มะลิลอยแก้ว

Author: 
กนกลดา
ประเภท: 
นิยาย

อรรัมภา
ทิวเขาเหยียดยาว ซึ่งทอดตัวนอนอย่างสลับซับซ้อน คือภาพที่หล่อนเห็นอยู่เป็นประจำจนชินตา สิบเจ็ดปีแล้วที่อรรัมภาฝังรากไว้กับที่นี่ ดอยแม่กระพ้อ บ้านห้วยแม่กระพ้อ เห็นทีจะเป็นเรือนตายของหล่อนเสียแล้วกระมัง หลายปีที่ผ่านมาอดีตพยาบาลสาวแทบไม่เคยจะออกจากหมู่บ้านไปไหน อรรัมภา แทบจะลืมความเป็นคนพื้นราบไปจนเกือบหมดเสียแล้ว
‘มะแตละ’ ชื่อนี้คือชื่อซึ่งแม่เฒ่าอูจ่อ หมอผีประจำหมูบ้านเป็นคนตั้งให้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงการยอมรับ หญิงแปลกหน้าชาวพื้นราบ เข้าเป็นหนึ่งในสมาชิกของชนเผ่า หลังจากที่หล่อนเกือบจะถูกคนทั้งหมูบ้านฉีกเป็นชิ้นๆ เมื่อชีวิตน้อยๆ ที่ติดท้องมาคือเรื่องผิดผี การตั้งครรภ์ของหญิงสาวซึ่งยังไม่ได้แต่งงาน คือความเลวร้ายอย่างมหันต์ อันไม่อาจจะให้อภัย
แต่ด้วยความรู้ทางด้านการพยาบาลซึ่งได้ร่ำเรียนมา บวกกับความธุระกันดาลของหมูบ้านชาวไทยภูเขา หล่อนจึงรอดตัว และได้ให้กำเนิดบุตรสาวตัวน้อย ณ ในดินแดนดงดอยแห่งนี้ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ดี ความเป็นลูกไม่มีพ่อของชีวิตอันบริสุทธิ์ ก็ยังไม่สามารถจะลบล้างไปจากความทรงจำของผู้คนได้
มือเย็นๆ สัมผัสที่ไหล่ข้างหนึ่งของหล่อนอย่างอ่อนโยน ร่างบางของหญิงม่ายวัยกลางคนเดินเข้ามายืนเคียงข้าง
“คิดถึงหนูมะลิเหรอ ลูกไปยังไม่ทันข้ามวันเลยนะ” หมอป่าวัยกว่าห้าสิบถาม
“ฉันกับลูกไม่เคยจากกันเลยนะพี่ นี่หนูมะลิต้องไปไกลถึงกรุงเทพฯ ฉันกลัวว่าลูกจะอยู่ที่นั่นไม่ได้”
“ทำไมจะไม่ได้ เด็กวัยรุ่น เห็นแสงสีน่าจะติดใจจนลืมดอยล่ะไม่ว่า กรุงเทพฯ มีแต่ของน่าตื่นตาตื่นใจเต็มไปหมด ป่านนี้คงจะสนุกกับสิ่งแว้ดล้อมใหม่ๆ ไปแล้วล่ะ”
“แต่ฉัน...”
“ที่นั่นมีอนาคตที่สดใสรอหนูมะลิอยู่นะ ลูกสาวของเธอไปเพื่อมีชีวิตที่ดีนะ” นะสือหยุดพูดแล้วทอดถอนใจ หล่อนรู้ทุกเรื่องของคนที่ยืนอยู่เคียงข้าง สิบกว่าปีที่ผ่านมา อรรัมภาเปิดปากเล่าทุกสิ่งให้หล่อนฟังทีละเล็กทีละน้อยจนหมด เมื่อพี่สาวคนนี้เปรียบเสมือนเพื่อนตาย “มะแตละ  ฉันขอถามเธอหน่อยเถอะ ว่าเธอจะหนีไปจนถึงเมื่อไหร่”
“พี่นะสือ”
นราธร
“แล้วไง ไอ้ตั้ม เขาชื่อพี่อร เรียนพยาบาลปีสอง รู้แค่นี้ มึงจะทำอะไรได้ ก้มลงมองสาระรูปของตัวเองบ้างรึเปล่า หัวเกรียน นุ่งกางเกงขาสั้น ถือกระเป๋าหนังสือ มึงน่ะ ม. 4 ก็ยังไม่จบ ริรักเด็กมหาลัย พี่เขามองมึง ก็เป็นเรื่องปาฏิหาริย์แห่งปีแล้วล่ะ เด็กม.ปลาย บัตรประชาชนยังไม่ได้ทำเนี่ยนะ” นายตึ๋งดูถูกเพื่อนด้วยนำเสียงอันราบเรียบ เบื่อเต็มทีแล้ว กับอาการละเมอเพ้อพกของไอ้ตั้ม ตั้งแต่พามันเข้าไปในมหาวิทยาลัยที่พี่สาวของเขาเรียนอยู่ มันก็คร่ำครวญหาสาวสวยที่เจอโดยบังเอิญคนนั้นจนชาหู
ดังนั้นด้วยสีหน้าและท่าทางที่ปรามาสอยู่ในทีของเพื่อนร่วมก้วน มันจึงไม่ใช้เรื่องแปลก หากเด็กหนุ่มวัยยังไม่เต็มสิบห้าโมโห
“กูจะไม่เป็นเด็กม. ปลาย แล้วโวย” เขาโผล่งออกไปเสียงแข็ง “เทอมนี้กูจะสอบเทียบให้ได้”
“เหรอ” นายตึ๋งเลิกคิ้ว รำคาญ ขี้เกียจฟังมันพล่ามจะตายอยู่แล้ว “สอบเทียบได้แล้วไง”    
“ปีนี่กูจะเอ็นท์”
“มึงจะเอ็นท์” เพื่อนสนิททำเสียงสูง รำคาญว่ะ ไอ้นี่เพ้อเจ้อไปกันใหญ่ “มึงจะเอ็นท์แล้วไง กูรู้ว่ามึงฉลาด ไม่งั้นคงไม่ได้ข้ามขั้นมาเรียนม.ปลายตั้งแต่ตัวเท่าลูกหมา มึงอาจจะเอ็นท์ติด แต่.... แล้วไงวะ คณะวิศวะที่มึงอยากเรียน มันก็อยู่คนล่ะฝั่งกับคณะของพี่เขา คงได้เจอกันอยู่หรอก หรือมึงจะขยัน ข้ามไปฝั่งแพทย์ทุกวัน ก็เอาดิ กูว่ามึงเรียนไม่เกินปี โดนทายแน่ๆ วันๆ เอาแต่ไปนั่งเฝ้าหญิงอย่างนั้น”
“วิดวะ กูก็จะไม่เรียน” เมื่อกี้โมโห ตอนนี้เดือด หนอยแหนะดูถูก “กูจะเอ็นท์เข้าแพทย์”
เรื่องราวในอดีต ทำให้เขายิ้มได้ทุกครั้งยามที่หวนระลึกถึง ภาพถ่ายใบเก่าคร่ำครากถูกหยิบออกมาจากที่ซ่อน นี่เป็นเพียงสิ่งๆ เดียวที่ยังคงเหลืออยู่ ภาพนั้นสีเลือนลาง หากในความทรงจำกลับเด่นชัด
