รอยรัก จรดใจ (บทที่ ๒)

Author: 
นางฟ้า

                ตลอดเส้นทางที่คดเคี้ยวและตัดผ่านเขา รถตู้ของสมชัยบริการต้องปะทะกับสายฝนกระหน่ำ รวมถึงลมกรรโชกแรง การเดินทางครั้งนี้จึงกินเวลาเกือบสามชั่วโมง ซึ่งจริง ๆ แล้วตามปกติจากสถานีขนส่งจังหวัดตาก ถึงตัวอำเภอแม่สอดใช้เวลาเพียงสองชั่วโมงเท่านั้น

                แม้จะอยู่บนพาหนะคล้ายกล่องสี่เหลี่ยมกันนานกว่าปกติ แต่ชายสี่คนกับหนึ่งหญิงเดี่ยว ก็มิกระวนกระวาย กลับสงบนิ่ง และพึงใจในการบังคับยานยนตร์ อันเน้นความปลอดภัยเป็นหลักของคนขับร่างท้วม ผู้มีฝีมือฉกาจและสติสัมปชัญญะเยี่ยม

                แล้วสายฝนที่โปรยปรายหนักก็เริ่มเบาและตกปรอย ๆ เมื่อเข้าใกล้เขตอำเภอแม่สอด..รถตู้หมายเลข 2112 หักหัวเข้าจอด ณ ชานชลา ซึ่งแขวนป้าย ‘สมชัยบริการ’ กระทั่งจอดสนิท คนหลังพวงมาลัยจึงหันมาแจ้ง

                “ผู้โดยสารครับ แม่สอดยินดีต้อนรับ เราถึงอย่างปลอดภัย ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ใช้บริการของ สมชัยบริการนะครับ หวังเป็นอย่างยิ่ง จะได้รับใช้ทุกท่านอีกในโอกาสอันใกล้ ขอให้มีความสุข สนุกกับเมืองเล็ก อันสวยงาม ขอบพระคุณครับ” ร่างท้วมยกมือไหว้ และรอยยิ้มกว้างพรมทั่วใบหน้าอูมผิวแดงคล้ำ

                ปณาลีแลเห็นคนขับลอบถอนหายใจอีกครั้ง เขาคงทั้งดีใจและโล่งใจ ที่ภารกิจเสร็จสิ้นเป็นอย่างดี หญิงสาวเองก็ดีใจและโล่งใจเช่นกัน ที่ถึงที่หมาย เพราะการเดินทางหลังจากเหตุสั่นประสาท เธอมีอาการเกร็งอยู่บ้าง แต่บัดนี้เป็นอันว่าสบายใจหายห่วงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เสียที 

                หญิงสาวนั่งอยู่กับที่รอให้ผู้โดยสารด้านในลงจนหมด แล้วตนเองจึงขยับตัวลงรถ พร้อมกับกระเป่าสัมภาระใบขนาดย่อม ที่พอแบกขึ้นบ่าได้ไม่ยากเย็น

                ร่างกะทัดรัดลงมายืนข้างรถตู้ มองผู้ชายสี่คนจับไม้จับมือคนขับ ซึ่งโค้งคำนับพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้าอย่างเป็นมิตร

                เห็นเช่นนั้นปณาลีจึงคิดขอแสดงความขอบคุณด้วย เธอวางกระเป๋าสะพายลงข้างกาย แล้วก้าวเข้าไปขอกระชับมือกับชายร่างท้วมเป็นคนสุดท้าย

                “ขอบคุณนะคะ สำหรับการเดินทางที่ถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ” หญิงสาวเอ่ยเบา ๆ แต่หนักแน่น มือเรียวบางยื่นออกไปตรงหน้า เพื่อขอกระชับไมตรีและเน้นย้ำในถ้อยที่เพิ่งเอ่ย

                “ขอบคุณครับ คุณผู้หญิง ขอบคุณครับ” แผ่นมืออวบอูมสีผิวคล้ำ ค่อย ๆ ยื่นออกมาอย่างเกร็ง ๆ เขาคงเกรงใจ ทีเธอเป็นสุภาพสตรี แต่ผู้หญิงร่างเล็ก มิสนใจสายตาผู้ใด ไม่ว่าจะชายทั้งสี่ หรือคนในสถานีขนส่ง เธอเช็คแฮนด์ชายคนขับ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เต็มใจ และขอบคุณจากใจจริง

