เรื่องสั้น แคนลิ้นเงิน

Author: 
อนุรัตน์
ประเภท: 
เรื่องสั้น

เรื่องสั้น แคนลิ้นเงิน
ผู้เขียน อนุรัตน์  แสนสิน

๑.

            “มึงเลิกคิดเลิกฝันได้แล้วไอ้หวิน ดูสังขารมึงบ้างเถ้อะเหมือนคนเขาซะที่ไหน  หมอลำผีบ้าคณะไหนวะจะเอาคนขาด้วนไปเป็นหมอแคนให้มันรำคาญตาคนดู” เสียงน้าผ่องเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน แกมักใช้คำพูดที่กรีดลงบนหัวใจให้เกิดรอยแผลอันปวดร้าว  แม้จะเข้าใจอยู่ว่านั่นเป็นคำพูดหวังดีของญาติผู้ใหญ่  แต่ในบ้างครั้งก็เสียน้ำตาให้กับคำพูดนั้นอย่างสุดกล้ำกลืน มันไม่ต่างจากลมปากของคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน
            “จ้างกูสองร้อยให้ไปนั่งดูหมอลำฉวีวรรณที่งามปานนางฟ้ากูก็บ่ไป ถ้ามีหมอแคนเป็นบักหวินขากุด” แม้ทิดเบี้ยวผู้นิยมหมอลำกลอนปานชีวิตจิตใจก็ว่าออกมาอย่างนั้น
            “จะเดินเหินธรรมดาก็ลำบากอยู่แล้ว ยังอวดเก่งขึ้นไปเป่าแคนบนเวทีอีก หมอแคนมันต้องแอ่นต้องเต้นสร้างสีสันคู่กับหมอลำ” ลุงแหล่ขี้เมาก็กล่าวตำหนิอย่างรับไม่ได้ แต่ทั้งหมดนั้นไม่ใช่อุปสรรคที่จะทำให้ความฝันของเขาเปลี่ยนไป กลับกลายเป็นพลังที่ทำให้เขามุฟันฝ่าเพื่อเอาชนะคำครหาเหล่านั้น  คราวใดที่สองมือประนมอุ้มเอาเต้าแคนขึ้นจรดริมฝีปาก เหมือนโลกทั้งโลกอยู่ในความควบคุมของเขา ลมอันพวยพุ่งจากช่องท้องผ่านลิ้นแคนและการบังคับผ่อนผายของปลายนิ้วทั้งสิบ บังเกิดเป็นเสียงเพลงขับกล่อมอันยิ่งใหญ่ที่สามารถปลุกความหลับใหลในจิตใจให้ตื่นฟื้น แม้รอยแผลในดวงใจอันปวดแสบที่เกิดจากคำเย้ยหยันของน้าผ่องก็ให้บรรเทา
            “พ่อจะเอาเจ้าไปฝากกับครูนิล ให้เพิ่นสอนเป่าแคน ลูกสิได้เก่งคือเพิ่น”   มีเพียงพ่อเท่านั้นที่เข้าใจเขา ทั้งอุตส่าห์ดั้นด้นพาไปหาครูแคนซึ่งอยู่อีกตำบลหนึ่งอันไกลโพ้น  กว่าหนึ่งปีที่พากเพียรอยู่กับครูแคนชราภาพ ลายแคนต่างๆ ถูกถ่ายทอดมาสู่เขาจนหมดสิ้น ครั้นสิ้นสุดเวลาเล่าเรียน เขาก็เดินทางกลับและมุ่งฝึกฝนทุกท่วงทำนองแคนที่เล่าเรียนมา อีกทั้งออกเสาะหาคณะหมอลำและเสนอตัวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง ทว่าต้องผิดหวังทุกครั้งไป เหตุผลที่เขายกขึ้นมาปลอบใจตนเองคือฝีมือยังไม่เข้าขั้น  การฝึกอย่างหนักจึงเป็นหนทางแก้  เขาเชื่อว่าการฝึกฝนจะเป็นหนทางที่นำเขาสู่ความสำเร็จ   กิริยาท่าทางของหมอแคนบนเวทีเป็นเช่นใดเขาจะฝึกเลียนแบบให้เสมอเหมือน  ฝันที่ล่องลอยอยู่เบื้องหน้าคงไม่ไกลเกินเอื้อม สักวันเขาจะก้าวขึ้นเวทีหมอลำอย่างสง่าผ่าเผย เขาจะประเดประดังท่วงทำนองเพลงแคนขับกล่อมคนดูให้นิ่งจังงังปานต้องมนต์ขุนแผน   เขาเฝ้านึกถึงวันที่เขายืนเคียงข้างกับหมอลำชาย-หญิงบนเวทีอย่างสมเกียรติ เขาจะโยกย้ายส่ายเอวไปกับทำนองแคนใกล้กับหมอลำสาวผู้มีเรือนกายงดงามปานเทพธิดา ท่วงทำนองอ้อยสร้อยของลายลมพัดพร้าวจะเปลี่ยนเป็นลายเต้ยอันกระชับ รวดเร็ว หมอลำฝ่ายชายและหญิงคู่นั้นจะขยับกายเข้าฟ้อนรำเกี่ยวพาราสีกันก่อนว่ากลอนลำตอบโต้อย่างสนุกสนาน  แล้วเวทีหมอลำก็ไหวโยกเหมือนจะเพพัง ภวังค์นั้นสลายไปอย่างรวดเร็ว เขารู้สึกตัวและลืมตาตื่น จึงรู้ว่าตัวเองนั่งหลับอยู่บนเบาะนั่งของรถโดยสารปรับอากาศ แรงไหวโยกเมื่อครู่เกิดจากการเบรคของคนขับ ความฝันเมื่อครู่ยังมีกลิ่นไอหอมหวนจนอย่างย้อนกลับเข้าไปอีก
            “ท่านผู้โดยสารที่เคารพคะ ขณะนี้รถของเราจอดให้ทุกท่านลงไปทำภารกิจส่วนตัวและรับประทานอาหารเป็นเวลา 30 นาทีนะค่ะ เมื่อครบกำหนดเวลาแล้ว เชิญผู้โดยสารทุกท่านกลับขึ้นรถโดยพร้อมเพรียงกันค่ะ” เสียงบริกรหญิงประกาศผ่านเครื่องขยายเสียง ผู้โดยสารค่อยทยอยเดินลงจากรถ บ้างก็ปรี่ไปที่ห้องน้ำทำกิจส่วนตัว บางคนก็เดินเข้าร้านอาหารสั่งของกินรองท้องให้หายหิวก่อนเดินทางต่อเป็นไปยังจุดหมายซึ่งเหลือระยะทางอีกกว่าครึ่ง
            เขายังคงนั่งทื่ออยู่บนเบาะอย่างงุนงง ความจริงแล้วการเดินทางกลับบ้านในครั้งนี้ก็รู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้าง เพราะโดยส่วนมากเขาจะเดินทางด้วยรถไฟชั้นสามเป็นหลัก แต่คราวนี้มันเป็นรถปรับอากาศหรูหรา เก้าอี้ไม้แข็งโป๊กบนโบกี้รถไฟช่างแตกต่างกับเบาะนุ่มๆ ที่ออกแบบไว้อย่างเป็นสัดส่วน    ต้องนึกขอบคุณคำหล้าเมียรักที่อุตส่าห์แบ่งเงินเก็บที่มีอยู่เพียงน้อยนิดซื้อตั๋วรถให้ หล่อนคงเข้าใจอารมณ์ของคนจรที่คิดถึงบ้านเกิดจนไม่เป็นไม่ไม่นอันกินอันนอน  สัมภาระติดกายก็มีเพียงแคนคู่ชีพ และกระเป๋าใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ที่ยัดไว้บนชั้นเก็บของด้านบนเบาะนั่ง อีกอย่างเป็นกล่องกระดาษที่วางอยู่แทบเท้า ผู้โดยสารคนอื่นๆ ลงไปหมดแล้ว อาหารคงไม่จำเป็นสำหรับคนที่มีความหิวครอบงำกระเพาะอยู่เสมอจนเคยชินอย่างเขา บรรยากาศบ้านทุ่งปลายทางคือทั้งหมดทั้งปวงที่เขามุ่งใจจดจ่อ  ค่อยๆ ข่มเปลือกตาบังคับใจให้เข้าสู่ภวังค์ที่อิ่มเอมอย่างเมื่อครู่ บ้านทุ่งที่เงียบสงัดอยู่ท่ามกลางทุ่งข้าวเขียวขจี บัดนี้ความมืดมิดโรยตัวโอบคลุมพร้อมกับเย็นสบายของลมทุ่ง พระจันทร์สีทองดวงใหญ่โผล่ขึ้นจากสุมทุมของแนวไผ่ที่ยืนทะมึนยาวเหยียดลดเลี้ยวไปตามขอบเขตหมู่บ้าน เขายืนพิงกับราวลูกกรงชานเรือน ประนมมือโอบเต้าแคนแล้วดูดลมเข้าเป่าลมออกพร้อมสะบัดนิ้วปิดเปิดลมอย่างช่ำชอง พ่อนั่งสูบยาใบตองอยู่ใกล้ๆ บางครั้งก็กระแอมไอหรือเคาะฝ่ามือกับพื้นเรือนเป็นระยะ พระจันทร์สีทองเมื่อพ้นจากปลายไผ่ก็ขับไขแสงนวลแจ่มไปทั่วทั้งหมู่บ้าน มันสาดทอทุ่งข้าวสีเขียวที่สงบนิ่งจนเป็นสีทองทั้งผืน หากมีผู้ใดยืนมองมาที่ชานเรือนแห่งนั้น คงเห็นเงาร่างของเขาตัดกับแสงจันทร์อย่างองอาจ แสงจากพระจันทร์สาดเข้ามาด้านหน้าและทิ้งเงามืดอันกลบลบความแปลกแยกเอาไว้ด้านหลัง จู่ๆ ความปวดเสียดก็บังเกิดขึ้นบริเวณท้องน้อย เขารีบลุกจากเบาะนั่งเขม้นมองผ่านกรอบกระจกออกไปยังห้องสุขาที่คลาคล่ำด้วยผู้คน ขยับกล่องกระดาษใบเล็กเข้าที่ เก็บแคนคู่กรรมเข้าซองผ้าแล้วคล้องกับไหลด้วยความเคยชิน ก้าวลงจากรถแล้วเดินกระโผลกกะเผลกฝ่าฝูงคนไปยังห้องสุขา เผ้าผมที่ยุ่งเหยิงกับเสื้อผ้าที่สวมใส่คงสร้างความประหลาดตาต่อผู้พบเห็นอยู่บ้าง ซ้ำแคนคู่กรรมยังคล้องอยู่กับไหล่ราวกับเป็นหนึ่งอวัยวะอันหวงแหน หลายคู่สายตามองดูเขาแล้วยิ้มกรุ้มกริ่ม บ้างก็หัวเราะคิกคักและชี้ชวนกันดูอย่างกับเขาเป็นตัวประหลาด ทว่ามันไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญที่เขาจะต้องน้อยเนื้อต่ำใจ คำหมิ่นแคลนเย้ยหยันเขาประสพมันมาตั้งแต่เกิดจนชินชาเสียแล้ว  เสร็จกิจส่วนตัวก็เดินย้อนกลับขึ้นรถ  ขาขวาอันลีบเล็กไร้เรี่ยวแรงถูกตวัดขึ้นเหยียบขั้นบันไดโดยอาศัยมือขวายึดจับราวเหล็กข้างบานประตูแล้วโหนตัวพยุงขึ้น เมื่อก้าวพ้นขั้นบันไดขั้นที่สาม บริกรหนุ่มหน้าแฉล้มก็ก้าวปราดเข้าขวางหน้าแล้วตวาดแหว
             “ลูกหมาในกล่องนั่นของลุงหรือเปล่า ลุงรู้ไหมว่าเขาห้ามเอาสัตว์เลี้ยงขึ้นรถ”  ชายคนนั้นว่าอย่างฉุนเฉียว เสียงร้องแหงกๆ ของหมาน้อยดังลั่นรถ
            “ใช่ๆ ของลุงเอง จะเอามันกลับไปเลี้ยงที่บ้าน” เขาตอบแล้วรีบเดินไปยังเบาะนั่งของตน ผู้โดยสารที่นั่งอยู่สองฝั่งเบาะโยกตัวหลบ  บางคนถึงกับยกมือขึ้นปิดจมูกแล้วทำเสียงฟุดฟิด ลูกหมาสีดำในกล่องกระดาษผลุบโผล่หัวพยายามป่ายปีนออกมา ปากก็ร่ำร้องอย่างตื่นกลัว  เขานึกตำหนิตนเองที่ปล่อยเจ้าหมาน้อยทิ้งไว้ลำพัง ระหว่างที่เขาลงไปทำกิจธุระในห้องสุขา ลูกหมาคงตกใจตื่นด้วยความหิว เมื่อไม่เจอการประคบประหงมอย่างอ้อมอกอุ่นของแม่ก็ร้องลั่นไม่ยอมหยุด
            “ลุงต้องเอามันลงจากรถ  กฎของการเดินรถเขาห้ามนำสัตว์เลี้ยงขึ้นมา นี่ผมเห็นใจลุงนะจึงไม่เปรียบเทียบปรับ หรือลุงจะให้ผมทำอย่างนั้น” บริกรหนุ่มในชุดขาวสะอาดเดินเข้ามาพูดอยู่ใกล้ๆ พร้อมกับยื่นคำขาดที่เขาต้องคิดหนัก หมาน้อยตาใสแจ๋วที่เขากับคำหล้าเก็บมาเลี้ยงจะต้องถูกทอดทิ้งไว้ในที่แปลกถิ่นอย่างนั้นหรือ
            “ขอสักครั้งเถอะพ่อหนุ่ม” เขาละล่ำละลัก พยายามหาถ้อยคำที่น่าเห็นใจที่สุด “ลุงจะเอามันไปเลี้ยงไว้ที่บ้าน ถ้าทิ้งมันไว้ตรงนี้ก็คงตายเสียเปล่า ช่วยลุงหน่อยนะพ่อคู้ณ...”
