มะลิลอยแก้ว

Author: 
กนกลดา
ประเภท: 
นิยาย

ปกป้อง

ปีพุทธศักราช 2538

“อร” เสียงของเขา ทำให้หล่อนสะดุ้ง นานหลายเดือนแล้วที่ไม่พบกันอีก นับตั้งแต่วันที่เกิดเรื่องพี่โอก็หายไปจากชีวิต

อรรัมภาหันไป ว่าที่นายแพทย์ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเดินเข้ามาพร้อมกับสีหน้าที่เป็นกังวล ไปฝึกงานที่โรงพยาบาลต่างจังหวัดร่วมหลายเดือน กลับมา เขาก็ได้ยินข่าวที่ไม่สู้จะดีนักของน้องสาวข้างบ้าน ข่าวในเชิงชู้สาวของหล่อนกับนิสิตแพทย์ชั้นปีที่หนึ่ง

“ขอพี่คุยด้วยหน่อยเถอะ” ชายหนุ่มกล่าว แล้วเดินนำหล่อนไป จนถึงร้านกาแฟในโรงพยาบาลโอรัสจึงเดินเข้าไป ซื้อเครื่องดื่มสองแก้ว แล้วเอาไปวางไว้ที่โต๊ะเป็นเชิงสั่งให้หล่อนนั่งลง นี่ล่ะคือนิสัยของเขาที่อรรัมภาเกลียด ชายคนนี้ไม่แตกต่างอันใดกับเตียของหล่อน เขาไม่เคยสนใจถึงความรู้สึกของใคร ดีแต่ออกคำสั่ง ดีแต่เผด็จการ ดีแต่ทำตัวเป็นจ้าวชีวิต

หากว่าที่นายแพทย์ก็หาได้มีโอกาสเป้นผู้เริ่มต้นธุระที่ทำให้เขาต้องเรียกหล่อนมาคุย เมื่ออรรัมภาเป็นฝ่ายถามเสียงแหวขึ้นมาก่อน

“เรื่องที่อรแอบไปอยู่ข้างนอกรู้ถึงหูอาจารย์ เพราะพี่โอใช่ไหม พี่โอฟ้องอาจารย์ใช่ไหม”

“ใช่” เขากล่าวเสียงเรียบแล้วยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ

“ทำไมพี่โอทำแบบนี้ รู้ไหมว่าอรเกือบถูกไล่ออก”

“ก็ดี ถูกไล่ออกก็ดี อรทำตัวนอกคอกอย่างนี้ ออกไปอยู่บ้านให้เตียเลี้ยงเหมือนเดิมจะดีกว่า”

“แล้วพี่โอเกี่ยวอะไรด้วย” หญิงสาวเสียงขุ่น หล่อนไม่พอใจคนตรงหน้ามานานแล้ว “พี่โอเป็นใคร เตียยังไม่เคยวุ่นวายกับชีวิตของอร แล้วพี่โอมีสิทธิ์อะไร เลิกยุ่งกับอรเสียทีได้ไหม การกระทำของพี่โอมันมีแต่จะทำให้อรเดือดร้อน”

“แต่ที่พี่ทำไปก็เพราะเป็นห่วงอรนะ พี่ไม่เข้าใจ ทางวิทยาลัยเขามีหอให้อยู่ มีข้าวให้กิน มีคนคอยดูแล ทั้งสะดวก ทั้งปลอดภัย ที่สำคัญ ฟรี แล้วอรจะดิ้นรนออกไปอยู่ข้างนอกให้มันได้อะไรขึ้นมา อรอยากมีเสรีภาพมากถึงขนาดยอมเสี่ยงโดนไล่ออกเลยหรือ เสียงทั้งเงิน เสียทั้งเวลา แล้วก็อันตรายด้วย เด็กผู้หญิงอายุไม่ถึงยี่สิบอยู่ตามลำพัง พ่อแม่ผู้ปกครองก็ไม่มี มันง่ายนะ ถ้าใครจะล่อลวง”

“อรโตแล้ว” หล่อนเถียง “อรไม่ให้ใครมาล่อลวงอรง่ายๆ หรอก ขอบคุณที่เป็นห่วง”

“เหรอ” ว่าเพียงแค่นั้น แล้วหัวเราะขมในรำคอ “แล้วไอ้เด็กแพทย์ปีหนึ่งที่อรไปไหนมาไหนกับมันอีกล่ะ มีคนเขาเห็นนะ ว่าอรปล่อยให้มันจับมือถือแขนเดินควงไปทั่ว วิทยาลัยเขาเข้มงวดเรื่องชู้สาวไม่ใช่เหรอ”

“เราเป็นพี่น้องกัน อรชี้แจงกับอาจารย์ไปแล้ว” เป็นจริงดังคาด ความสัมพันธ์ของนักศึกษาพยาบาลปีสี่ กับนิสิตแพทย์ปีหนึ่ง ไม่เป็นที่ยอมรับ อรรัมภาถูกเรียกไปตักเตือน

“อรไม่คิด แต่ไอ้เด็กนั่นมันคิด ใครเขาดูก็รู้แล้ว ว่าไอ้หน้าอ่อนนั่นน่ะ มันปลื้มอรขนาดไหน”

“อย่าพูดอะไรบ้าๆ นะพี่โอ ตั้มเขายังเป็นเด็ก”

“เป็นเด็ก” โอรัสสวนขึ้นมาทันควัน เขาเริ่มจะมีโทสะขึ้นมาบ้างแล้ว อรรัมภาเหมือนกับเด็กดื้อที่เตือนไม่รู้ฟัง “เป็นเด็กแล้วไง เป็นเด็กแล้วมันไม่ใช่ผู้ชายเหรอ อรประเมินไอ้หมอนั่นต่ำเกินไปแล้วนะ พี่จะบอกอะไรให้ ขึ้นชื่อว่าผู้ชายน่ะ ลองว่าไอ้นั่นของมันใช้การได้ จะเด็กจะแก่ มันก็ไว้ใจไม่ได้ทั้งนั้นแหละ”