                จากนั้น ผู้โดยสารที่มากับยานพาหนะของ สมชัยบริการ ก็แยกย้ายกัน

 

                ปณาลียืนหันรีหันขวางอยู่หน้าสถานีขนส่ง ดวงตากลมรีมองฝ่าสายฝนที่กำลังตกปรอย ๆ พร้อมกับสอดสายตามองหายานพาหนะสาธารณะ แต่เวลาใกล้เที่ยงเช่นนี้ ทั้งสภาพอากาศก็ไม่อำนวย รถสามล้อเครื่อง และมอเตอร์ไซต์รับจ้าง ในตัวสถานีจึงหายหมด แม้แต่รถรับจ้างที่ปกติจะขวักไขว่ผ่านไปมาก็ดูบางตา

                “เฮ้อ..” .เสียงถอนหายใจ หลุดออกจากริมฝีปากบางอมชมพูระเรื่ออีกครั้ง นับเป็นครั้งที่เท่าไหร่ของวันนี้ หญิงสาวก็ไม่รู้ แต่เธอถอดและถอนลมผ่านริมฝีปากนับครั้งไม่ถ้วนเห็นจะได้

                ปริ้น ๆ ๆ เสียงแตรยานยนตร์ ดังรัวถี่กระชากสายตาคนแถวนั้น รวมทั้งร่างสันทัด ซึ่งกำลังยืนชะเง้อมองหารถโดยสาร หญิงสาวหันไปตามเสียงแตรรัว..แล้วเธอก็เห็น รถตู้สีขาวคาดแถบเหลืองเขียวทั้งคัน ค่อย ๆ แล่นเข้ามาใกล้ พร้อมสำเนียง

                “คุณผู้หญิงครับ” เสียงทุ้มกังวานตะโกนออกจากหน้าต่างรถ ที่ลดลงเกือบชิดขอบ

                ปณาลีค้อมตัวลงเล็กน้อย ก้มมอง แล้วส่งยิ้มกว้างให้คนขับดั่งคุ้นเคย ซึ่งจะว่าไปแล้วเธอกับเขาก็คุ้นเคยกันได้ตั้งสามชั่วโมงมาแล้ว

                “หารถอยู่ใช่ไหมครับ จะไปไหน ติดรถผมไปก็ได้ครับ ผมจะแวะเอาของไปลงให้ญาติ” ใบหน้าแดงคล้ำ ส่งยิ้มฟันขาว และยกนิ้วโป้งชี้ไปด้านหลังรถ ซึ่งของที่ว่าวางเอียงตะแคงอยู่

                หญิงสาวพยักหน้ารับและขยับตัวเข้าใกล้รถ เพื่อความสะดวกในการพูดคุย

                “หารถไปที่พักค่ะ” สำเนียงหวาน เอ่ยขึ้นเบา ๆ อย่างเกรงใจ

                รถตู้หยุดสนิท..

                “ไปครับ ๆ ขึ้นมาก่อนเลยเดี๋ยวค่อยคุยบนรถนะครับ” คนขับบอกหญิงสาว ซึ่งยืนเก้ ๆ กัง ๆ ให้ขึ้นรถ

                ปณาลีตัดสินใจเลื่อนเปิดบานประตู แล้วขึ้นไปนั่งในตำแหน่งเดิม ครั้นบานประตูปิดลง คนหลังพวงมาลัยก็เหลือบมองในกระจกเหมือนเช่นเคย

                “ไม่ทราบว่า คุณผู้หญิงจองที่พักไว้ที่ไหนครับ” ชายร่างท้วมเอ่ยถาม เบนสายตากลับ แล้วขับรถตู้โดยสารออกไปช้า ๆ เพื่อรอคำตอบ

                “บ้านร่มไม้ ค่ะ” หญิงสาวบอกชื่อสถานที่ เธอคิดว่าคนขับคงรู้จักเป็นแน่ เพราะท่าทางเขาดูคล่องแคล่วกว้างขวาง