อรรัมภา เจ้าของชื่อนี้คือผู้ลิขิตชีวิตของชายหนุ่ม เพราะหล่อน จึงมีชื่อของ นายแพทย์หม่อมราชวงศ์ นราธร ผุดขึ้นมาบนโลกใบนี้ เมื่อความรักบันดาลทุกสิ่ง เด็กหนุ่มหัวดีวัยสิบห้า ได้กลายเป็นนิสิตแพทย์ของมหาวิทยาลัยดัง ก็เพราะความรัก ความรักอันเร่าร้อนที่มีต่ออรรัมภา หญิงสาวผู้แก่วัยกว่าเขาถึงห้าปี
“อาจารย์ค่ะ” พยาบาลสาวคนหนึ่งชะโงกหน้าเข้ามา หม่อมราชวงศ์หนุ่มเลิกคิ้วเป็นเชิงอนุญาตให้หล่อนว่าต่อ
“คนไข้ไม่มีแล้วนะคะ ที่นัดไว้ก็มาหมดแล้ว อาจารย์จะกลับเลยหรือเปล่า”
นราธรยกนาฬิกาขึ้นมาดู ยิ้มอย่างอ่อนโยน เท่านั้น พยาบาลสาวแทบกรี๊ดสลบ อาจารย์หมอราชนิกูลสุดฮอทยิ้มให้หล่อน แล้วกล่าวว่า
“ผมขอนั่งต่ออีกสักหน่อย เผื่อมีเคจฉุกเฉินเข้ามา”
“ค่ะ” หล่อนรับทราบแล้วจากไป ความสงบเงียบจึงกลับมาเยือนเขาอีกครั้ง
ยิ่งตรวจมาก เงินที่ได้รับก็จะมากตามไปด้วย ตอนนี้เขามีแต่เปลือก นราธรต้องการเงิน ตลอดหลายปีที่ผ่านมาหม่อมราชวงศ์นายแพทย์ ทำงานหนักราวกับเครื่องจักร แต่นอกเหนือไปจากนั้น นัยหนึ่ง ชายหนุ่มต้องการที่พักใจ เขาอยากกลับบ้านในเวลาที่แม่และพี่สาวเข้านอนแล้ว เหน็ดเหนื่อยและเบื่อหน่าย กับการแบมือขอเงินในทุกๆ ครั้งที่ได้เจอหน้า ความต้องการของพวกหล่อนมันไม่เคยมีที่สิ้นสุด และนับวันมันก็ยิ่งหนักข้อ เมื่อทั้งคู่ไม่ยอมจม นานแค่ไหนแล้วที่นราธรไม่เคยได้ใช้เงินของตัวเอง ที่มากไปกว่าค่าอาหารสามมื้อ
ดวงตาคู่คมกลับมามองรูปถ่ายใบเก่าอีครั้ง ภาพของเขาที่ถ่ายคู่กับอรรัมภาในวันรับพระราชทานปริญญาบัตรของหล่อน ทุกสิ่งเหลืออยู่เพียงเท่านี้ เขายังจำได้ดี ถึงอารมณ์อันคลุ้งคลั่ง ในวันที่หม่อมแม่เผาทำลายอดีตเหล่านั้นจนกลายเป็นเถ้าถ่าน รูปใบนี้ซ่อนอยู่ในตำรำเรียนเล่มหนา มันจึงรอดมาได้
มือเรียวลูบไล้ภาพอดีตอย่างเบามือ อยู่ดีๆ หล่อนก็หายไป ในวันที่กำลังรักกันหวานชื่น หล่อนก็หายไป ไม่เข้าใจเหตุผล ไม่เข้าใจว่าทำไม และไม่เข้าใจว่าเหตุใด นราธรจึงไม่เคยลบอรรัมภาไปจากหัวใจได้ ชายหนุ่มร่ำร้องหาคำตอบนับล้านครั้ง
“อรรัมภาหายไปไหน พี่อรหายไปไหน เมียของเขาหายไปไหน”
PS. อย่าคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ สมัยไรท์เตอร์เป็นสาวๆ มันมีจริงๆ เด็กอายุสิบห้าเรียนแพทย์ เพราะเขามีสอบเทียบ ยกตัวอย่างเจ้าของพฤกษาคลินิก และรุ่นพี่ร่วมมหาวิทยาลัยของไรท์เตอร์ เขาแก่กว่าไรท์เตอร์ปีเดียว แต่เรียนแพทย์ปีสี่ในขณะที่ไรท์เตอร์เพิ่งเข้าปีหนึ่ง แถวยังซิ่วมาจากวิศวะ ม. เกษตร อีกต่างหาก
อติรุจ
‘ต้าเส่งเหมือนคนอกหักช้ำรัก’ ครั้งหนึ่ง สามีของหล่อน เคยเปรยขึ้นมาเช่นนี้ สุรีย์ไม่ได้ตอบความใด แต่ลึกลงไปในใจเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง จากเด็กหนุ่มผู้เคยร่าเริงสดใส และมีชีวิตชีวาด้วยความช่างพูดช่างคุย เพียงชั่วข้ามวัน ก็กลายเป็นคนขรึม เก็บตัวราวกับไม่ใช่คนเดิม
แม้ว่าจะคิดไปได้ ว่าอาจจะไม่ใช่เพราะอกหัก เมื่อมีหลากหลายสาเหตุปัจจัยซึ่งความเป็นไปได้นั่นมีอยู่ น้องชายของหล่อนมีหน้าที่อันหนักอึ้งของผู้บริหารต้องรับผิดชอบ และพันธะหน้าที่ๆ ต้องทำให้ได้ ตามที่เคยได้ให้สัญญาเอาไว้กับบิดา
“อาต้า ถ้าลื้อไม่ได้ปริญญาเอกมาให้อั๊ว ลื้อก็ตายมันที่เมืองนอกนั่นแหละ ไม่ต้องกลับมาให้อั๊วเห็นหน้า” สิบกว่าปีก่อน หลังจากที่ถูกลบเล้าอยู่นาน ในที่สุด เถ้าแก่ตงเส่ง ก็ส่งลูกชายคนเดียวไปเรียนต่อต่างประเทศ “อาเง็กเน้ย” ว่าจบก็หันมาสั่งความกับลูกสาวคนโต “ลื้อจัดการเรื่องเรียนให้อาอรกับอาตี่ตี๋ด้วย ให้ไปเรียนเมืองนอกทั้งสองคนพี่น้องนั่นแหละ แล้วพวกลื้อก็ไปหาชื่อไทยเพราะๆ มาเปลี่ยนให้ตัวเองซะ นามสกุลด้วย ให้อาต้าเปลี่ยนทั้งซื่อทั้งนามสกุลให้เรียบร้อยก่อนจะไปเมืองนอกนะ ต่อไปพวกลื้อไม่ต้องใช้แซ่กันแล้ว” ชายชาวไทยเชื้อชายจีนกลาวอย่างเจ็บราว
