มะลิลอยแก้ว

Author: 
กนกลดา
ประเภท: 
นิยาย

ปีพุทธศักราช 2539
นอกจากพี่สาวทั้งสอง ต้าเส่งก็ไม่เคยได้เห็นผู้หญิงคนใดอีก แม่ของเขาตายตั้งแต่เขายังจำความไม่ได้ด้วยซ้ำ อีกทั้งเด็กหนุ่มยังถูกส่งให้เข้าไปเป็นนักเรียนประจำ ในโรงเรียนประจำชายล้วนตั้งแต่ชั้นป.๑
เสาร์อาทิตย์ แม้จะได้กลับบ้าน แต่ก็ต้องช่วยงานเตียในโรงน้ำปลาเกือบจะตลอดทั้งวัน ซึ่งก็มีแต่คนงานชายทั้งนั้น เตียเป็นคนจีนหัวเก่า การจ้างผู้หญิงมาทำงานจึงไม่อยู่ในความนิยม โรงน้ำปลาของเตีย แม้แต่เสมียนก็ยังเป็นผู้ชาย
ตอนเป็นเด็กมันยังไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่พอเริ่มเป็นหนุ่มขึ้นมา ชีวิตแบบนี้ มันน่าเศร้าชะมัด อย่ากระนั้นเลย ขอเตียย้ายโรงเรียนดีกว่า ไม่อยากอยู่ประจำแล้วด้วย เบื่อกฎระเบียบ อยากดูโทรทัศน์ตามใจชอบ  อยากนอนเมื่ออยากจะนอน และที่สำคัญที่สุด อยากเห็นผู้หญิงกับเขาบ้าง เตียยอมโดยง่าย หากว่าก็ยื่นคำขาด
“ลื้อต้องสอบเข้าโรงเรียนนี้ ถ้าสอบเข้าที่นี่ไม่ได้ ลื้อก็เรียนที่เก่า” ใบสมัครสอบ ถูกโยนลงตรงหน้า
“โรงเรียนเทพศิรินทร์”
แน่นอน ว่าคนเรียนเก่งอย่านายต้าเส่ง แซ่ตั้ง จะต้องสอบเข้าได้อยู่แล้ว ซ้ำยังสอบเข้าได้เป็นที่หนึ่งของรุ่นเสียอีก แต่ที่นี่ มันต่างจากที่เก่าตรงไหน ทั้งโรงเรียนก็มีแต่ผู้ชายเหมือนเดิม
หากว่าก็เอาเถอะ มองโลกในแง่ดี อย่างน้อย ที่นี่ ก็ยังมีในสิ่งที่โรงเรียนประจำฝรั่งชายล้วนให้ไม่ได้ นั่นก็คืออิสรภาพ
“หวัดดี เด็กมาร์แต” เมื่อเห็นเป้าหมายอันถูกใจ ก็ไม่รอช้าที่จะเข้าไปทำความรู้จัก ในโรงเรียน ผู้หญิงไม่มี แต่นอกโรงเรียน มันมีเพียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตามโรงเรียนกวดวิชาแถวสยามฯ ซึ่งกว่าจะอ้อนวอนคนขี้เหนียวอย่างเตีย จนให้เขาถือเงินหลักหมื่นมาสมัครเรียนได้ ก็หมดน้ำลายและลูกตื้อไปเป็นปีบๆ เมื่อเตียมองไม่เห็นความจำเป็น
“เราชื่อต้า เรียน ม. ๔ เทพศิรินทร์ แผนวิทย์ เธอล่ะ ชื่ออะไร เรียนอยู่มาร์แตชั้นไหน แผนวิทย์ หรือแผนศิลป์”
แต่แทนที่จะได้รับไมตรีตอบ ดวงตาคูหวาน กลับมองเขาอย่างเหยียดๆ ตั้งแต่หัวจรดเท้า เท้าจรดหัว และแถมท้ายด้วยการส่งเสียงดูถูกออกมาว่า “ชิ” สาวน้อยลุกหนีทัน ต้าเส่งจึงรีบเดินตาม อย่างงี้มันหมายความว่ายังไง ไม่ได้ มันต้องเคลียร์
“นี่เธอ”
