มะลิลอยแก้ว

Author: 
กนกลดา

ปีพุทธศักราช 2556

วันนี้มันวันอะไรวะ ณนนท์แอบสบถในใจ ไหนใครบอกว่ารถเข้าทุ่มหนึ่ง พอเอาเข้าจริงๆ ก็ช้าไปเป็นชั่วโมง เสมองไปยังร่างบางที่นั่งอยู่เคียงข้าง เนี่ยนะลูกสาวน้าอร ทำไมถึงหาเค้าของผู้เป็นแม่ไม่มีแม้แต่น้อย ยายตาโตนี่ทั้งเตี้ยทั้งสั้น หน้าตาก็.. เฮ้อ. ไม่อยากจะพรรณนา

“ยายสเมิร์ฟ” บ่นพึมพำอยู่คนเดียว จับทาสีฟ้าหน่อยเหมือนทีเดียวเทียวแหละ คนอะไร มองตรงไหนก็หาความงามไม่เจอสักนิด ซ้ำยังตัดผมทรงกะลาครอบ สงสัยจะทรงยอดฮิตประจำตำบล เพื่อนบ้านนอกสาวของหล่อนที่มาด้วย ก็ตัดผมทรงเดียวกันเปะ ความงามก็หาไม่มีอยู่แล้ว ยังไว้ผมทรงทำลายความงามเข้าไปอีก ตัวเท่าลูกหมา เรียนแพทย์จริงเล้อ...

แล้วก็ไม่เข้าใจ ว่าจะยกโขยงกันมาทำอะไร มิน่าล่ะ มารดาของเขาจึงสั่งให้เอารถตู้มา อย่าบอกนะ ว่าไอ้บ้านนอกพวกนี้จะค้างคืนที่บ้านของเขาด้วบ

“คุยภาษาอะไรของมันวะ” แอบสบถอีกครั้ง เมื่อผู้โดยสารวัยรุ่นส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวเป็นภาษาที่ชายหนุ่มฟังไม่เข้าใจ ปรายตามองยายสเมิร์ฟอีกที ยังดีนะ ที่ยายนี่เงียบ ไม่อย่างงั้นคงได้หนวกหูไปกว่าเก่า

รถเลี่ยวเข้ามาในเขตคฤหาสน์ โล่งอก ถึงเสียที เหม็นกลิ่นไอ้พวกบ้านนอกเหล่านี้เต็มทน หากก็ไม่วายจะหมั่นไส้ เมื่อมองเห็นมารดากับน้าต้ามายืนรอท่าต้อนรับอยู่หน้าบ้าน รถจอดสนิท และทันทีที่ลงจากรถ ณนนท์ก็เกือบจะเดินเข้าบ้าน ณ บัดเดี๋ยวนั้น ถ้าคุณหญิงแม่ไม่คว้าแขนเอาไว้เสียก่อน

“หนูมะลิขอป้า” ปล่อยแขนลูกชาย แล้วถลาเข้าไปกอดหลานสาวทันที ทั้งโอบกอด ทั้งลูบหัวลูบหลัง ณนนท์แบะปาก

“หนูมะลิของป้า...” ขมุบขมิบงุบงิบปากประชดมารดา จะทำซึ้งกันไปอีกนานไหม รำคาญ จะอ้วกว่ะ และในขณะที่พี่ลูกตาลกำลังจะอ้วก มารดาของเขาก็เลิกแสดงความรักจนน่าหมั่นไส้กับหลานสาวนอกไส้พอดี หล่อนหันไปทางน้องชาย

“นี่ไงตี่ตี๋ หนูมะลิ ลูกสาวแม่อร” ร่างสูงจึงยิ้มแสดงการต้อนรับ “หนูมะลิ นี่น้องชายของแม่อร” เด็กสาวกระพุ้มมือไหว้

“สวัสดีค่ะน้าตี่ตี๋” ทักทายอย่างพาซื่อ จนณนนท์แทบจะปล่อยก๊าก คนอะไร บ้านนอกได้ใจจริงๆ หนังละครก็มีให้ดู ไม่รู้รึไง ว่าคำว่าตี๋ หรือตี่ตี๋ เนี่ย มันแปลว่าอะไรเขาคิด คุณสุรีย์จึงต้องรีบแก้

“ไม่ใช่นะจ๊ะ ไม่ใช่ ไม่ใช่น้าตี่ตี๋ แต่เป็นน้าต้า ตี่ตี๋เป็นภาษาจีน คนจีนเขาเรียกน้องชายว่าตี่ตี๋”

“งั้นจะให้หนูมะลิ เรียกคุณป้ากับน้าต้าว่ายังไงดีค่ะ ต้องเป็นภาษจีนด้วยหรือเปล่า” เด็กสาวงง คนเป็นป้าจึงรีบตอบ

“ก็เรียกน้าเรียกป้านั่นแหละ”

“เผอิญว่าเลิกเป็นเจ๊กมานานแล้ว” นายลูกตาลแขวะ คนเป็นแม่จึงมองตาคว่ำ หากกระนั้นก็หาได้แยแส

“แล้วถ้าอย่างงั้น ที่ยังเรียกน้าต้าว่าตี่ตี๋...นี่ ยังไงค่ะ” หล่อนยังคงสงสัย พี่น้องของแม่มีวัฒนธรรมการเรียกกันที่ทำให้หล่อนงง

“มันเคยปากน่ะจ๊ะ เรียกกันมา...” ว่ายังไม่ทันจบ

“ตั้งแต่ยังเป็นเจ๊กกันอยู่” พี่ลูกตาลแทรกซะงั้น ตาคว่ำๆ ของผู้เป็นแม่จึงมองมาอีกหน

