มะลิลอยแก้ว

Author: 
กนกลดา
ประเภท: 
นิยาย

วรรณษา คือลูกสาวนายทหารข้างบ้าน ที่ได้รู้จักกันในตอนที่เขาต้องย้ายไปอยู่กับพี่สาวคนโตและพี่เขย เมื่อโรงเรียนใหม่ที่สอบเข้าได้ ไกลจากบ้านของเตียมาก ณ วันนั้น ต้าเส่งเพิ่งจะขึ้นชั้น ม. ๑ ส่วนพี่ออยอยู่ชั้น ม. ๓

วรรณษาค่อนข้างจะเป็นเด็กมีปัญหา หล่อนถูกเลี้ยงให้เติบโตขึ้นมาด้วยความรุนแรงจากผู้เป็นพ่อ ลุงนายพลข้างบ้าน มักจะตบตีลูกสาวเป็นประจำ นั่นคือภาพที่ทุกคนเห็นจนชินตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยู่ใกล้ราวกับนั่งอยู่ใต้จมูกอย่างครอบครัวของเขา ซึ่งเห็นบ่อยจนบ้างครั้ง พี่เขยต้องพาลูก ภรรยา รวมไปถึงน้องภรรยา ออกไปกินข้าวนอกบ้านอย่างไม่มีเหตุผล ทั้งๆ ที่วันนั้น มันคือวันปลายเดือน

ต้าเส่งไม่ค่อยได้มีโอกาสคบค้ากับหล่อนมากมายสักเท่าใดนัก และตัดขาดจากกันไปเลย เมื่อเขาถูกส่งไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษอย่างกะทันหัน มาพบกันอีกที พี่ออยก็กลายเป็นหญิงอาชีพพิเศษไปเสียแล้ว

อติรุจพบกับวรรณษาอีกครั้ง ในวันที่เขาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง ชายหนุ่มพบกับพี่สาวข้างบ้านในสถานการณ์ที่มันไม่ได้โสภานัก หล่อนขายบริการเพื่อส่งเสียตัวเอง

การที่จะได้เรียนในมหาวิทยาลัยราคาแพงของลอนดอน ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากกว่าที่อื่นหลายเท่า พี่ออยจึงหารำไพพิเศษด้วยการเป็นนางทางโทรศัพท์ ทำไมถึงทำอะไรแบบนี้ ชีวิตของหล่อนบัดซบจนชายหนุ่มไม่อยากแม้แต่จะนึกถึง หากในวันนี้ เรื่องราวเก่าๆ ต้องผุดขึ้นมาเตือนความทรงจำของเขาอีกครั้ง เมื่อต้าเส่งได้พบกับพี่สาวข้างบ้านคนนั้นอย่างไม่คิดไม่ฝัน

“เฮ้... นั่นมันแม่เล้าไฮโซนี่” คำพูดในเชิงประหลาดใจของลูกค้า ทำให้ร่างสูงต้องหันไป แม้จะไม่ได้พบกันอีก หลังจากงานปาร์ตี ที่ทำให้เขาได้ทราบว่า หล่อนขายบริการ แต่อติรุจ ก็จำวรรณษาได้ เด็กสาวข้างบ้านคนนั้น แทบจะไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด

แม้วัยจะล่วงเลยเลขสองมาหลายปีแล้ว วรรณษาดูเหมือนจะสวยขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ถูกประดับประดาด้วยของแบรนด์เนม

“วันนี้มาถึงภูเก็ต พาใครมาส่ง แม่สาวคนนั้น คงค่าตัวแพงหน้าดู” เป็นอีกครั้งที่คำพูดของลูกค้า ดึงความสนใจของชายหนุ่ม ต้าเส่งเลิกคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ

“แม่เล้าไฮโซ? พาใครมาส่ง?” ชายหนุ่มต้องการความแน่ใจ ที่ลูกค้าพูด มันหมายความว่าอย่างไร เท่าที่รู้ วรรณษาส่งเสียตัวเองจนเรียนจบแล้วมิใช่หรือ หล่อนควรจะเลิกอาชีพสกปรกนั่นได้แล้ว ชายหนุ่มไม่อยากจะเชื่อ ว่าพี่สาวข้างบ้านคนนั้น จะปักหลักทำอาชีพพิเศษจนกระทั่งผันตัวเองมาเป็นธุระจัดหา หรือว่าเขาจะเข้าใจผิด บางทีลูกค้าอาจจะหมายถึงคนอื่น