                “อ๋อ บ้านร่มไม้ พอดีเลยครับ ผมจะเอาของไปลงที่บ้านญาติ เมียฝากมา อยู่ทางเดียวกันเลยครับ....บ้านร่มไม้นี่ดีนะครับ บรรยากาศดี สบาย ๆ สะอาดสะอ้าน เจ้าของก็ใจดี แกเป็นครูเก่าเกษียณอายุได้ห้าหกปีแล้ว ทำกิจการนี่มานานตั้งแต่สมัยยังเป็นครู ใครมาพักก็ชอบกันทุกราย ไม่รู้ว่าจะมีใครรู้บ้างไหม แกเป็นคนทำ ‘ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย’ อร่อยทีเดียวเลยล่ะครับ แต่ต้องโอกาสพิเศษ ๆ หรือ อารมณ์ดี ๆ แกถึงจะทำแล้วเอามาแบ่งปันให้คนพัก กับเพื่อนบ้านทาน” ชายคนขับสาธยายไปเรื่อย ๆ ในสิ่งที่ปณาลีเองก็รู้อยู่แล้ว เพราะเป็นแขกประจำของเกสท์เฮ้าส์มานาน หญิงสาวยิ้มและรับฟัง มิได้ขัด หรือ เห็นด้วย ปล่อยให้ชายร่างท้วมเจื้อยแจ้วตามสะดวก

                รถตู้สีขาวออกจากสถานีขนส่ง หักเลี้ยวขวาเข้าถนนใหญ่ แล้วแล่นไปตามทางในทิศที่ตั้งของ ‘บ้านร่มไม้’

                ปณาลีนั่งบนรถด้วยความเงียบเช่นปกติ ฟังคนขับเจื้อยแจ้ววาจาตลอดทาง ราวกับไม่เหน็ดเหนื่อย หญิงสาวคิดในใจ..ชายคนนี้ ช่างพูด ชอบเล่าเรื่อง และยังมีความรู้รอบตัวใช้ได้ทีเดียว แม้แต่คนพื้นที่บางคนอาจรู้ได้ไม่เท่าก็เป็นได้

                ครั้นเมื่อเป็นคนพูดอยู่เพียงลำพังนานพอสมควร ชายหลังพวงมาลัยก็ผ่อนเสียงที่แจ่มแจ๋ว เหลือบมองผู้โดยสาร ซึ่งนั่งเงียบตั้งแต่ขึ้นรถ

                “เอ่อ ขอโทษนะครับ คุณผู้หญิงมาธุระ หรือ มาเที่ยว ครับ”  แล้วเขาก็เปรยถามในสิ่งที่คงอยากรู้มานาน

                หญิงสาวส่งยิ้มอย่างมีไมตรี ตอบออกไปแผ่ว ๆ

                “มารำลึกความหลังค่ะ”

                ใบหน้าอวบอูม ดวงตาโตเข้ม มองด้วยแววฉงน แต่ก็มิถามต่อ เบนสายตากลับไปจ้องถนนข้างหน้า และขับต่อไป                 พักใหญ่ ๆ เสียงเจ้าเก่าก็ดังขึ้นอีก

                “เกือบถึงแล้ว เสาไฟฟ้าข้างหน้าก็ บ้านร่มไม้ แล้วครับ”

                ปณาลีผงกหัวรับ แล้วรถตู้ของสมชัยบริการ ก็ผ่อนคันเร่ง เบนหัวเข้าข้างทาง จนจอดนิ่ง

                “ถึงแล้วครับ คุณผู้หญิง” คนขับร่างท้วม หันมาส่งยิ้มกว้างยิงฟันขาว

                หญิงสาวขยับตัว หยิบสัมภาระเตรียมพร้อม ก่อนจะเลื่อนเปิดประตู เธอหันไปถามคนขับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

                “ไม่ทราบว่า คิดค่าโดยสารเท่าไหร่คะ”

                “ไม่ต้องหรอกครับ คุณผู้หญิง คิดเสียว่าเป็นบริการพิเศษ จาก สมชัยบริการ” น้ำเสียงเป็นมิตรกล่าว

                “ไม่ดีกระมังคะ จากสถานีขนส่งออกมาไม่ใช่ใกล้ ๆ นะคะ” เธอกล่าวอย่างเกรงอกเกรงใจ เพราะระยะทางจากสถานีขนส่ง ถึง บ้านร่มไม้ ถือว่าค่อนข้างไกล