อะไรก็ไม่เท่ากับโดนดูถูก สุรีย์ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ หากก็รู้ว่ามันคงจะรุนแรงไม่ใช่น้อย อาเตียผู้ไม่เคยยอมรับความเปลี่ยนแปลงใดๆ จึงลุกขึ้นมาปฏิวัติชีวิตของลูกๆ
ซึ่งไม่นานนัก น้องชายของหล่อนก็ได้ชื่อและนามสกุลใหม่ โดยได้รับประทานจากสมเด็จพระราชาคณะรูปหนึ่ง ซึ่งคุ้นเคยกันดีกับสามีนายทหารของหล่อน
ดังนั้น นายต้าเส่ง แซ่ตั้ง จึงได้กลายเป็น นายอติรุจ ตั้งสุจริต ทันเวลาก่อนไปเมืองนอกพอดี ซึ่งหนุ่มน้อย ก็ไม่ได้ทำให้ผู้เป็นบิดาผิดหวัง ในวัยเพียงยี่สิบแปดปี เขาก็นำเอาใบปริญญาทั้งสามใบมาให้เตียได้ชื่นชม และเพียงไม่กี่วันหลังจากที่ลูกชายคนเดียวกลับสู่มาตุภูมิ เถ้าแก่ตงเส่งก็จาโลกนี้ไปอย่างสงบ หากนั่นก็หาใช่เหตุผลที่แท้จริงของความเปลี่ยนแปลงในตัวน้องชายไม่ สุรีย์คงจะเชื่อเช่นนั้นไปแล้ว หากไม่ได้ไปเจอความในใจที่อติรุจเขียนระบายใส่เศษกระดาษเอาไว้
‘จะมีใครเข้าใจเราบ้าง เราฝันแบบนั้นถึงพี่อรอีกแล้ว ตื่นเช้ามาทั้งกางเกงทั้งที่นอนเปียกจนต้องรีบเอาไปซัก เป็นอย่างนี้ซ้ำๆ ซากๆ เราจะตายนะ ทำไมเราต้องเป็นน้องของพี่อรด้วย ไม่อยากเป็นโว้ย เราอยากได้พี่อร อยากได้แทบขาดใจ อึดอัดว่ะ จะบอกใครก็ไม่ได้ ขืนมีคนรู้ว่าเราแอบรักพี่สาวของตัวเอง และอยากนอนด้วย ต้องแย่แน่ๆ แต่อยู่อย่างนี้ก็เหมือนตลกนรก มันทรมานเหลือเกิน ถ้าเราขอให้เขาเป็นของเรา พี่อรจะยอมไหมนะ’
บัดสีบัดเถลิง อายเสียเองจนไม่กล้าที่จะอ่านอีกต่อไป ไล่ดูกระดาษทั้งบึกอย่างลวก ทุกแผ่น มีแต่ชื่อของอรรัมภา ต้าเส่งหลงรักพี่สาวของตัวเองจนถึงขั้นเกิดอาการกำหนัด มือเรียวรีบเก็บคำสาระภาพอัปยศเหล่านั้นลงกล่อง แล้วนำกลับไปว่าที่เดิม เมื่อได้ยินเสียงของน้องชายใกล้เข้ามา จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ถ้อยคำเหล่านั้นยังจำขึ้นใจ
หญิงสูงวัยรับไหว้น้องชายที่เดินมาแต่ไกล หลังจากเหตุการณ์วันนั้น อรรัมภาก็หายไปจากชีวิตของทุกๆ คน และไม่กี่ปีต่อมาหล่อนก็ได้รู้ ว่าลูกเลี้ยงของบิดาหายไปไหน เมื่อเจ้าตัวเป็นคนติดต่อกลับมาเอง
“หนูมะลิ ธุคุณป้าสิจ๊ะ” แทบจะพูดอะไรไม่ออก เมื่อคนที่เห็นเป็นเสมือนน้องสาวมาพร้อมกับเด็กหญิงตัวน้อยวัยสามขวบ แต่มองหาคนเป็นพ่อและสามีไม่เจอ คำพูดของท่านนายพลจึงทำให้หล่อนต้องฉุกคิด
บางที อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้ก็ได้ ที่ทำให้อรรัมภาต้องหนีออกไปจากบ้าน หล่อนตั้งท้อง แล้วไม่สามารถยืนยันคนเป็นพ่อของเด็กเพื่อการรับผิดชอบได้ เพราะเขาคือน้องชายของหล่อน หรือไม่ก็ไม่รู้ว่าพ่อของเด็กคือใครกันแน่
 พ่อของหนูมะลิคือใคร เตียบอกว่า อรรัมภาแอบลักลอบอยู่กินกับผู้ชายคนหนึ่ง แม่ของเขาจึงมาอาละวาดถึงบ้าน เพราะลูกชายยังเรียนหนังสือไม่จบ และอายุยังไม่ถึงยี่สิบ ซ้ำยังดูถูกว่าพวกเราเป็นแค่เจ๊กขายน้ำปลา
มันมีความเป็นไปได้สูง เมื่อหาแรงจูงใจใดๆ ซึ่งทำให้อรรัมภาหนีไปได้ดีไปกว่านั้นไม่มี หากเป็นชายอื่น มันไม่ยากเลยที่เรียกร้องหาความรับผิดชอบ เรื่องเสื่อมเสียเกิดขึ้นได้เสมอ อรรัมภารักต้าเส่งมาก หากน้องชายกล้าขอ พี่สาวจะไม่กล้าให้เชียวหรือ อรรัมภาไม่เคยขัดใจเขา แม้แต่ของรักของหวง หากตี่ตี๋เอ่ยปาก ยังไม่ทันจะขอด้วยซ้ำ พี่สาวคนดีก็แทบจะรีบประเคนให้
“หนูมะลิมาถึงหรือยังครับ” ร่างสูงถามอย่างตื่นเต้น มันจึงเป็นเหตุให้คุณหญิงสุรีย์ต้องจับผิด
ผู้ต้องสงสัยหมายเลขหนึ่ง ดีใจเกินเหตุไปรึเปล่า ดีใจราวกับพ่อจะได้พบลูกที่ผลัดพรากกันมาทั้งชีวิต นับตั้งแต่อรรัมภาหายไป นี่เป็นครั้งแรกที่หล่อนเห็นน้องชายแสดงออกถึงความสดชื่นแจ่มใส
หากกระนั้น หญิงสูงวัยก็ต้องเก็บความรู้สึก หล่อนยิ้มแล้วกล่าวว่า
“ยังหรอกจ้า เจ้าลูกตาลมันเพิ่งจะออกไปรับเมื่อตะกี้ รถเข้าทุ่มหนึ่ง กว่าจะถึงนี่ก็คงจะสองทุ่มโน่นแน่ะ ตี่ตี๋หิวรึยัง กินของวางรอกันไปก่อนดีไหม สายตายังคงคลางแคลง หากก็ไม่วายจะอดชื่นชม ร่างกายสูงใหญ่กำยำ หน้าตาหล่อเหลาตามแบบฉบับชาวโพ้นทะเล หากว่าผิวกลับไม่ได้ขาวจัดเหมือนอย่างชนเผ่าตามชาติกำเนิด แม้ว่าจะยังคงดูขาว หากร่างสูงนั้นก็จะออกคล้ำเกรียมเล็กน้อย ราวกับคนต้องทำงานออกแดดอยู่เป็นประจำ
