู้ตัวรึเปล่า” ชายหนุ่มมองคนในอ้อมกอดอย่างเจ็บปวด นี่หล่อนรังเกียจเขามากถึงขนาดนี้เลยหรือ พร้อมกันนั้น เขาก็โกรธ “คุณหญิงไม่ใช่คนแบบนั้น แล้วผมก็ไม่ใช่ไอ้พวกไก่อ่อนสอนขัน ถึงจะได้ไม่รู้ ว่าทั้งชีวิต ผู้ชายที่คุณหญิงจดแต้มด้วย ก็มีผมแค่เพียงคนเดียว ผมเป็นผู้ชายคนแรกของคุณหญิง คุณหญิงเองก็รู้อยู่แก่ใจ” เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ต้าเส่งแผดเสียงใส่หญิงต้อง หล่อนยั่วโมโหเขาจนเลือดขึ้นหน้า ร่างบางถูกกระชับกอดให้แน่นยิ่งไปกว่าเก่า ชายหนุ่มเข่นเขี้ยว “คุณหญิงต้องแต่งงานกับผม ถ้ายังไม่อยากจะเป็นศพหาญาติไม่เจอล่ะก็”
“นี่แกขู่ฉันเหรอ”
“ผมไม่ได้ขู่ ผมไม่ใช่คนชอบพูดเล่น ผมฆ่าคุณหญิงแน่ ถ้าคุณหญิงยังพูดไม่รู้เรื่องอยู่แบบนี้ ฟังนะ” เขากระซิบที่ข้างหูน้ำเสียงชวนสยอง “ถ้าคุณหญิงยังไม่อยากตาย คุณหญิงต้องแต่งงานกับผมเดี๋ยวนี้”    
 
“อาจารย์ครับ” เสียงที่แผ่วเบาคล้ายคนหมดแรงเช่นนี้ จะเป็นของใครไปไม่ได้
นายแพทย์โอรัสจึงหันไป นราธรยืนอยู่ตรงนั้น สารรูปของเขามันช่างดูไม่ได้เสียจริงๆ ท่าทางแบบนี้ เมื่อคืนคงไม่ได้นอนเป็นแน่ อาจารย์นายแพทย์จึงดึงเพื่อนร่วมงานที่อดีตเคยเป็นลูกศิษย์ เข้าไปในห้องทำงานอย่างรีบด่วน จะให้ใครมาเห็นนราธรในสภาพแบบนี้ไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหล่าบรรดานิสิต
“พักร้อนเป็นอย่างไรบ้าง” ถามอย่างแสร้งไม่รู้ ทั้งๆ ที่รู้แน่อยู่แก่ใจ นราธรไม่ได้มาหาเขาเพียงแค่จะมาคุยเล่นเป็นแน่
 พูดคุย เสนอแนะ อ่านนิยาย หรือจะด่าก็ได้ ที่ FACEBOOK กนกลดา/หวานใส/ชมนาด เชิญธงไชย แล้วอย่าลืมกด LIKE เพื่อรับข่าวสารจากไรท์เตอร์น้า...