ร่างบางหันมาอีกครั้ง สายตาก็ยังคงดูถูก ริมฝีปากชมพูระเรื่อ ขยับ “เรียกทำไมไอ้เด็กวัด” กล่าวออกมาอย่างเย็นชา
“ไม่ใช่สักหน่อย เราไม่ใช่เด็กวัด บ้านเราก็มีอยู่ เราไม่เคยอาศัยวัดอยู่สักหน่อย”
“อาศัยวัดเรียนหนังสือ ก็เท่ากับเป็นเด็กวัดนั่นแหละ เชอะ ทำเป็นมาอวด เราเรียนม. ๔ เทพศิรินทร์ แผนวิทย์” หล่อนจีบปากจีบคอ “จะวิเศษแค่ไหน มันก็อิแค่โรงเรียนวัดนันแหละ ไอ้หมาวัด”
เจ็บ... ปากจัดสุดยอด ถ้าไม่เห็นว่าหน้าตาน่ารักล่ะก็  จะจับกดน้ำเข้าให้ หากก็ยังไม่ทันจะได้ชำระความต่อ
“หญิงต้อง” เสียงแจ๋นๆ ซึ่งคุ้นเคยก็ดังมาแต่ไกล
“พี่ออย” เด็กหนุ่มทักทายพี่สาวข้างบ้านอย่างคาดไม่ถึง
“อ้าวต้า” ร่างเล็กของเด็กสาวลูกนายทหารเพื่อนพี่เขยทักทายตอบ คาดไม่ถึงเหมือนกัน ว่าจะพบกับลูกชายเถ้าแก่ตงเส่งที่นี่ เมื่อบิดาของชายหนุ่มขี้เหนียวได้โล้ เรียนพิเศษที่นี่ ถ้าเรียนครบทุกวิชา ค่าเรียนก็เป็นหมื่นแล้ว ต้าเส่งทำอย่างไร เงินจำนวนไม่ใช่น้อยจึงกระเด็นออกมาจากกระเป๋าผู้เป็นพ่อได้
“รู้จักเหรอ” เด็กสาวคนนั้นจึงถามเพื่อนอย่างระแวงๆ
“ฮื้อ รู้จักดิ ต้าเส่งเขาอยู่ข้างบ้านเรา” หล่อนหมายถึง บ้านพักในค่ายทหารกลางกรุง ตั้งแต่ขึ้นชั้นมัธยม เด็กหนุ่มก็ไปอาศัยอยู่กับพี่สาวและพี่เขย เมื่อบ้านหลวงที่พี่เขยได้อยู่ตามสิทธิ์ ใกล้โรงเรียนกว่าบ้านของเตียในสมุทรปราการ
“ต้าเส่ง”
“ฮื้อ”
ฟังชื่อไม่บอกก็รู้ว่าเป็น
“เจ๊ก” สาวน้อยกล่าวออกมาอย่างไม่มีการเกรงใจ เจ้าของชื่อจึงถึงกับหน้าหงาย และก็ต้องหน้าหงายอีกรอบ เมื่อหล่อนยังกล่าวอย่างเผ็ดร้อนออกมาว่า “หมาวัด”
 สิบกว่าปีร่วงเลย ไอ้เจ๊กหมาวัดในวันนั้นไม่มีอีกแล้ว เมื่อคนที่เรียกเขาอย่างนั้นได้หายไปจากชีวิต สิบกว่าปีในต่างแดน ทำให้เขาไม่ได้พบกับหล่อนอีก และไม่คิดที่จะพบด้วย สิบกว่าปีของเหตุการณ์เปลี่ยนชีวิต ทำให้ชายหนุ่ม ตัดขาดเด็กสาวคนนั้นทันทีอย่างเงียบๆ โดยที่แม้แต่เจ้าหล่อนก็หาได้รู้ตัว
“จำไว้ อย่าได้คิดที่จะเอากำพืดต่ำๆ มาเทียบชั้นปะปนกับพวกเรา ลูกชายของฉัน เขายังมีอนาคตอีกยาวไกล ผู้หญิงที่จะยืนอยู่เคียงข้างเขาไปจนวันตายน่ะ ต้องไม่ใช่พวกเจ๊กขายน้ำปลาอย่างลูกสาวของแก” ยังคงจำได้ทุกถ้อยทุกคำ “ไป หญิงต้อง กลับลูก”
ใครทำร้ายเตีย ใครทำร้ายอรรัมภา คนนั้นก็เท่ากับเป็นศัตรู เด็กสาวคนนั้นกับแม่ของหล่อน บุกมาราวีเตีย และพี่สาวของเขาถึงบ้าน