“ก็ยายวรรณษาน่ะสิ คุณไม่รู้จักหรอกหรือ ในกลุ่มผู้ชายนักเที่ยว ใครๆ ก็รู้ว่าหล่อนเป็นแม่เล้า”

“ไม่หรอก ผมไม่รู้จัก” เขารีบปฏิเสธ ไม่ใช่ว่ารังเกียจจนต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้จัก วรรณษาในความระลึกถึง คือเด็กสาวหลงทางผู้สู้ชีวิต หาใช่หญิงเจนโลกผู้ประกอบอาชีพค้ามนุษย์คนนี้ “ผมไม่ใช่นักเที่ยว”

“ก็จริงของคุณ” ลูกค้ากลั้วหัวเราะ เมื่อนึกถึงวันที่อติรุจพาพวกเขาไปเริงราตรี ดอกเตอร์หนุ่มหลับนก ทั้งๆ ที่ทุกๆ คนกำลังสนุกสนานอยู่กับสุรา สาวสวยหรือหนุ่มหล่อ ตามแต่รสนิยม และแสงสี ของพับชื่อดังกลางเมืองภูเก็ต ซ้ำยังขอกลับก่อน เมื่อลูกค้าทั้งหมด ต้องการจะไปต่อกับน้องๆ ที่ได้ตกลงกันเอาไว้ ดอกเตอร์ อติรุจ ตั้งสุจริต เป็นฤาษีจริงๆ อย่างที่คนเขาล่ำลือ

“แหม อยากจะเห็นหน้าเด็กของหล่อนที่เอามาวันนี้ ใครกันน้า... คงจะสวยน่าดู ไม่งั้นก็ของได้ยาก คุณตัวบ้านๆ แม่เล้าไฮโซ คงไม่ปล่อยให้ได้มีวาสนามาเหยียบที่นี่แน่ๆ” เขาหมายถึงรีสอร์ตราคาแพงระยับ ที่อติรุจจัดให้เป็นที่รับรองลูกค้าวีไอพีของบริษัท

“โห แม่เล้าไฮโซ” ชายหนุ่มถึงกับห่อปาก ได้ยินหลายครั้งจนต้องรู้สึกว่า “เวอร์ไปรึเปล่า” ร่างสูงเย้าพลางหัวเราะขัน แม่เล้าไฮโซ แม่เล้ามันมีไฮโซด้วยหรือ

“ไม่เวอร์หรอกคุณต้า แล้วผมก็ไม่ได้เรียกเอง พวกลูกค้าของหล่อนนั่นแหละเรียกกัน”

“หือ” เป็นอีกครั้ง ที่ชายหนุ่มต้องเลิกคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ ลูกค้าจึงว่าต่อ

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันนะ ว่ายายนี่ เข้าไปอยู่ในวงสังคมชั้นสูงได้ยังไง อาจจะเป็นเพราะพ่อของหล่อน หรืออาจจะเป็นเพราะธุรกิจที่หล่อนทำ”

“แล้วหล่อนทำอะไรล่ะ ถึงได้กลายเป็นไฮโซไปได้”

“เห็นเขาว่าเปิดร้านเพชรนะ แต่ก็แค่บังหน้าเท่านั้น ขายอะไรไม่ค่อยจะได้หรอก ค้าปลีกเนื้อสดรุ่งกว่า ลูกค้าของยายนี่น่ะ ไม่ธรรมดาทุกคน มีเงินอย่างเดียว แม่ก็ไม่ต้อนรับ ต้องดูดีมีระดับ คุณเธอถึงจะยอมเจรจา แต่ก็อย่างว่า สาวๆ ของยายนี่ ถ้าไม่สวยระดับนางงาม ก็ไฮโซตกอับ”

“แล้วเธอเคยเจรจากับคุณบ้างรึเปล่า”

“โอ๊ย... เคยเสียที่ไหนล่ะคุณต้า ผมมันก็แค่พ่อค้า เข้าไม่ถึงยายนี่หรอก แล้วผมก็ไม่ชอบความลำบาก วรรณษาน่ะ เรื่องมากจะตาย ไปหาหิ้วเอาตามพับตามเธค ง่ายกว่า” ว่าจบ เขาก็หัวเราะ แต่หากก็ต้องหยุดลงอย่างฉับพลัน แล้วอ้าปากค้าง “ว่าแล้วเชียว มาถึงนี่ได้ ถ้าไม่สวยสุดๆ ก็ต้องของได้ยาก” ด้วยคำพูดนั้น ร่างสูงจึงต้องหันไป