“หยาบคาย” อรรัมภาลุกขึ้นพรวดอย่างเหลืออด

“ใช่พี่มันหยาบคาย” โอรัสก็ลุกขึ้นตามหล่อน เขาเองก็โมโห โมโหเด็กพูดไม่รู้เรื่อง “พี่มันปากหมา แต่ไอ้ปากหมาๆ หยาบคาบๆ แบบนี้แหละ ที่มีแต่ความจริงใจในทุกๆ คำที่พูด จะให้พี่พูดหวานๆ เพราะๆ พี่พูดไม่เป็นหรอก แต่ทุกๆ อย่างทีออกจากปากของพี่ มันมีแต่ความหวังดี ปรารถนาดีทั้งนั้น พี่หวังให้อรมีชีวิตที่ดีพี่ถึงต้องพูด ไอ้เด็กนั่นมันคิดไม่ซื่อกับอร ใครๆ เขาก็ดูออก อรเชื่อพี่บ้างจะได้ไหม”

“เฮ้ย จะทำอะไรพี่อรน่ะ” เสียงนั้นดังขึ้นพร้อมกับไหล่ของโอรัสที่ถูกกระชาก นราธรเหวี่ยงว่าที่นายแพทย์ให้กระเด็นออกไป แล้วเอาตัวเข้ากำบังอรรัมภา

โอรัสตั้งหลักแล้วเดินกลับมา พร้อมกับความเข้าใจในอะไรบางอย่าง ชายหนุ่มขยับแว่นตาแล้วหัวเราะในลำคอ

“รูปงามราวกับเทพบุตรหยก มิน่าล่ะ” ว่าที่นายแพทย์มองคนตรงหน้าอย่างประเมิน “พอสลัดคราบนักเรียนหัวเกรียนออกไป แล้วเอาชุดนิสิตมาใส่แบบนี้ ฮึ” ส่งเสียงเยาะในตอนท้าย เขาพยักหน้า “พี่เข้าใจแล้วอร พี่เข้าใจแล้ว คงจะหลงรูปมันมากเลยสิท่า ก็มันเล่นหล่อเสียขนาดนี้”

“เฮ้ย... อย่าดูถูกพี่อรนะ”

“อ๋อ....” โอรัสลากเสียงยาว “ปกป้อง แมนตายล่ะไอ้ไก่อ่อน รู้ไว้ด้วยนะ” เขาก้าวเข้ามากระซิบที่ข้างหู “อย่างแกน่ะ มันก็เป็นได้แค่มดแดงแฝงพวงมะม่วง เพราะอรเป็นของฉัน” แล้วเขาก็ดึงตัวกลับมา แล้วกล่าวต่อไปอีกว่า “เรียนจบวันไหน ฉันก็จะแต่งงานกับอรวันนั้นแหละ ผู้ใหญ่เขาตกลงกันไว้แล้ว”  

“ไม่จริง” หญิงสาวค้าน “พี่โอโกหก”

“พี่ไม่ได้โกหกอร ม้าของพี่ไปคุยกับเตียของอรเรียบร้อยแล้ว และเตียของอรกับรับปากแล้วด้วย สินสอดก็ตกลงกันแล้วว่ามีอะไรบ้าง ถ้าอรไม่เชื่อ อรก็ไปถามเตียได้” เขาว่า พลางส่งยิ้มเยาะมาให้ไอ้ไก่อ่อนคู่แข่ง สายตายท้าทายหาเรื่อง ร่างสูงก้าวเข้ามาประชิด ตบที่ไหล่ของเด็กหนุ่มหนักๆ อย่างแสร้งทำเป็นเห็นเห็นใจ

“ได้ยินแล้วใช่ไหมไอ้หนู เพราะฉะนั้น” หากก็ยังไม่ทันจะได้พูดต่อไปจนจบ

เปรี้ยง หมัดลุ่นของไอ้ไก่ออ่อนสอนขันก็ปะทะเข้าเต็มใบหน้าของว่าที่นายแพทย์หนุ่มอย่างจังๆ จนเขาหงายหลัง โอรัสเช็ดเลือดที่มุมปาก แล้วลุกขึ้น

“ไอ้เด็กเวรมึงต้อยกู” จากนั้นเขาก็กระโจนเข้าใส่นราธร สองหนุ่มรัวหมัดใส่กันไม่มียั้ง ทั้งคู่ต่อสู้กันพัลวัน อรรัมภายืนมองนิ่งเมื่อช็อกจนทำอะไรไม่ถูก รปภ.จึงวิ่งเข้ามาเมื่อทุกอย่างกำลังเริ่มจะบานปลาย  สองร่างถูกจับแยก โอรัสและนราธรถูกลากตัวไปสงบสติอารมณ์ แล้วถูกนำตัวไปส่งให้อาจารย์อบรม ชายหนุ่มทั้งสองบอกว่าหมั่นไส้กันเป็นการส่วนตัว ทั้งคู่กันอรรัมภาออกไปเพื่อปกป้องหล่อน

 