            “ไม่ได้ ๆ มันผิดกฎของเรา นี่ถ้านายท่ารู้เรื่องผมต้องโดนเล่นงานอ่วมอรทัยเป็นแน่ แค่ปล่อยให้ลุงแอบเอาขึ้นมาบนรถผมก็ไม่รู้จะตอบคำถามเขายังไงแล้ว ลุงต้องปล่อยมันทิ้งซะ หรือไม่ลุงก็ลงไปจากรถพร้อมกับมันนั่นแหละ” บริกรหนุ่มพูดอย่างไม่แยแส
            “ลุงขอร้องล่ะพ่อหนุ่ม จะให้ไหว้ฉันก็ไหว้ละ” เขาก้มจับเอาลูกหมาขึ้นมากอดไว้ในอ้อมอก มันเงียบเสียงสักพักก็ตะเบ็งขึ้นอีก ผู้โดยสารบนรถเริ่มบ่นอุบอิบ บางคนลุกขึ้นยืนจ้องมองมายังเขาอย่างรำคาญใจ
            “ไมได้มันผิดกฎ  เอามันมานี่ถ้าลุงไม่กล้าผมจะเอาไปทิ้งให้เอง” ชายหนุ่มคนนั้นคว้าเจ้าหมาน้อยจากอ้อมกอดของเขา แล้วหันหลังขวับก้าวลงจากรถ เขาก้าวเท้ากะโผลกกะเผลกตาม มือขวาโบกวืดๆ หมายห้ามปรามแต่ไร้ผล
            “อย่าเลยน่าพ่อหนุ่มลุงขอร้อง” ปากเขาก็ร่ำร้องจนสุดเสียงด้วยหวังเมตตาจากบริกรหนุ่ม แต่ไม่ทันเสียแล้ว ชายคนนั้นอุ้มลูกหมาลงจากรถเดินรี่ไปด้านหลังพุ่มไม้ประดับ สักพักก็เดินยิ้มเผล่กลับมา
            “ลุงไม่ต้องห่วง ผมจัดหาที่อยู่ใหม่พร้อมกับคนดูแลให้มันแล้ว เผลอๆ กินดีอยู่ดีกว่าตอนอยู่กับลุงเสียด้วยซ้ำ” ว่าแล้วก็ยิ้มอีก เขาทรุดกายลงนั่งกับพื้นรถอย่างอ่อนแรง
             “พ่อหนุ่มทำไมถึงทำกับหมาน้อยของฉันแบบนี้ ฉันกับเมียอุตส่าห์เก็บมันมาเลี้ยง ทะนุถนอมมันอย่างกับลูกในไส้ แต่เจ้ากลับเอามันไปทิ้งอย่างกับมันไม่ใช่คน” น้ำเสียงเขาเศร้าและสั่นเครือ
            “ใช่ก็มันไม่ใช่คนนะซิลุง มันไม่ใช่คน  มันเป็นหมา  หมาที่กฎหมายห้ามนำขึ้นรถโดยสารลุงเข้าใจไหม มันไม่ใช่คน ลุงกลับไปนั่งที่เสียเถิดประเดี๋ยวรถก็ออกแล้ว”  เขายังทรุดกายอยู่กับพื้นรถตรงนั้น น้ำอุ่นๆ เริ่มผุดออกจากดวงตาและรินไหลผ่านร่องแก้ม รถโดยสารปรับอากาศเคลื่อนตัวออกจากชานชาลาแห่งนั้นอย่างแช่มช้า เขาหันไปมองพุ่มไม้ประดับแห่งนั้นเป็นครั้งสุดท้าย

 

๒.