“มันเคยไปแล้วน่ะหนูมะลิ” น้าต้าจึงว่าขึ้นมาบ้าง “อย่าไปสนใจเลย ก็เรียกน้าว่าน้า เรียกคุณป้าว่าป้านั่นแหละ ตี่ตี๋นี่เอาไว้ให้พวกผู้ใหญ่เขาเรียกไป อันที่จริงแม่ของหนูก็เป็นคนไทย ไม่ต้องสนใจทำเนียมจีนหรอก น้ากับคุณป้าเองก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร พวกเรา” ยังไม่ทันจะได้ว่าจบ

“ลืมความเป็นเจ๊กไปหมดแล้ว” ยังเกรียนได้อีก เป็นอีกครั้งที่พี่ลูกตาลแทรกซะงั้น ไม่มีอะไร หมั่นไส้อะ จะอะไรกันนักกันหนากับยายบ้านนอกนี้ แห่แหนออกมาต้อนกันรับซะเวอร์ ทั้งอาหารโรงแรมหรู ทั้งข้าวของเครื่องใช้ เตรียมไว้ให้อย่างกะองค์หญิงจะเสด็จ ทำไมไม่จ้างหนังกลางแปลง จ้างลิเกมาเล่นเสียเลยล่ะ เอาสาวน้อยตกน้ำด้วยก็ดีนะ จัดงานสมโภชยายหลักกิโลนี่ให้มันสุดๆ สักเจ็ดวันเจ็ดคืน เอาให้งานวัดสะเกศยังต้องอายไปเลย กั๊กไว้แค่กินข้าวเย็น มันจะไปสะใจอะไร

“เจ้าลูกตาล” คราวนี้คุณหญิงสุรีย์จึงต้องเรียกลูกชายเสียงเขียว หากไม่นานนัก ด้วยความเป็นสาวสังคมมืออาชีพ หล่อนจึงปรับสีหน้า แล้วส่งยิ้ม

“แล้วนี่ใครกันบ้างล่ะ ผู้ใหญ่บ้านมะตือ ป้ารู้จักแล้ว” หลายๆ ครั้งที่อรรัมภานัดเจอหล่อนที่แม่สอด สุรีย์จึงรู้จักผู้ใหญ่บ้านห้วยแม่กระพ้อไปโดยปริยาย เมื่อน้องสาวติดรถเขาเข้ามาในเมือง ซึ่งโดยมากก็จะเป็นห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ในอำเภอแม่สอด ผู้ใหญ่บ้านมะตือเข้ามาซื้อของที่นี่เดือนล่ะครั้ง จึงเป็นการสะดวกหากจะนัดพบกัน และในการพบกันหลายๆ ครั้ง ผู้ใหญ่บ้านมะตือก็อยู่ด้วย

“คนนี้ครูสมควรค่ะ ครูของหนูมะลิ หนูมะลิเรียนหนังสือกับครูตั้งแต่ป.๑ จนถึง ป.๖”

ครูหนุ่มใหญ่วัยใกล้เคียงกับอรรัมภาจึงยกมือไหว้ จากนั้นมาลาตีจึงแนะนำเพื่อนร่วมหมู่บ้านที่เดินทางเข้ากรุงมาเรียนหนังสือเหมือนอย่างหล่อนให้ผู้เป็นป้าได้รู้จัก เด็กหนุ่มสาวเหล่านี้สอบเข้ามหาวิทยาลัยในเมืองหลวงได้ จึงเดินทางเข้ากรุงมาพร้อมๆ กัน

 

เด็กกาลกิณี ฟังแล้วเจ็บปวดเป็นที่สุด หลานสาวของหล่อนถูกคนทั้งหมู่บ้านตราหน้าว่าเป็นเด็กกาลกิณี ลูกที่เกิดมาไม่มีพ่อแม่ จะด้วยเหตุผลใดก็ตามที ในสังคมชาวกระเหรี่ยงแห่งบ้านห้วยแม่กระพ้อ ถือเป็นสิ่งอัปมงคล เด็กคนนั้นจะถูกตัดสินว่าเป็นเด็กกาลกิณี ไม่มีใครคบค้า ไม่มีใครยอมรับ หลายชีวิตถูกปล่อยให้ตายตั้งแต่แรกคลอด อรรัมภาทนเข้าไปได้อย่างไร

“ครูๆ ขอหนูมะลิเรียนหนังสือด้วยคนดิ แกยืนเกาะหน้าต่างตะโกนเรียกผมอย่างนี้” ครูสมควรเล่า “ตอนนั้นผมดูๆ กะเอาว่าหนูมะลิคงอายุไม่ถึงเกณฑ์ ก็เลยหัวเราะหึๆ แล้วบอกให้แกไปวิ่งเล่นกับเพื่อนก่อนเถอะ เจ็ดขวบเมื่อไหร่ค่อยให้แม่พามาสมัครเรียน แล้วคุณหญิงรู้ไหมครับว่าแกตอบผมว่ายังไง”

สุรีย์ส่ายศีรษะอย่างอึ้งๆ เรื่องของหลานสาวที่ได้ฟังจากปากของผู้เป็นครู ทำให้หล่อนสะท้อนใจอย่างบอกไม่ถูก

“แกบอกกับผมว่า เพื่อนไม่มี ไม่มีใครเล่นด้วย เขากลัวหนูมะลิ หนูมะลิเป็นเด็กกาลกิณี หนูมะลิเหงา ขอเรียนหนังสือด้วยนะ” ครูสมควรถอนใจอย่างเศร้าๆ เศร้าในชะตากรรมของชีวิตอันบริสุทธิ์ “ตอนนั้นผมอึ้งไปเลย ผมเป็นครูบรรจุใหม่ ไปอยู่ที่นั่นได้ไม่กี่เดือน เลยไม่ค่อยจะเข้าใจว่าทำไมใครๆ ถึงเรียกหนูมะลิว่าอย่างนั้น จนผู้ใหญ่มะตือกระซิบบอกนั่นแหละครับ จึงถึงบางอ้อ”