 “อีกคนอยู่ปีหนึ่ง อีกคนเป็นเอ็กซ์เทิร์น เป็นว่าที่นายแพทย์ด้วยกันทั้งคู่ แต่ไม่รักษาเกียรติ์ของความเป็นแพทย์ ทำตัวเป็นอันธพาล มีเรื่องชกต่อยกันกลางโรงพยาบาล ต่อหน้าต่อตาคนไข้นับสิบ เสียชื่อสถาบันหมด” หนุ่มน้อยเลียนแบบทั้งสีหน้า ท่าทาง รวมไปจนถึงน้ำเสียงของคณะบดี ในขณะอบรมเขาและคู่กรณีอย่างทุกกระเบียดนิ้ว

“ไม่ใช่ พี่ไม่ได้หมายความว่าอย่างงั้น” ว่าจบ เสียงโอดโอยก็ดังลั่น เมื่อสำลีซึ่งซุบยาฆ่าเชื้อ สัมผัสเข้ากับผิวหนังที่เป็นแผลพอดี

“โอ๊ย..... พี่อร เจ็บ”

“ใส่ยาแค่นี้ ร้องลั่นอย่างกะโดนสาดน้ำกรด จะเป็นหมอกับเขาได้เร้อ....” หญิงสาวบ่น ด้วยความเป็นห่วง หลังเลิกเรียน หล่อนจึงแวะมาหาน้องชายข้างห้องที่คณะแพทย์ ซึ่งก็เจอตัวพอดี หญิงสาวจึงลากเขามาทำแผลยังห้องพักนอกวิทยาลัยของหล่อน

“เอาล่ะ” อรรัมภาลดมือลงไปวางบนตัก “เลิกลีลาได้แล้ว บอกพี่มา ว่าคณะบดีท่านว่ายังไงบ้าง ไม่เอาอย่างเมื่อกี้นี้นะ พี่หมายถึงพี่โอน่ะ พี่โอเป็นยังไงบ้าง โดนทำโทษยังไง” ว่าจบก็จะใส่ยาให้น้องชายนอกไส้ต่อ

“ถามทำไม เป็นห่วงเขาเหรอ นายพี่โออะไรนั่นน่ะ” เด็กหนุ่มออกอาการหงุดหงิด เขาไม่พอใจที่อรรัมภาแสดงอาการกระวนกระวายเพราะนายโอรัสอะไรนั่น นราธรหึงหวงหล่อน

“ใช่ เป็นห่วง” หากหญิงสาวก็ตอบพาซื่อ หล่อนไม่ทันได้สังเกตอารมณ์ขุ่นซึ่งแสดงออกมาให้เห็นทีล่ะเล็กทีละน้อย อารมณ์เป็นห่วงโอรัสมีมากกว่า “บอกมาสิ ว่าพี่โอเป็นยังไงบ้าง” ว่าจบก็ใส่ยาให้นราธรต่อไป

“เป็นห่วงมันมากเลยเหรอ”

“ฮื่อ เป็นห่วงมาก ตั้มบอกมาสิพี่ร้อนใจนะ”

“แล้วผมล่ะเป็นห่วงรึเปล่า” ยังคงไม่ยอมตอบคำถามใดๆ

“เป็นห่วงสิ ถึงได้ไปดักรอไง”

“แล้วระหว่างผมกับเขา เป็นห่วงใครมากกว่ากัน”

“ก็ทั้งคู่นั่นแหละ” หล่อนยังไม่รู้ตัว ว่าตนเองกำลังถูกซักไซ้ “ตั้มบอกพี่มาทีเถอะ ว่าพี่โอเป็นยังไงบ้าง” หากแม้กระนั้น ร่างบางก็ยังคงไม่ได้รับคำตอบ

“ผมไม่ยอม” นราธรคว้าข้อมือของคนที่กำลังทำแผลให้เขาอยู่ อรรัมภาหยุดชะงัก หล่อนเองก็เริ่มจะหมดความอดทนกับคนโยกโย้เต็มที

หญิงสาวบิดข้อมือให้หลุดจากการเกาะกุม และมันก็เป็นอิสระ นราธรปล่อย หล่อนชักสีหน้าไม่พอใจ

“ผมไม่ยอมให้พี่เป็นห่วงใครทั้งนั้น พี่ห่วงผมได้คนเดียว”

“แล้วเราเกี่ยวอะไรด้วย พี่จะเป็นห่วงใครมันก็เรื่องของพี่ พี่กับพี่โอ เราโตมาด้วยกัน เล่นมาด้วยกัน เขาก็เหมือนพี่ชายของพี่คนหนึ่ง วันนี้ตั้มเป็นคนผิดนะรู้ไหม ตั้มไปต่อยพี่โอเขาก่อน ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง ตัวเองเดือดร้อนคนเดียวยังไม่เท่าไหร่ ถ้าพี่โอโดนไล่ออกจะทำยังไง พี่โอเขาเป็นเอ็กซ์เทิร์นนะ ไม่ใช่เด็กปีหนึ่ง ที่พอโดนไล่ออกก็กลับไปเอ็นฯ ใหม่ได้ ถ้าเขาโดนไล่ออก ก็เท่ากับเสียอนาคต เสียเวลาไปเปล่าๆ ตั้งเกือบหกปี”

“ใช่สิ ผมมันเริ่มก่อน ผมมันอันธพาล ผมมันไม่ได้ดีเลิศประเสริฐศรีเหมือนไอ้หมอเอ็กซ์เทิร์ซพี่โอนี่ ผมมันก็แค่เด็กปีหนึ่ง เสื้อกาวน์ก็ยังไม่ได้ใส่เลย ใครจะไปสู้คนที่อีกไม่กี่วันจะได้เป็นหมอได้ล่ะ”

“เด็กบ้าพูดไม่รู้เรื่อง” หล่อนที่ก้อนสำลีและคีมคีบลงบนถาดอย่างหัวเสีย “ไม่ทำแผลให้แล้ว” ร่างบางเตรียมลุก จึงเป็นอีกครั้งที่ข้อมือบ้างถูกคว้าเอาไว้