ดวงตะวันสีแดงลอยระยอดไม้ฝั่งฟ้าตะวันออก ต้นจานและต้นแสบงผลิดอกสีแดงส้มยืนต้นอยู่ในความลิ่วโล่งของทุ่งนาหน้าแล้ง ตอฟางแห้งตามแปลงนาเอนลู่ด้วยแรงลมและรอยตีนควาย ทั่วทั้งทุ่งเป็นสีเหลืองกรอบเหมือนปูไว้ด้วยพรมใบไม้แห้ง รถโดยสารปรับอากาศจอดนิ่งตรงศาลาใกล้สามแยกเข้าหมู่บ้าน หยุดตรงนั้นเพียงครู่ก็แล่นจากไปทิ้งชายวัยสี่สิบยืนเดียวดายอยู่บนไหล่ถนน กระเป๋าเสื้อผ้าใบคร่ำครึหิ้วไว้ด้วยมือขวา ที่ไหล่ซ้ายคล้องแคนคู่ชีพมั่นคงเหมือนทหารหาญสะพายปืน ออกแรงเดินกะปลกกะเปลี้ยไปตามถนนลูกรังสายเล็กๆ ที่ทอดยาว เพียงเหงื่อชุ่มหลังก็เข้าสู่ซุ้มประตูทางเข้าหมู่บ้านซึ่งมีต้นตาลโตนดขนาบข้างซ้ายขวา โตนดปลายกุดเพราะฟ้าผ่ายังเหยียดต้นทะมึนอยู่ดังเดิมเหมือนเช่นหลายปีก่อน ผ่านบ้านเรือนไปสาม-สี่หลังก็ถึงเรือนเก่าที่จากลาไปหลายปี
            “บักหวินมาแล้วๆ อีนางมาเบิ่งเอาลูกชายหล่ามึงเด้อ มาๆ” เป็นเสียงป้าไผ่คนข้างบ้านที่เห็นเขาก่อน แม่คงวุ่นอยู่กับผักสวนครัวเช่นเคยเป็น ทรุดกายลงนั่งบนแคร่ไม้ไผ่แล้วเปลี่ยนเป็นเอนหลังอย่างเหนื่อยล้า ภาพบ้านเรือนและสถานที่เก่าๆ ฉุดอารมณ์ความรู้สึกบ้างอย่างให้แล่นมาจุกอยู่คอหอย น้ำตาเจ้ากรรมพาลซึมคลอเบ้า  เสียงร้องบอกข่าวการมาถึงของเขาดังเซ็งแซ่  สักพักพวกเขาก็มารุมล้อมหน้าล้อมหลัง บ้างก็ไถ่ถามจนตอบไม่ทัน  
            “เป็นจั่งใด๋บักห่ากินหัวมึงเอย หายไปปานตายจาก ได้ดิบได้ดีร่ำรวยอยู่บ้อ”  น้าผ่องพูดขึ้นเป็นคนแรก เส้นผมบนหัวแกขาวโพลนฟันฟางในปากก็เหลืออยู่ไม่กี่ซี่
            “กะพอได้กินอยู่ดอกน้า  นี่เงิน  เอาให้เด็กน้อยไปหาซื้อเหล้าขาวมาจักห้าขวดเอามาฉลองกันโล้ด” เขาว่าแล้วยิ้มกว้างที่สุดในรอบหลายปี
            “เฮ็ดงานเฮ็ดการหยังล่ะหวินเอย คือสิได้เป็นหมอแคนตามที่เจ้าหวังอยากเป็นล่ะเนาะ” ยายไลหลังงองุ้มถามขึ้นบ้าง เขากำลังจะตอบแต่ยายไผ่ชิงพูดขึ้นก่อน
            “เอ้า...มันกะเป็นหมอแคนซั่นตั๊ว ตาแตกบ่เห็นบ้อนั่นแคนมัน” แกว่าเสียงดังแล้วชี้มือไปที่ซองแคนของเขา   “มันร่ำเรียนลายแคนจากครูนิล มันกะเป็นหมอแคนคือครูนิล เจ้าสิให้มันเป็นอีหยัง เจ้านี่กะเว้าคือบ่คิด” น้ำเสียงแกแดกดัน สองคนขึ้นชื่อในการเป็นคู่ปรับประจำหมู่บ้าน
