มะลิลอยแก้ว

Author: 
กนกลดา
ประเภท: 
นิยาย

มาลาตี

ดงมะลิป่าที่ผลิแต่ใบมาชั่วนาตาปี กลับออกดอกสะพรั่งไปทั่วทั้งทุ่ง ในคืนวันที่หล่อนถือกำเนิด ดอกไม้ดอกน้อยนับล้านดอกบานรับแสงจันทร์ พร้อมพากันส่งกลิ่นหอมฟุ้ง จนตลบอบอวลไปทั่วทั้งขุนเขา

นะสือ หมอป่าประจำหมูบ้านตัดสายสะดือให้กับเด็กหญิงตัวน้อย ก่อนที่จะส่งร่างจ้อยไปวางไว้บนอกของผู้เป็นแม่ เพื่อให้ทารกได้ดื่มน้ำนมหยดแรกในชีวิต

“มาลาตี” มือเรียวของอดีตพยาบาล เขียนชื่อนี้ลงในเศษกระดาษ เพื่อให้ผู้ใหญ่บ้านนำเอาไปแจ้งลงเกิด นะสือรับมันมาจากมือของหล่อน ก้มลงอ่านทวนเพื่อตรวจทาน แล้วพับใส่กระเป๋า ข้อมูลทุกอย่างครบถ้วน พร้อมแล้วที่จะนำไปอำเภอ แม้ว่าจะขาดชื่อของคนเป็นพ่อก็ตาม

“หนูมะลิ” ทารกในอ้อมกอดถูกเรียกขานอย่างอ่อนโยน ต่อแต่นี้ลูกสาวของหล่อนจะถูกเรียกว่า ‘หนูมะลิ’ ฟังดูไม่แปลก หากที่นี่คือกรุงเทพมหานครฯ หาใช่หมู่บ้านห้วยแม่กระพ้อ ที่ซึ่งประชากรเกือบทั้งหมด เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์เป็นชาวไทยภูเขาเผ่ากระเหรี่ยง

ชีวิตหนึ่งเกิดขึ้นมาแล้ว ย่อมต้องดำเนินต่อไป แม้ว่าทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไร แม้ว่าจะเจ็บปวดสักแค่ไหน ตราบเท่าที่ยังคงหายใจอยู่ สองเท้าย่อมไม่อาจจะหยุดเดิน สองมือย่อมไม่อาจจะเลิกฝ่าฟัน ต้องทนให้ได้ ทนให้ได้ทุกๆ อย่าง ทน แม้ว่าจะถูกใครต่อใคร พากันตราหน้า ว่า นังเด็กกาลกิณีก็ตาม

เดินทางมาหลายชั่วโมง แต่หาได้เมื่อยขบ เด็กสาวเฝ้ามองทิวทัศน์ข้างทางอย่างตื่นตา ตั้งแต่เกิดมาหล่อนไม่เคยต้องนั่งรถระยะทางไกลๆ เช่นนี้มาก่อน จากดงดอย หนทางมีแต่ป่าเขา มันก็ดูจะเพลินดี มองเห็นบ้านคนบ้าง ทุ่งนาบ้าง สลับกันไปเป็นระยะๆ จวบจนรถทัวร์มุ่งหน้าเข้าสู่ป่าคอนกรีต หัวใจจึงเต้นโครมคราม มาลาตีไม่เคยเห็นภาพอะไรเช่นนี้มาก่อน ตึกรามบ้านช่อง ถนนแบบลอยขึ้นไปอยู่บนฟ้า รถรามากมาย แสงไฟหลากสี และผู้คนขวักไขว่

พระอาทิตย์ตกดินนานแล้ว หากว่าที่นี่ยังคงสว่างไสว แม้แต่งานวัดที่เคยไปเที่ยว มันก็ยังไม่เห็นจะคึกครื้นขนาดนี้ บอกไม่ถูกว่าชอบหรือไม่ เด็กสาวรู้สึกตาลายมากกว่า เพื่อนร่วมชะตากรรมที่เดินทางมาด้วย ก็คงจะรู้สึกไม่แตกต่างกัน พวกเขาและเธอพากันส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว กับสิ่งที่เพิ่งจะเคยพบเคยเห็น

