มะลิลอยแก้ว

Author: 
กนกลดา
ประเภท: 
นิยาย

ปีพุทธศักราช ๒๕๔๓
ร่างสูงของโอรสที่นั่งเล่นท่ามกลางเด็กหญิงนับสิบ ทอดเนตรแล้ว ทรงอดไม่ได้ที่จะเวทนา เด็กหนุ่มที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยชีวิตชีวาและความสดใส บัดนี้ มันไม่มีอีกแล้ว
แม้จะยิ้ม แม้จะหัวเราะ หากก็เต็มไปด้วยความหม่นหมอง แม้จะดูสนุกสนานยามเล่นกับเพื่อนต่างวัย หากก็ทรงทราบแน่แก่พระทัย ว่าโอรสของท่านแสร้งทำ นานนับปีแล้ว หากก็หาได้มีอะไรดีขึ้น ว่าที่นายแพทย์หม่อมราชวงศ์ผู้เพรียกพร้อมในอดีตคนนั้น หายไป ณ ที่ใด
“ตั้ม” รับสั่งเรียกอย่างแผ่วเบา นั่นใช่นราธรจริงๆ หรือไม่ เด็กหนุ่มท่าทางกระเซอะกระเซิง แต่งตัวรุงรัง ผมยาวระคอคนนั้น ใช่ชายตั้มจริงๆ หรือเปล่า หากไม่ทำพระทัยมาก่อนลวงหน้า ก็คงจะทรงรับไม่ได้
เจ็บยอกในหัวอก ถ้าทรงทราบก่อนคนอื่น ว่าโอรสของท่านกำลังรักและผูกพันอยู่กับเด็กสาวคนหนึ่ง ชายตั้มก็คงจะไม่ต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
ชายาของท่านทำเกินไป จริงอยู่ นราธรผิดเต็มประตูที่ริชิงสุกก่อนห่าม แต่การแก้ปัญหาหาด้วยวิธีการหักหารน้ำใจคน จากการพรากพวกเขาให้ออกจากกัน มันก็หาได้ถูกต้อง
บางที ถ้าหากยอมรับในความรักของพวกเขาเสีย ไม่แน่ว่าป่านนี้อาจจะเลิกกันไปแล้วก็ได้ เมื่อความรักของวัยรุ่น ส่วนใหญ่ มันไม่ได้ยั่งยืน แต่ถ้าหากว่ามันยั่งยืน ก็ถือเสียว่า พวกเขาเกิดมาเพื่อกันและกัน จะไปขัดขวางให้มันได้อะไรขึ้นมา
น่าเวทนา บอกได้คำเดียวว่าน่าเวทนา น่าเวทนาทั้งโอรสของท่าน และเด็กสาวคนนั้น หากทรงทราบก่อน จะไม่มีความพลัดพรากใดๆ เกิดขึ้นทั้งนั้น เมื่อท่านจะทรงยอมรับคนรักของโอรส ชาติกำเนิด หรือชนชั้น หาได้สำคัญในสายเนตร
เด็กสาวคนนั้นไม่ได้มีอะไรที่น่ารังเกียจ หล่อนมีความประพฤติดี มีน่าที่การงานที่ดี และมีครอบครัวที่ดี ซ้ำยังไม่มีแวว ว่าจะมาเกาะ หรือหาผลประโยชน์ใดๆ พยาบาลคนนั้น ไม่รู้ว่าหล่อนกำลังคบหาอยู่กับใคร ตอนที่อยู่กินกับโอรสของท่าน หล่อนยังได้ชื่อว่าหาเลี้ยงนราธรด้วยซ้ำไป เมื่อตอนนั้น ชายตั้มอาศัยอยู่อาศัยกินกับเด็กสาวคนนี้
