เพลงที่ไม่มีคนฟัง

Author: 
วีระพล เต่งลิ่มกุล
ประเภท: 
เรื่องสั้น

 

          “.. เจอกันเพื่อจาก จากสักวันต้องเจอ

  อยากจดจำเวลาที่เจอ อยากจะลืมเมื่อตอนที่จาก

  คงไม่มีวันคืนจะหวนมา ให้เรา ได้เคียงกัน

  .. คนแค่คน ทำคนหลายคนเสียใจ

  จากกันด้วยน้ำตา เจอกันเมื่อตอนหลับตา

  อยากจะหยุดเวลา ให้เธอ อยู่กับฉัน

.. คงไม่มีอีกแล้ว คงไม่มีอีกต่อไป

 ความทรงจำที่โหดร้าย

 ที่ฉันต้องจำมันต่อไป

 ไม่อยากลืม ไม่อยากลืม ..”

     ไม่รู้เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้ว ที่เธอพยายามอ้อนวอนให้ผมแต่งเพลงให้ตนสักเพลงหนึ่ง เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำที่ดี ระหว่างสองคน ทั้งที่บ่ายเบี่ยงมาตลอด โดยที่ผมไม่อาจรู้ได้เลยว่า เธอไม่มีโอกาสจะได้ฟังมันเลย

ผมร้องเพลงนี้เมื่อไหร่ น้ำตาคลอหน่วยเสียทุกที แม้ว่าจะผ่านเหตุการณ์นั้นมาเกือบสิบปีแล้วก็ตาม

      เราสองคนเจอกันทางโปรแกรมอินเตอร์เน็ต การพูดคุยเริ่มแรกไม่พ้นการสอบถามสารทุกข์สุกดิบ หน้าที่การงานของทั้งสองคนและใช้เวลาไม่นาน เราสองคนเริ่มพูดคุยเรื่องส่วนตัวเข้ามาทุกที แต่ไม่ได้เกินคำว่า เพื่อน

แต่อย่างใด

      จนสองเดือนผ่านมา ผมมีเหตุต้องเดินทางกลับบ้าน อาจจะเป็นเหตุบังเอิญอย่างตั้งใจก็เป็นได้ ตรงที่วันนั้นเป็นวันคล้ายวันเกิดของเธอพอดี ผมรีบซื้อตั๋วรถไฟขบวนล่องใต้ ซึ่งในช่วงนั้น การเดินทางต้องอาศัยรถไฟอย่างเดียว การใช้บริการรถทัวร์นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก อาจจะเป็นเพราะว่า สถานีขนส่งไม่ได้อยู่ในตัวอำเภอ ซึ่งผิดกับการบริการของรถไฟ ที่มีสถานีอยู่ทั่วทุกอำเภอ และเกือบทุกตำบล และเป็นที่รู้กันทั่วไปว่า ความตรงต่อเวลาของรถแต่ละขบวนนั้น ไม่มีอยู่เลย จะด้วยเหตุผลอันใดก็ไม่ทราบได้ แต่หลายๆคน จะยึดเอาความสะดวก และความปลอดภัยในการเดินทางเป็นหลัก

      เรานัดเจอกันที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง กลางเมืองหาดใหญ่ ผมหาซื้อหนังสือเรื่องสั้นของนักเขียนที่ผมชื่นชอบให้เธอ ถึงแม้จะไม่อาจรู้ได้ว่า อีกฝ่ายจะพอใจหรือไม่ แต่ด้วยความคิดที่ว่า การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง ในหนังสือเล่มนั้นที่ผมให้เธอ อาจจะแฝงด้วยข้อคิดธรรมเพียงแค่ประโยคเดียว ก็เพียงพอแล้วสำหรับการเปลี่ยนแปลงชีวิตของใครหลายๆคน ผมเขียนคำอวยพร และลงลายมือชื่อกำกับไว้ที่หน้าในของหนังสือเล่มนั้นด้วย เพื่อให้รู้ว่า เป็นวันแรกที่คนให้ และคนรับหนังสือเล่มนี้ ได้พบกัน

      หลังจากวันนั้น เราทั้งสองคนก็ได้คุยกันมากขึ้น ทั้งทางโปรแกรมแชท และทางโทรศัพท์ แม้อาจจะไม่บ่อยเหมือนการกระทำของคนรักกัน แต่เราทั้งสองคนพัฒนาความรู้สึกไปอีกขั้นหนึ่ง โดยที่ผมจะเรียกเธอว่า สาว และใช้คำแทนตัวเองว่า บ่าว ส่วนตัวเธอ จะเรียกแทนตัวเองว่า เพื่อน และเรียกผมว่า บ่าว เหมือนกัน

