"วัดกู้" อนุสรณ์สถานแห่งรักอาลัย

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

แม้เหตุการณ์จะผ่านวันเวลามาถึง113ปีแล้ว แต่คราใดที่มีผู้ผ่านไปยังสถานที่อันเป็นอนุสรณ์แห่งความรักอาลัยขององค์สมเด็จพระปิยมหาราช ก็ยังอดสร้อยเศร้าถึงโศกนาฏกรรมในครั้งนั้นไม่ได้

เมื่อวันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2423 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) มีพระบรมราชโองการให้แต่งเรือพระที่นั่งเพื่อเสด็จประพาสพระราชวังบางปะอิน โดยก่อนวันเสด็จพระราชดำเนินนั้น พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ทรงพระสุบิน (ฝัน) ว่า พระองค์พร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงกรรณาภรณ์เพชรรัตน์ฯ ทรงพระดำเนินข้ามสะพานแห่งหนึ่ง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงกรรณาภรณ์เพชรรัตน์ฯ ทรงพลัดตกน้ำลงไป พระองค์สามารถคว้าพระหัตถ์เอาไว้ได้ แต่พระหัตถ์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ ก็ลื่นหลุดจากพระหัตถ์พระองค์ไป พระองค์คว้าพระหัตถ์พระเจ้าลูกเธอจนตกลงไปในน้ำด้วยกันทั้งสองพระองค์ ถึงแม้จะทรงหวั่นพระทัย แต่ก็มิได้กราบบังคมทูลให้พระราชสวามีทรงทราบ และได้ตามเสด็จประพาสพระราชวังบางปะอิน ตามพระราชประสงค์

ในวันเสด็จฯนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เคลื่อนขบวนเรือต่างๆออกไปก่อนในเวลาประมาณสองโมงเช้า โดย พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงกรรณาภรณ์เพชรรัตน์ ประทับบนเรือเก๋งกุดั่น โดยมีเรือปานมารุตซึ่งเป็นเรือกลไฟจูงเรือพระประเทียบ หลังจากที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสร็จพระราชกิจแล้ว จึงได้เสด็จพระราชดำเนินด้วยเรือพระที่นั่งโสภาณภควดีตามไป เมื่อขบวนเรือพระที่นั่งไปถึงบางตลาดนั้น จมื่นทิพเสนากับปลัดวังซ้ายลงมากราบทูลว่า "เรือพระที่นั่งพระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ซึ่งเรือปานมารุตจูงไปนั้นล่มที่บางพูด องค์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงกรรณาภรณ์เพชรรัตน์ แลพระชนนีสิ้นพระชนม์"

หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า จึงได้ทรงไล่เลียง กรมหมื่นอดิศรอุดมเดช พระยามหามนตรี และผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ โดย พระยามหามนตรีทูลว่า "เรือราชสีห์ซึ่งจูงเรือพระองค์เจ้าสุขุมาลมารศรีนั้นนำหน้าไปทางฝั่งตะวันออก โดยมีเรือโสรวาร ซึ่งพระยามหามนตรีไปจูงเรือพระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรีตามไปเป็นที่สองในแนวเดียวกัน ส่วนเรือยอร์ชของกรมหลวงวรศักดาพิศาล ซึ่งจูงเรือกรมพระสุดารัตนราชประยูรไปทางฝั่งตะวันตก แล่นตรงกันกับเรือราชสีห์ หลังจากนั้น เรือปานมารุตแล่นสวนขึ้นมาช่องกลางห่างเรือโสรวารประมาณ 10 ศอก พอเรือปานมารุตแล่นขึ้นไปใกล้ เรือราชสีห์ก็เบนหัวออก เรือพระประเทียบเสียท้ายปัดไปทางตะวันออก ศีรษะเรือไปโดนข้างเรือโสรวารน้ำเป็นละลอกปะทะกัน กดศีรษะเรือพระประเทียบจมคว่ำลง"

อย่างไรก็ตาม กรมหมื่นอดิศรอุดมเดช กล่าวว่า "เป็นเพราะเรือโสรวารหนีตื้นออกมา จึงเป็นเหตุให้เรือปานมารุตแล่นห่างกว่า 10 ศอก" ซึ่ง กรมหมื่นอดิศรอุดมเดช และ พระยามหามนตรี ต่างซัดทอดกันไปมา โดยในขณะที่เรือล่มนั้น พระยามหามนตรีก็ได้ออกคำสั่งห้ามผู้ใดลงไปช่วยเหลือ ด้วยเป็นการขัดต่อกฎมณเฑียรบาลที่ห้ามให้ผู้ใดแตะต้องพระวรกายของพระมเหสี มิฉะนั้นจะถูกประหารทั้งตระกูล หลังจากนั้น จึงโปรดเกล้าฯให้เจ้านายขึ้นไปไล่เลียงคนอื่นๆดู แล้วจึงได้ความว่า พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ฯ ก็ทิวงคตพร้อมด้วยพระราชบุตรในพระครรภ์พระชนม์ 5 เดือนเต็ม (ซึ่งยังไม่ทราบว่าเป็นพระราชโอรส หรือพระราชธิดา) ทำให้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสียพระทัยยิ่งนัก และเนื่องจากเหตุการณ์นี้ทำให้มหาชนถวายพระนาม พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ว่า "สมเด็จพระนางเรือล่ม"

