ดร. พอจำ อรัณยกานนท์ ผมอยากเป็นคนดี ไม่ได้อยากเป็นคนรวย

นัดพบ

"หากเรายึดมั่นในความพอเพียง เรามั่งคั่งอย่างแน่นนอน แต่ต้องใช้เวลา" ดร. พอจำ อรัณยกานนท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทนาเกลือขุนสมุทรมณีรัตน์ จำกัด ทายาทรุ่นที่ 3 ของขุนสมุทรมณีรัตน์ ผู้บุกเบิกการทำนาเกลือของจังหวัดสมุทรสาคร กล่าวอย่างหนักแน่น

จำนวนที่ดินกว่า 5,500 ไร่ ติดทะเลอยู่ปากแม่น้ำมากพอที่จะทำให้นักสิ่งแวดล้อมท่านนี้ กลายเป็นมหาเศรษฐีได้ในพริบตาหากตัดสินใจขายให้กับเมกกะโปรเจ็คท์ การน้อมนำแนวพระราชดำริแบบพอเพียงมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ดร. พอจำ จึงปฏิเสธที่จะรวยล้นฟ้าจากการขายที่ดิน แต่กลับรักษาผืนดินของบรรพบุรุษแห่งนี้ไว้เท่าชีวิต เพื่อใช้เป็นพื้นที่อนุรักษ์การทำนาเกลือของชาวบางหญ้าแพรกให้กลายเป็นชุมชนแห่งความดีงาม ในฐานะเป็นผู้บุกเบิกการทำนาเกลือของจังหวัดสมุทรสาคร

- วิถีการทำนาเกลือในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้างในฐานะที่อาจารย์เป็นผู้ดูแลเกษตรกรผู้ทำนาเกลือของ บริษัทนาเกลือขุนสมุทรมณีรัตน์

ทุกวันนี้วิถีการทำนาเกลือเปลี่ยนแปลงไปมาก ชาวนาเกลือก็เริ่มจะลดน้อยถอยลง การทำนาแบบวิถีเดิมดูจะลำบากมากยิ่งขึ้น เพราะฝนฟ้าไม่อำนวย เพราะนาเกลือกลัวฝนเป็นที่สุด ผมเคยลองสังเกตการณ์มา 2 ปี ฝนตกทุกเดือน แต่โชคดีที่เรารื้อเกลือได้ทันก่อนทุกครั้ง จึงไม่เกิดความเสียหายต่อเกษตรกรผู้ทำนาเกลือ หรือเมื่อถึงฤดูกาลการทำนาเกลือพอเริ่มตกผลึกเป็นเม็ดฝนก็เทลงมาซ้ำๆ ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่จะทำให้นาเกลืออยู่ยาก

ถามว่าบริษัทเรามีพื้นที่มาก ทั้งเป็นผู้บุกเบิก ผู้สืบสาน และผู้พัฒนาการทำนาเกลือเราจะไปในทิศทางใด ก็คงต้องคิดกันอีกมาก เราจะเปลี่ยนรูปแบบของการใช้ประโยชน์ดินชายฝั่งอย่างยั่งยืนด้วยการทำนาเกลือ ก็ลำบากเพราะคนที่ทำอยู่กับเราก็อายุมาก แล้วลูกหลานเค้าก็คงไม่ทำแน่ เพราะเราเองก็อยากให้ลูกหลานของเขาได้รับการศึกษาสูงๆ

สมัยก่อนครึ่งปีแล้งก็ทำเกลือ ครึ่งปีหลังก็ทำกุ้ง เลี้ยงปลา ปัจจุบันก็ส่อว่าจะทำทั้งสองอย่างไม่ได้อีก เราดูแลคนหลายร้อยชีวิตจึงเป็นเรื่องที่ต้องตัดสินใจ แต่เราก็ยังไม่อยากเลิกทำ ส่วนเลิกเมื่อไหร่เราก็ยังตอบไม่ได้ อยู่ให้ได้ปีต่อปีนั้นเราก็ถือว่าชื่นใจแล้วทั้งผมและเกษตรกรผู้ทำนาเกลือ

ผมเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 3 ความตั้งใจคืออยากให้บริษัทครบ 100 ปี ส่วนหลังจากนั้นไปแล้วคงเป็นเรื่องของรุ่นลูกรุ่นหลานที่เค้าจะบริหารงานต่อไปแล้วล่ะครับ เพราะรุ่นผมเองจะคอนเซอร์เวทีฟ คือดูแลทุกคนอย่างดีเพื่อให้มีงานทำ และรักษาที่ดินของต้นตระกูลไว้ในฐานะเป็นผู้บุกเบิกการทำนาเกลือในจังหวัดสมุทรสาคร

- อีกกี่ปีจึงจะครบ 100 ปีค่ะ

อีก 11 ปีครับ เราตั้งบริษัทมาตั้งแต่ปี 2469

- ความตั้งใจที่จะสานต่อการทำนาเกลือให้ครบ 100 ปี เกิดจาก อะไรคะ

อยากดูแลชาวบ้านที่เปี่ยมด้วยภูมิปัญญาทางด้านการทำนาเกลือเหมือนที่บรรพบุรุษเราดูแลกันมา อีกประการหนึ่งเรามองว่าที่ดินขนาดใหญ่ใกล้กรุงเทพฯ อยู่ปากแม่น้ำ ถ้านำไปปลูกสร้างบ้านจัดสรรคงไม่ใช่แนวคิดของตระกูลผม เรามีความตั้งใจอยากให้เป็นที่ดินที่ปลอดโปร่ง มีป่าชายเลนขนาดใหญ่ ซึ่งอนาคตเราไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร นอกจากเป็นปาร์คให้คนทั่วไปมาเดินเล่น ขอเก็บสตางค์ค่าผ่านทางพอที่เราจะดูแลเรื่องความปลอดภัย และค่าดูแลความสะอาด เพียงแค่นี้ก็ชื่นใจแล้ว

- บริษัทขุนสมุทรมณีรัตน์ มีที่ดินในการทำนาเกลือทั้งหมดเท่าไหร่คะ

5,500 ไร่ ครับ กินพื้นที่ส่วนใหญ่ของท้องที่หมู่ 6 ของตำบลบางหญ้าแพรก จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งแบ่งเป็นวังขังน้ำ หรือใช้ทำนากุ้งตอนนี้โรยราไปเพราะรายได้ต่ำลง สถานการณ์ปัจจุบันของการทำนาเกลือจึงค่อยๆแย่ลงพอ AEC เข้ามาคนก็จะเริ่มขายที่เพราะราคาที่ดินสูงขึ้น

- แล้วอาจารย์มีความคิดอยากขายที่ดินผืนนี้บ้างมั้ยคะ

เคยถามตัวเองเหมือนกันว่าไม่อยากเป็นเศรษฐีกับเขาบ้างรึ ผมคิดว่าไม่ใช่ ผมไม่ได้อยากเป็นคนรวย แต่ผมอยากเป็นคนดี อยากเป็นคนที่คนอื่นพึ่งพาได้ มีความอาทร และอยากเป็นคนดีของสังคม เพราะตระกูลผมเป็นอย่างนั้น "รักษาความดี ดุจเกลือรักษาความเค็ม" สำหรับผมถ้าอยากเป็นคนรวยด้วยที่ดินจำนวนมหาศาลซึ่งตั้งอยู่ในทำเลที่หาไม่ได้อีกแล้ว ชั่วพริบตาเดียวก็เกิดขึ้นได้

แต่ประเด็นของเราคือทำอย่างไรให้เกิดความยั่งยืน ถามว่าทำไมเราจึงดำรงมาได้จนถึงทุกวันนี้ เนื่องเพราะเราดำเนินชีวิตด้วยวิถีพอเพียง ตามแนวพระราชดำริ เพราะอาชีพการทำนาเกลือไม่ใช่จะสร้างความร่ำรวย กัดก้อนเกลือกินโดยแท้ครับ ไม่มีใครต้องการนำพิมเสนมาแรกกับเกลือหรอกครับ เพราะเกลือนั้นด้อยค่า แต่เรามั่นคงในการรักษาคุณงามความดีไม่แพ้สินค้าชนิดอื่นๆ ดังนั้น เกลือจึงมีความภูมิใจในตัวเอง เกลือบริสุทธิ์จึงเปรียบดั่งคนรักษาความดีได้ 100 เปอร์เซ็นต์