“เลิกมองผมเป็นเด็กอมมือเสียทีเถอะ”

“แล้วตั้มทำตัวให้สมกับเป็นผู้ใหญ่อย่างที่อยากให้พี่มองบ้างรึเปล่า”

“ก็จะทำให้ดูเดี๋ยวนี้แหละ” ร่างบางจึงถูกกระชาก อรรัมภาลอยลิ่วเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของคนที่หล่อนเพิ่งจะปรามาส ว่าเขาเป็นเด็กบ้าพูดไม่รู้เรื่อง หญิงสาวพยายามดิ้นรนให้หลุดออกจากอ้อมกอดนั้น

“ตั้มปล่อย” หากยิ่งดิ้น มันก็ยิ่งรัดแน่น นราธรตรึงหล่อนเอาไว้จนอรรัมภาไม่อาจจะดิ้นรนได้อีกต่อไป หญิงสาวประจันหน้ากับหนุ่มน้อยข้างห้อง ใกล้จนแทบจะไม่เหลือที่ว่างให้ลมพัดผ่าน ดวงตาสบประสาน ลมหายใจอุ่นรินรด แนบสนิทจนได้ยินเสียงเต้นของหัวใจ ที่ต่างฝ่ายต่างส่งเสียงดังโครมครามอย่างรุ่นแรง

“พี่รู้ใช่ไหม ว่าผมคิดยังไงกับพี่” อารมณ์พุ่งพล่านเมื่อครู่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน นราธรส่งสายตายวิงวอน

หากแม้กระนั้น ร่างบางในอ้อมกอด ก็หาได้ตอบความใด หล่อนเงียบและเกร็งตัวนิ่ง

“ผมรักพี่นะ” เสียงนั้นไม่ดังนัก หากก็ไม่เบาจนฟังไม่ถนัด อรรัมภาใบหน้าแดงก่ำด้วยความสะท้าน เด้กข้างห้องคนนั้นบอกรักหล่อน เขาบอกรักหล่อนด้วยเสียงกระซิบที่จงใจจะให้ได้ยินเพียงบางเบาอยู่ข้างใบหู  

“ตั้ม.. พี่..” หญิงสาวจึงเริ่มขยับปาก แต่ก็ทำได้ดีที่สุดเพียงแค่พูดอย่างอ้ำอึ้ง หล่อนหลบตาเขาแล้งก้มหน้างุด มือเรียวของว่าที่นายแพทย์จึงเชยคางหล่อนเพื่อให้หันมาสบตากันอีกครั้ง ไม่มีคำพูดใดๆ ออกจากปากของทั้งเขาและเธอ ทั้งคู่ต่างฝ่ายต่างเงียบในอ้อมกอดอุ่นที่เด็กหนุ่มข้างห้องบังคับยัดเยียด นราธรก้มหน้าลงอย่างช้าๆ จนกระทั้งริมฝีปากจรดริมฝีปาก เด็กหนุ่มประทับจูบลงบนริมฝีปากของพี่สาวข้างห้องอย่างอ่อนโยน เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้น จูบอันอ่อนโยน จึงกลายเป็นจูบอันอ่อนหวาน และไม่นาน จูบอันแสนอ่อนหวานก็นำพาคนที่อยู่ในอ้อมกอด ไปสู่ความล้ำลึก และลึกล้ำ ลึกล้ำอย่างเป็นครั้งแรกในชีวิต จูบครั้งแรกในชีวิต

ไม่เคยมีใครบอก ไม่เคยมีใครสอน เพียงแค่ปล่อยกายปล่อยใจไปตามธรรมชาติ โดยใช้เพียงสัญชาตญาณของความเป็นมนุษย์เป็นเครื่องนำทาง สาวน้อยและหนุ่มน้อยก็ได้พบกับดินแดนอันไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน สองร่างต่างพากันเตลิดไปกับความรู้สึกแปลกใหม่อันไม่เคยได้พบพาน

ในวันเวลาที่ชีวิตยังต้องดำเนินไปอีกยาวไกล เด็กหนุ่มและเด็กสาวผู้ไม่ประสาต่อโลก ได้สัมผัสกับรสชาติของตัณหาราคะและกามารมณ์เป็นครั้งแรกในชีวิต

 

ปีพุทธศักราช 2556

“ม้า ดูอะไรนี่สิ น่ารักไหม” เสียงเรียกของลูกชาย ทำให้คนเป็นแม่ ต้องหยุดมือจากงานที่ทำทันที

“ไอ๋หยา อาตั๋วตี๋ ลื้อไปเอาลูกใครเขามา” หล่อนร้องลั่น เมื่อเห็นเด็กหญิงตัวน้อยในอ้อมแขนของลูกชาย

“ลูกน้าไพไงม้า น้าไพไง” เขาตอบ

“น้าไพ อาอำไพ อาอำไพเมียใหม่อาตงนะเหรอ”

“ใช่ น่ารักไหมม้า”

“เออ น่ารักๆ” หล่อนตอบ

“งั้นถ้าอั๊วโตขึ้น อั๊วแต่งงานกับอีนะ” ลูกชายขอตาเป็นประกาย อาม้าจึงหัวเราะลั่นด้วยความขันแล้วกล่าวว่า

“ล่ายๆ แต่ลื้อต้องเป็นหมอให้อั๊วชื่นใจก่อน ถ้าลื้อทำล่าย อีโตเป็นสาวเมื่อไหร่ อั๊วจะไปขออีมาให้ลื้อ”