พระศพของ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ฯ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงกรรณาภรณ์เพชรรัตน์ฯ ตั้งบำเพ็ญพระราชกุศลที่หอธรรมสังเวช ภายในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่วันทิวงคต โดย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระโกศทองใหญ่ ซึ่งเป็นพระโกศสำหรับทรงพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ สมเด็จพระอัครมเหสี และพระบรมวงศานุวงศ์ผู้ใหญ่ ให้ทรงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ฯ ซึ่งถือเป็นการพระราชทานพระเกียรติยศแก่ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ฯ เป็นอย่างยิ่ง หลังจากนั้น ได้มีการจัดการพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพทั้ง 2 พระองค์ขึ้น ณ กลางทุ่งพระเมรุ เมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2424 และ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินขึ้นพระราชทานเพลิงพระศพ ในวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2424

ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์ให้จัดพิมพ์หนังสือสวดมนต์รวมพระสูตร และพระปริตรต่างๆ สำหรับพระราชทานแด่อารามต่าง ๆ เพื่อเป็นพระราชกุศลในวันถวายพระเพลิงพระศพ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการจัดพิมพ์หนังสือแจกในงานศพ และยังคงเป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน

สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี มีพระนามเดิมว่า "พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์" เป็นพระราชธิดาใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระปิยมาวดีศรีพัชรินทรมาตา ทรงพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2403 เป็นพระเจ้าลูกเธอรุ่นเล็ก ลำดับที่ 50 ในจำนวนทั้งหมด 82 พระองค์ โดยรับราชการฝ่ายใน เป็นพระภรรยาเจ้า ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยพระขนิษฐาร่วมพระโสทรทั้ง 2 พระองค์ ได้แก่ พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา (สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) และ พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี (สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง)

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานทรัพย์สิน และพระบรมราโชวาทให้แก่ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ดังนี้ "?ผู้พระบิดาของพระองค์ เจ้าหญิงสุนันทากุมารีรัตน์บุตรี จะขอสั่งสอนผู้บุตรไว้ว่า พระองค์เจ้าหญิงสุนันทากุมารีรัตน์เอ๋ย พ่อขอสั่งแก่ตัวเจ้าไว้ ทรัพย์ที่มีหางว่าวผูกติดกับหนังสือนี้ มีตราของพ่อผูกปิดไว้เป็นสำคัญเท่านี้ พ่อให้แก่เจ้าคนเดียว ตัวเจ้าเมื่อโตใหญ่ อายุได้ 16 ปีแล้ว จงคิดอ่านเอาเป็นทุนทำมาหากินแลเลี้ยงตัวต่อไป แลใช้สอยตามสมควรเถิด แต่พ่อขอเสียเป็นอันขาดทีเดียว คิดถึงคำพ่อสั่งให้มากนักหนา อย่าเล่นเพื่อนกับใครเลย มีผัวมีเถิด แต่อย่าให้ปอกลอกเอาทรัพย์ของเจ้าไปได้นัก จงรักษาทุนของพ่อให้ไว้นี้ เป็นเกียรติยศชั่วลูกชั่วหลาน เอาแต่กำไรใช้สอย เจ้าจงอย่าเล่นเบี้ย เล่นโด เล่นหวยเลยเป็นอันขาด แลอย่าทำสุรุ่ยสุร่ายใช้เงินทองง่ายไม่คิดหน้าคิดหลัง จงคิดอ่านทำมาหากิน ตริตรองให้ดี อย่าให้นักเลงคนโกงมักหลอกลวงได้จะเสียทรัพย์ด้วย อายเขาด้วย...