“แล้วหลังจากนั้นล่ะค่ะ” สุรีย์ถาม

“แรกๆ ผมก็ไม่ได้สนใจ ก็ปล่อยแกไป แต่หนูมะลิก็วนเวียนอยู่แถวนั้น ไม่ยอมไปไหน แกตื้อขอเรียนหนังสือไม่เลิก จนผมใจอ่อน เรียกให้แกเขามานั่งในห้องเรียน สงสารด้วยครับ กลัวจะโดนเด็กอื่นรังแก หนูมะลิน่ะ วันๆ ก็อยู่คนเดียว มองเด็กคนอื่นเล่นกันตาละห้อย ผมก็เลยคิดว่าแค่ให้เข้ามานั่งในห้องเรียนเฉยๆ คงจะไม่เป็นไร นักเรียนที่โรงเรียนก็มีไม่ถึงสิบคน คงไม่ลำบากนักเรียนคนอื่นเท่าไหร่ ผมหารูปหาสีให้แกเอามาระบายเล่น แต่แกไม่ระบาย แกเอากระดาษระบายสีที่ผมให้มาจด แกพยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่ผมสอน”

“แล้วยังไงอีกค่ะครู”

“ตอนนั้นผมเองก็ไม่สนใจท่าทางที่ทำเหมือนว่าเรียนหนังสือของแกนักหรอก คิดว่าเด็กมันคงเล่นไปอย่างนั้นเอง จนวันหนึ่งผมตั้งโจษย์คณิตศาสตร์ให้เด็กป. ๖ ตอบ นั่นแหละครับ เรียกใคร ก็ไม่มีใครยอมออกมา หนูมะลิคงจะรำคาญ แกก็เลยเดินออกมาหน้าชั้น แล้วหยิบชอล์คแสดงวิธีทำบนกระดาน มันถูกครับ”

“หา ขนาดนั้นเลยหรือครู”

“ทีแรกผมก็คิดว่าบังเอิญ ผมเลยทดสอบแก ข้อสอบคณิตศาสตร์ชั้นป. ๖ แกทำถูกหมดเลย ผมก็เลยไปหาผมคุณมะแตละ เออ ผมหมายถึงคุณแม่ของหนูมะลิ เธอก็เลยหยิบกระดาษหนังสือพิมพ์ห่อของมาให้หนูมะลิอ่าน เด็กอ่านออกทุกตัวอักษร แค่แกพูดไทยชัดถ้อยชัดคำผิดเด็กกระเหรี่ยง ผมก็ทึ่งแล้ว เจออย่างนี้ ก็เลยต้องทึ่งรอบสอง”

“คุณหมายความว่า หนูมะลิ...”

“ครับ ก็อย่างที่คุณหญิงเข้าใจ ผมรีบเข้าจังหวัดวันรุ่งขึ้นเลยครับ ปล่อยเอาไว้ตามมีตามเกิดแบบนี้ไม่ได้ ผมทำเรื่องซิกแซกจนหนูมะลิได้เข้าเรียนชั้นป.๑ อันที่จริงแกควรจะเรียนม.๑ ด้วยซ้ำไป แต่ทางศึกษาจังหวัดเขาอรุ่มอร่วยให้ได้แค่นี่ ทางนั้นเขาให้เหตุผลกับผมว่า เด็กต้องเจริญเติบโตไปตามวัย เด็กเล็กเพิ่งจะหย่านม เอาไปอยู่กับเด็กโต มันไม่มีผลดีอะไรเลย เด็กมันจะเครียดจนเรียนหนังสือไม่ได้ พาลจะเสียคนเอา ตอนนั้นก็แอบโมโหอยู่เหมือนกัน แต่ตอนหลังก็คิดได้ เขาพูดถูก ถ้าให้หนูมะลิข้ามเขาไปเรียนในโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอ ซึ่งก็ไม่ใช่แค่ต้องข้ามเขาไปเรียนอย่างเดียว โรงเรียนไกลจากห้วยแม่กระพ้อมาก หนูมะลิต้องอยู่ประจำ เด็กอายุแค่นั้น ถ้าให้จากแม่ มันทารุณเกินไป”

ครูสมควรยังเล่าต่อไปอีกว่า หนูมะลิมีชีวิตที่น่าเวทนาอย่างสุดจะบรรยาย ในหมูบ้านห้วยแม่กระพ้อ หล่อนเดินเข้าไปที่ใด วงก็แตกที่นั่น ทุกคนเดินหนีทันทีที่เด็กหญิงเดินเข้าไปหา ที่โรงเรียน เพื่อนร่วมโรงเรียนก็แสดงความรังเกียจอย่างชัดเจน ไม่มีใครยอมนั่งใกล้เด็กหญิง ไม่มีใครพูดด้วย เด็กน้อยถูกมองราวกับตัวประหลาด ด้วยแม้จนถึงทุกวันนี้ก็ตาม ให้ตายเถอะ พ่อแม่ทำชั่ว แต่ลูกรับกรรม

ยังคงเฝ้าหมกมุ่นครุ่นคิด ใจหนึ่งก็อดโมโหอรรัมภาอยู่ได้ บ่อยครั้งที่สุรีย์ขอหนูมะลิมาเลี้ยงเป็นลูก แต่น้องสาวของหล่อนก็ยืนกรานปฏิเสธ จะออกจากป่ามาเสียก็ย่อมทำได้ ถ้าโดนกระทำย่ำยีเสียขนาดนั้น สู้กลับมาอยู่กรุงจะไม่ดีกว่าหรือ อยู่ในกรุง ท้องไม่มีพ่อ เป็นลูกไม่มีพ่อ มันก็ไม่มีใครเขาทำกันถึงกับประณามด่าว่า ยัดเยียดความเป็นเด็กกาลิณีมาให้ แล้วถูกปฏิบัติเยี่ยงสัตว์อันน่ารังเกียจ