จะขอจำไปจนวันตาย จะขอจำไว้ใส่กะลาหัว เมื่อเกิดมาเป็นหมาวัด ก็จะอยู่อย่างหมาวัด เมื่อเกิดเป็นลูกเจ๊กขายน้ำปลามันต่ำต้อยนัก ก็จะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกันอีก แม้ว่านายต้าเส่ง แซ่ตั้งคนนั้นจะตายไปจากโลกนี้แล้วก็ตาม
ดอกเตอร์ อติรุจ ตั้งสุจริต ยืนมองเจ้าของร่างบางที่เฉิดไปฉายมาอยู่ไกลๆ เขาจ้องมองเขม็งราวกับจะแผดเผาหล่อนให้แตกดับ
“มองอะไรอยู่ต้า” อดีตเพื่อนร่วมโรงเรียนถาม เมื่อเห็นชายหนุ่มเอาแต่ยืนนิ่งจ้องเอาๆ อะไรสักอย่างอยู่นานแล้ว
“ยายนั้น” มือข้างหนึ่งชี้
“อ๋อ.... ยายคุณหญิงต้อง” ออกแกนไนเซอร์ชื่อดังกล่าว เขารับจัดงานเปิดตัวสินค้าให้กับเพื่อนในวันนี้
“ลูกค้า หรือซัพพลายเออร์”
“ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง ยายนี่เป็นเซเลปที่เราจ้างมาออกงาน”
“ดังเหรอ”
“เปล่า แค่เคยดังน่ะ ยายนี่ค่าตัวถูกดี ก็เลยจ้างมา วันนี้อยากได้ไฮโซมาเดินในงานเยอะๆ ก็เลยต้องเอาแบบที่มันเหมาโหลได้ ทางเอเจนซี่เขาก็เลยเอายายนี่มาด้วย ให้ตายเหอะ น่าจะขอดูรายชื่อก่อน จะได้เอายายคุณหญิงต้องออกไป”
“ทำไมล่ะ” ถามเสียงขรึม
“โอ๊ย... ก็จะทำไมล่ะ ถ้าไม่ใช่ฤทธิ์เยอะ จวนป่วนงานเขาล่มไม่รู้จะกี่งานแล้ว ใครๆ เขาก็เรียกแม่นั่นว่ายายคุณหญิงยี้กันทั้งวงการ ไม่อยากจะเม้าท์ผู้หญิงเลยว่ะ แต่ขอเม้าหน่อยเถอะ”
ใบหน้าคมหันมาขมวดคิ้วเป็นเชิงถามด้วยความสงสัย เพื่อนจึงว่าต่อ
“ยายนี่น่ะนะ เมื่อก่อนเนี่ย ดังมากๆ เลยล่ะ งานอีเวนท์ไหนไม่จ้างไปออกงานเป็นไม่มี แต่พอตัวเองดังก็เริ่มพยอง บวกกับคิดว่าตัวเองเป็นหม่อมราชวงศ์ด้วยแล้วก็ยิ่งไปกันใหญ่ บางที่ก็ไปพังงานเขา บางทีก็เบี้ยวงาน จนเขาเบื่อไปตามกัน แต่ตอนนั้นน่ะคุณเธอดังมาก ก็เลยยังต้องจำใจจ้างกันไป แกรู้ไม ว่ายายคุณหญิงต้องเนี่ย ดังจนถึงขนาดที่ว่าเกือบจะได้เล่นหนังเล่นละครเลยล่ะ”
“แล้วมันเกิดอะไรขึ้น”
“ก็นิสัยเพราะแบบนี่น่ะสิ คนเขาก็เลยแบนเอา จ้างมาออกมางาน รับเงินแล้วก็มาบ้างไม่มาบ้าง อย่างนี่จะจ้างไปทำไม เขาพาไปเล่นละคร ก็เล่นเอากองละครเกือบล่ม ทางช่องเขาก็เลยปลดกลางอากาศ ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นนางเอก และถ่ายละครไปได้เกือบครึ่งเรื่องแล้ว”