“หญิงต้อง” เขาแทบจะพูดอะไรไม่ออก

 

ปีพุทธศักราช 2537

ร่างสูงลุกพรวด เมื่อหายงัวเงียแล้วพบว่า ที่นี่ไม่ใช่ห้องของเขา เด็กหนุ่มกวาดตามองไปรอบๆ แล้วก้มลงมองตนเอง มีผ้าห่มผื่นใหญ่คลุมอยู่ แสงสว่างที่สาดเข้ามาในห้อง ทำให้เขาคาดไปว่าตนเองคงนอนที่นี่ทั้งคืนแน่ๆ เมื่อความทรงจำสุดท้าย มันสิ้นสุดลงที่เมื่อคืนนี้

“อ้าวตื่นแล้วเหรอ” อรรัมภาที่เดินออกมาจากห้องน้ำร้องทัก ทันทีที่เห็นน้องชายข้างห้องนั่งงงอยู่ และแววตาที่เต็มไปด้วยคำสงสัยนั้น ก็ต้องทำให้หล่อนว่าต่อ

“เมื่อคืนนี้ตั้มหลับคาจานข้าวเลย พี่ไม่กล้าปลุก ก็เลยต้องปล่อยให้นอน”

เมื่อวานนี้ กว่าเขาจะเลิกจากการกวดวิชากับติวเตอร์ชื่อดัง ก็ปาเข้าไปสามทุ่ม กะประมานว่า พอกลับถึงหอก็คงจะเกือบสี่ทุ่ม ท้องร้องจ๊อกๆ แต่โดยรอบไม่มีอะไรขายแล้ว วันนี้คงต้องพึ่งก๋วยเตี๋ยวรถเข็น นราธรฝากความหวังเอาไว้ที่ร้านอาหารข้างทางหน้าหอ

แต่เจ้ากรรม วันนี้มันเป็นวันอะไร ก๋วยเตี๋ยวไม่มาขาย เห็นทีคงต้องพึ่งบะหมี่ซอง ดึกแล้ว เขาไม่อยากกวนพี่อร เท่าที่หน้าด้านไปมั่วๆ ขอกินข้าวกับหล่อนทุกเย็น ก็เกรงใจจนไม่รู้ว่าจะเกรงใจอย่างไร และที่สำคัญ ป่านนี้หล่อนคงเหลืออะไรไว้ให้อยู่หรอกนะ

เอาน่า แค่มื้อเดียว บะหมี่ซองรสชาติก็ใช้ได้ เด็กหนุ่มจึงเดินเข้าหอคอตกอย่างคนยอมรับในชะตากรรม พลางคิดกลับไปกลับมา จะกินหมูสับหรือต้มยำดี แต่ทว่า เดินมาถึงหน้าห้องยังไม่ทันจะเปิดประตู อรรัมภาก็ออกมาจากห้องหล่อนพอดี

“ได้ยินเสียง นึกแล้วเชียวว่าตั้มต้องกลับมาแล้ว วันนี้ทำไมถึงกลับดึกนักล่ะ” หล่อนถาม

“เรียนพิเศษน่ะพี่อร” เขาตอบสั้นๆ ด้วยความเหนื่อย ทั้งๆ ที่เรื่องมันยาวกว่านั้น ติวเตอร์ชื่อดัง กว่าจะได้เรียนกับเขาก็ต้องไปรอเข้าคิวเป็นวัน เพื่อลงทะเบียน รอบบ่าย รอบเย็น เต็มหมด เหลือรอบทุ่ม จึงจำใจต้องเรียน หากก็หาได้บอกเล่า เหนื่อยจนแทบจะหมดแรงอยู่แล้ว ก่อนหน้านั้นก็ต้องเรียนพิเศษกับติวเตอร์คนอื่นอีกสองวิชา เอาเป็นว่า นราธรเรียนหนังสือตั้งแต่เช้าจรดดึก