                “โอ้ย อย่าคิดมากเลยครับ ผมเองก็จะมาทางนี้อยู่พอดี เลยจากนี่ไปสามซอย ก็บ้านญาติของผมแล้วครับ ถือเสียว่า เราทำตามนโยบายของรัฐบาลก็แล้วกัน รวมพลังหารสอง เดินทางมาทางเดียวกันก็ไปด้วยกัน ประหยัดพลังงานช่วยชาติไงครับ” ชายร่างท้วมเอ่ยอย่างใจดีและติดตลก จนปณาลีเกือบหลุดหัวเราะ แต่หญิงสาวก็ยังคงเกร็งใบหน้าที่ปนความเกรงใจอยู่ในที ชายคนขับจึงเอ่ย

                “ถ้าไง คุณผู้หญิงมาเป็นขาประจำของ สมชัยบริการ ก็แล้วกันครับ เท่านี้ก็ตอบแทนผมได้แล้วล่ะครับ เพราะผมมีหุ้นเล็ก ๆ ในธุรกิจนี้ด้วย พูดง่าย ๆ ก็คือ ‘สมชัยบริการ’ เป็นธุรกิจของพ่อตาผมเอง ถ้ามีขาประจำเยอะ ๆ เราก็มีรายได้กันต่อเนื่องน่ะครับ” คนขับใจดีชี้แจง

                “ตกลงค่ะ ดิชั้นรับรองว่าจะเป็นลูกค้าขาประจำของ ‘สมชัยบริการ’ ในทุก ๆ ครั้งที่ต้องเดินทางไป-กลับ แม่สอดกับตาก ขอบคุณมาก ๆ นะคะ” ปณาลีตอบหนักแน่น อย่างใจคิด เพราะเธอตั้งใจจะตอบแทนคนดีมีน้ำใจแบบนี้ทันทีที่มีโอกาส และในเมื่อเขาเอ่ยขอในสิ่งที่ให้ได้ หญิงสาวก็ไม่ปฏิเสธกลับยินดียิ่งนัก

                ฝนที่พรำ ๆ ได้หยุดลงเม็ดครู่หนึ่งก่อนที่ปณาลีจะก้าวลงรถด้วยอารมณ์ปลื้มใจ มิใช่เพราะได้โดยสารรถฟรี แต่เธอปลื้มในน้ำใจของชายคนขับ ซึ่งเป็นน้ำใจของคนไทยแท้ ที่หาได้ยากในเมืองหลวง อันแออัดไปด้วยผู้คน และการจราจรพลุกพล่าน

                หญิงสาวโบกมืออำลา คนขับใจดี ซึ่งเขาก็ส่งยิ้มและยกมือโบกลาเธอเช่นกัน จากนั้นรถตู้ของสมชัยบริการก็บึ่งตรงไปยังจุดหมายของตนทันที    

 

                หญิงสาวยืนอยู่หน้ารั้วไม้สีน้ำตาลเข้ม ซึ่งบรรยากาศรอบ ๆ ร่มครึ้มไปด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด อันเป็นที่มาของชื่อสถานที่ ทั้งยังเด่นสะดุดตาด้วย เรือนไม้สักสีทองหลังใหญ่ ในรูปทรงอันเป็นปกติของอำเภอนี้ ที่สร้างอาคารที่พัก แบบหลังคาทรงจั่ว ตัวเรือนไม้ผสมปูนยกสูงสองชั้น เสาเรือนท่อนขนาดหนึ่งคนโอบ ถือว่าขนาดใหญ่กว่าเสาของบ้านในเขตเมืองหลวงมาก แต่ลักษณะเสาเช่นนี้กลับหาได้ไม่ยากในตัวอำเภอแม่สอด คงเพราะที่นี่เคยเป็นแหล่งไม้อันอุดม อีกทั้ง ไม้บางส่วนยังนำข้ามมาจากฝั่งเพื่อนบ้าน ซึ่งไม่ต้องสงสัยหากจะบอกว่ามีทั้งไม้ที่ถูกกฎหมาย และ ลักลอบนำเข้า  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอดีตเมื่อหลายสิบปีก่อน การตัดไม้และการนำเข้าไม้ สามารถทำได้ง่ายดาย บ้านคนเก่าคนแก่ พ่อค้าวานิช รวมถึงชาวบ้านที่พอมีกำลังทรัพย์ จึงปลูกเรือนด้วยไม้ และมีเสาเรือนขนาดใหญ่โตอย่างที่เห็น 