“คนรวย ก็คงจะเป็นอย่างนี้แหละมั้ง นึกอยากจะทำอะไรก็ทำ ยังไงก็มีเงินอยู่แล้ว” เขาว่าขึ้นมาลอยๆ อย่างเรื่อยเปื่อย
“ใครว่า” เพื่อนร้องเสียงหลง จึงเป็นเหตุให้ดอกเตอร์หนุ่มจากอิมพิเรียลคอลเรจต้องขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ “อย่าคิดว่าพวกไฮโซจะมีสตางค์กันทุกคน ยายนี่น่ะจนจะกรอบอยู่แล้ว เห็นว่าท่านพ่อของเจ้าหล่อนทำธุรกิจขาดทุนจนหมดตัว ก็เลยต้องมารับจ้างออกงานหาเลี้ยงชีพ”
“อ้าว”
“ไม่ต้องอ้าวหรอกเพื่อน นี่คือความจริง ยายคุณหญิงต้องน่ะ มีแต่เปลือก เรียนหนังสือก็ไม่จบอะไรสักอย่าง แต่ก็ยังทำตัวยโสโอหัง”
“ถ้าอย่างงั้น ทุกวันนี้เขาทำมาหากินอะไร งานอีเวนท์ก็ไม่มีใครจ้างแล้ว”
“น้องชายหาเลี้ยง”
“น้องชาย” เลิกคิ้วอย่างฉงนอีกครั้ง คำว่าน้องชาย ทำให้คนที่ไม่เคยสนใจเรื่องของชาวบ้านอย่างเขา เกิดอยากรู้อยากเห็นขึ้นมา คนๆ นี่ใช่ไหม ที่ทำลายชีวิตของอรรัมภา
“ยายคุณหญิงต้องสวยแต่โง่ก็จริงอยู่ แต่มีน้องชายฝาแฝดฉลาดเป็นกรด เห็นว่าเป็นหมอเด็ก”
“รู้ไหมว่าใคร”
“ไม่รูหรอก ยายคุณหญิงต้องเป็นเซเลปก็จริง แต่น้องชายกลับตรงกันข้าม ขานั้นน่ะ ไม่ใครรู้หรอกว่าเป็นใคร เขาไม่เคยออกงาน ไม่เคยเป็นข่าว เก็บตัวเงียบอย่างกะคนที่ไม่เคยมีตัวตนอยู่บนโลกนี้ ไง” เพื่อนเริ่มกระเซ้า เมื่อเอะใจกับอะไรบ้างอย่าง คนอย่างต้าเส่งผู้ไม่เคยสนใจเรื่องราวของชาวโลก อยู่ดีๆ ก็ถามโน่นถามนี่ ที่เกี่ยวข้องกับยายคุณหญิงยี้ อย่างเก็บรายละเอียด แบบนี้มันน่าสงสัย
ริมฝีปากหยักงามกระตุกยิ้มที่มุมปาก เริ่มจะรู้ทันแล้วล่ะ ถึงแม้ว่าอายุอานามจะดูแก่เกินแกง แต่ก็ต้องยอมรับว่า ยายคุณหญิงยี้คนนี้ สวยอย่างหาตัวจับได้ยาก ความงามของหล่อนยังคงต้องตา ไม่แปลกหรอก หากเพื่อนของเขาจะต้องใจ
“ไง สนใจยายนี่เหรอ”
“ฮื้อ” ยอมรับออกมาอย่างตรงไปตรงมา ก็ทำไมจะไม่ล่ะ
“ขอเตือนว่าอย่าดีกว่าเพื่อน จะเอาความเดือดร้อนมาสู่ตัวเปล่าๆ แต่ถ้าชอบมากล่ะก็ ฉันก็ขอแนะนำแกให้ว่ากันเป็นครั้งเป็นคราวจะดีกว่า”
“เครมได้เหรอ” กล่าวอย่างเย็นชา
“ได้สิ แต่ขอหกหลักน่ะ ค่าตัวแพงไปหน่อย สำหรับคนอายุปูนนี้ แต่ถ้าอยากมีความทรงจำดีๆ แบบว่าครั้งหนึ่งในชีวิต ได้นอนกับหม่อมราชวงศ์คนสวย จ่ายแค่นั้น มันถือว่าถูกมาก เอาไหมล่ะ ค่ำคืนแห่งความทรงจำสักคืน ถ้าแกเอา เดี๋ยวฉันจะให้เด็กไปเรียกยายนั่นมาตกลงกันเรื่องราคา”
เพี๊ยะ!
“ทุเรศ คนบ้า” ในวันนั้น ดอกเตอร์อติรุจ จึงได้รับฝ่ามือเรียวๆ กระแทกหน้าอย่างแรง แทนค่ำคืนแห่งความทรงจำ เมื่อเขาบ้าจี้ ทำตามที่เพื่อนบอกจริงๆ
“เฮ้ย ไหนว่าเครมได้ไง” ร่างสูงโวย พลางเอามือลูบแก้มอย่างงง ยืนมองร่างบางซึ่งตั้งใจจะซื้อบริการ วิ่งร้องไห้จากไป
“แล้วใครมันจะไปรู้ล่ะ” เพื่อนเองก็งงไม่แพ้กัน “ก็เห็นเขาว่ายายนี่ซื้อได้”
“เขาว่า” ชายหนุ่มร้องเสียงหลง “ตกลงที่แกบอกว่ายายนี่ขายเนี่ย แกได้ยินคนอื่นพูดมาอีกทีเหรอ”
“เออ ก็ใช่ ใครๆ เขาก็พูดแบบนี้ แถมยังมีคนที่บอกว่าเคยใช้บริการมาเล่าให้ฟังอีก ว่ายายยี้เนี่ยเด็ดขนาดไหน มันก็เลยน่าเชื่อ”
“บ้าเอ้ย...” สถบออกมาด้วยความโมโหตัวเอง ตั้งแต่เกิดเป็นคน ไม่ว่าจะด้วยวาจาหรือความคิด ต้าเส่งไม่เคยเหยียบย่ำเพศแม่ เขาเกลียดการรังแกผู้หญิง ไม่ว่าผู้หญิงคนนั้นจะกระทำย่ำยีชายหนุ่มสักปานใดก็ตาม
จริงอยู่ที่ในอดีตเด็กสาวคนนั้นกับแม่ของหล่อน จะทำร้ายครอบครัวของเขา หากก็ไม่เคยมีแม้แต่ครั้งเดียวที่จะผูกใจเจ็บ แล้วนี่...
อะไรที่ไม่เคย อะไรที่เกลียด บัดนี้มันได้ทำไปแล้ว ด้วยเพียงคิดพิเรนทร์ หญิงสาวผู้สูงศักดิ์คนนั้นเคยดูถูกเขา ดูถูกเตีย และดูถูกพี่อร หากวันนี้หล่อนซื้อได้ด้วยเงิน เขาก็จะซื้อหล่อนด้วยเงิน สั่งสอนหล่อนให้รู้สำนึก ให้รู้สึกเจ็บที่โดนเหยียบย่ำเสียบ้าง เผื่อความผยศ ความอวดดื้อถือดี และความยโสโอหัง จะได้ทลายลง แล้วมองเห็นคนอื่นเป็นคนเท่ากับตัวเองเสียที
รู้สึกผิดที่ทำให้ร่างบางร้องไห้ ความรู้สึกดีๆ เมื่อสิบกว่าปีก่อนยังคงไม่เคยจางหาย จำหญิงต้องได้เสมอ แม้จะอยู่ห่างจนไกลแสนไกล แต่สาวน้อยคอนเวนต์คนนั้น ก็ยังคงอยู่ในหัวใจ ต้าเส่งไม่สนใจอดีตเพื่อนร่วมโรงเรียน ที่หาสารพัดถ้อยคำมาแก้ตัว ร่างสูงวิ่งตามหล่อนไปทันที
“เดี๋ยว” คว้าแขนร่างบาง เขาตามมาทัน “ผมให้คุณห้าแสนเลยเอ้า แต่ต้องอยู่กับผมทั้งคืนนะ” อ้าว ไหงพูดงี่ล่ะไอ้ต้า ชายหนุ่มด่าตัวเองในใจ ปากหมาได้ทุกทีทุกเวลาเลยสิน่า....