เพียงแค่ได้พบกันครั้งแรกก็ตกหลุมรัก แล้วผูกสมัครเรื่อยมานับสิบปี แต่แล้วก็ต้องคราดคราทั้งๆ ที่ได้หมั้นหมายกันเอาไว้แล้ว นายแพทย์โอรัสทอดถอนใจเมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีต อดีตที่หวนคืนมาอีกในวันนี้ ชายวัยกว่าสี่สิบ มองเอกสารที่อยู่ในมืออย่างเคร่งเครียด

ก๊อกๆๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้นแล้วเปิดออกโดยไม่ต้องขออนุญาต ภรรยาของเขาเดินเข้ามาพร้อมกับข้าวของมากมาย

“หิวหรือยังค่ะคุณ” หล่อนถาม พลางเอาของวางบนโต๊ะตัวใหญ่ที่มุมห้อง กล่องอาหารมากมายถูกนำเอาออกมาจากถุง เป็นเวลาสิบกว่าปีนับตั้งแต่แต่งงาน เขาและธารทิพย์จะนำอาหารจากบ้านมารับประทานร่วมกันที่ห้องทำงานของชายหนุ่ม หล่อนจะเดินมาหาเขาในทุกๆ เที่ยง เมื่อทั้งคู่ไม่ชอบความวุ่นวายในยามกลางวันของร้านอาหารภายนอก

หล่อนจัดแจงนำอาหารใส่ไมโครเวฟ และง่วนอยู่อย่างนั้น คนเป็นสามีจึงเดินเข้าไปหา

“วันนี้สอบสัมภาษณ์ว่าที่นิสิต เป็นอย่างไรบ้างค่ะ” หล่อนถามเมื่อรู้ว่าสามีเดินเข้ามาใกล้

“ก็ดีครับ มีเด็กคนหนึ่ง อายุสิบห้า มาจากโรงเรียนหลังเขา”

“เขาเก่งหรือค่ะ” หล่อนยังคงไม่ได้สนใจสิ่งใดนอกจากอาหารกลางวันที่อยู่ในไมโครเวฟ

“เธอครับ เธอเป็นเด็กผู้หญิง เด็กคนนี้ทำให้ผมนึกถึงใครคนหนึ่ง”

“คุณชายนราธร” ตอบอย่างรู้ใจคนเป็นสามี

“ใช่ครับ ทำไมเดาถูก”

“อัจฉริยะอายุสิบห้า ในคณะแพทย์ มันจะมีสักกี่คนคะ” หล่อนหยุดมือ แล้วหันมาหาคนเป็นสามี “ทำไมหรือคะ เด็กคนนี้มีอะไรน่าสนใจ” ถามอย่างอดสงสัยไม่ได้ เมื่อเด็กหัวดีในละแวกนี้มีให้เห็นอย่างดาษดื่นจนเป็นเรื่องธรรมดา เด็กสอบเข้าแพทย์ได้ ใครๆ ก็ฉลาดเป็นอัจฉริยะด้วยกันทั้งนั้น ยิ่งในรั้วสถาบันแห่งนี้ด้วยแล้ว หล่อนจึงต้องแปลกใจ ในท่าทีกระตื้อลื้อล้นจนเกินเหตุของคนเป็นสามี อัจฉริยะคนนี้ ดูถ้าคงต้องมีอะไรเป็นพิเศษ

“ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจหรอกครับ ถ้าเมื่อวานนี้ผมไม่เห็นเขามากับนราธร แล้วสองคนนั้น เหมือนกันอย่างกับพ่อลูก”

“เหมือนกันหรือคะ” หล่อนขมวดคิ้ว

“ใช่ ถ้าผมไม่รู้ว่านราธรเป็นโสด ผมคงคิดไปแล้ว ว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกสาวของเขา”

“เหมือนกันมากขนาดนั้นเลยหรือค่ะ”

“ครับ เรียกว่าถอดแบบกันมาเลยทีเดียว แต่ก็นั่นแหละ คนเรามันเหมือนกันได้ ผมก็เลยไม่ติดใจสงสัยอะไร ถ้าวันนี้ไม่ได้สอบสัมภาษณ์เด็กคนนั้น”

“เกิดอะไรขึ้นหรือคะ”

“เด็กคนนั้นชื่อมาลาตี ตั้งสุจริต”

“อ้าว นี่มันนามสกุลใหม่ของต้าเส่งไม่ใช่หรือ” หล่อนรู้จักกับครอบครัวของอรรัมภาเป็นอย่างดี เมื่อธารทิพย์คือเพื่อนสนิท ที่ร่วมหัวจมท้ายกับเจ้าหล่อน มาตั้งแต่ชั้นมัธยมจนจบพยาบาล “ลูกสาวของตี่ตี๋หรือ เขายังไม่ได้แต่งงานนี่นา”

“ไม่ใช่หรอก เด็กคนนั้นเขากรอกชื่อบิดาไปว่า พลเอก ยงยุทธ สิทธิเศวต”

“เอ๊ะ นั่นมันพี่เขยของอรนะคะ นี่มันยังไงกัน” เป็นที่รู้กันในวงสังคม พลเอกยงยุทธ คือแบบอย่างขอลูกผู้ชายชาติทหาร เขาเป็นทหารที่ดี เป็นสามีที่ดี และเป็นพ่อที่ดี อีกทั้งยังธรรมะธรรมโมอย่างหาตัวจับได้ยาก ไม่มีทางเป็นไปได้ ที่เขาจะคิดนอกลู่นอกทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นน้องภรรยา

“มาลาตี ตั้งสุจริต เป็นลูกสาวของอรรัมภา” เขาส่งเอกสารไปให้ภรรยา หล่อนรับไปแล้วอ่านอย่างพิจารณา

“อรเขาเปลี่ยนไปใช้นามสกุลของน้องอย่างงั้นเหรอ”