เด็กมีสติปัญญาอยู่ในระดับอัจฉริยะ แต่ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ ถึงปล่อยให้ลูกต้องเสียโอกาส หนูมะลิควรจะได้เรียนโรงเรียนดีๆ และการส่งเสริมที่ดีๆ ไม่ใช่เรียนหนังสืออย่างตามมีตามเกิดในป่าในดง ครูคนเดียวสอนมันทุกวิชา ห้องเรียนห้องเดียวเรียนรวมมันหมดทุกชั้น ดีนะ ที่สอบเข้าแพทย์ได้

“คุณหญิงค่ะ” เสียงเรียกของสาวใช้ทำให้หล่อนต้องหยุดครุ่นคิด

“มีอะไรรึ”

“น้าศักดิ์ตกต้นไม้ค่ะ”

“เหรอ” หญิงสูงวัยตั้งตัวตรงทันที “แล้วเป็นอย่างไรบ้าง” ตกใจอยู่ไม่น้อยสำหรับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับคนในปกครอง

“แกเจ็บน่าดูเลยค่ะ คุณต้าพาไปส่งโรงพยาบาลเมื่อตะกี้ แล้วให้หนูมาเรียนคุณหญิง ท่าทางไม่อะไรสักอย่างคงหัก” หญิงสูงวัยพยักหน้ารับทราบ หล่อนเป็นเจ้านายที่ดี จึงอดไม่ได้ที่จะเป็นห่วง

“ตายจริง แล้วนายศักดิ์ขึ้นไปทำอะไรบนต้นไม้”

“ลูกนกมันตกลงมาจากรัง” เด็กสาวตอบ “แกก็เลยปีนเอาลูกนกไปส่งที่รัง”

“เฮ้อ” อดไม่ได้ที่จะอเนจอนาถ แล้วหลานสาวของหล่อนก็เดินผ่านมาพอดี สุรีย์จึงต้องหยุดการสนทนากับสาวใช้ทันที เมื่อการแต่งกายของมาลาตี มันไม่ถูกตาหล่อนเอาเสียเลย เด็กสาวอยู่ในชุดอย่างชนเผ่าสีขาวยาวกลอมเท้า

“หนูมะลิ” หญิงสูงวัยร้องเรียก มันจึงเป็นเหตุให้สาวน้อยต้องหยุด

“มาหาป้าหน่อยเถอะ” มาลาตีจึงทำตามที่ผู้เป็นป้าร้องขอ หล่อนเดินเข้าไปหาแล้วนั่งลงข้างๆ นั่งลงกับพื้น เช่นเดียวกับสาวใช้ที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว สุรีย์จึงต้องดึงตัวหลานสาวให้ลุกขึ้น แล้วกดให้นั่งลงบนโซฟาเคียงข้างหล่อน “เธอออกไปก่อน” คุณหญิงของท่านนายพลสั่งความกับคนใช้ เด็กสาวคนนั้นจึงคลานออกไปทันที

รอจนสาวใช้ลับตาไป จึงกล่าวขึ้นมาว่า “ชุดนี้สวยดีน่ะ แต่หนูมะลิเปลี่ยนได้ไหม”

เด็กสาวจึงก้มลงมองตัวเองอย่างไม่เข้าใจ เมื่อชุดผ้าฝ้ายทอมือชุดนี้ คือเสื้อผ้าชุดที่ดีที่สุดของหล่อน แล้วถามว่า “ทำไมหรือค่ะ ชุดนี้มันไม่ดีตรงไหน”

“ไม่ใช่ว่ามันไม่ดี แต่มันไม่เหมาะสมกับสถานที่ที่เราจะไป” คนเป็นป้าว่า วันนี้น้องหล่อนและน้องชายจะพาหลานสาวออกไปซื้อข้าวของเครื่องใช้ และอุปกรณ์การเรียน “ที่นี่ ไม่มีใครเขาแต่งตัวแบบนี้กัน”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูมะลิไม่สน”

“ไม่สนไม่ได้หรอก เราอยู่ที่ไหน เราต้องทำตัวให้กลมกลืนกับที่นั่น การแสดงตัวว่าเป็นคนต่างถิ่นน่ะ มันล่อตาพวกมิจฉาชีพนะรู้ไหม เราจะกลายเป็นเป้าให้คนฉวยโอกาสมันเข้ามาหาผลประโยชน์ ที่นี่กรุงเทพฯ คนดีมีเยอะ แต่คนไม่ดีมันก็มีเยอะเหมือนกัน” ว่าจบก็ลากแขนหลานสาวกลับขึ้นไปที่ห้อง ซึ้งหล่อนเตรียมไว้ให้มาลาตีเป็นห้องส่วนตัว ซึ่งสิ่งที่ผู้เป็นป้าเตรียมไว้ให้ มันถึงกับทำให้เด็กสาวนอนไม่หลับ

ห้องนอนสำหรับคนๆ เดียว แต่กว้างใหญ่กว่าบ้านของหล่อนที่ห้วยแม่กระพ้อเสียอีก ซ้ำยังหรูหรา ไม่ต่างอันใดกับวิมานซึ่งเคยจินตนาการเล่นๆ ยามอ่านหนังสือชาดก มาลาตีไม่เข้าใจว่า ทำไมทุกสิ่งในเมืองกรุงที่มีเหลือเฟือ จึงไม่มีเอาเสียเลยที่หมู่บ้านของหล่อน

สุรีย์เปิดตู้เสื้อผ้า ไม่สนใจจะดูกระเป๋าเดินทางใบเล็กนิดเดียวที่หลานสาวเอาติดตัวมาจากบ้านนอก เสื้อผ้าราคาแพงแขวนเอาไว้เต็มตู้ นี่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่หล่อนเตรียมเอาไว้ให้หลานสาว มาลาตีตาโต ไม่ใช่เพราะตื่นตาด้วยความอยากได้ แต่ตื่นตะลึงกับความมากมายจนเกินไปของเสื้อผ้าเหล่านั้นต่างหาก เยอะขนาดนี้ สาวๆ ที่ห้วยแม่กระพ้อ ใส่กันได้ทั้งหมู่บ้าน