ศิษย์เก่าโรงเรียนอีตัน ดอกเตอร์หนุ่มจากอิมพีเรียลคอลเลจประเทศอังกฤษ ผู้สมบูรณ์เพรียกพร้อมไปด้วย คุณสมบัติ รูปสมบัติ และทรัพย์สมบัติ แต่ไม่เคยสนใจจะชายตามองหญิงใด เอะ นั่นไง สงสัยอีกแล้ว
“ดีเลยครับ” เขาว่า “ข้าวเที่ยงผมยังไม่ได้กิน ขืนรอจนถึงสองทุ่ม ไส้ขาดพอดี แล้วพี่อรจะมาด้วยรึเปล่า” ยังคงถามอย่างอารมณ์ดี หากว่าคำตอบของพี่สาว ก็ทำให้ใบหน้าเปื้อนยิ้มนั่นหุบตึงขึ้นมาทันที สุรีย์ตอบว่า
“ไม่มาหรอกจ้ะ มาแต่หนูมะลิคนเดียว”
นั่นไง ชัดแปะ จะไม่ให้สงสัยไปได้อย่างไร ใช่แน่ๆ สองคนพี่น้อง แอบก่อเรื่องบัดสี จนเกิดมีชีวิตน้อยๆ ขึ้นมา บางที ต้าเส่งอาจจะรู้แล้วก็ได้ ว่าหนูมะลิคือลูกของตัว หากกระนั้น หญิงสูงวัยก็ยังคงต้องเก็บอาการ ของแบบนี้ ไม่มีหลักฐานก็ต้องเงียบ กระโตกกระตากไป ดีไม่ดีจะเสียกันถ้วนหน้า เปอร์เซ็นต์ที่มันจะไม่ใช่ก็ยังมีไม่น้อย เมื่อยังมีชายหนุ่มอีกคนหนึ่งซึ่งเข้ามาพัวพันกับอรรัมภาในช่วงเวลาเดียวกัน ชายหนุ่มคนที่หล่อนไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร          
คุณหญิงของท่านนายพลจึงเฉไฉไปเสีย
“ปล่อยเขาไปเถอะ แม่อรน่ะ ถ้าตี่ตี๋อยากเจอ คราวหน้าถ้าพี่ไปแม่สอดอีก เราไปกับพี่ก็ได้ มาว่ากันเรื่องหนูมะลิดีกว่า หลานของเราน่ะ เขาเก่งใหญ่แล้วนะ อายุนิดเดียว ได้เรียนแพทย์ เห็นแม่อรเขาเล่าว่า สี่ขวบก็อ่านออกเขียนได้แล้ว” ว่าพลางก็ดึงน้องชายให้เดินเข้ามาในบ้าน
“สงสัยคงจะเป็นอัจฉริยะ” เขากล่าวเล่นอย่างไรแก่นสาร แต่ทว่า
นั่นไง ยิ่งพูดก็ยิ่งยืนยันว่าใช่ เมื่อของแบบนี้มันถ่ายทอดทางพันธุกรรม ในสมัยที่ยังอยู่ในเมืองสมุทรปราการ ใครๆ เขาก็รู้กันทั้งจังหวัด ว่าอติรุจหัวดีขนาดไหน อายุไม่ถึงสามสิบก็จบดอกเตอร์จากมหาวิทยาลัยดังระดับโลก อย่างนี้ ถ้าไม่ให้คิดว่าเป็นพ่อลูกกัน แล้วจะให้คิดว่าเป็นอะไร คุณหญิงสุรีย์ลอบมองน้องชายคนเดียวอย่างเคลือบแคลง
ดาริกา
ทำไมหล่อนจึงต่างกับน้องชายราวฟ้ากับเหว เกิดก่อนแค่ไม่ถึงชั่วโมง แต่นราธรกลับมีสติปัญญาเป็นเลิศ อายุสิบห้าก็สอบเข้าเรียนแพทย์ในมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศได้ ในขณะที่คนเป็นพี่สาว ม. เอกชนปลายแถวก็ยังไม่มีปัญญาจะเรียนให้จบ
หล่อนเป็นคู่แฝดของหม่อมราชวงศ์ นราธร จริงๆ หรือเปล่า ชายตั้มเป็นน้องแฝดของหม่อมราชวงศ์หญิง ดาริกา จริงๆ หรือ
เจ้าของใบหน้าหวาน หันไปมองนาฬิกา ทั้งเนื้อทั้งตัวมีดีก็ตรงที่สวยนี่แหละ ราชนิกุลสาวหาวหวอดๆ จะห้าทุ่มอยู่แล้ว แต่ชายตั้มก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับมา
“จะทำงานไปถึงไหนนะ” ริมฝีปากบางบ่นพึมพำ ร่างบางรอแล้วรอเล่า รอจนหลับคาโซฟา
“หญิงต้อง” หล่อนตื่นขึ้นมาอีกที เมื่อถูกปลุก “มานอนทำอะไรตรงนี้” น้องชายหน้ายักษ์ของหล่อนถาม
“พี่มารอชาย” หล่อนตอบ
“มารอทำอะไร มีเรื่องด่วนอะไรหรือ” เขาถามอีก “พรุ่งนี่เช้าค่อยคุยกันก็ได้นี่”
เท่านั้น หม่อมราชวงศ์สาวก็หน้าตึง พ่นลมหายใจออกจากปากร้อง “ฮึ” แล้วว่าต่อ “ชายออกจากบ้านแต่ไก่โห่ ถ้ารอคุยพรุ่งนี้ ชาติหน้าคงได้เจอหรอก”
จริงของหล่อน เขาออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ เพื่อไปทำงาน นนทบุรีกับใจกลางกรุงเทพมหานครฯ มันไม่ได้ใกล้กันเลย
“แล้วก็กลับดึกทุกคืน” หล่อนยังไม่ยอมหยุดบริภาษ “เสาร์อาทิตย์ก็ไม่อยู่บ้าน”
“เอาล่ะๆ” เขารีบตัดบท จะบอกว่าเบื่อและรำคาญก็ไม่ผิด ดีไม่ดีก็จะเข้าอีหรอบเดิม ขุดเรื่องเก่าๆ ขึ้นมาพูด เรื่องเก่าๆ ที่เขาไม่อยากฟัง เรื่องเมื่อเกือบสิบเจ็ดปีก่อน “มีอะไรก็ว่ามา ผมจะรีบไปนอน พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปทำงาน”
ใบหน้าหวานจึงยิ้มแป้น พร้อมกับแบมือขึ้นมาทันที
“ขอตังค์” นั่นไงว่าแล้ว เจอหน้าก็ไม่พ้นขอเงิน ชายหนุ่มจึงถามอย่างตัดรำคาญไปว่า
“เท่าไหร่”
“ไม่เยอะหรอก แค่สองแสนห้า”