ราชนิกุลสาวหันมาน้ำตานองหน้า ร่างสูงแปลบขึ้นมาทันที ตั้งแต่รู้จักกัน ก็มีวันนี้แหละ ที่เขาเห็นหล่อนร้องไห้
“ไอ้บ้า ไอ้ทุเรศ” หล่อนตะโกนด่า พลางสะบัดแขนให้หลุดจากมือแกร่ง
“ห้าแสนไม่เอา งั้นให้ล้านหนึ่ง แต่คุณต้องไปพักผ่อนกับผมที่ภูเก็ตจนถึงวันเสาร์” ปากหมาเป็นระรอกที่สอง อติรุจอยากจะกัดลิ้นตัวเองให้ตายเสียตรงนั้น ทั้งๆ ที่ตามมาปรับความเข้าใจแท้ๆ ไม่เข้าใจตัวเอง ว่าทำไมถึงพูดออกมาอย่างนั้น
เพี๊ยะ! ดังนั้น ดอกเตอร์หนุ่มจากอิมพีเรียลคอลเลจ จึงได้รับประทานฝ่ามือบนใบหน้าเป็นหนที่สอง
“ไปตายซะ ไอ้บ้ากาม” ว่าจบ หล่อนก็วิ่งจากไป ทิ้งอติรุจให้ได้แต่ยืนลูบแก้มตัวเองด้วยความอึ้ง ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหน ดาริกา ก็ยังคงเป็นดาริกา
 
“วะ” เสียงสบถดังขึ้นลั่นรถ ร่างบางที่นั่งมาด้วยถึงกับสะดุ้ง “มันจะติดไปถึงไหนเนี่ย” บ่นออกมาอย่างเสียงดังฟังชัดด้วยความหัวเสีย “เป็นชั่วโมงกระเถิบได้สามคืบ” ปรายตามองผู้โดยสารที่ถูกบังคับให้ต้องมาส่งหล่อนด้วยความแค้น คิดแล้วก็เจ็บใจไม่หาย เมื่อคำสั่งของมารดา เป็นประกาศิตเสมอ
“วันนี้หนูมะลิต้องไปรายงานตัว นายศักดิ์ตกต้นไม้แขนหัก นอนอยู่โรงพยาบาล ส่วนแม่ก็ต้องไปรับรองลูกค้าที่ภูเก็ตกับน้าต้า กลับดึกๆ โน่น พ่อของแกก็ไปถือศีลที่วัดยังไม่กลับ เหลือแกคนเดียวที่ว่าง เพราะฉะนั้นแกต้องไปส่งน้องที่มหาวิทยาลัย”
ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห แม่นะแม่ ทำไมถึงทำแบบนี้ “ถ้าแกไม่ไป ฉันจะโทรไปตัดบัตรเครดิตของแกทุกใบ” ทั้งข่มทั้งขู่ ใครอยากจะไปส่งยายบ้านนอกนี่  เสียลุ๊คหมด ไปไหนมาไหนกับเสมิร์ฟ ซ้ำมารดาของเขายังสั่งสำทับออกมาอีกว่า
“แล้วก็รอจนหนูมะลิรายงานตัวเสร็จ ห้ามทิ้งให้น้องกลับเองเป็นอันขาด”
“โว้ย” สบถออกมาอีกทีอย่างขัดใจ “มหาวิทยาลัยตามบ้านนอกไม่มีแล้วรึไง ถึงได้ถ่อสังขารมาเรียนถึงในกรุง แล้วยังมีหน้าไปไหนมาไหนเองไม่ได้อีกต่างหาก ภาระชัดๆ”