มือเรียวซึ่งประดับด้วยแหวนเพชรเม็ดโต หยิบชุดกระโปรงตัวสวยออกมา แล้วทาบลงบนร่างกายของหลานสาว

“ต๊าย พอดี๊ พอดี” คุณหญิงร้อง ครั้งสุดท้ายที่หล่อนไปพบน้องสาว อรรัมภาพามาลาตีมาด้วย หนึ่งปีผ่านมาแล้ว แต่หนูมะลิของหล่อน กลับตัวเท่าเดิม เห็นเช่นนี้ ใจก็อดตำหนิอรรัมภาไม่ได้ เลี้ยงลูกอย่างไร เด็กมันถึงได้ตัวแค่นี้ ทั้งๆ ที่แม่ก็สูง พ่อก็.... หากก็ต้องรีบสกัดความคิด ไม่เอา ไม่คิด ไม่มีหลักฐาน แม้แต่จะคิดก็ไม่ควร เผื่อมันไม่ใช่ขึ้นมา ก็เท่ากับโยนบาปไปให้ตี่ตี๋

“ใส่ชุดนี่นะ เนี่ยป้าเตรียมเสื้อผ้า ร้องเท้า กระเป๋า ให้เราครบทุกโอกาสเลย ชุดนอนก็มี” ว่าจบก็ยัดเดรสตัวสวยราคาแพงใส่มือหลานสาว มาลาตีจึงต้องรีบร้องบอก

“ไม่ต้องก็ได้ค่ะคุณป้า แม่ก็ซื้อเสื้อผ้าแบบนี้ให้หนูมะลิสองสามชุด เดี๋ยวหนูมะลิ เอาของหนูมะลิมาใส่ คุณป้าไม่ต้องลำบากก็ได้ เท่าที่มาอาศัยอยู่อาศัยกินกับคุณป้า หนูมะลิก็เกรงใจจะแย่อยู่แล้ว”

เล่นเอาคนเป็นป้าต้องทอดถอนใจ ถ้าต้าเส่งถอดแบบนิสัยสมถะมักน้อยมาจากเตีย มาลาตีก็ถอดแบบนิสัยเจียมตัวเกินเหตุมาจากอรรัมภา คิดได้ดังนั้น สุรีย์โมโหขึ้นมาทันที ก็เพราะไอ้นิสัยแบบนี้มิใช่หรือ ที่ทำให้น้องสาวของหล่อนต้องออกจากบ้าน จนเกิดเรื่องเกิดราวขึ้นมา หากอรรัมภาจะคิดว่าตัวเองเป็นลูกคนหนึ่งของเตีย ความงามหน้ามันก็คงจะไม่มีวันเกิดขึ้น อย่างน้อยความเป็นลูกมีพ่อมีแม่ ก็คงจะยับยั้งไม่ให้หล่อนออกนอกลู่นอกทาง

“อาศัยอยู่อาศัยกินอะไร” คุณหญิงของท่านนายพลเสียงแข็งขึ้นมาทันที “บ้านหลังนี้คุณตาตงเส่งของหนู สร้างไว้ให้ลูกหลานทุกคนอยู่ ทรัพย์สมบัติทุกชิ้น เงินทุกบาทก็เหมือนกัน มันเป็นของคุณตา ที่ให้ไว้เป็นกงสี ลูกหลานทุกคนมีสิทธิ์ใช้อย่างเท่าเทียมกัน”

“แต่แม่บอกว่า” เด็กหญิงพยายามแย้ง

“คุณตาเขารักแม่ของเราไม่ต่างจากลูกในไส้ และทุกๆ คน ทั้งป้า ทั้งน้าต้า ก็ถือว่าแม่ของเราก็คือลูกของคุณตาคนหนึ่ง ทรัพย์สมบัติของคุณตา หนึ่งในสาม ก็ท่านยกให้แม่ของเรา เท่าๆ กันกับที่ยกให้ป้า ยกให้น้าต้า เพราะฉะนั้น ที่นี่คือบ้านของหนูมะลิ เงินทุกบาท ข้าวของทุกชิ้น หนูมะลิมีสิทธิ์ใช้ ห้ามพูดว่าเกรงใจ ห้ามพูดว่ามาอาศัยป้าอยู่อาศัยป้ากินอีก แล้วก็รีบแต่งตัว เดี๋ยวน้าต้ากลับมา จะได้ออกไปเลย”

 

ปีพุทธศักราช 2536

“อย่ารังแกผู้หญิงนะ” ร่างสูงของเด็กหนุ่มวัยยังไม่เต็มสิบห้า เอาตัวเข้ากำบังหญิงสาว เกือบจะหลุดเรียกพี่อรเสียแล้วสิ แต่ยังดีที่กัดลิ้นตัวเองได้ทัน

“ไม่ใช่เรื่องของเด็ก อย่าเสือก” ชายคู่กรณีว่าพลางผลักเด็กหนุ่มให้พ้นทาง แต่เขาขืนตัวเองเอาไว้ เรื่องอะไรล่ะ มีโอกาสได้ทำแมนโชว์หญิงอย่างนี้ และที่สำคัญหญิงคนนั้น เขาก็หลงรักหัวปักหัวปำ จนถึงขั้นขอพ่อขอแม่ออกมาอยู่หอ โดยเอาเรื่องกวดวิชาสอบเอ็นฯ มาอ้าง เมื่อวันหนึ่ง เห็นหล่อนเดินเข้ามาในอพาร์ทเมนต์แห่งนี้ ซึ่งเผอิญว่า แม่ไอ้ตึ๋งเป็นเจ้าของ

ไม่รอช้าที่จะลงทุน เงินทุกบาทที่เก็บเอาไว้ ไอ้ตั้มก็ทุบกระปุก เอามาว่างมัดจำค่าเช่า หลังจากที่ได้รู้ว่า ข้างๆ ห้องที่หล่อนอยู่ มันว่าง