...เมื่อสืบไปภายหน้า นานกว่าจะสิ้นอายุตัวเจ้า ตัวเจ้าจะตกเป็นข้าแผ่นดินใดใดเท่าใด ก็จงอุตสาหตั้งใจทำราชการแผ่นดินให้ดี อย่ามีความเกียจคร้านแชเชือนแลเป็นอย่างอื่นๆ บรรดาที่ไม่ควรเจ้าอย่าทำ อย่าประพฤติให้ต้องตำหนิติเตียนตลอดถึงพ่อด้วย ว่าสั่งสอนลูกไม่ดี จงเอาทรัพย์ที่พ่อให้ไว้นี้เป็นกำลังตั้งเป็นทุน เอากำไรใช้การบุญ แลอุดหนุนตัวทำราชการแผ่นดินเทอญ ถ้าทรัพย์เท่านี้พ่อให้ไว้ ไปขัดขวางฤๅร่อยหรอไปด้วยเหตุมีผู้ข่มเหงผิดๆ อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว เจ้าจงเอาหนังสือคำสั่งของพ่อนี้ กับคำประกาศที่ให้ไว้ด้วยนั้น ให้เจ้านายแลท่านผู้ใหญ่ข้างในข้างหน้าดูด้วยกันให้หลายแห่งปฤกษาหารือ อ้อนวอนขอความกรุณาเมตตา แลสติปัญญาท่านทั้งปวงให้อนุเคราะห์โดยสมควรเถิด เล่าความเล่าเหตุที่เป็นอย่างไรนั้น ให้ท่านทั้งปวงฟังโดยจริงๆ พูดจาให้เรียบร้อยเบาๆ อย่าทำให้ท่านที่เป็นใหญ่ในแผ่นดินขัดเคืองกริ้วกราดชิงชังได้ จงระวังความผิดให้มาก....

...อย่าตามใจมารดาแลคนรักมาก ทรัพย์นี้ของพ่อให้เจ้าดอก ไม่ใช่มารดาเจ้าแลคนอื่นเข้าทุนด้วย จงคิดถึงพ่อคนเดียวให้มาก เจ้าเกิดเมื่อพ่อสูงอายุแล้ว พ่อไม่ประมาทจึงจัดแจงให้ไว้แต่เดิม ถ้าพ่อยังมีชีวิตอยู่ อันตรายมีแก่เจ้าก่อน ถ้าอายุถึง 16 ปีแล้วสั่งให้ใคร พ่อจะให้ผู้นั้นถ้ายังไม่ถึงกำหนดฤๅไม่ได้สั่ง พ่อขอเอาคืน จะทำบุญให้ทาน ถ้าพ่อมีชีวิตและอำนาจไปนาน ทำมาหาได้ ก็จะเพิ่มเติมให้อีก แล้วจะแก้หางว่าว..." พระบรมราโชวาทนี้ พิมพ์ด้วยแผ่นหิน พระราชทานพร้อมกับเงิน 100 ชั่ง ภายหลังการสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ซึ่งมีพระชันษาเพียง 8 ปี จึงเปลี่ยนพระฐานันดรศักดิ์จาก "พระเจ้าลูกเธอ" เป็น พระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ และเมื่อพระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ได้ถวายตัวรับราชการเป็นภรรยาเจ้า เมื่อพระชนมายุประมาณ 15 - 16 พรรษา จึงดำรงพระอิสริยยศเป็น พระนางเธอ พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์

พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ มีพระสิริโฉมงดงาม พระสติปัญญาฉลาดเฉียบแหลม จึงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสริยยศขึ้นเป็น "พระอัครมเหสี" และรับใช้สนองพระเดชพระคุณชิดใกล้เป็นที่สนิทเสน่หาใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยิ่งนัก ทรงมีพระอัธยาศัยจริงจังเด็ดขาด ปฏิบัติข้อราชการและรับสั่งด้วยความเฉียบคมชัดเจนเสมอเป็นที่ประจักษ์แก่หมู่ข้าหลวงชาววังทั่วไป

ในวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2421 พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ประสูติพระราชธิดาพระองค์แรกของพระองค์ โดยเป็นพระราชธิดาพระองค์ที่ 21 ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์นี้ มีพระตำหนิเด่นชัด คือ มีติ่งที่พระกรรณข้างขวามาแต่แรกประสูติ จึงพระราชทานพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงกรรณาภรณ์เพชรรัตน์ โสภางคทัศนียลักษณ์ อัครวรราชกุมารี และเนื่องในการประสูติคราวนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงบันทึกไว้ในจดหมายเหตุพระราชกิจรายวันว่า "...เราถวายสายนาฬิกาเพชรทรงซื้อราคา 15 ชั่ง พระราชทานพระองค์เจ้าสุนันทาประสูติ กับรับสั่งให้เติมแหวนที่ทรงซื้อเงินพระคลังข้างที่อีก 2 วง ที่ราคาวงละ 19 ชั่ง รวม 38 ชั่ง ขายเงินงวดตามธรรมเนียม"