“หะ สองแสนห้า เนี่ยนะไม่เยอะ พี่จะเอาเงินไปทำอะไรตั้งมากมายขนาดนั้น ผมไม่ใช่โรงพิมพ์แบงค์นะหญิงต้อง”
“เค้าอยากได้แอร์เมส” พี่สาวตอบเสียงอ่อย “เพื่อนๆ ในกลุ่มมีหิ้วกันทุกคน แต่เค้ายังไม่มี อายคนจะตาย”
“ไม่มีก็ไม่ต้องใช้ เสื้อผ้าร้องเท้ากระเป๋าก็ออกจะเต็มตู้ ของดีของแพงทั้งนั้น จะซื้อใหม่ไปทำไมอีก เราไม่ได้ร่ำรวยเหมือนอย่างตอนที่ท่านพ่อยังอยู่นะหญิงต้อง”
“ก็ใช่น่ะสิ เพราะใครกันล่ะ ที่ทำให้เราต้องเป็นอย่างงี้” นั่นไง ว่าแล้ว ในที่สุดก็ขุดเอาเรื่องเก่าๆ มาพูด “ใครกันที่เอาเงินเอาทองของท่านพ่อ ของเสด็จปู่ ไปผลาญที่เมืองนอกจนหมด แล้วไม่ได้อะไรสักอย่าง ต้องซมซานกลับมาเรียนที่เก่า หะ ใครกันที่มันหลงนังผู้หญิงไก่แก่แม่ปลาซ่อนจนเป็นบ้าเป็นบอเพราะถูกมันทิ้ง จนต้องหนีตายไปเมืองนอกน่ะ”
“หยุดนะ หญิงต้อง” น้องชายตวาดขึ้นมาหน้าแดงก่ำ เมื่อไหร่เรื่องของอรรัมภามันจะจบเสียที เขาไม่อยากฟังใครขุดเรื่องนี้ขึ้นมาประจานอีกแล้ว
“ไม่หยุด” พี่สาวกรีดร้อง “เพราะใครกันล่ะ ที่ทำให้เราต้องเป็นแบบนี้ เมื่อก่อน เราอยากได้อะไร เราก็ได้ แต่เพราะใครกันล่ะ ไม่ใช่เพราะตัวหรอกเหรอ อายุแค่สิบห้าสิบหก เขาส่งให้ไปเรียนหนังสือไม่เรียน แรดมีเมีย พอนังไก่แก่นั่นมันไม่เอาขึ้นมา ก็แรดจะเป็นจะตาย”
เพี๊ยะ ! ใบหน้างามจึงต้องหันด้วยแรงของฝ่ามือที่มากระทบ หญิงสาวลูบแก้มข้างที่ถูกตบ หล่อนอึ้งไปอย่างคาดไม่ถึง และที่มาไปกว่านั้น เมื่อดาริกาสำเหนียกได้ถึงความแค้น
“ไอ้ตั้มแกตบฉัน แกตบฉันเพราะนังลูกเจ๊กขายน้ำปลา”
“หยาบคาบ ก้าวร้าว พูดจาเหมือนคนชั้นต่ำ” น้องชายเข่นเคี้ยว
“ฉันชั้นต่ำ แล้วแกวิเศษนักเหรอ เป็นถึงหม่อมราชวงศ์ แต่ลดตัวไปมั่วกับอีลูกเจ๊กขายน้ำปลา แกคิดว่าแกสูงนักเหรอไอ้ตั้ม”
“อย่ามารามปามถึงคนอื่นนะหญิงต้อง อรเขาเกี่ยวอะไรด้วย” นราธรพยายามสะกดอารมณ์ เพื่อที่จะไม่ได้เข้าไปหักคอพี่สาวให้ตายคามือเสียก่อน ว่าเขานั้น ยังไม่เท่าไหร่ แต่กับอรรัมภา...
“อรเขาเกี่ยวอะไรด้วย ช่างกล้าเรียก อร” หล่อนจีบปากจีบคอ เรื่องจะขอตังค์ซื้อกระเป๋าลืมไปสนิท “มันแก่จนจะเป็นแม่แกได้อยู่แล้วมั้งไอ้ตั้ม เรียกมันว่าอรเฉยๆ แกนึกว่ามันรุ่นเดียวกันกับแกเหรอ หลงรักมันอยู่ได้ อีผู้หญิงเลวพันนั้น”
“อรไม่ใช่ผู้หญิงเลว” เป็นอีกครั้งที่เขาต้องสะกดความโกรธ
“ไม่ใช่ผู้หญิงเลว” หล่อนสวนขึ้นมาเสียงสูง “ แล้วถ้าไม่ใช่ เราก็ขอถามหน่อยเถอะ ว่าผู้หญิงดีพันไหนที่เขาคว้าเอาเด็กรุ่นน้องอายุยังไม่ถึงยี่สิบ หนังสือก็ยังเรียนไม่จบ มาทำผัวน่ะ หะ นังนั่นมันเป็นผู้หญิงแบบไหน แกอ่อนกว่ามันตั้งห้าปีนะไอ้ตั้ม มันยังกล้าเอาแกไปทำผัว มันทำเข้าไปได้ยังไง มันมียางอายบ้างรึเปล่า”
ฝ่ามือเรียวของนายแพทย์เงื้อง่าอีกครั้ง หากยังไม่ทันได้ประทะกับใบหน้าสวย
“หยุดเดี่ยวนี้นะชายตั้ม” เสียงหนึ่งก็ทำให้เขาต้องหยุด “นี่ถึงขั้นจะลงไม้ลงมือกับพี่กับเชื้อเลยหรือ” มารดาของเขาเดินออกมาจากความมืด “สาวไส้ให้พวกคนใช้ฟังไม่รู้จักอาย”
“หม่อมแม่” ดาริกาวิ่งไปหลบหลังผู้เป็นมารดาเพื่อหาที่กำบัง น้องชายของหล่อนโมโหร้ายใช่ย่อย โดยเฉพาะเรื่องที่ก่อให้เกิดความเดือดดาลคืออีนังลูกเจ๊กโฉมงาม
“พี่น้องทะเลาะกันเสียงลั่นบ้าน นี่มันกี่โมงกี่ยามดูเวลากันบ้างรึเปล่า”
“หม่อมแม่ ไอ้ตั้ม/ หญิงต้อง” สองพี่น้องแย่งกันฟ้อง
“พอที ฉันไม่อยากฟัง มันก็ไม่ได้เรื่องได้ความทั้งพี่ทั้งน้องนั่นแหละ อายุก็ไม่ใช่น้อยๆ กันแล้ว” งามพรรณมองลูกชายหญิงอย่างเจ็บปวด “คนหนึ่งก็ไม่เอาถ่าน อีกคนหนึ่งก็ใฝ่ต่ำ พวกเธอจะไปไหนก็ไปเลยนะ แต่ขอร้อง อย่ามายืนทะเลาะกันประจานตัวเองกลางบ้าน อายพวกคนใช้มัน” คำพูดของหม่อมมารดาราวกับคำประกาศิต นราธรคือคนแรกที่เดินจากไป ดาริกายืนมองคนเป็นแม่ด้วยความผิดหวังอยู่ชั่วครู่ แล้วก็วิ่งจากไปเช่นกัน หล่อนปล่อยโฮทันทีด้วยความน้อยใจ ใครๆ ก็รักไอ้ตั้ม ไอ้ตั้มไม่เคยทำผิด