            เหล้าขาวถูกนำมาจากร้านค้ากลางบ้านแล้วรินแบ่งปันกันกิน เนื้อวัวสีแดงจากแม่วัวที่ล้มใหม่ๆ  ถูกแม่หิ้วมาทิ้งบึบลงกลางวง สักครู่ มีด เขียงก็ตามมาแล้วเสียงสับเนื้อก็ดังลั่นคุ้มบ้าน ลาบ ก้อยถูกประกอบขึ้นอย่างง่ายๆ และรวดเร็ว กระติบข้าวเหนียวจากเรือนต่างๆ ถูกนำมาวางรวมกัน ญาติๆ นั่งตีวงล้อมเป็นวงข้าว เด็กน้อยนั่งสงบเสงี่ยมอยู่อีกวงหนึ่ง เสียงตะวาดของผู้เฒ่าว่าอย่าดื้ออย่าซนหลายกำราบเหล่าเด็กน้อยให้เจี๋ยมเจี้ยม
            “บักทิดหวินมานี่ก่อน มึงอย่าพึ่งกิน ไปไหว้พ่อมึงก่อน” แม่ตักลาบและก้อยใส่จานสังกะสีมาให้เขา ในจานยังมีก้อนข้าวเหนียวก้อนเล็กๆ วางอยู่ แม่พาเขาเดินไปด้านหลังตัวบ้านซึ่งเป็นสวนครัว เจดีย์ที่บรรจุอัฐิของพ่อตั้งอยู่บนเนินดินเล็ก ๆ ใกล้ต้นหว้า เขายังจำวันสุดท้ายที่เจอพ่อและได้พูดคุยกับท่านได้ดี วันนั้นผ่านมาแล้วสิบห้าปี เขาไปลาพ่อเพื่อเดินทางเข้ากรุงเทพตามหาความใฝ่ฝัน พ่อให้พรพร้อมกับมอบแคนลิ้นเงินให้เขาหนึ่งเต้า  พ่อสั่งทำเป็นพิเศษเพื่อเขาโดยเฉพาะ
            ‘ถ้าคิดสิสู้ กะต้องสู้ให้ถึงที่สุด สิอดอยากปานใดกะให้ทำแต่สัมมาอาชีพ อย่าได้คดโกงหรือลักขโมยเขากิน’  คำของพ่อยังก้องอยู่ในหู
            ‘แคนที่พ่อให้เจ้านั่น เอาติดตัวไว้ทำมาหากิน ตามความใฝ่ฝันที่เจ้ามี’
             น้ำตาเจ้ากรรมดันเอ่อออกมาอีกครั้ง สองมือที่ถือจานใส่สำรับสั่นเทาและไหวโยกตามแรงสะอื้น เพียงควบปีแรกที่เขาจากบ้านไปสู่เมืองหลวงก็มีเหตุให้เขาต้องกลับมาอีก เป็นการกลับมาพบเจอเพียงร่างไร้วิญญาณของพ่อ และร่วมงานฌาปนกิจศพท่าน
            เขาวางจานสังกะสีลงตรงฐานเจดีย์อย่างแผ่วเบา ใบหน้าของพ่อในรูปถ่ายเก่าๆ ที่ฝังอยู่ในเนื้อซีเมนต์ของตัวเจดีย์ยังส่งดวงตาคุ้นเคยมาสู่เขา เป็นสายตาแห่งความเอื้ออารีอย่างที่ไม่มีใครเทียมเท่า เขาค่อยๆ ก้มกราบเจดีย์บรรจุอัฐิพ่ออย่างนอบน้อม
            เรื่องราวในอดีตกาลที่เคยมีต่อกันผันเปลี่ยนเป็นน้ำตาหลั่งรดสองแก้ม แม่เขยิบเข้ามาลูบหลังลูบไหล่บอกว่าสู้ต่อไปนะลูกเอ๋ย ก่อนพยุงเขาให้ลุกขึ้นเดินกะโผลกกะเผลกไปนอนที่แคร่ใกล้ๆ วงข้าว ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางและโศกเศร้าทำให้เขาหลับยาวไปถึงยามบ่ายคล้อยที่พระตีกลองทำวัตรเย็น ฝูงวัวควายถูกต้อนกลับคอกย่ำเท้าติดตามกันจนฝุ่นตลบ เสียงกระดิ่งผูกคอควายดังกริ๊งกร๊างลั่นคุ้มบ้าน  เขาลืมตาขึ้นสลัดความงัวเงียให้ออกไปจากสติ  โงหัวขึ้นเห็นแม่กุลีกุจออยู่กับเตาไฟ ไอน้ำสีเทาพวยพุ่งออกจากหม้อดำเขรอะที่ตั้งอยู่บนเตาโชนไฟ กลิ่นข้าวใหม่หอมตลบอบอวนไปทั่ว
            “ลุกไปหาอาบน้ำอาบท่าแล้วมากินข้าวแลง” แม่เตรียมสำรับกับข้าวมื้อเย็น