คนฟังหันมา แล้วหันกลับไป ณนนท์ไม่รู้ว่าหล่อนคิดอะไรอยู่ หากก็รู้สึกสะท้านหนาวสันหลังอย่างบอกไม่ถูก ท่าทางแบบนั้น มันช่างเหมือนกับน้าอรไม่มีผิดเพี้ยน หากก็คาดไม่ถึงว่าร่างบางจะโต้ตอบ เด็กสาวกล่าวว่า
“มี” เสียงนั้นเรียบสนิท “แต่เผอิญเรียนเก่ง มหาวิทยาลัยในกรุง เขาก็เลยเรียกให้เข้ามาเรียน” ปิดท้าย ก็ยังคงจบด้วยความเรียบสนิท หล่อนหน้าตายตั้งแต่ต้นจนจบ อันที่จริง จะต้องบอกว่า ตั้งแต่ออกจากบ้านมาด้วยซ้ำ วางมาดราวกับเจ้าหญิงน้ำแข็งก็ไม่ปาน ไอ้ท่าทางแบบนี้แหละที่เขาเกลียด นี่มันน้าอรในร่างเสมิร์ฟ
“เชอะ ทำเป็นอวด เขาเรียกให้มาเรียน” ชายหนุ่มจีบปากล้อเลียน “ไง เรียนเก่งนักเหรอเรา โด่เอ้ย... จะวิเศษแค่ไหน มันก็ลูกไม่มีพ่อนั่นแหละว้า... ฮ่าๆๆๆ” สะใจ เอาคืนยายหลักกิโลได้แล้ว
สาวน้อยจึงหันมาตาขวาง
“ทำไม โกรธเหรอ ยายลูกไม่มีพ่อ”
เด็กสาวกัดปาก ณนนท์จึงยิ้มกริ่ม โกรธแบบนี้ดีเลย เขาชอบ เพราะฉะนั้น จากนี้จนถึงจุดหมายปลายทาง เขาจะขอสับหล่อนให้เละไปเลย เอาให้หายแค้น
“เขาขับไล่ลงจากดอยล่ะไม่ว่า เลยต้องหนีมาขออาศัยแม่ฉันอยู่”
“ไม่ใช่สักหน่อย” หล่อนเถียง “คุณป้าบอกว่าบ้านนั้นเป็นของแม่เราเหมือนกัน เรามีสิทธิ์อยู่ เงินทุกบาท ของทุกชิ้นด้วย เรามีสิทธิ์ใช้”
“เหรอ” น้ำเสียงกวนซะมิมี “แล้วเธอก็เชื่อเหรอ โถ ยายบ้านนอก” กระชากเสียงในตอนสุดท้าย “ก็แม่ฉันกลัวเธอจะไปกางเต้นท์นอนที่สนามหลวงน่ะสิ เขาถึงได้พูดแบบนี้ จะบอกอะไรให้นะ เอาบุญ แม่ของเธอน่ะ มันเป็นผู้หญิงใจง่าย เที่ยวไปนอนกับใครมาก็ไม่รู้ จนมีมารหัวขนอย่างเธอขึ้นมา รู้ไหม ตอนนั้นน่ะ ทั้งพ่อฉันแม่ฉัน ทั้งอากง อับอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี ที่ต้องได้ชื่อว่าเป็นญาติกับแม่ของเธอ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย แม่ของเธอมันก็แค่กาฝากมาอาศัยใบบุญของอากง แล้วก็สนองคุณอากงได้เจ็บแสบมากๆ แต่ก็ยังดีนะ ที่ยังพอจะมีสำนึก พาเธอหนีเข้าป่าไปเสียก่อน ไม่งั้นคงได้ขายขี้หน้ากันยาว” ว่าจบก็หันไปมองผลงาน ยายเสมิร์ฟโกรธ หูอื้อ หน้าแดงไปหมดแล้ว อย่างนี้มันต้องซ้ำ