จุดที่เรือพระที่นั่งของ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระอัครมเหสีในรัชกาลที่ 5 ประสบอุบัติเหตุเรือล่มจนสิ้นพระชนม์พร้อมกันทั้งสามพระองค์นั้น มีกล่าวไว้เป็นสองแห่ง คือ ณ บริเวณริมฝั่งแม่น้ำ เจ้าพระยาหน้าวัดกู้ ซอยปากเกร็ด 3 ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีศาลสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ฯ หรือ "ศาลพระนางเรือล่ม" ตั้งอยู่ ตัวศาลนั้นจำลองแบบจากศาลาจัตุรมุขของพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ ที่พระราชวังบางปะอิน

แต่เดิมนั้น วัดกู้มีชื่อว่า วัดท่าสอน (หรือวัดหลังสวน) สร้างขึ้นในสมัยพระยาเจ่ง ซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวชาวมอญ ได้นำชาวมอญอพยพเข้ามาในแผ่นดินพระเจ้ากรุงธนบุรี ซึ่งเป็นบรรพชนของชาวมอญเกาะเกร็ด วัดนี้จึงถูกสร้างขึ้นโดยฝีมือช่างชาวมอญ ศิลปะแบบมอญ ภายในวิหารมีภาพเขียนฝาผนังที่เป็นศิลปะมอญทั้งหมด ภายในโบสถ์หลังเก่ามีภาพจิตรกรรมฝาผนังแบบมอญ เป็นภาพเขียนสีน้ำมันเรื่องราวพุทธประวัติ วิหารประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่อายุหลายร้อยปี ด้านข้างวิหารเป็นที่เก็บเรือพระที่นั่งของ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ฯ ที่อับปาง ซึ่งชาวบ้านได้กู้ขึ้นมา และมีพระตำหนักที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานที่สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ฯ สิ้นพระชนม์ และเมื่อคราวเรือล่มได้อัญเชิญพระศพมาไว้ที่วัดนี้ชั่วคราว จึงได้มีการเรียกชื่อวัดนี้ใหม่ว่า วัดกู้

ต่อมา วัดกู้ขาดการทะนุบำรุง จึงชำรุดทรุดโทรม และไม่มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษาเป็นเวลานาน ทางวัดจึงได้บูรณะซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ และยกให้เป็นวัดที่มีพระภิกษุจำพรรษา วัดกู้ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2518 และได้ผูกพัทธสีมา เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2523 นับตั้งแต่ได้ยกวัดร้าง ขึ้นเป็นวัดที่มีพระภิกษุจำพรรษา วัดกู้ มีเจ้าอาวาสบริหารและปกครอง 2 รูป คือ พระครูนันทาภิวัฒน์ ดำรงตำแหน่ง พ.ศ.2511-2546และ พระครูวิมลสุวรรณกร ดำรงตำแหน่ง พ.ศ.2547 ถึงปัจจุบัน กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเขตพุทธาวาส วัดกู้ เป็นโบราณสถาน

จุดเกิดเหตุพระนางเรือล่มอีกแห่งหนึ่งที่มีผู้กล่าวว่า ที่แท้จริงไม่ใช่บริเวณวัดกู้อย่างหลายคนเข้าใจ แต่อยู่ ณ พื้นที่ภายใน บริษัทสักทอง (ไทย) จำกัด ผู้ผลิต "SB Furniture" โดยแต่เดิมนั้น พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ฯ อยู่ในสภาพทรุดโทรมมาก จนกระทั่ง พ.ศ.2536 เจ้าของโรงงานของบริษัทสักทอง (ไทย) จำกัด ได้บูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ โดยให้คงสภาพเดิมด้วยความศรัทธา พร้อมทั้งได้จัดให้มีการบวงสรวงถวายเป็นประจำทุกปี ในวันที่ 31 พฤษภาคม ปัจจุบันพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ฯ มีความสวยงาม ร่มรื่น เป็นที่น่าชื่นชมของผู้ที่เข้ามาสักการะ และบริเวณด้านข้างเจดีย์ยังแขวนป้ายพระราชนิพนธ์ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังนี้

...ลาภยศใดใดไม่พึงปราถน์ นางใดใครปราถน์พี่ไม่ข้อง

นางเดียวนางในหทัยปอง นางน้องแนบในหทัยเรา

ตราบขุนคีรีขัน ขาดสลาย แลแม่

รักบ่หายตราบหาย หกฟ้า

สุริยจันทรขจาย จากโลก ไปฤา

ไฟแล่นล้างสี่หล้า ห่อนล้าง อาลัย...