“อา เด็กๆ” ผู้ใหญ่บ้านร้องประกาศเป็นภาษากระเหรี่ยง “ถึงกรุงเทพฯ แล้ว”

ณนนท์

แต่งงานมาหลายปี ทำมาร้อยแปดพันเก้า แต่ก็ยังไม่มีลูกสักที จนกระทั่งย้ายตามสามีไปอยู่ยังจังหวัดเล็กๆ แห่งหนึ่ง เรื่องของเจ้าแม่ต้นตาลยอดด้วนจึงลอยมาเข้าหู

“เจ้าแม่ท่านศักดิ์สิทธิ์นะคะคุณนาย ขอลูก แล้วไม่ได้เป็นไม่มี” ภรรยาของนายทหารผู้ใต้บังคับบัญชาของสามี นำความมาบอก

ที่แรกเมื่อได้ฟัง อดคิดไม่ได้ว่ามันเพ้อเจ้อ หากแต่หมดสิ้นแล้วซึ่งหนทาง จึงคิดจะลองสักตั้ง เอาวะ ไม่ได้ก็ไม่เสีย คุณนายท่านผู้พันจึงนำเครื่องเซ่นไปบรรณาการ เจ้าแม่ต้นตาลยอดด้วน สองเดือนต่อมาหล่อนก็ตั้งครรภ์

“คุณนายต้องตั้งชื่อคุณหนูว่าลูกตาลนะเจ้าค่ะ ห้ามใช้ชื่ออื่นเป็นอันขาด เจ้าแม่ท่านจะไม่พอใจ แล้วท่านจะเอาลูกคืน” นี่คือเงื่อนไขหลังจากที่ทุกๆ คนเมื่อได้ขอลูกไปแล้วต้องปฏิบัติ

“ชื่อลูกตาล” หล่อนทวนคำ อันที่จริงก็ไม่ได้คิดอิดออดอะไรหรอกนะ ชื่อนี้มันก็น่ารักดี หากลูกของหล่อนจะเกิดมาเป็นผู้หญิง

หลายเดือนต่อมา คุณนายก็คลอด แต่เด็กที่เกิดมาดันเป็นผู้ชาย ชื่อจริงพระท่านตั้งให้ว่า ‘ณนนท์’ แต่นั่นมันก็ไม่ใช่ปัญหา ชื่อเล่นต่างหาก ที่ต้องคิดหนัก ไม่ได้ลบหลู่นะ แต่เด็กผู้ชาย จะให้ใช้ชื่อว่า ‘ลูกตาล’ ฟังแล้วมันทะเม่งๆ ไปโรงเรียนเพื่อนล้อแย่เลย ท่านผู้พันสามีของหล่อน จึงตั้งชื่อลูกชายตัวน้อยอย่างแมนสุดๆ ว่า ‘กล้า’

เรื่องมันคงจะจบอย่างควรจะเป็น หากเจ้าแม่ต้นตาลยอดด้วน ไม่มาทวงเงื่อนไข เด็กชายกล้าตั้งแต่ชื่อกล้า ก็ร้องๆๆๆๆ และร้องอย่างไม่ยอมหยุด ซ้ำยังเจ็บไข้ได้ป่วยไม่ยอมหาย กินยาหาหมออย่างไรก็ไม่ทุเลา สุดท้ายเมื่อทนเห็นลูกทรมานต่อไปไม่ไหว จนหนทาง เด็กชายกล้า จึงกลายเป็นเด็กชายลูกตาล เท่านั้นทุกอย่างจึงยุติ หนูน้อยเลิกร้อง อาการป่วย หายเป็นปลิดทิ้งเพียงชั่วข้ามคืน ประหลาด เรื่องแบบนี้ก็มีด้วย

แต่ทว่า สามสิบปีต่อมา คุณหญิงสุรีย์ต้องเปลี่ยนความคิด รู้อย่างนี้ปล่อยให้มันแหกปากร้องไปจนตายเสียยังจะดีกว่า ถ้าเป็นไปได้ หล่อนก็อยากจะกลับไปเอาขี้เถ้ายัดปาก ไอ้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเสีย ตั้งแต่วันแรกที่มันเกิดมา