“คงงั้น” เขาตอบ แล้วว่าต่อ “มาลาตี สอบ ‘กสพท.’ เข้ามา ด้วยผลคะแนนระดับต้นๆ โอเน็ท นอกจากภาษาอังกฤษ ทุกวิชาเกือบเต็ม เด็กคนนี้ได้พ่อมาเกือบหมดทุกอย่าง”

“คุณคิดว่าเขาเป็นลูกของหม่อมตั้มอย่างงั้นเหรอ”

“ไม่ใช่แค่คิด แต่ผมมั่นใจ เหมือนกันไปหมดเสียขนาดนั้น ถ้าไม่ใช่พ่อลูกกัน แล้วจะเป็นอะไรได้”

“คุณจะบอกเขาไหม”

“ผมบอกแน่ แต่ต้องรออีกสักหน่อย ผมยังไม่อยากให้นราธรรู้เรื่องตอนนี้”

 

“โอ๊ย!” ร่างสูงต้องผงะ เมื่อเล็บคมที่ฝังลงไปบนใบหน้า สร้างความเจ็บแสบให้จนต้องถอย ตั้งแต่ขึ้นเรือมา หญิงต้องก็เอาแต่อาละวาด จนไม่มีใครเป็นสุข ทริปตกปลายามบ่ายกับสาวนุ่งน้อยห่มน้อยกร่อยขึ้นมาทันที

“กรี๊ดดดดดดดดดดด ปล่อยฉันไปเดี๋ยวนี่นะ ไอ้เจ๊กขายน้ำปลา ไอ้บ้า ไอ้ชั่ว ไอ้เลว แกจะข่มขืนฉันนนนนนนน”

“เฮ้ย อย่ากล่าวหากันแบบนี้นะหญิงต้อง ผมจะช่วยคุณต่างหาก เพื่อคุณเขาหลอกคุณมาขาย คุณยังไม่รู้ตัวอีกเหรอ”

“เพื่อนฉัน ใคร ใครมันจะหลอกฉันมาขาย พูดให้ดีๆ นะ เพื่อนของฉันก็มีออยคนเดียว อย่ามาใส่ร้ายเขา ออยไม่มีทางทำแบบนั้นแน่ๆ แกนั่นแหละ ไอ้หื่น ไอ้บ้ากาม แกฉุดฉันมาข่มขื่น”

“เออ... คุณต้าครับ” ลูกค้าหนึ่งที่หลบอยู่หลังประตูกล่าวขึ้น “ผมว่าถ้าเธอไม่เต็มใจ คุณก็อย่าไปยุ่งกับเธอเลยจะดีกว่า เดี๋ยวพวกผมแนะนำน้องๆ ให้ บนเรือนี่ที่ยังว่างก็อีกตั้งหลายคน”

“เฉยเถอะน่า” เขาจึงโดนไอ้หื่นบ้ากามของหญิงต้องตวาดเข้าให้ และหันกลับไปหาคนซึ่งตั้งข้อหาว่าเขาเป็นไอ้บ้ากามไปฉุดหล่อนมา “หญิงต้อง” หากพูดแค่เพียงชื่อของหล่อน หมอนใบน้อยก็ลอยเข้ามาปะทะกับใบหน้า

“เอาเรือกลับเข้าฝั่งเดี๋ยวนี้เลยนะ ไอ้เสี่ยขายน้ำปลา เป็นเจ๊กก็อยู่ส่วนเจ๊ก อย่าสะเออะมาเทียบชั้นกับคนอย่างฉัน เพราะมันเทียบไม่ได้ แกเป็นใคร ฉันเป็นใคร ฉันไม่ให้แกได้แอ้มฉันหรอก คอยดูนะ ถ้าแกทำอะไรฉัน ฉันจะฆ่าตัวตาย” พูดไปคิดไปคนเดียว และกำลังจะไปกันใหญ่ หล่อนเตลิดเปิดเปิงไปไหนแล้วเนี่ย ถ้าเขาคิดจะทำอะไร ไม่ต้องแบกขึ้นเรือมาให้เหมื่อยหรอก สุมทุมพุ่มไม้ก็ใช้ได้

และที่สำคัญ คนอย่างอติรุจ ตั้งสุจริต ไม่มีความจำเป็นต้องหักหารเอากับผู้หญิง ถ้าหล่อนไม่ยอม เขาก็ไม่เคยขืนใจใคร ลูกชายของเตียถูกปลูกฝังมาให้เป็นสุภาพบุรุษ แล้วยายนี่ อะไร ใส่ร้ายกันชัดๆ

หากก็ยังไม่ทันได้เคลียร์ สารพัดสิ่งของที่พอจะหยิบฉวยได้ก็ปลิวว่อน โดยมีเป้าหมายคือร่างสูงของเสี่ยขายน้ำปลา ต้าเส่งกระโจนออกจากห้องใต้ท้องเรือแทบไม่ทัน เขารีบปิดประตูแล้วตั้งหลัก

“เอาไงดีล่ะครับคุณต้า” นายลูกค้าคนหนึ่งเดินเข้ามาเรียบๆ เคียงๆ  “น้องๆ เขาเสียขวัญกันนะครับ” เขาหมายถึงสาวๆ ในชุดบิกินีบนเรือ “ผมว่าหาเกาะสักเกาะ แล้วเอายายหญิงยี้นี่ลงไปปล่อยเถอะ ขืนเอาไปด้วยจนจบทริป เดี๋ยวเรือจะล่มเอา”

ต้าเส่งจึงหันมาตาขวาง อะไรก็ไม่เท่าได้ยินคำว่ายายหญิงยี้ลอยเข้ามาในหู เสียงตวาดของฤาษีจำศีลที่เพิ่งเดินออกมาจากถ้ำจึงดังลั่น