แม้ว่าจะไม่ได้มาจากสกุลหรือราชสกุลใดๆ ก็ตาม เมื่อหล่อนคือคนที่นราธรรัก และถ้าหากท่านไม่ทรงถือในชาติสกุลเสียองค์หนึ่ง ใครมันจะกล้าถือ
ทอดถอนพระทัยออกมา เสียคนด้วยกันทั้งคู่ เมื่อแรกที่ทรงทราบเรื่อง ท่านชายได้ทรงส่งคนไปตามตัวเด็กสาวคนนั้นถึงที่บ้าน แต่ปรากฏว่า หล่อนได้หนีไปแล้ว และจนถึงป่านนี้ก็ยังคงสาบสูญ  
“ชายตั้มได้ยินเสียงเด็กร้องแล้วอาละวาดค่ะ หญิงก็เลยต้องจับเขาส่งโรงพยาบาล งุ่นง่านอยู่เป็นเดือน หมอก็เลยแนะนำให้ชายตั้มไปทำงานเป็นจิตอาสาที่คอนแวนต์นอกเมือง ถึงได้ดีขึ้น ตอนนี้เขาเป็นครูสอนดนตรีให้กับเด็กผู้หญิงกำพร้าที่ไม่มีพ่อไม่มีแม่ค่ะ”
เป็นอีกครั้งที่ต้องทอดถอนพระทัยเมื่อทรงนึกถึงคำพูดของธิดา หากเป็นไปตามที่ทรงสังหรณ์ คาดว่าป่านนี้ นัดดาคนแรกในหม่อมเจ้าชายอาจจะมาเกิดแล้วก็เป็นได้
ร่างสูงหันมา “ท่านพ่อ” แม้จะพยายามแสดงออกถึงความดีใจ แต่อย่างไรก็ดี มันก็ยังคงดูหม่นหมองชอบกล
ชายหนุ่มผละจากพวกเด็กๆ เขาลุกขึ้นแล้วเดินมา ก่อนจะทรุดตัวลงกราบที่แทบบาตรของผู้เป็นบิดา
ร่างสูงถูกฉุดให้ลุกขึ้นยืน ทรงกอดโอรสคนเดียวไว้ในอ้อมกร พลางรับสั่ง
“พ่อมารับลูกกลับบ้าน”
ชายหนุ่มจึงถอยออกจากอ้อมกรนั้น เขาก้มหน้านิ่ง แล้วกล่าวว่า
“ลูกไม่กลับได้ไหม”
“ลูกต้องกลับ ลูกต้องกลับไปเรียนหนังสือ”
“ถ้าลูกจะทูลขอ ท่านพ่อจะให้ลูกเรียนเสียที่นี่ได้หรือไม่”
“ตั้ม” ท่านชายพยายามรับสั่ง ลำบากพระทัย หากเขาต้องรับรู้“พ่อไม่มีเงินจะส่งเสียลูกอีกต่อไปแล้ว ธุรกิจของพ่อกำลังมีปัญหา ถ้าลูกจะเรียนต่อที่นี่พ่อคงไม่มีปัญญา แต่ถ้าลูกจะกลับไปเรียนแพทย์ให้จบ พ่อพอจะมีกำลัง ฐานะของเรา มันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วนะตั้ม เรื่องเรียนของลูก พ่อก็เข้าไปคุยกับอธิการบดีแล้ว เขายินดีหากลูกจะกลับไปเรียน แต่ต้องกลับไปให้ทันเปิดเทอมใหม่ เขาไม่ให้ลูกดรอปอีกต่อไปแล้ว ถ้าเทอมนี้ลูกไม่กลับไปเรียน ทางมหาวิทยาลัยจะให้ลูกพ้นสภาพ”
“แต่ลูก...” ชายหนุ่มอ้ำอึ้ง “ลูกยังไม่พร้อม...”
“ทำไมถึงยังไม่พร้อม หรือว่าเสียงเด็กร้องนั้น...”