“แล้วนี่กินอะไรมาแล้วหรือยัง ห้องพี่ยังมีกับข้าวอยู่น่ะ” ราวกับเสียงสวรรค์ก็ไม่ปาน นั่นแหละสิ่งที่อยากได้ยิน กับข้าวฝีมือพี่อรอร่อยที่สุดในโลก ชาตินี้ขอผูกสมัครผัดผักแกงจืดของหล่อนไปจนวันตาย ซ้ำยิ่งเปิดโอกาสให้กันแบบนี้ ไม่รีบคว้าก็โง่แล้ว นายตั้มไม่ปฏิเสธแม้จะเกรงใจ จึงไม่รอช้าที่จะเดินตามหล่อนเข้าห้อง และมื้อเย็นวันวาน ก็ทำให้เขามีความสุขอย่างหาใดเปรียบ เมื่ออรรัมภาเองก็ยังไม่ได้กินข้าวเย็นเหมือนกัน ไม่อยากจะคิดเข้าข้างตัวเองหรอกนะ ว่าหล่อนรอเขา แต่ใครไม่ได้มาเป็นเขานี่ ถึงใครๆ เหล่านั้น จึงไม่ได้มารู้ว่า การเข้าข้างตัวเอง มันมีความสุขขนาดไหน

เด็กหนุ่มนั่งลงที่โต๊ะญี่ปุ่นเล็กๆ ซึ่งทั้งเขาและอรรัมภาใช้รับประทานอาหารเย็นร่วมกัน มานานร่วมหลายเดือนแล้วหญิงสาวตั้วข้าวสวยร้อนๆ ใส่จานส่งไปให้ นราธรรีบรับมาและไม่รอช้าที่จะจัดการให้ทั้งข้าวและกับ หายเข้าไปในท้อง แต่ทว่าเจ้ากรรม ด้วยความเหนื่อยล้าจากการเรียนทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียน ที่เริ่มต้นตั้งแต่เช้าจรดดึก ก็ทำให้หนุ่มน้อยหลับคาจานอาหาร ทั้งๆ ที่กินเข้าไปได้ไม่ถึงครึ่ง อรรัมภาจึงปล่อยให้เขาได้นอน โดยหาหมอนมาให้หนุน และหาผ้านวมมาห่มให้ เด็กหนุ่มคนนี้ เดินเข้านอกออกในห้องของหล่อนอย่างอิสระเสรีมาร่วมหลายเดือนแล้ว

เข้าใจล่ะ ว่ามานอนที่ห้องของพี่อรยันเช้าได้อย่างไร ร่างสูงขยี้ตา แล้วหาวหวด ฉับพลันนั้น เขาก็ลุกขึ้น เมื่อเหลือบไปเห็นนาฬิกาเข้า

“ฉิบหายแล้ว เจ็ดโมง” นราธรพรวดพราด เขารีบสะบัดตัวออกจากความง่วงงุน และเก็บข้าวเก็บของอย่างรีบร้อน จนอรรัมภาต้องร้องถาม

“วันนี้วันเสาร์ไม่ใช่เหรอ”

“ก็วันเสาร์นั่นแหละพี่ ผมซวยแน่ๆ ถ้าไม่รีบ วันนี้ผมต้องไปสอบเทียบ” ไม่พูดพร่ำคำใดต่อ เด็กหนุ่มกระโจนออกไปจากห้อง

“แล้วสอบสนามไหน” หญิงสาวตะโกนไล่หลัง หากแต่ไม่มีคำตอบใดจากคนถูกถาม นราธรรีบไปสอบ จนแม้แต่หน้าก็ยังไม่ได้ล้าง หากก็สอบผ่านทุกวิชาด้วยผลคะแนนอันดีเยี่ยม

ในวัยเพียงสิบห้าปี หม่อมราชวงศ์นราธร จบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จากการสอบเทียบความรู้ กับศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน ด้วยเกรดเฉลี่ย 4.00 ความฝันที่จะได้เดินเคียงข้างกับอรรัมภาอย่างภาคภูมิ ใกล้เป็นจริงขึ้นมาทุกทีแล้ว

  

พูดคุย เสนอแนะ อ่านนิยาย หรือจะด่าก็ได้ ที่ FACEBOOK กนกลดา/หวานใส/ชมนาด เชิญธงไชย แล้วอย่าลืมกด LIKE เพื่อรับข่าวสารจากไรท์เตอร์น้า......