“พูดจาอะไร หัดให้เกียรติ์ผู้หญิงบ้าง หญิงต้องไปทำอะไรให้ คุณถึงไปเรียกเธอว่ายี้”

 

ปีพุทธศักราช 2538

“อร ต่อไปนี้ตั้มจะเรียกอรว่าอรนะ” ร่างสูงกล่าวกับคนที่เอาแต่นอนหันหลังให้ ณ ขณะนี้ หัวใจของนราธรเป็นสุขเหลือเกิน ในที่สุดเด็กหนุ่มก็ได้ครอบครองหล่อนอย่างที่เคยฝันเอาไว้ ร่างกายของอรรัมภาตกเป็นของเขาแล้วโดยสมบูรณ์ “แล้วอรก็ต้องเรียกตัวเองกับตั้มว่าอรด้วย ห้ามพูดว่าพี่เป็นอันขาด ตกลงตามนี้นะ”

หากทว่ากลับไม่มีคำตอบใดคืนกลับมา อรรัมภาเอาแต่นอนหันหลังให้เขาแล้วนิ่งเงียบ นราธรกลืนน้ำลายลงไปในลำคอ ชักหวั่นใจ หล่อนไม่ยอมพูดอะไรอีกเลยนับตั้งแต่การผูกสัมพันธ์ทางกายได้สิ้นสุดลง เด็กหนุ่มเริ่มกลัวขึ้นมาทันที หล่อนโกรธเขาหรือเปล่า หากก็แย้งกับตนเองว่า แต่เมื่อกี้พี่อรก็ไม่ได้ขัดขืนนี้ หล่อนยอมเขาแต่โดยดี และก็มีความสุขพร้อมกันกับเขาด้วย เฮ้ย เขาเปล่าบังคับหล่อนะ นราธรจึงถาม

“อรโกรธเหรอ” ใจเต้นตุ่มๆ ต่อมๆ กลัวคำตอบที่ได้รับ หากไม่เต็มใจ ทำไมไม่ขัดขืน เพียงแค่หล่อนแสดงให้สักนิดว่าไม่ยอม น้องชายข้างห้องคนนี้ก็พร้อมที่จะหยุด

แต่การส่ายศีรษะของร่างบางในอ้อมแขน ก็พอที่จะทำให้เขาได้ใจชื้น แต่ก็ไม่ทั้งหมด เมื่ออรรัมภาก็ยังคงเอาแต่นิ่งเงียบ

“ตั้มทำอรเจ็บรึเปล่า” นราธรถามอีก นี่อาจจะเป็นสาเหตุของความเงียบก็ได้ เมื่อรู้แน่อยู่แก่ใจ ว่าเขาเป็นคนแรกของหล่อนเหมือนที่อย่างหล่อนเป็นคนแรกของเขา บางที การกระทำอันรุนแรงอันเนื่องมาจากการขาดประสบการณ์ เขารู้ดีว่า ณ ขณะนั้น ตนเองทำอะไรลงไปบ้าง เขารู้ดี รู้ดีอยู่แก่ใจ

หากคำถามนี้ก็หาได้รับคำตอบ อรรัมภาสะบัดตัวออกจากอ้อมกอดอุ่นทันที หล่อนลุกขึ้นนั่ง แล้วเก็บเสื้อผ้า ที่ถูกหว่านอย่างเกลื่อกราดบนพื้นขึ้นมาเพื่อสวมใส่

“อรโกรธตั้ม” เขาร้องเสียงหลงแล้วลุกตาม ร่างบางถูกรวบมาไว้ในอ้อมแขน “ไม่ยอมทำไมไม่บอก”

“อรยอม” หล่อนตอบออกมาเป็นครั้งแรก ตอบออกมาเสี่ยงสั่น “อรเต็มใจ”

“แต่อรทำเหมือนโกรธตั้ม”

“อรไม่ได้โกรธ ก็บอกแล้วไง อรเต็มใจ” หญิงสาวว่า และน้ำตาก็ไหลออกมา ทั้งๆ ที่พยายามจะกลั้นมันเอาไว้

“อรร้องไห้” เด็กหนุ่มสะท้อนสะท้าน นี่เขาทำให้หล่อนร้องไห้ “ตั้มขอโทษ ตั้มรักอร ตั้มถึงได้ทำแบบนี้ อรอย่าโกรธตั้มนะ”

“ก็บอกแล้วไงว่าไม่ได้โกรธ ปล่อย อรจะรีบกลับ เดี๋ยวไม่ทันหอปิด”

“ไม่ได้ เราต้องคุยกันก่อน” เขาผลักหล่อนให้หันมาเผชิญหน้า สภาพของอรรัมภาที่ได้เห็น มันทำให้นราธรต้องใจหาย ใบหน้าของหล่อนมันเปรอะไปด้วยน้ำตา “อรไม่โกรธตั้ม แล้วอรร้องไห้ทำไม”

“อรใจง่าย” เสียงนั้นแหบหายอยู่ใจลำคอ “อรไม่ได้อยากให้เป็นแบบนี้ เราเป็นพี่น้องกันไม่ใช่เหรอตั้ม”

“ไม่ใช่” เขาตอบเสียงแข็ง “ตั้มไม่เคยเห็นอรเป็นพี่ ตั้มรักอร รักมานานแล้ว ตั้มขอโทษที่ล่วงเกินอร แต่ที่ตั้มทำก็เพราะตั้มรักอรนะ ตั้มจริงใจกับอรนะ” เด็กหนุ่มหน้าเสีย หล่อนร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรแบบนี้ “ อรจะให้ตั้มทำยังไง อรร้องไห้แบบนี้ ตั้มใจไม่ดี มันเหมือนตั้มบังคับข่มขืนอร ตั้มไม่ชอบเลย”