และที่มากไปกว่านั้น การปกป้องผู้หญิงที่ตัวเองรัก มันคือหน้าที่ที่หนุ่มน้อยกระสันอยากจะทำ หากมันถึงคราว ที่หาไม่ได้ง่ายๆ นัก พี่อรเข้มแข็งชะมัด เป็นเพื่อนบ้านกันมาร่วมเดือน หล่อนยังไม่เคยเคาะห้องขอความช่วยเหลือจากเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว ขนาดวันนั้นหลอดไฟทางเดินขาด หล่อนยังไปขอหลอดไฟแม่ไอ้ตึ๋งมาเปลี่ยนซะเองอย่างไม่รอช่างไฟ ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ ไอ้ตั้มก็ยังคงเป็นอากาศธาตุ หล่อนไม่ได้ใส่ใจเสียด้วยซ้ำ ว่ามีคนชื่อนราธรย้ายมาอยู่ข้างห้อง แต่ ณ วินาทีนี้ล่ะ พี่อรจะต้องจำเขาไปจนวันตาย

“ผมต้องเสือก ก็พี่จะรังแกผู้หญิงอะ” ว่าก็ว่าเหอะ ไอ้หมอนี่ท่าทางก็ดี แต่ทำไมหยาบคาบจัง เด็กหนุ่มคิด

“หลีกไป ไอ้เด็กมัธยม” คำรามลั่นอย่างข่มขู่อีกครั้ง “กูมีเรื่องจะเคลียร์กับแฟนกู”

อ้าว.. ซะงั้น นายตั้มเซ็งเลย ไอ้หมอนี่กับพี่อร พี่อรมีแฟนแล้ว เด็กหนุ่มคงถึงคราวอกหัก หากก็แค่คงเท่านั้น เมื่อเสียงหวานๆ ที่ตะโกนค้านขึ้นมานี่สิ เล่นเอาโลกทั้งโลกของหนุ่มมัธยมสว่างไสวในบัดดล อย่างงี้ไอ้ตั้มสู้ตาย

“อย่ามาตู่นะพี่โอ ใครเป็นแฟนพี่” หล่อนแว้ดเสียงหลง

“ไม่ต้องทำเป็นเซ่ออร ใครๆ เขาก็รู้ ว่าเราสองคนเป็นอะไรกัน เตียของอร กับม๊าของพี่ หมั้นเราสองคนด้วยวาจาแล้ว”

เฮ้ย... อะไรวะ นายตั้มเริ่มสับสน โลกสว่างเมื่อครู่ เริ่มวูบๆ ไหวๆ ราวไฟกำลังจะตก นายนั่นว่าอย่าง พี่อรว่า แล้วนี่ตกลงใครกันแน่ที่มั่ว

“ไม่ใช่” หล่อนตะโกนข้ามไหล่ของตั้ม “พี่โอคิดไปเอง ม๊าของพี่โอ กับเตียของอรไม่เคยคุยกันเรื่องนี่ พี่โอเป็นแค่คนข้างบ้าน พี่ไม่ได้เป็นอะไรกับอร”

“หลีกไปไอ้ตี๋” นายโอบันดาลโทสะ อะไรก็ไม่เท่ากับเสียหน้า อรรัมภากล้าหักน้ำใจของเขาต่อหน้าไอ้เด็กเมื่อวานซืนนี่ คราวนี้ตั้มจึงถึงกลับกระเด็น “ไปกับพี่เดี๋ยวนี่เลยอร” ว่าจบก็ตรงเข้าไปคว้าของหญิงสาว ก่อนที่จะลากตัวหล่อนไป

นายตั้มยันตัวลุกขึ้นมาจากพื้น มันจะเอาพี่อรไปแล้ว ร่างสูงกระโจนใส่นายโอจนล้มลงไปทั้งคู่ สองคนชกต้อยกันชุลมุน หากไม่นานนัก แม่ของนายตึ๋งก็วิ่งเข้ามา พร้อมกับรปภ. และลูกชาย สองหนุ่มถูกจับแยกให้ออกจากกัน

“ห้ามมาตีกันในนี้” หญิงเจ้าของหอกล่าวเสียงเหี้ยม “ทะเลาะวิวาทต้องย้ายออก รู้กฎแล้วไม่ใช่เหรอ”

“ไม่ใช่นะคะป้า” อรรัมภารีบแย้ง ก่อนที่เด็กหนุ่มคนนั้นกำลังจะเดือดร้อนเพราะหล่อน “ผู้ชายคนนี้” หล่อนชี้มือไปที่นายโอ “เขาบุกเข้ามาลวนลามหนู แล้วน้องคนนี้เขาเข้ามาช่วย”

และเหตุการณ์วุ่นวายในวันนั้นก็จบลงด้วยการที่นายโอถูกคาดโทษจากเจ้าของหอพัก ห้ามมาเหยียบที่นี่อีก บุญของนายโอ ที่ไม่ต้องถูกพาขึ้นโรงพัก เมื่ออรรัมภาไม่เอาเรื่อง และตั้มก็กลายเป็นบุคคลที่มีตัวตนในสายตาของหญิงสาว เขาได้รับการเชื้อเชิญให้เข้ามาในห้องของหล่อนด้วย เมื่อพี่สาวคนสวยอาสาจะทำแผลใส่ยาให้เพื่อเป็นการตอบแทน

“โอ้ย..” เด็กหนุ่มร้องลั่น เมื่อยาฆ่าเชื้อสัมผัสกับแผลแตก ในขณะที่อรรัมภา ก็ดูราวกับพยาบาลมืออาชีพ หล่อนยังคงทำแผลให้ตั้มต่อไปโดยไม่สนใจความเจ็บปวดของคนตรงหน้า “จะฆ่ากันเหรอเนี่ย” เขาโวยวาย