ร่างบางวิ่งเข้าห้องอย่างรวดเร็ว หม่อมราชวงศ์สาวถลาขึ้นเตียง กล่องใบน้อยถูกหยิบออกมาจาลิ้นชักโต๊ะข้างหัวนอน หล่อนเปิดฝากล่องออก การ์ตูนเล่มเก่าถูกหยิบออกมาแล้วเอามากอดแนบอก คิดถึงคนให้เหลือเกิน
“อี๋ เอามาให้เราทำไม ไอ้หมาวัด” เกือบยี่สิบปีมาแล้ว แต่ดาริกาไม่เคยลืมเหตุการณ์วันนั้นไปได้ เด็กหนุ่มกับหนังสือการ์ตูนผูกโบว์
“ก็ให้ไว้เผื่อคิดถึงกันจะได้เอาออกมาดูยังไงล่ะ” รอยยิ้มอันอบอุ่นส่งมาพร้อมกับถ้อยคำอันชวนให้ใจสะท้าน
“ใครเขาจะคิดถึงแก ไอ้เด็กวัด” หล่อนแหวเข้าให้  
“คำก็หมาวัด สองคำก็เด็กวัด อ่ะ หมาวัดน่ะเป็นก็ได้ จะได้เห่าเครื่องบินให้มันตก แต่เด็กวัดน่ะ ไม่ใช่สักหน่อย เราแค่เรียนโรงเรียนวัดต่างหาก เอาไปสิ เราให้”
ดาริกาแบะปากทำหน้าตูม พลางชะโงกหน้าลงไปดู
“แหวะ โดเรมอน ไร้รสนิยม ใครเขาเอาโดเรมอนมาผูกโบให้ผู้หญิง แล้วดูสิ” หล่อนชะโงกหน้ามองอีกรอบ” เป็นภาษาญี่ปุ่น ใครจะอ่านออก”
“เอาไปเถอะน่า” หากกระนั้น เด็กหนุ่มก็ยังหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “วันนี้วันเกิดไม่ใช่เหรอ ได้ของขวัญจากใครหรือยังล่ะ ถ้ายัง ก็เอาของเราไปประเดิมก่อน เดี๋ยวมีใครให้อะไรที่ดีกว่านี้ ค่อยโยนทิ้งก็ได้ เห็นเพื่อนเธอบอกว่า เธออยากเข้าอักษรเอกญี่ปุ่นไม่ใช่เหรอ เอาไปหัดอ่านสิ” เขายัดหนังสือเล่มเล็กใส่มือของสาวน้อย
“อ่านออกเมื่อไหร่ ก็กลับมาเล่าให้เราฟังบ้างนะ แล้วถ้าคิดถึงเรา ก็ให้ดูโดเรมอนต่างหน้าไปก่อนก็แล้วกัน อย่าลืมกันล่ะ”
หนังสือการ์ตูนนำเข้า เล่มหนึ่งก็หลายร้อย มันคงแพงน่าดูสำหรับเด็กนักเรียนคนหนึ่ง ซึ่งเรียนโรงเรียนวัด ดาริกาไม่ได้พบกับหนุ่มน้อยคนนั้นอีกนับตั้งแต่นั้น หากความทรงจำที่มีเกี่ยวกับเขากลับหาได้ลางเลือนไปตามกาลเวลาไม่
เด็กหนุ่มนักเรียนโรงเรียนเทพศิรินทร์ โรงเรียนวัดชายล้วนชื่อดังของกรุงเทพมหานครฯ เด็กหนุ่มผู้เป็นเจ้าของดวงตารียาวซึ่งฉายแววฉลาดอยู่เป็นนิจ กับเรือนร่างอันสูงใหญ่อย่างนักกีฬา และใบหน้าอันคมคายอย่างตี๋หล่อ ที่พอฟัดพอเหวี่ยงกับพระเอกหนังจีนได้อย่างสบายๆ   
“หายไปไหนน้า...” หล่อนพึมพำ “คนบ้า บอกเค้าว่าอย่าลืมกัน ป่านนี้ไม่มีลูกมีเมียเป็นขโยงไปแล้วเหรอ” นายหน้าตี๋คนนั้นจะรู้หรือไม่ ว่าการ์ตูนที่เขาให้ หล่อนยังอ่านไม่ออกสักกะตัว “เสียดายเนอะ ถ้าไม่.......” คิดได้เพียงเท่านั้น ร่างบางก็ผล็อยหลับไปอย่างไม่ทันจะได้รู้เนื้อรู้ตัว
บทที่๑
ปีพุทธศักราช 2522
ภาพของเด็กหญิงตัวน้อยยืนมองดูประตูบานใหญ่ เห็นแล้วช่างน่าเวทนานัก หล่อนอยากจะเข้าไปข้างในแต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี ร่างเล็กหอบตัวตุ๊กตาเก่ามอมตัวโปรด ยืนอยู่หน้าห้องบิดาของเง็กเน้ย จ้องเอาๆ ราวกับว่า หากเพียรจ้อง แล้วประตูมันจะเปิดออก ลูกสาวเถ้าแก่ตงเส่งจึงไม่อาจจะทนอยู่เฉยได้อีกต่อไป
“มายืนทำอะไรตรงนี้” นั่นคือครั้งแรก ที่หล่อนพูดกับเด็กคนนั้น หลังจากที่ร่างจ้อยกับแม่ เข้ามาอยู่ในบ้านของหล่อนได้นับเดือน
อคติคือสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้เป็นเช่นนั้น เด็กคนนี้คือลูกเลี้ยงของบิดา แม่ของหล่อนคือภรรยาคนใหม่ของเตีย เง็กเน้ยไม่ใคร่จะชอบใจนักที่บิดาคิดแต่งงานใหม่ กับแม่ม่ายวัยสามสิบสาม แม้ว่าในวัยเยาว์ แม่ม่ายคนนั้นจะคุ้นเคยกับหล่อนก็ตามที
อำไพคืออดีตพี่เลี้ยงที่อากงกับอาม่าจ้างมาเลี้ยงหล่อน เมื่อมารดาของเง็กเน้ยตายเสียตั้งแต่หล่อนยังไม่รู้ความ หล่อนเข้ามารับจ้างเลี้ยงเด็กเมื่อเง็กเน้ยมีอายุได้สามขวบ และทำหน้าที่นี้ยาวนานร่วมสิบปี ยาวนานพอที่ผูกสมัครรักใคร่ใครสักคน และทำให้ใครสักคนผูกสมัครรักใคร่ในตัวหล่อน
น้าอำไพเป็นคนสวย อ่อนหวาน และน่ารัก ไม่แปลกหรอก หากเตียผู้ครองความเป็นโสดมานานจะพึงใจหล่อน ในขณะที่เตีย ก็เป็นชายหนุ่มที่จัดได้ว่ามีรูปร่างหน้าตาดี อีกทั้งยังเป็นคนสุภาพ ซื่อตรง และอบอุ่น ไม่แปลกอีกเช่นกัน ที่เด็กสาวชาวอัมพวาผู้ไกลบ้าน จะรู้สึกชื่นชม สองคนนี้มีใจให้แกกัน หากวันนั้นเป็นปี พ.ศ. 2556 เรื่องแบบนี้ มันหาใช่ความผิดอันใด