“ก็อรบอกแล้วไงว่าอรเต็มใจ แต่.. แต่.. แต่...” หล่อนสะอื้นฮัก “ทีแรกอรก็คิดว่าอรจะไม่เสียใจ อรยินดีจะเป็นของตั้ม ยินดีให้ตั้มเป็นคนแรก แต่... แต่... แต่... พอมันเสียไปแล้ว อรอยากร้องไห้ อรไม่เหมือนเดิมแล้ว อรไม่มีค่า อรใจง่าย ตั้มได้อรไปแล้วเดี๋ยวตั้มก็ทิ้งอร” หล่อนปล่อยโฮกว่าเก่า จึงเป็นอีกครั้ง ที่ร่างบางถูกรวบไปไว้ในอ้อมแขน

“ไม่มีทาง ตั้มไม่มีวันทิ้งอร แล้วอรก็ไม่ได้ใจง่าย อรไม่ต้องกลัวนะ ตั้มเป็นลูกผู้ชาย ทำอะไรไว้ต้องรับผิดชอบ ถ้าอรต้องการให้ตั้มแต่งงาน ตั้มก็จะแต่งงานด้วย เรียบจบเมื่อไหร่ ตั้มสัญญา เราจะแต่งงานกัน หรือว่าถ้าอรใจร้อน ไว้รอตั้มอายุยี่สิบ ตั้มจะพาอรไปจดทะเบียน ตั้มรักอรขนาดนี้ ตั้มทิ้งอรไปไม่ได้หรอก อย่าร้องนะ อย่างร้องเงียบเสียคนดี แล้วเดี๋ยวตั้มจะไปส่งที่วิทยาลัย” เขาดันตัวหล่อนออก แล้วเช็ดน้ำตาให้ด้วยมือเรียว

ณ วินาทีนั้น พลันนึกขึ้นได้ เขาบอกรักหล่อนเป็นร้อยครั้งแล้วล่ะกระมัง และอรรัมภาล่ะ หล่อนรู้สึกอย่างไรกับเขา

“อร” นราธรเรียกพี่สาวข้างห้องอย่างแผ่วเบา ใจเต้นไม่เป็นส่ำ กลัวเหลือเกินหากจะรู้สึกไม่ตรงกัน “อรรักตั้มบ้างรึเปล่า” หากคำตอบกลับคืนมาคือความเงียบ เป็นอีกครั้งที่หล่อนสะบัดตัวออกจากอ้อมแขน หญิงสาวลุกขึ้น แล้วเริ่มเอาเสื้อผ้าในมือมาสวมใส่

“รีบเถอะตั้ม ทุ่มหนึ่งแล้ว เดี๋ยวหอปิด”

“อร” เขาร้องเสียขม

“เอาไว้คุยกันวันหลังจะได้ไหม อรอยากกลับหอ”

“อร” ร้องเรียกชื่อหล่อนอีกครั้ง คราวนี้เขาแผดเสียง ทนไม่ได้ หากหล่อนไม่เต็มใจ และก็ทนไม่ได้อีกเช่นกัน หากหล่อนเต็มใจ แต่เต็มใจโดยปราศจากความรัก แต่คำตอบตัดรำคาญของเด็กสาววัยสิบเก้า ก็ทำให้หัวใจของเด็กหนุ่มวัยสิบห้าพองฟู 

“รักสิ ถ้าไม่รักจะยอมเหรอ”
 
หุๆๆๆ ในที่สุด เขาก็ตกเป็นของกันและกัน เด็กผู้หญิงอายุสิบเก้า กับเด็กผู้ชายอายุสิบห้า ต้องขอลดอายุนางเองติสนึ่ง ไม่งั้นแม่อรในปัจจุบันแจะแก่เกินแกง และต้องการให้เห็นผลเสียของการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรชัดเจนยิ่งขึ้น พ.ศ. ก็เลยต้องเลื่อนขึ้นมา ด้วยกาลฉะนี้ ไม่ใช่เพราะไรท์เตอร์มึนนะ
เอาเป็นว่า ตั้มอายุเท่าเก่านั่นแหละ แต่อรรัมภาเข้าเรียนพยาบาลตอนอายุสิบหก เพราะนางสอบเทียบมา ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับนักศึกษาในยุคนั้น ประมานปี25... - 2543 ก่อนที่การเข้ามหาวิทยาลัยจะเป็นแบบเดี๋ยวนี้ แล้วเด็กพวกนี้ก็หัวดีขั้นเทพ สอบเอ็นได้กะเขาด้วย ที่ม.เชียงใหม่ เด็กสอบเทียบเดินกันให้ว่อน มีทุกคณะ ขนาดคณะที่ใช้ทักษะทางศิลปะเป็นตัวคัดเบื้องต้น ก็ยังหลงมีเด็กเทียบมาเรียนด้วยหนึ่งคน เรียงเก่งมว๊ากกกกก และมีความรับผิดชอบดีกว่าไอ้พวกจบ ม.๖ พวกซิ้วซะอีก เหอะๆๆๆๆ
ปล. ต้าเส่งจะรักหญิงต้องหรือไม่ หรือต้าเส่งจะรักอรรัมภาอ่ะป่ะ อยากรู้โปรดติดตามอ่านต่อจนจบ ว่าบทสรุปของผู้ชายที่ดี สุดท้ายแล้ว มันจะลงเอยเช่นไร เมื่อมองไปข้างหน้าคือรักต่างวรรณะ มองไปข้างหลังคือรักต้องห้าม เหอะๆๆ