                ‘บ้านร่มไม้’ นอกจากจะดูปกติเช่นทั่วไป หากว่าเรือนหลังนี้เป็นเพียงที่อยู่อาศัยธรรมดา ๆ บริเวณใต้ถุนบ้านก็จะเป็นพื้นที่สำหรับรับรองแขก หรือส่วนโถงนั่งเล่น แต่เจ้าของบ้านร่มไม้ ดัดแปลงพื้นที่ของบ้านเพื่อธุรกิจ เกสท์เฮ้าส์ ดังนั้น ชั้นล่างของบ้าน จึงถูกกั้นแบ่งเป็นห้อง ๆ ในขนาดกำลังพอดี ได้จำนวน 5 ห้อง และจัดชั้นบนเป็นที่พักอาศัยของเจ้าของบ้านกับลูกสาว เมื่อกิจการพอมีกำไร เจ้าของก็สร้างห้องพัก ในพื้นที่ด้านข้างเรือนหลังใหญ่ เพิ่มอีก 5 ห้อง โดยยึดคอนเซ็ปต์เดิม ที่ว่า ‘สดชื่น สะอาด สะดวกสบาย และ ประหยัด’

                ปณาลีเอื้อมมือกดกริ่งที่ประตูรั้ว...ติ๊งน๊อง ๆ ๆ ..สักพัก เธอก็เห็นหญิงสูงอายุ เดินต้วมเตี้ยมมาเปิดประตู

                “สวัสดีค่ะ ..อ้าว..คุณน้ำมาถึงแล้วหรือคะ” สตรีวัยหกสิบกว่าร่างท้วมผู้มีนามว่า ‘วรรณี’ เอ่ยทัก เมื่อเห็นผู้มาเยือน

                “สวัสดีค่ะ คุณป้า” ปณาลียกมือไหว้และทักหญิงสูงวัยอย่างคุ้นเคย

                “เข้ามาค่ะ ๆ ป้าทำของโปรดเตรียมไว้ให้คุณน้ำด้วยนะคะ เที่ยง ๆ หลังฝนตกแบบนี้ จะได้ไม่ต้องออกไปหาอะไรทานให้มันลำบาก” หญิงสูงวัย ใบหน้าเข้มขึ้งดังครูแก่บอกปณาลี พร้อมเดินนำหญิงสาวไปยังห้องพัก

                “ลาภปากของน้ำอีกแล้วนะคะ ได้ทานก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยแสนอร่อย คิดถึงจังค่ะ ไม่ได้ทานนานมาก” ปณาลีเอ่ยในอารมณ์เป็นกันเอง ด้วยเธอเป็นขาประจำมานาน จนสนิททั้งเจ้าของและลูกสาว

                “ห้องเดิมนะคะ ป้าล็อกไว้ให้เลย เมื่อวานมีแขกมาขอ ป้าก็ไม่ให้ค่ะ เก็บไว้ให้คุณน้ำคนเดียว” เจ้าของบ้านหน้าเข้ม กล่าวน้ำเสียงใจดี และเปิดประตูห้องให้หญิงสาว

                “ขอบพระคุณค่ะ คุณป้า แล้วนี่ คุณวรรณไม่อยู่หรือคะ” หญิงสาวถามถึง 'วรรณวิภา' บุตรสาวของครูวรรณี

                “วันนี้ ยัยวรรณ เข้าเวรตั้งแต่เช้าแล้วล่ะ เย็น ๆ ออกเวร คงได้เจอกัน เพราะบอกว่าจะรีบกลับมาเจอคุณน้ำ คงคิดถึงคุณครูน้ำ” วรรณียิ้มปนขำให้กับลูกสาวคนเดียว ซึ่งตอนนี้มีหน้าที่การงานเป็นถึง ผู้ช่วยพยาบาล ประจำโรงพยาบาลประจำอำเภอ

                “ตามสบายนะคุณน้ำ เรียบร้อยแล้ว ค่อยออกไปทานก๋วยเตี๋ยวพร้อมกัน ที่โต๊ะม้าหินใต้ต้นชมพู่นะคะ” หญิงสูงอายุบอกปณาลี แล้วขอตัวออกไปจัดการกับอาหารดังกล่าว ซึ่งปรุงทิ้งไว้ในห้องครัวหลังบ้าน