ในยุคสมัยที่ยังมีการแบ่งชนชั้นวรรณะ แม้ว่าจะอาศัยอยู่ในแผ่นดินไทย หากคนจีนส่วนใหญ่ก็ไม่นิยมคนไทย เช่นเดียวกันกับคนไทยส่วนใหญ่ที่พอจะมีเถือกเถา ก็ไม่นิยมคนจีน ไม่มีครอบครัวชาวจีนใดๆ ยอมรับเขยสะใภ้ชาวไทย ในขณะที่ครอบครัวชาวไทยผู้มีสกุล ก็ไม่ยอมรับเขยสะใภ้ชาวจีน น้าอำไพมาจากครอบครัวผู้ดีตกยาก เตียเองก็เป็นคนจีนเต็มร้อยเปอร์เซ็น ทั้งคู่จึงต้องถูกพรากออกจากกัน
อากงกับอาม่าจับเตียแต่งงานอีกครั้งกับผู้หญิงที่พวกท่านหามาให้ ในขณะที่น้าอำไพก็แต่งงานไปกับปลัดอำเภอคนหนึ่งตามความต้องการของพ่อแม่ แล้วย้ายตามสามีไปอยู่ทางใต้ หากเตียก็ไม่เคยลืมรักแรกและรักเดียวของตนเองแม้แต่วินาทีเดียว ในหัวใจของเตีย มีแต่ผู้หญิงที่ชื่ออำไพ
เหตุการณ์ความรักในครั้งนั้น ดูคล้ายจะถูกลืมเลือน ไม่มีใครพูดถึงน้าอำไพอีก วันเวลาผ่านไป แต่งงานใหม่ได้เพียงไม่กี่ปี ภรรยาคนที่สองของเตียก็จากไปพร้อมกับอากงและอาม่าจากอุบัติเหตุเรื่อล่ม ในขณะนั้นเง็กเน้ยโตเป็นสาวแรกรุ่น หากเตียของหล่อนกลับเพิ่งจะสามสิบต้นๆ เท่านั้น แต่ดูคล้ายจะปิดประตูตายเรื่องชีวิตคู่ เตียไม่มองผู้หญิงคนใด ไม่สนใจที่จะคิดแต่งงานใหม่ เตียเอาแต่ทำงานๆๆ และทำงาน
เห็นทีเตียคงจะคลองตัวเป็นโสดเสียแล้วกระมัง ใครๆ ก็คิดเช่นนั้น เถ้าแก่ตงเส่งคงไม่คิดที่แต่งงานอีกแล้ว เง็กเน้ยเองก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน จนกระทั่ง
เมื่อสองเดือนก่อน โดยไม่ได้บอกได้กล่าว อยู่ดีๆ เตียก็พาน้าอำไพกลับเข้ามาในชีวิตของเง็กเน้ยอีกครั้ง และคราวนี้ หล่อนก็ไม่ได้มาเพียงลำพัง มีเด็กหญิงตัวน้อยน่ารักวัยสี่ขวบ ติดสอยห้อยตามมาด้วย บิดาของหล่อนเป็นคนอุ้มเด็กหญิงคนนี้เข้าบ้านมาด้วยตัวเอง พร้อมกับหัวเราะเสียงดังลั่น ประกาศก้อง ว่าจะแต่งงานกับอดีตพี่เลี้ยงของลูก เง็กเน้ยทั้งโกรธ ทั้งไม่เห็นด้วย หากแต่ความที่เป็นลูกสาวคนจีน หล่อนจึงไม่มีสิทธิ์หือกับพ่อแม่   
“ก็เอาซี่ เอาเลย อากงกับอาม่าก็ตายไปหมดแล้วนี่ ไม่มีใครคอยขัดขวางแล้วทางโล่งสะดวก” หล่อนบริภาสบิดาในใจ ไม่ได้เกลียดชังอะไรน้าอำไพกับลูกหรอกนะ แต่หวงบิดาจนไม่ต้องการให้เขาแต่งงานใหม่กับใครทั้งนั้น และแอบเคืองนิดๆ ที่เตียให้ความรักความสนใจลูกติดว่าที่เมียใหม่ราวกับลูกในไส้อย่างออกนอกหน้า
“ก็เอาเถอะ อยู่กันได้ก็อยู่กันไป ญาติพี่น้องไม่มีใครเห็นด้วยสักคน” บริภาษต่อ
จริงของหล่อน ญาติพี่น้องของเตียไม่มีใครเห็นด้วยกับการแต่งงานในครั้งนี้ พวกเขายังคงมีความคิดแบบอนุรักษ์ เจ้าสาวของตงเส่งเป็นคนไทย และที่เลวร้ายไปกว่านั้น หล่อนเป็นแม่ม่าย
“มายืนทำอะไรตรงนี้” เง็กเน้ยถามอีกครั้ง เมื่อร่างเล็กยังคงยืนนิ่ง แต่เสียงนั้นกัมปะนาถกว่าเก่า เด็กหญิงจึงหันมา หล่อนตัวสั่น จ้องมองเง็กเน้ยด้วยแววตาอันหวาดผวา
“อรจาหาแม่” เสียงเล็กๆ ตอบ
“จะหาทำไม แม่ของเราเขากำลังพักผ่อน กลับไปนอนที่ห้องของเธอซะ” ลูกสาวเถ้าแก่ตงเส่งกล่าวเสียงเครียด หากเด็กหญิงส่ายหน้า
“อรจานอนกับแม่ อรนอนกับแม่ทุกคืน” หล่อนตอบเสียสั่น ราวกับคนกำลังจะร้องไห้
เง็กเน้ยจึงต้องทอดถอนใจ หล่อนอ่อนลงไปในทันที เข้าใจแล้วว่า ทำไมเตียจึงรักและเอ็นดูเด็กคนนี้นัก ลูกสาวเถ้าแก่ตงเส่งทรุดตัวลง
“วันนี้แม่ของเราแต่งงาน รู้ใช่ไหม”
เด็กหญิงพยักหน้า
“คืนนี้เป็นคืนเข้าหอ ส่งตัวแล้ว แม่ของเราออกมาไม่ได้ ต้องอยู่ในหอทั้งคืน แล้วเราก็เข้าไปในนั้นไม่ได้ กลับห้องไปเสีย คืนนี้นอนคนเดียวไปก่อน แค่คืนนี้คืนเดียว พรุ่งนี้ เราคงได้นอนกับแม่” ถ้าเตียไม่ว่ากระไรนะ หล่อนต่อคนเดียวในใจ”
เด็กหญิงเริ่มน้ำตาคลอ หล่อนเริ่มร้องไห้ มือปาดป้ายน้ำตาให้วุ่น “อรไม่เคยนอนคนเดียว นอนคนเดียวอรกัว ฮือๆ แม่จ๋า”
เง็กเน้ยเริ่มทำอะไรไม่ถูก หล่อนไม่รู้จะทำอย่างไรดี หากจะเดินหนีไปเสีย ก็คงไม่ได้ แต่ถ้าปล่อยให้ยืนร้องไห้อยู่ตรงนี้ต่อไป ก็คงวุ่น