            “ข้อยยังบ่อยากข้าว แต่อยากนั่งคุยกับแม่” เขาพูดเสียงกระเส่าเหมือนเด็กโหยหาอกอุ่น “ตอนที่ลูกอยู่ทางกรุงเทพ ลูกคิดถึงแม่ทุกมื้อ อยากกลับมาหาบ่อยๆ แต่กะยุ่งยากในการงาน”  เขาลุกขึ้นขยับเดินไปหาแม่ที่ใกล้เตาไฟ
            “ลูกเอ้ย คนเฮาโตขึ้นกะต้องทำงานเลี้ยงดูตนเอง มีครอบครัวเป็นของตนเอง บ่ต้องเป็นห่วงแม่ด็อก แม่บ่ตายง่ายๆ ดอกสิอยู่คอยอุ้มลูกของเจ้า”  แม่พูดแล้วยิ้มเหมือนปลอบโยนดวงใจของเขาที่กำลังเหี่ยวเฉา
            “มื้ออื่นเช้าลูกก็ต้องกลับแล้ว”
            “เอ้อ ไปสาลูก ไปให้มันได้ดีคือคำโบราณเพิ่นว่า เทียวทางบ่สุดเส้นอย่าถอยหลังให้เขาเหยียบ ตายให้ตายหน้าพู้น เขาจั่งย่องว่าหาญ บ่ต้องห่วงแม่ดอกคิดฮอดคิดถึงค่อยกลับมา ญาติพี่น้องทางนี้ยินดีต้อนรับลูกเสมอ”  แม่ว่าแล้วลูบหัวของเขาที่เส้นผมเริ่มมีสีเทาแซม เขาช่วยแม่ปรุงอาหารหลายชนิด ก่อนจะตั้งวงข้าวกินกันสองคนที่นอกชาน รสแกงและน้ำพริกฝีมือแม่อร่อยลิ้นอย่างยากที่ใครจะทำได้เสมอเหมือน เรื่องราวของคนสองคนถูกนำมาผลัดเปลี่ยนกันเล่าสู่ฟัง แม่พูดถึงห้วงชีวิตที่ต้องอยู่คนเดียวในเรือนหลังเก่าที่เคยพร้อมหน้ากัน แม้ท่านจะต้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียวทว่าน้ำคำที่เปล่งออกมากลับเป็นความสงบสุขมากกว่าเป็นการเรียกร้องให้สิ่งที่ขาดหายกลับคืนมา ส่วนเขาพูดถึงชีวิตในเมืองหลวงและเลยเถิดถึงเรื่องของหมาน้อยที่โดนไล่ลงจากรถโดยสาร
             เมื่อวงข้าวเสร็จสิ้น พระอาทิตย์กลมโตก็ลาลับขอบฟ้า บรรยากาศบ้านทุ่งถูกความมืดคลี่คลุมอีกครั้ง หริ่งเรไรขับขานกล่อมทุ่ง พระจันทร์คืนวันเพ็ญค่อยๆ เลื่อนดวงขึ้นเหนือปลายไม้  ลำแสงละมุนทาบทาทุ่งฟางที่กำลังชุ่มชื้นด้วยไอหมอก บรรยากาศรอบข้างถูกธรรมชาติปรุงแต่งเป็นความรื่นรมย์ เขาเขยิบไปหยิบแคนจากซอง แล้วเริ่มขับกล่อมเพลงแคนด้วยลายสุดสะแนน อันเป็นลายแคนที่มีเค้าโครงมาจากเรื่องราวต้นต่อการก่อเกิดของผู้คน  ความผูกพันจากอดีตชาติเชื่อว่าจะถูกถ่ายทอดสู่ชาติภพปัจจุบันด้วยสายแนนที่เกี่ยวสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น  แม่นั่งเคี้ยวหมากอย่างอิ่มเอมอยู่ใกล้ๆ เขายืนพิงราวระเบียงขับกล่อมเพลงแคนด้วยความช่ำชอง สรรพเสียงของบ้านทุ่งลดซาลงเหมือนตั้งใจสดับรับฟังเรื่องราวของเขาที่สื่อออกมาเป็นเพลงแคน พระจันทร์ดวงใหญ่ที่ลอยอยู่เหนือยอดไม้ฝั่งฟ้าตะวันออก สาดทอแสงนวลใยไปทั่วทั้งหมู่บ้าน

๓.