 

                ร่างกะทัดรัดวางกระเป๋าสัมภาระลงบนพื้น แล้วทรุดกายนั่งที่ฟูกสีฟ้าอ่อนบนเตียงเดี่ยวหลังสีน้ำตาลทองขนาดใหญ่กว่าสามฟุตครึ่ง ตามที่คนเหนือเรียกกันว่า ‘แหย่ง’ ซึ่งก็คือเฟอร์นิเจอร์ชนิดหนึ่งภายในบ้าน ใช้สำหรับรับแขก หรือ เป็นเตียงนอน ทำจากไม้สัก อันมีความคงทนแข็งแรง และสวยงาม ด้วยศิลปะการแกะสลักลวดลายบนพื้นไม้ตรงบริเวณ พนักพิงหลัง พนักพิงแขน ส่วนฐาน และส่วนขา แหย่งจึงจัดเป็นเครื่องเรือนที่มีคุณค่า ประณีต และงดงามยิ่ง

                จากนั้น หญิงสาวก็กวาดสายตามองรอบห้อง และพรมรอยยิ้มพึงใจกับเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้น นอกเหนือจากเตียงนอน ซึ่งสวยงามมีเอกลักษณ์ ภายในห้องยังมี ชุดโต๊ะเครื่องแป้ง ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเขียนหนังสือ ตะกร้าหวายสำหรับใส่ผ้า และตะกร้าหวายถังขยะ ที่สภาพยังเหมือนเดิม ทั้งแบบและสี ดูลงตัวเข้าเป็นชุดเดียวกัน แล้วยังสะอาดสะอ้านได้รับการดูแลอย่างดีไม่มีสึกหรอ

                ปณาลีผละสายตาจากเครื่องเรือน และลุกไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ ดวงตากลมรีจ้องแจกันสีชมพูอ่อนใบเล็ก ที่มีกิ่งดอกไม้อันคุ้นเคยเสียบอยู่ ความหอมกรุ่นกำจายอ่อน ๆ ทั่วห้อง หญิงสาวสูดกลิ่นหอมเข้าปอด แล้วอมยิ้มด้วยความดีใจที่เจ้าของบ้านมิเคยลืมว่าแขกขาประจำชอบสิ่งใด ไม่ว่าจะ อาหารการกิน หรือ ดอกไม้..เช่นนี้ ดอกมะลิซ้อนจึงถูกนำมาปักแจกันในห้องทุกครั้งที่มาเยือน

                หญิงสาวขลุกอยู่ในห้องพักครู่หนึ่ง แล้วจึงก้าวออกห้องพุ่งไปที่โต๊ะม้าหินใต้ต้นชมพู่ ตามที่หญิงสูงวัยบอก ซึ่งเธอเห็นร่างท้วมเจ้าเนื้อ ผมสีดอกเลา กำลังยืนง่วนจัดเครื่องปรุงอยู่

                “คุณป้า มีอะไรให้น้ำช่วยไหมคะ” เสียงหวานเรียบเอ่ยขึ้นเมื่อเห็น ครูวรรณีกำลังง่วนมือ

                “ไม่ต้องหรอกค่ะ คุณน้ำเพิ่งมานั่งเลย ๆ ป้าเตรียมไว้หมดแล้ว นี่ก็แค่เครื่องปรุงเล็กน้อย ซื้อไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้แกะเท่านั้นเอง” มืออวบอูมโบกปัดไปมา แล้วกลับไประวิงแกะถุงพลาสติกต่อ

                “น้ำช่วยแกะดีกว่านะคะ ท่าทางคนขายจะรัดแน่นนะคะ” หญิงสาวเห็นผู้สูงวัยแกะเสียนานจึงอาสา

                “ก็ได้ค่ะ ช่วยคนแก่ก็แล้วกัน แม่ค้าคงกลัวป้าทำหก เลยรัดแน่นเชียว” เสียงหัวเราะดังเบา ๆ จากลำคออันมีร่องรอยย่นของเนื้อหนัง