“เอาอย่างงี้” หญิงสาววัยยี่สิบสองปลงใจ ทั้งๆ ที่ไม่ชอบให้ใครมานอนเบียด แต่เอาเถอะ คืนเดียวคงจะไม่เป็นไร “เธอมานอนกับฉัน แล้วไม่ต้องร้อง” เรื่องจึงจบ และลูกติดภรรยาใหม่ของบิดาก็นอนร่วมห้องกับเง็กเน้ยนับตั้งแต่วันนั้น ลูกสาวเถ้าแก่ตงเส่งมีน้องสาวเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่ง กับน้องชายอีกหนึ่งในอีกสามปีต่อมา
อรรัมภาเป็นเด็กอาภัพ เกิดมาได้ไม่ทันครบขวบ พ่อก็ถูกโจรก่อการร้ายฆ่าตาย หล่อนจึงกลายเป็นตัวซวย ญาติพี่น้องไม่มีใครเอา อำไพจึงต้องเลี่ยงลูกตามลำพัง ด้วยความรู้ที่มีเพียงแค่พออ่านออกเขียนได้ มันจึงต้องปากกัดตีนถีบในการต้องหาเลี้ยงตนเองกับอีกหนึ่งชีวิตที่ยังแบเบาะ เกือบจะต้องขายตัวเลี้ยงลูกอยู่แล้ว หากเตียไม่ไปพบเข้าเสียก่อน
 สุรีย์นั่งอมยิ้มมองน้องชายที่กำลังกินของว่าง บิดาของหล่อนถูกจับแต่งงานตั้งแต่อายุสิบห้า และมีลูกในช่วงอายุนั้น คุณหญิงของท่านนายพลจึงได้เห็นเตียในวัยหนุ่ม ยาวนานจนจำติดตา เตียเป็นชายชาวจีนรูปงาม ผิวของเตียขาวเนียนสวยจนแม้แต่ผู้หญิงยังต้องอาย อีกทั้งยังสูงใหญ่ผิดชายชาวเอเชียในสมัยนั้น ซึ่งต้าเส่งก็ถอดแบบเตียมาทุกกระเบียดนิ้ว หล่อนจำได้ว่า แค่อายุสิบห้า น้องชายของหล่อนก็ตัวโตจนต้องแหงคอคุยกันแล้ว
“อดโซอะไรกันนักกันหนา ต้า” บ่อยครั้งที่สุรีย์เรียกน้องชายว่าต้า “อย่างนี้ไม่ใช่แค่ข้าวเที่ยงแค่นั้นล่ะมั้งที่ไม่ได้กิน พี่ว่าเช้าเราก็ไม่ได้กิน” อดถามไม่ได้ เมื่อน้องชายคนเดียวกินขนมหวานที่กะว่าจะกินแค่รองท้องไปสามถ้วยแล้ว
“กินสิครับทำไมจะไม่ได้กิน” น้องชายแก้ต่างพลางยังคงจดจ่ออยู่กับการกิน
“แล้วไอ้ที่ว่ากินน่ะ กินอะไร ถ้าเป็นกาแฟกับขนมปังปิ้งแค่แผ่นสองแผ่นล่ะก้อ เขาไม่เรียกว่าได้กินหรอกนะ” พูดราวกับถอดจิตไปสอดส่อง อติรุจจึงยิ้มแหยๆ “หาเมียสักคนเถอะต้าเอ้ย... อายุก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว จะได้มีคนดูแล”
น้องชายจึงมามุกเงียบแล้วทำเป็นกิน คุยกันเรื่องมีครอบครัวทีไร ต้าเส่งเงียบได้ทุกทีสิน่า อย่างงี้มันจะไม่ให้สงสัยอย่างไรได้ล่ะ ว่ายังคงปักใจอยู่กับอรรัมภา เมื่อความรักนั้น ยิ่งผิดหวัง ยิ่งไม่อาจลืม คุณหญิงสุรีย์จึงว่าต่อ
“ไม่งั้นก็มาอยู่ด้วยกันที่นี่ เตียสร้างบ้านหลังนี้ให้ลูกๆ หลานๆ ทุกคน”
“ไม่เอาหรอกครับ” เขาปฏิเสธเสียงเรียบ “อยู่บ้านเก่าของเรานั้นแหละดีแล้ว ใกล้โรงงานด้วย ผมไม่อยากฝ่ารถติดในกรุงเทพฯ ไปทำงาน”
“เฮ้อ” ถอนใจด้วยความออกระอา น้องชายของหล่อนคนนี้ ช่างเหมือนเตียไปเสียหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่เว้นแม้กระทั่ง นิสัย “ไอ้โรงงานน่ะ วิศวะกรก็ออกจะเยอะแยะ ไม่เห็นจะต้องคุมเองเลย หาที่ไว้ใจได้สักคนทำงานแทนสิ แล้วต้าก็มาทำงานออฟฟิศซะ โรงงานน่ะ ไปตรวจอาทิตย์ล่ะครั้งก็ได้”
“ไม่ได้อยู่ดีครับ ลูกๆ ของผมไม่มีใครดูแล” ยังคงเลี่ยงไปได้เรื่อยๆ จึงเป็นอีกครั้งที่สุรีย์ต้องถอนหายใจอย่างออกระอา น้องชายของหล่อน เห็นทีจะแต่งกับงานแล้วมีลูกเป็นปลาทองเสียแล้วล่ะกระมัง
“ก็เล่นเลี้ยงจนเป็นฟาร์มขนาดนั้น พี่ว่า มันเยอะไปหน่อยนะต้า งานโรงงานก็หนักพอตัว กลับมายังต้องมานั่งเลี้ยงปลาอีก ดูสิ วันหยุดแท้ๆ แต่เลี้ยงปลาจนลืมกินข้าว”
“ก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำเป็นฟาร์มสักหน่อย” น้องชายบอกตามความเป็นจริง งานอดิเรกของเขาอยู่ดีๆ มันก็กลายเป็นธุรกิจ ที่ทำกำไรมหาศาล หลังจากที่อติรุจนำปลาที่เลี้ยงไปประกวด จนกวาดรางวัลมาหลายเวที “มันออกลูกออกหลานมา คุณพี่จะให้ผมทำยังไง ปลาทองนะครับ ไม่ใช่ปลาไหล จะได้เอาไปปล่อยวัดระฆัง”
“งั้นก็จ้างคนมาเลี้ยง แล้วเราก็ย้ายมาอยู่กับพี่ที่นี่”
“ไม่เอาหรอกครับ” ยังคงอ้างไปได้เรื่อยๆ “ผมเคยจ้างแล้ว เผลอหน่อยเดียว ปลาตายเกือบทั้งบ่อ หัวใจแทบสลายแน่ะ ลูกๆ ของผมตั้งกี่ตัว” มันคือข้ออ้าง อันที่จริง อติรุจไม่ต้องการจะอยู่ที่นี่ คฤหาสน์หลังนี้สร้างขึ้นเพราะความเจ็บปวดของเตีย และหยาดน้ำตาของอรรัมภา