“โอ๋ๆๆๆ... โกรธ” เน้นย้ำทุกคำพูด “ยายลูกผู้หญิงใจง่าย แม่เธอมันผู้หญิงใจง่าย” ขอจวกยายนี้ให้หายแค้น จะพาลพาโล ใครจะทำไม ยี่สิบกว่าปีที่ได้เฝ้ารักเฝ้ารอ แต่อรรัมภากลับทรยศความรักของเขาด้วยการไปทอดกายให้ชายอื่นเชยชม จนมียายเสมิร์ฟนี่ขึ้นมา เห็นแล้วมันเจ็บกระดองใจ กล้าดีอย่างไร จึงเหยียบย่ำรักแท้ของเขาได้
“อย่ามาว่าแม่ของเรานะ” สาวน้อยแว้ดขึ้นมา หลังจากที่ควบคุมอารมณ์ให้นิ่งไว้ได้ กับหล่อนอยากจะด่าอยากจะดูถูกอย่างไร ก็ทำไปเถอะ แต่กับแม่อร
“จะว่า ใครจะทำไม ยายลูกผู้หญิงใจง่ายๆๆๆๆๆ” กล่าวซ้ำๆ อย่างไม่ยอมให้จบ สะใจที่เห็นยายนี่เจ็บ สะใจที่ได้ล้างแค้น ไอ้ผู้ชายคนนั้นมันเป็นใครไม่รู้ล่ะ รู้แต่ว่าวันนี้ ได้ชำระแค้นที่คนเป็นลูก ก็ถือว่าได้ทำคนเป็นพ่อแล้ว ส่วนน้าอร เขายังรักอยู่เสมอ ที่พูดออกมาเมื้อกี้น่ะ ไม่ได้มีเจตนาจะว่านะ แค่อยากจะทำให้ยายหลักกิโลนี่เจ็บบ้างเท่านั้นแหละ เจ็บเหมือนอย่างที่เขากำลังเจ็บอยู่นี่ไง
แต่แล้ว ปากก็พาซวย เมื่อยายเสมิร์ฟทำในสิ่งที่ไม่คาดฝัน ในขณะที่ปากของพี่ลูกตาลยังคงพูดพร่ำ
“ยายลูกผู้หญิงใจง่าย”
เด็กสาวก็เปิดประตูรถ แล้วพรวดออกไปทันที
“เฮ้ย” นายลูกตาลงงเป็นไก่ตาแตก คาดไม่ถึงว่ายายบ้านนอกนี่จะกล้า ตายล่ะวา ถ้าแม่รู้ล่ะก็ โดนจับปล่อยเกาะแน่ๆ ร่างสูงรีบเปิดประตู หมายจะตามไป
“ปี๊นๆ” เสียงแตร์ของรถคันอื่นบีบไล่หลัง รถเคลื่อนได้พอดี เขาจึงรีบดันตัวเองกลับเข้าไปในรถ ชายหนุ่มขับรถออกไปก่อน จึงหาที่จอด หากเดินกลับมายังจุดเกิดเหตุ ยายเสมิร์ฟคู่กรณีก็หายไปเสียแล้ว

“ซวยแล้วไหมล่ะ”
 
โค้งสุดท้ายแล้วนะจ๊ะ สำหรับการเปิดจองพ่ายกลรัก จองกันได้ถึงวันจันทร์ ที่ ๘ เมษา ๕๖ ดูรายละเอียดการจองที่แฟนเพจ กนกลดา/หวานใส/ชมนาด เชิญธงไชย บน facebook
พูดคุย เสนอแนะ อ่านนิยาย หรือจะด่าก็ได้ ที่ FACEBOOK กนกลดา/หวานใส/ชมนาด เชิญธงไชย แล้วอย่าลืมกด LIKE เพื่อรับข่าวสารจากไรท์เตอร์น้า......