                มือเรียวขาว หยิบถุงน้ำส้ม ซึ่งมีพริกสีเขียวลอยฟ่อน เธอพยายามแกะหนังยาง ที่รัดปากถุง ทั้งดึง ทึ้ง จนดีดนิ้วตนหลายหน สุดท้ายก็สำเร็จสามารถแกะออกได้ หญิงสาวเทเจ้าน้ำส้มสายชูลอยพริก ลงในถ้วยข้าวต้มใบน้อย ซึ่งผู้สูงอายุวางเตรียมไว้ จากนั้นหันไปหยิบถุงพริกป่นสีแดง และกุ้งฝอยสีแดงอมส้มมาแกะต่อ จนเสร็จสิ้นลงไปอยู่ในถ้วย แล้วเธอก็เหลือบมองเจ้าของเกสท์เฮ้าส์ ที่ยังคงดึงทึ้งหนังยางของถุงพลาสติก ซึ่งบรรจุถั่วลิสงป่น

                “คุณป้าคะ น้ำช่วยนะคะ” ปณาลีค่อย ๆ ยื่นมือไปจับของในมืออวบอูม ผู้สูงวัยจึงปล่อยให้หญิงสาวจัดการ และเรียบร้อยลงในถ้วยเป็นสิ่งสุดท้าย

                “เฮ้อ คนแก่ กับคนหนุ่มสาวนี่ เรี่ยวแรง ความแม่นยำมันต่างกันจริง ๆ ถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนสาว ๆ ป้าดึงปื้ดเดียวก็หลุด” เสียงหญิงสูงวัยหัวเราะในลำคอ สิ้นเสียง คนแก่ที่ว่าก็เลื่อนชามกระเบื้องเคลือบสีขาว ที่มีก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กขนาดเดียวกับเส้นจันท์ พร้อม น้ำซุปใสแจ๋วควันฉุย ลูกชิ้นหมู ถั่วฝักยาวหั่นแฉลบเฉียง ๆ ขนาดประมาณหนึ่งนิ้วครึ่ง วางตรงหน้าตนเองและแขกผู้คุ้นเคย จากนั้น ครูวรรณีก็ตักกุ้งฝอยสีแดงอมส้มโรยลงในชามทั้งสอง 

                “คุณน้ำปรุงเครื่อง แล้วทานได้เลยนะคะ กำลังร้อนพอดีเชียว”

                “ค่ะ” ปณาลีรับคำ ตักเครื่องปรุงที่ชอบ แบบหวานน้อย เปรี้ยวเยอะ เค็มนิดหน่อย คนให้เข้ากันชิมได้ที่   แล้วเธอก็ยิ้มให้เจ้าแม่รสมือต้นตำรับ ทันใด สาวสองวัยก็ลงมือรับประทานก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยชามโปรด รสดั้งเดิมอย่างเอร็ดอร่อย เคล้าเสียงพูดคุยถามสารทุกข์สุกดิบกันและกัน

 

                เสียงล้างชามดัง..ก๊อกแก๊ง ๆ เมื่อหญิงสาวร่างบาง แย่งหน้าที่เจ้าของเกสท์เฮ้าส์ได้สำเร็จ ต้องเรียกว่าแย่ง เพราะหญิงสูงวัยไม่ยอมให้แขกแตะต้องข้าวของตามเคย จนปณาลีต้องอ้อนวอน ด้วยเธอไม่มีนิสัยอยู่บ้านท่านแล้วนิ่งดูดาย กระทั่งครูรรณี ต้องยอมล่า แล้วหันไปเก็บข้าวของในครัวแทน

                “คุณน้ำ นะ คุณน้ำ ป้าบอกแล้วว่าไม่ต้อง ๆ ก็ดื้อจะล้างชามจนได้ ป้ายังไม่แก่ขนาดจัดการเองไม่ได้นะคะ” เสียงคนแก่ออกแนวขี้บ่นเล็ดลอดดัง ขณะที่มือก็ง่วนเก็บของบนโต๊ะในครัว ใกล้ ๆ กับที่ล้างจานชาม

                “โถ คุณป้าคะ อย่าทำให้น้ำต้องเสียนิสัยเลยค่ะ หลายครั้งที่มาทานอาหารกับคุณป้า กับคุณวรรณ ก็มักจะไม่ยอมให้น้ำจับอะไรเลย” น้ำเสียงเกรงอกเกรงใจเอ่ย มือก็ล้างชามไปเรื่อย ๆ