แดดบนหัวร้อนเปรี้ยงราวกับต้องการแผดเผาสรรพสิ่งเบื้องล่างให้ย่อยยับดับสูญ ไอเสียที่เกิดจากการสันดาปของเครื่องยนต์ส่งกลิ่นเหม็นหืนไปทั่วท้องถนนที่คลาคล่ำด้วยยานพาหนะ ริมทางเท้าแออัดไปด้วยผู้คนที่สัญจรไปยังที่ต่างๆ ตามภารกิจที่ดำเนิน ร้านรวงที่วางขายกินเนื้อที่ทางเท้าล้วนมากมายประดับประดาให้รกเรื้อราวกับบ้านช่องที่ไม่เคยเก็บกวาด หญิงชายคู่นั้นดุ่มเดินตามกันไปตามช่องว่างของผู้คน ก้าวถึงตรงไหนผู้คนก็แตกฮือหลบให้ทางเหมือนเป็นสัตว์ประหลาดน่าขยะแขยง 
            ฝ่ายหญิงผู้เดินตามหลังมีเค้าโครงความงดงามปรากฏบนใบหน้ายับย่นเกินวัย ดวงตาเหม่อมองไปข้างหน้าไร้แววและการรับรู้  บนไหล่ซ้ายมีสายคล้องเครื่องขยายเสียงขนาดเล็กตกลงมาถึงข้างสะโพก  ไมโครโฟนในมือขวาจ่ออยู่ที่ริมฝีปากอันเงียบเชียบเหมือนยังสรรหาคำพูดไม่ได้ ส่วนมือซ้ายของนางมีขันอะลูมิเนียมบุบบี้ยื่นไปเบื้องหน้าราวกับต้องการรองรับเอาโชคชะตาที่ยังมองไม่เห็น
            ชายที่เดินกะโผลกกะเผลกตามหลังเร่งเท้าเข้าประชิดด้านข้างฝ่ายหญิงแล้วก้มลงพูดใกล้ๆ หู  เส้นผมสีเทาชุ่มด้วยเหงื่อที่กลั่นจากความร้อน
            “เริ่มตรงนี้ละคำหล้า คนมากมายนัก เอาอย่างเก่านั่นแหละ” เขาว่าจบก็ตวัดแคนจากไหลขึ้นประนมสองมือโอบเต้าแคนจรดริมฝีปาก  เป่าลมยาวๆ สองสามครั้งเหมือนเป็นการลองเสียง แล้วก็เริ่มบรรเลงเพลงแคนเป็นลายสุดสะแนนอันไพเราะจับใจ ความคิดถึงมาตุภูมิดินแดนเกิดถูกกลั่นกรองเป็นกังวานเสียงไพเราะอันเกิดจากแคนลิ้นเงิน หลายชีวิตที่รายรอบหยุดเมียงมองอย่างไร้เหตุผล ท่วงทำนองสูงต่ำคล้ายกับเนินดินดอนที่ผุดโผล่ขึ้นเหนือท้องทุ่งราบโล่งกว้างไกล นางจ่อไมโครโฟนจรดริมฝีปากอีกครั้งแล้วกดปุ่มเปิดสวิทซ์
                                                “ฝนตกรินรินหอมกลิ่นดินถูกไอฝน
                                                จากบ้านนามาโดนสิเป็นจั่งใดหนอปานนี้
                                                ฝนย้อยลงมาท้องไร่ท้องนาหญ้าเขียวขจี
                                                หน่อไม้ไฟ ผักติ้ว กุดจี่ ฮอดมื้อนี้ไผสิสนใจ
                                                หน่อแนวอีสานมาหางานอยู่ในเมืองหลวง
                                                เสี่ยงโชคเดินตามดวงเหมือนแมงระงำบินตำแสงไฟ
                                                บ้างก็โชคดีมีงานทำได้เงินกลับไป
                                                บางคนสู้จนแพ้พ่าย เมือบ่ได้อยู่ไม่มีหวัง*....
            เสียงเพราะหวานของนางขับกล่อมเป็นบทเพลงคลอเคล้ากับเสียงใสของแคนลิ้นเงิน สองชีวิตดุ่มเดินตามกันไปบนทางเท้าที่ทอดยาวคดเคี้ยวไปกับถนนใหญ่ใจกลางเมืองหลวง ฟ้าทะมึนหมองหม่นเริ่มปล่อยเม็ดฝนร่วงกราวลงมาและทวีความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ ท่วงทำนองเพลงแคนยังก้องกังวานแข่งกับเสียงห่าฝนที่กระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย

 

 

บันทึกผู้เขียน
* บางส่วนจากเพลง  ฝนรินในเมืองหลวง ศิลปิน ไผ่ พงศธร  คำร้อง/ทำนอง วสุ ห้าวหาญ   เรียบเรียง ศราวุธ ทุ่งขี้เหล็ก สังกัดค่ายเพลง Grammy Gold