“อยู่เฉยๆ จะได้ไหม ดิ้นไปดิ้นมาแบบนี้ใส่ยาไม่ถนัด” พี่อรกล่าวหน้าตาย ตั้มมองหล่อนอย่างท้อๆ ไม่มีอารมณ์ใดๆ ในสีหน้า บ้าชะมัด นี่มันเจ้าหญิงน้ำแข็งนี่หว่า แล้วเจ้าหญิงน้ำแข็งก็ถามว่า

“เช่าอยู่ห้องข้างๆ เหรอ”

“ครับ ผมชื่อนราธร ชื่อเล่นชื่อตั้ม เรียนอยู่เตรียมอุดม ม.๔ บ้านอยู่นนท์ฯ ปีหน้าจะเอ็นท์ฯ เลยขอพ่อขอแม่มาอยู่หอ เพราะบ้านอยู่ไกลต้องกวดวิชาเลิกดึก กว่าจะกลับถึงบ้านก็คงไม่ได้นอนกันพอดี”

อรรัมภาหยุดมือทันที หากกระนั้น ใบหน้าของหล่อนก็ยังคงตายสนิท

“ใครใช้ให้ตอบเสียขนาดนั้น” หญิงสาวว่า น้ำเสียงเรียบนิ่ง เล่นเอาตั้มหนาวเข้าไปถึงหัวใจ เด็กหนุ่มออกอาการเหวอ เด็กหนุ่มหัวเราะแฮะๆ แก้เก้อ พร้อมกับความรู้สึกแปล๊บๆ ในหัวอก ทำไมล่ะ ไม่อยากจะรู้จักเขาสักนิดเลยหรือ ถึงได้พูดจาทำลายน้ำใจกันแบบนี้ มือบางแกะพลาสเตอร์ แล้วแปะตามแผลที่อยู่บนตัวของเด็กหนุ่ม

“เรียนแค่ม.๔ เอง จะเอ็นท์แล้วเหรอ” น้ำเสียงอย่างคงเรียบนิ่ง ราวกับจะถามไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้แปลใจ หรือแม้แต่จะไม่เชื่อ เมื่อการสอบเทียบกำลังเป็นเรื่องอยู่ในกระแส เด็กม.ปลายทั้งโรงเรียนดังและไม่ดัง ล้วนแล้วแต่พากันไปสอบเทียบทั้งนั้น และพวกเขาหลายคน ก็สามารถสอบเอ็นทรานเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อ คณะยอดนิยมได้เสียด้วย หล่อนมีเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยหลายคน ที่เรียนยังไม่จบม.๖ แต่ก็เข้าเรียนระดับอุดมศึกษาได้ด้วยวุฒิมัธยมปลาย ของการศึกษานอกโรงเรียน

หัวใจของตั้ม พองฟูขึ้นมาทันที พี่อรพูดกับเขา ทีแรกนึกว่าจะโกรธแล้วไล่กลับห้องเสียอีก ก็เมื่อกี้เขาพูดมากไปหน่อย

“ผมสอบเทียบเกือบผ่านแล้วครับ เก็บอีกไม่กี่วิชาเอง”

“แล้วจะสอบเข้าคณะไหนล่ะ วิศวะเหรอ” หล่อนถามต่อ

“เปล่าครับ ทำไมถึงคิดว่าผมจะเอ็นท์เข้าวิศวะล่ะ”

“เดาเอาน่ะ เด็กผู้ชาย ร้อยทั้งร้อย อยากเรียนวิศวะกันทั้งนั้น”

“แต่ก็คงไม่ใช่ผม ผมจะเรียนแพทย์” คำตอบของเขา ได้รับสายตาอันเยาะหยั่นจากอรรัมภาเป็นการตอบแทน หล่อนมองหน้าเขา ราวกับจะถามว่า “ราคาโม้ราคาคุยรึเปล่าเนี่ย”

“อ้าว.. ทำไมมองผมอย่างนั้นล่ะพี่ ผมจะเรียนแพทย์จริงๆ นะ ไม่เชื่อเหรอ”

“เปล่า” หากสายตาบอกว่าไม่เชื่อ

นายตั้มจึงต้องยืนยันอุดมการณ์

“ผมจะเรียนแพทย์จริงๆ นะ แล้วก็จะเรียนให้ได้ด้วย เดี๋ยวต้นปี ผมก็จะทำบัตรประชาชนแล้ว พอมีบัตรประชาชน ผมก็มีสิทธิ์สอบเอ็นท์ ผมเก่งนะ ตอนอายุสิบสามผมสอบเทียบม. ต้นได้ ตอนอายุสิบสี่ผมสอบเข้าเตรียมอุดมได้ ผมมีโชคเรื่องพันอย่างงี้ แล้วทำไมผมจะสอบเข้าแพทย์ไม่ได้”

อรรัมภา หยุดชะงักอีกครั้ง หล่อนมองหนุ่มน้อยตรงหน้าเป็นหนที่สอง สายตาแห่งการดูถูกเปลี่ยนแปรเป็นความทึ่ง ร่างสูงตรงหน้า ดูท่าจะไม่ธรรมดาเสียแล้ว

“อายุยังไม่ถึงสิบห้าหรอกเหรอเราน่ะ”

“ผมอายุสิบห้า แต่ยังไม่ได้ทำบัตรเท่าเอง ต้องรอมกราก่อน”

“นั่นแหละ อายุยังไม่ถึงสิบห้า”

“ถึงแล้ว อายุสิบสี่เกินหกเดือน ตามหลักการ ผมสิบห้าแล้ว”

“เอ้า... สิบห้าก็สิบห้า” อรรัมภา คร้านจะเถียง อยากจะแก่ไปไหน หล่อนเสตาไปมองอาหารถุงอันเละตุ้มเปะของเพื่อนบ้าน “ข้าวเย็นของเธอ มันเละหมดแล้ว”

นายตั้มชะโงกหน้าดูแล้วกล่าวว่า

“ไม่เป็นไรหรอก เอาคลุกๆ กันก็กินได้อยู่”