“ท่านพ่อ” เขาร้องออกมาอย่างสะท้อนสะท้าน ไม่คิดว่าท่านพ่อจะทรงทราบ และไม่ต้องการให้ใครพูดถึง
“หญิงตุ้มเล่าให้พ่อฟังน่ะ ตั้มฟังพ่อนะ ไม่ใช่ว่าในโลกนี่ จะมีเราเพียงคนเดียวที่เป็นทุกข์ คนอื่นเขาก็เป็นทุกข์เหมือนอย่างกะเรา บางคนยิ่งกว่าเราด้วยซ้ำ แต่ชีวิตมันต้องดำเนินต่อไป ทุกคนต้องกัดฟันทน ทุกคนต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ การหนีมันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น” รับสั่งพลางก็ทรงนึกถึงคำพูดของเจฟฟรี คนรักของธิดา
“เขามีชีวิตที่สมบูรณ์แบบผิดมนุษย์ พอผิดหวังขึ้นมา มีความทุกข์ก็เลยทนไม่ได้ นราธรถึงออกอาการแบบนั้น และหนี เพราะไม่รู้ว่าจะจัดการกับปัญหาชีวิตอย่างไรดี ชีวิตของเขาสวยงามจนเกินไป เลยไม่มีภูมิคุ้มกันความทุกข์ อกหักนิดเดียวถึงได้ปางตาย ยังดีที่ไม่ถึงกับเป็นบ้า แค่เครียดจนทำอะไรไม่ถูกเท่านั้น”
ด้วยเหตุนี้ หม่อมราชวงศ์นราธรจึงเดินทางกลับสู่มาตุภูมิ ตลอดเวลาหลายปีในสหรัฐอเมริกา กับเสียงร้องไห้ของเด็กทารกซึ่งเจริญเติบโตไปตามวันเวลา เสียงของเด็กคนนั้นที่ได้ยิน เจริญเติบโตไปตามวัยของเด็กคนหนึ่ง และในปีที่สามของการได้ยิน เสียงนั้นก็จากไปอย่างไม่มีเหตุผล แม้ว่าก่อนหน้านั้นมันจะได้ทิ้งช่วงห่างในวันเดือนปีที่เพิ่มขึ้น หากก็น่าแปลก ที่อยู่ดีๆ มันก็หายไปอย่างทันทีทันใด ชายหนุ่มไม่ได้ยินเสียงร้องนั้นอีก จนกระทั้งวันนี้
นายแพทย์หม่อมราชวงศ์นราธร ผละมือออกจากข้าวของ แล้วยืนนิ่ง เป็นอีกครั้งที่ความรู้สึกเหมือนใจจะขาดอย่างเช่นเมื่อสิบกว่าปีก่อนได้กลับมาเยือน เสียงร้องไห้ปริศนาได้หวนคืนมา หากว่าคราวนี้มันหาใช่เสียงร้องไห้จ้าของเด็กทารก นราธรทิ้งทุกสิ่ง ทิ้งนักศึกษาที่มาจัดนิทัศการด้วยกัน แล้ววิ่งตามเสียงนั้นไปในทันที
เด็กสาวคนหนึ่งกำลังร้องไห้กระซิก เสียงของหล่อนแผ่วเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน หากเขาก็ได้ยิน ทารกคนนั้นบัดนี้เติบโตขึ้น เสียงนั้นบ่งบอกว่าเจ้าของเสียงเป็นเด็กหญิงที่กำลังเจริญเติบโตอยู่ในช่วงของวัยรุ่น
เจ็บปวดยิ่งกว่าเก่า เมื่อรู้สึกว่าหล่อนกำลังตกอยู่ในอันตราย ชายหนุ่มวิ่งตามหาเจ้าของเสียงอย่างร้อนรน ท่ามกลางผู้คนมากมายที่มาเดินกันให้ขวักไขว่ในศูนย์การค้าดังกลางกรุง
หล่อนอยู่ ณ ที่แห่งใด สองขาก้าวไปตามสัญชาตญาณ ร่างบางปรากฏอยู่ตรงหน้า เด็กสาวคนนั้นยืนหันหลังตัวสั่น ไม่คิดสิ่งใด นอกจากตรงดิ่งเข้าไปหา ไม่รู้ว่าหล่อนคือใคร รู้แต่ว่าต้องใช่แน่ๆ
หม่อมราชวงศ์นราธร คว้าตัวเด็กสาวคนนั้นเข้ามากอด สาวน้อยในชุดนักเรียนม.ปลายปล่อยโฮทันที
“ช่วยหนูมะลิด้วยๆ” หล่อนพูดพร่ำทั้งน้ำตา
“ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร หนูปลอดภัยแล้ว”
 
 
  
พูดคุย เสนอแนะ อ่านนิยาย หรือจะด่าก็ได้ ที่ FACEBOOK กนกลดา/หวานใส/ชมนาด เชิญธงไชย แล้วอย่าลืมกด LIKE เพื่อรับข่าวสารจากไรท์เตอร์น้า......