                ครูวรรณีเดินหยิบจัดข้าวของของตนแล้วก็หันมากล่าวต่อ

                “ก็คุณน้ำเป็นแขกประจำมานาน ป้ากับลูกก็อยากให้พักเหมือนลูกเหมือนหลาน อีกอย่างยายวรรณเองก็ย้ำกับป้าตลอด ถ้าคุณน้ำมาอย่าให้ขาดตกบกพร่อง ขานั้นเค้าบอกว่า ติดหนี้บุญคุณที่คุณน้ำช่วยติว จนเขาสอบติดผู้ช่วย ได้ทำงานมั่นคงจนถึงทุกวันนี้”

                ปณาลีอมยิ้มแก้มตุ่ย หญิงสาวนึกถึงครั้งที่วรรณวิภา ยังเป็นเด็กมัธยมปลาย หน้าดำคล่ำเคร่ง กับตำราเตรียมสอบผู้ช่วยพยาบาลของวิทยาลัยพยาบาลจังหวัดลำปาง ซึ่งในครั้งนั้น หญิงสาวมาเป็นแขกที่นี่ และได้พูดคุยกับวรรณวิภาอย่างถูกคอ จึงรับอาสาช่วยติวหนังสือก่อนสอบ กระทั่ง วรรณวิภา สอบติด และได้เรียนผู้ช่วยพยาบาลสมใจตนเองและมารดา ทั้งคู่เลยถือปณาลีเป็นผู้มีบุญคุณ ซึ่งเธอไม่เคยคิดเช่นนั้น เพราะจริง ๆ แล้วเธอไม่ได้สอนหรือติวให้มากมายนัก เป็นเพราะวรรณวิภามีความขยันหมั่นเพียรจนสอบได้ แต่สองแม่ลูกก็มิวายบอกว่าเป็นเพราะเธอ

                “คุณป้าคะ คุณวรรณเรียนดีอยู่แล้ว ไม่มีคนติวให้ก็สามารถสอบได้ค่ะ ไม่เกี่ยวกับน้ำเลย” ปณาลีกล่าวอย่างนิ่มนวล

                “แหม คุณน้ำอย่าถ่อมตนเลย ป้าว่า ถ้ายายวรรณไม่ได้คุณน้ำ ป่านนี้ก็คงต้องไปเรียนวิทยาลัยครู แล้วล่ะค่ะ” ครูแก่ว่าลูกสาว

                “คุณป้าคะ วิทยาลัยครูน่ะไม่มีมานานมากแล้วนะคะ เขาเปลี่ยนเป็น มหาวิทยาลัยราชภัฎ แล้วค่ะ” น้ำเสียงกึ่งขำบอกครูวรรณี

                “นั่นล่ะค่ะ ๆ ป้าก็ยังติด สมัยก่อนเป็น วิทยาลัยครู เปลี่ยนไป เปลี่ยนมา จนคนแก่ งง” หญิงสูงอายุบ่นส่ายหัว

                “แล้ววันนี้ คุณน้ำจะออกไปข้างนอกหรือเปล่าคะ”

                “คิดว่าไม่แล้วค่ะ ไว้ค่อยไปพรุ่งนี้ดีกว่า เย็น ๆ อาจจะไปเดินตลาดนัดถ้าฝนไม่ตก”

                “ถ้างั้นก็ตามสบายนะคะ ป้าว่าจะขึ้นไปดูละครช่วงบ่าย บางทีอาจจะงีบสักหน่อย คนแก่ก็งี้ล่ะค่ะ เอนเป็นหลับ มันของคู่กันไปแล้ว” ร่างท้วมสูงวัยสร็จสิ้นการจัดข้าวของ ก็เอ่ยทิ้งทวน แล้วขอตัวขึ้นเรือน ดูละครยามบ่ายทันที ปล่อยหญิงสาวหุ่นกะทัดรัด จัดการจานชาม ครั้นเรียบร้อย เธอก็เดินดุ่ย ๆ กลับห้องพัก เตรียมคว้าพ็อกเก็ตบุ๊ค ซึ่งหอบติดตัวมาอ่านเพื่อคลายเหงาเช่นกัน