“เละอย่างนี่ ทิ้งดีกว่ามั้ง” หญิงสาวว่าต่อ

“ไม่เอาหรอก ทิ้งก็ต้องซื้อใหม่ เปลื้องเงิน มันก็ไม่ได้เละจนกลืนไม่ลง แค่ถุงมันแตกมารวมกันเฉยๆ ผมกินได้”

“เอาทิ้งเถอะ” หล่อนทำแผลให้หนุ่มข้างห้องเสร็จพอดี มือบางว่างสำสีและยาใส่แผล ถุงข้าวแกงเละตุ้มเปะถูกฉวยไปทิ้งถังขยะ อย่างไม่มีการถามไถ่

“เฮ้ย... พี่” นายตั้มร้องเสียงหลง “ไหงงี้ล่ะ” เด็กหนุ่มมองถังขยะตาละห้อย ไม่ได้เสียดายอันใดหรอก เงินน่ะมี แต่ขี้เกียจออกไปซื้อต่างหาก เขามันกินง่ายอยู่ง่าย แค่มื้อเดียว หลับหูหลับตากลืนๆ มันเข้าไป เดี๋ยวก็อิ่ม แต่ถ้าจะให้เดินออกไปเพื่อซื้อใหม่นี่สิ “แล้วเย็นนี้ผมจะกินอะไร”

“ก็กินกับพี่ไง” หล่อนยังคงกล่าวหน้าตาย นายตั้มเอ๊ย... หลงรักใครไม่หลงรัก หลงรักเจ้าหญิงน้ำแข็ง หนุ่มน้อยตาโตขึ้นมาทันที หัวใจเต้นตึ๊กๆๆๆๆ ลุ้น ที่ว่ามาตะกี้ หมายความว่าไง พูดจริงพูดเล่น

“พี่ทำกับข้าวกินเองทุกวัน คนเดียวกินไม่เคยหมดอยู่แล้ว เย็นนี้ก็กินกับพี่นี่แหละ ถือว่าพี่เลี้ยงตอบแทนตั้มก็แล้วกัน”  

และแล้วโลกของไอ้ตั้มก็กลายเป็นสีชมพู ราวกับแสงสว่างแห่งความหวังรำไรมาให้เห็นอยู่ตรงหน้า ประตูแห่งโอกาสดูคล้ายกับมันจะเปิดออก และที่สำคัญ กับข้าวฝีมือพี่อรอร่อยเป็นบ้า และอร่อยกว่าอาหารชาววังที่เคยกินมาเป็นไหนๆ ผัดผัก ไข่เจียว แกงจืด ของกินเรียบง่าย แต่อร่อยที่สุดในโลก เมื่อมันมีขี้มือพี่อรผสมลงไปด้วย ดังนั้น เมื่อได้คืบ ไอ้ตั้มมันก็จะเอาศอก เด็กหนุ่มจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างชั่งใจ เอาวะ อย่างมากก็แค่โดนไล่ออกจากห้อง

“อร่อยจัง อร่อยที่สุดในโลก” ปากว่านัยน์ตาก็หวานฉ่ำ หากกระนั้นเจ้าหญิงน้ำแข็งก็ยังคงเป็นเจ้าหญิงน้ำแข็ง

“เวอร์” น้ำเสียงนิ่ง หน้าก็นิ่ง และตายสนิทไร้ความรู้สึก

“อร่อยจริงๆ ไม่ได้เวอร์ อร่อยจนอยากกินมันทุกวันเลย อย่างนี้ถ้ารับผูกปิ่นโต ผมขอเป็นลูกค้ารายแรกเลย”

“อร่อยขนาดนั้นเลยเหรอ” แม่ครัวสาวถามประสาซื่อ ปกติทำให้เตียกับตี่ตี๋กิน ก็ไม่เห็นจะมีใครออกอาการเป็นปลื้มกับอาหารที่หล่อนทำขนาดนี้

“รับผูกปิ่นโตดิ แล้วผมจะเป็นลูกค้ารายแรก” กล่าวซ้ำอีกทีอย่างเผื่อได้

“ไม่เอาหรอก แค่เรียนอย่างเดียวก็แทบจะไม่มีเวลาทำอะไรแล้ว แต่ถ้าเธอชอบมากขนาดนั้น ก็มากินด้วยกันก็ได้ ก็บอกแล้วไง กินคนเดียวไม่เคยหมดอยู่แล้ว”

ได้ฟังหนุ่มน้อยถึงกับยิ้มแฉ่ง ดีใจไม่ต่างอันใดกับถูกล็อตตาลี่รางวัลที่หนึ่ง ถ้าไม่เกรงใจ ก็คงจะลุกขึ้นกระโดดไปแล้ว

“จริงๆ นะ” ถามอีกทีเผื่อว่าฝันไปจะได้รีบตื่น ร่างบางจึงพยักหน้าเพื่อให้มั่นใจ

ทั้งๆ ที่เป็นคนมีโลกส่วนตัว และไม่ชอบสุงสิงกับใคร จึงออกมาเช่าอพาร์ทเม้นท์อยู่ข้างนอก ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง นิสิตพยาบาล ทางมหาวิทยาลัยเขามีหอพักให้อยู่ แต่กับเด็กหนุ่มที่เพิ่งจะรู้จักคนนี้ เพราะเหตุอันใด หญิงสาวจึงเปิดประตูต้อนรับเขาอย่างง่ายดายนัก เป็นคำถามที่หาคำตอบไม่ได้ อรรัมภาไม่เข้าใจตัวเองแม้แต่น้อย

 

พูดคุย เสนอแนะ อ่านนิยาย หรือจะด่าก็ได้ ที่ FACEBOOK กนกลดา/หวานใส/ชมนาด เชิญธงไชย แล้วอย่าลืมกด LIKE เพื่อรับข่าวสารจากไรท์เตอร์น้า......