ปังๆๆๆๆ เสียงกำปั้นระดมทุบประตู ดังขึ้นอย่างถี่ยิบ ไม่ต้องบอกก็รู้ ว่าเจ้าของหมัดอรหันต์ ซึ่งกำลังฟัดฟันกับแผ่นไม้บานใหญ่กำลังหัวเสีย ลูกชายคนดีของหล่อน หิ้วผู้หญิงไม่มีหัวนอนปลายเท้ามาหลับนอนในบ้านอีกแล้ว

ประตูบานสวยเปิดออก พร้อมกับร่างสูงซึ่งพันผ้าขนหนูปิดบังส่วนสงวนเอาไว้อย่างหมิ่นเหม่ ณนนท์ขยี้ตาพลางหาว เมื่อการขัดจังหวะนิทรารมย์ของมารดา ทำให้เขานอนไม่อิ่ม

“นี่อะไรกันลูกตาล จะห้าโมงเย็นแล้ว ยังไม่ตื่นอีก แกจะนอนไปถึงไป แล้วนั่น” หล่อนชะโงกหน้ามองข้ามไหล่ของลูกชายไปยังเตียงกว้างซึ่งอยู่กลางห้อง “แกพาผู้หญิงข้างถนนมานอนในบ้านอีกแล้ว” รู้อยู่แล้วล่ะ แต่ว่าอยากจะโวย คุณหญิงสุรีย์ตีหน้ายักษ์

“ลิซ่าไม่ใช่ผู้หญิงข้างถนนสักหน่อย เธอเป็นซูเปอร์โมเดลอันดับหนึ่งเชียวนะครับ เธอดังจะตาย คุณแม่ก็ว่าไป” ชายหนุ่มผายมือกางแขนพลางยักไหล่

“ย่ะ ไม่ใช่ผู้หญิงข้างถนน เป็นซูเปอร์โมเดล ถ้าฉันเดาไม่ผิด ก็คงไปหิ้วมาจาผับ เจอหน้ากันสองนาทีแล้วสปาร์ค เที่ยวแร่มานอนกับผู้ชายง่ายๆ มันก็ไม่ต่างอะไรกับผู้หญิงข้างถนนหรอกย่ะ แล้วนี่มันกี่โมงแล้ว” หล่อนยกนาฬิกาที่ผูกติดมือให้ลูกชายดู เอือมระอาสุดจะทน กับความไม่เอาถ่านไม่เอาไหน

ทั้งๆ ที่สู้อุตส่าห์เสียเงินเสียทอง ส่งมันให้ไปเรียนหนังสือถึงเมืองนอกเมืองนา แต่กลับมาก็ทำตัวไม่เป็นโล้ไม่เป็นพาย ขี้เกียจตัวเป็นขน งานที่บังคับให้รับผิดชอบ ก็ทำแบบเช้าชามเย็นชาม วันๆ ก็ดีแต่โฉบไปฉายมา ทำตัวเป็นเพลย์บอย ไปเปรี้ยวซ่าก๋ากั่นในพับในบาร์ เริงราตรีจนถึงตีสามตีสี่ แล้วตื่นจนตะวันจวนจะตกดินอยู่แล้ว

“ห้าโมงเย็นแล้วนะยะ วันนี้ฉันสั่งให้แกไปทำอะไร”

“ไปรับญาติบ้านนอกของคุณแม่ที่หมอชิด”

“ไอ้ลูกตาล” หล่อนฟาดฝ่ามือลงบนแขนของลูกชายเข้าให้ “ไอ้ปากเสีย ไอ้คนไม่มีหัวคิด” คราวนี้หล่อนดึงหู

“โอ๊ย... แม่” เขาร้องลั่น

“จะบ้านนอกหรือบ้านใน หนูมะลิ ก็เป็นน้องของแก จำไว้ ไปอาบน้ำแต่งตัว แล้วรีบไปรับหนูมะลิที่หมอชิต รถจะเข้าทุ่มหนึ่ง ถ้าแกไปไม่ทัน ฉันฆ่าแกแน่”