      ต้นปีถัดมา เราได้พบกันอีกครั้ง เมื่อเธอต้องขึ้นมาอบรมเกี่ยวกับงานที่ทำ ตัวผมในขณะนั้น การงานยังไม่เป็นหลักเป็นแหล่ง แม้จะมีหน้าที่เป็นผู้จัดการฝ่ายธุรการของมูลนิธิแห่งหนึ่ง แต่ก็เป็นเพียงหน้าที่เท่านั้น เรื่องงานที่ต้องทำ ก็ยังมีไม่มาก จึงมีเวลาปลีกตัวไปอยู่กับเธอได้ตลอดของการอบรม

      การได้อยู่ด้วยกันในช่วงเวลานั้น เหมือนกับคู่รักที่เพิ่งแต่งงานกัน ก่อนจะออกจากห้องเพื่อไปทำงานของแต่ละคน ก็ใช้เวลาล่ำลาเสียเนิ่นนาน เมื่อเสร็จงานแล้ว ต่างคนต่างรีบกลับมา เพื่อจะได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันให้นานที่สุด จนวันที่เธอต้องเดินทางกลับไปสำนักงานที่หาดใหญ่อีกครั้ง

      “แต่งเพลงให้เพื่อนสักเพลงสิ” ครั้งแรกที่เธอขอให้แต่งเพลงให้ หลังจากที่ผมร้องเพลงที่ผมเคยแต่งไว้หลายเพลง ให้เธอฟัง เธอบอกด้วยเหตุผลว่า อยากมีเพลงของเธอบ้าง ผมก็ตกลงรับปากเธอไว้อย่างไม่จริงจังมากนัก เพราะการแต่งเพลง ถ้าไม่มีอารมณ์ร่วม หรือมีแรงบันดาลใจ จะเดินเนื้อไม่ได้เลย แม้ว่าผมจะไม่ได้ใช่นักแต่งเพลง หรือศิลปิน แต่พอจะเข้าใจรูปแบบของการแต่งเพลงอยู่พอสมควร

      อีกหลายครั้ง และเกือบทุกครั้งที่เรามีโอกาสได้คุยกัน เธอจะขอให้ผมแต่งเพลงให้เธอเสมอ ผมก็ยังไม่มีเวลาลงมือเดินเนื้อเพลงให้เธอเลย เพราะยังหาเรื่องราวของเราสองคน ที่จะสามารถกลั่นมาเป็นเพลงได้เลย ซึ่งถ้าหากเป็นนักแต่งเพลงที่เก่งกาจ ผมคิดว่า เหตุการณ์ของผมกับเธอ คงจะปลุกปั้นเป็นเพลงได้หลายแล้ว

      “นี่บุ๋ม เพื่อน อุ๊ นะ อุ๊เสียแล้ว”เสียงบอกมาทางโทรศัพท์ ในช่วงหัวค่ำวันหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังนั่งรถตู้กลับมาที่พัก แรกยังงงๆกับข่าวนี้ อุ๊ใหน ใครคือบุ๋ม ยังเรียงลำดับไม่ถูก หรืออีกฝ่ายจะโทรมาผิด แต่ข่าวการตาย ไม่ใช่เรื่องที่มานั่งหัวเราะเมื่ออีกฝ่ายอาจจะกดโทรศัพท์ผิดมา ผมก็ไม่ได้ตอบโต้อะไร เนื่องจากขณะนั้น คนในรถตู้ยังเต็มทั้งคัน และทุกคนจะสงวนการพูดคุยกันให้มากที่สุด แม้จะไปด้วยกัน แต่ต้องทำประหนึ่งว่า ไม่รู้จักกันเสียชั่วครู่

      เมื่อมาถึงบ้าน ผมก็ลองโทรกลับไปที่เบอร์เดิม “อุ๊แฟนบ่าวนั่นแหล่ะ เสียแล้ว เมื่อตอนเย็น เป็นฝีในสมอง หมอผ่าตัดให้ไม่ทัน ฝีแตก.......” ผมไม่รู้ว่า หลังจากนั้น อีกฝ่ายพูดอะไรบ้าง ผมเดินเข้าบ้าน วางหนังสือที่เพิ่งซื้อมาสองสามเล่ม ไว้บนโต๊ะทำงาน นั่งลงบนเก้าอี้ตัวเล็ก ซึ่งเอาไว้นั่งเล่นกีตาร์โดยเฉพาะ คว้าดินสอ กับสมุดเล่มที่ใช้แต่งเพลง แล้วเริ่มจดความรู้สึกทั้งหมดลง พร้อมกับไล่คอร์ดแบบง่าย เนื้อเพลงทั้งหมด ไม่มีการแก้ไขเลย ผมแต่งจบในคราวเดียว แล้วเริ่มร้องให้เธอฟัง โดยที่ไม่รู้ว่า เจ้าของเพลงนี้ รับฟังอยู่ที่ใหน..