แต่ว่าด้วยความพอเพียงเมื่อเวลาผ่านไป 100 ปี มูลค่าที่ดินเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ความมั่งคั่งจึงมาเยือนอย่างไม่รู้ตัว ถ้าเราแกว่งไปตามราคาที่ดินที่ถีบตัวสูงขึ้น เราน่าจะขายที่ดินไปแล้ว แต่เนื่องจากเรามั่นคง พอเพียง จึงรักษาพื้นดินไว้ให้ชาวนาเกลือได้โดยไม่หวั่นไหว

วันนี้ผมคิดอยากได้อะไรผมคิดว่าผมไม่มีปัญหา แต่ผมไม่อยากได้เท่านั้นเอง ผมอยากส่งต่อที่ดินผืนนี้ให้กับลูกหลาน และคงสภาพเดิมเหมือนกับที่เราเคยอยู่กันมา ดำเนินวิถีชีวิตแบบไทยๆของชาวนาเกลือ

แต่เราก็ต้องมีผลประโยชน์เพื่อสร้างรายได้ให้กับชาวนาเกลือหรือไม่ ต้องมีครับเพื่อที่เขาจะได้นำไปส่งเสริมการศึกษาให้บุตรหลาน ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็น ดังนั้น การทำนาเกลืออย่างเดียวถ้าราคาไม่ขึ้นเราก็อยู่ไม่ได้ บริษัทอาจจะต้องกันพื้นที่ส่วนหนึ่งไปสร้างประโยชน์อย่างอื่นเพื่อหารายได้มาดูแลสาธารณประโยชน์เพื่อให้ชาวนาของเราอยู่ได้ซึ่งก็อาจจะเป็นไปได้

- ตอนนี้เรามีชาวนาเกลือที่อยู่ในความดูแลของบริษัทจำนวนเท่าไหร่

หลายร้อยคนครับ แต่ทั้งหมดทำงานกับเราแบบ Part Time

- บริษัทดูแลเขาอย่างไรบ้าง

ให้ความสนับสนุน ให้ที่อยู่อาศัย ดูแลให้เค้ามีอาชีพ แต่จริงๆแล้วเราดูแลกันมาอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา

- เกี่ยวกับผลผลิตเกลือ

ขึ้นอยู่กับจำนวนผลผลิตถ้าปีไหนได้มากชาวนาเกลือก็จะมีรายได้มากขึ้นด้วย เพราะการทำนาเกลือขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ แต่คนส่วนใหญ่ที่อยู่กับเราก็มักจะเป็นหนี้ เราเองก็พยายามบริหารจัดการให้เขาอยู่ได้ เราดูแลชาวนาทุกคนอย่างดีครับ

- ผลผลิตเกลือในแต่ละปีเป็นอย่างไรบ้าง

ไม่มาก เป็นผลผลิตมาตรฐานของนาเกลือทั่วๆไป เฉลี่ยแล้วไร่ละประมาณ 1 เกวียน เพราะพื้นที่ทำนาเกลือต้องใช้จำนวนมาก อย่างน้อย 30 ไร่ขึ้นไป ต่างกับนากุ้ง บ่อนึงถ้ากุ้งโตดีก็มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ คนจึงอยากไปทำนากุ้งอาจจะถึงหลักล้าน แต่นาเกลือไม่ใช่ที่ดิน 100 ไร่ ตัวเลขแค่หลักแสน บางครั้งก็ไม่ถึงหากราคาเกลือไม่ดี แต่ปีนี้ราคาเกลือดีเราจึงพออยู่ได้ ตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 2,000-2,500 บาท นอกจากเกลือคุณสวยจริงๆ ราคาก็จะสูงกว่านี้

พูดกันตามตรงการซื้อขายเกลือ คนซื้อไม่เคยเสียเปรียบ เพราะเกลือจะมีระบบทดแทนอยู่ในตัวที่เรียกว่า "เกลือออก" เพราะเกลือซื้อขายกันตามปริมาตรคือ เกวียน แต่พ่อค้าคนกลางที่ซื้อจากเราไปเค้าจะขายเป็นน้ำหนัก คือ ชั่งกิโลขาย ซึ่งมันการันตีกำไรอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้จึงขึ้นอยู่กับคนซื้อว่าจะซื้ออย่างไร

สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่ารัฐบาลต้องเข้ามาดูแลคือ อำนาจการต่อรองของเกษตรกรผู้ทำนาเกลือ ที่ผ่านมาพ่อค้าคนกลางให้เท่าไหร่ก็ต้องขาย ที่ผ่านมาเรายังเป็นเกษตรกรกลุ่มน้อยจึงยังไม่ได้รับความช่วยเหลือเท่าที่ควร กลุ่มคนทำนาเกลือก็ลดน้อยลงทุกวัน กอปรกับมีเกษตรกรกลุ่มอื่นที่มีจำนวนมากกว่า เดือดร้อนมากกว่า

ในมุมมองของผมอาชีพการทำนาเกลือมันเป็นอาชีพในครอบครัว พ่อแม่ลูกช่วยกันทำ แล้วก็ถ่ายทอดภูมิปัญญาต่อๆกัน สิ่งที่ผมคุยกับชุมชนตอนนี้ คือบริษัทมีนโยบาย 1 ชุมชนไทย ไม่ให้ชาวต่างชาติมาเจือปน เพราะผมมองว่าสมุทรสาครคือด่านแรกที่ชาวพม่าเข้ามามากที่สุด ดังนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่มีธุรกรรม หรือธุรกิจเข้ามา ก็จะเป็นช่องทางให้แรงงานต่างชาติจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาอยู่ เมื่อมากเข้าเราจะไม่มีวันควบคุมการเติบโตได้

- บริษัทไม่ห่วงเรื่องการขาดแคลนแรงงานเหรอคะ

เราก็ตระหนักอยู่ครับ และเป็นสิ่งที่เราต้องคิดในอนาคต ตอนนี้โรงเรียนของเราเด็กที่สอบได้ที่ 1 กลายเป็นเด็กจากประเทศเพื่อนบ้านแล้วครับ เพราะเค้ามีความขยัน ต่างกับคนไทยที่ปล่อยปละละเลย ผมจึงมองว่าถ้าเราจะอนุรักษ์ชุมชนของเราให้เป็นชุมชนไทยๆไว้สักแห่ง คือสิ่งที่เราอยากเป็น แต่ถามว่าอนาคตเรากำหนดได้หรือไม่คงเป็นเรื่องยาก

เมื่อทุกคนที่เขาอยู่กับเรา หมดรุ่นผมไปแล้วลูกหลานเขาก็มีการศึกษามากยิ่งขึ้น เค้าก็น่าจะมีช่องทางที่ดีกว่า คนรุ่นนี้ก็จะหมดไปโดยปริยาย ซึ่งเวลาก็คงใกล้เคียงกับบริษัทครบ 100 ปี แต่หลังจากนั้นแล้วก็คงหมดความรับผิดชอบที่ผมจะมาคิดว่าจะเป็นอะไรต่อไปแล้วล่ะครับ เป็นเรื่องของลูกหลาน ซึ่งเค้าอาจจะมีวิธีคิดที่แตกต่างจากผม แต่สำหรับผมยืนยันได้เลยว่า ตราบใดที่ผมยังอยู่ผมไม่มีวันขายที่ดินผืนนี้ ไม่ให้เลิกการทำนาเกลือ ถ้าผมไม่อยู่แล้วก็คงเป็นเรื่องเหนือพรหมลิขิต

- เฉลี่ยแล้วบริษัทจัดสรรที่ดินให้ชาวนาเกลือครัวเรือนละประมาณกี่ไร่คะ

40-50 ไร่ เป็นอย่างต่ำ เพราะสมัยก่อนการทำนาเกลือไม่จำเป็นต้องใช้ที่ดินมากมายขนาดนี้ ต่ำสุด 25-30 ไร่ ก็เคยมี แต่ตอบแทนด้วยที่เราไม่มีเกลือทำ จึงเกิดการแบ่งเนื้อที่ไปทำวังกุ้ง ซึ่งต้องใช้เนื้อที่เพิ่มขึ้น สมัยก่อนพอเลิกทำนาเกลือก็หันไปทำวังกุ้ง แต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปการทำวังกุ้งก็ยากขึ้นไม่คุ้มทุน มีปัญหาเรื่องการขโมยกุ้งกัน

สำหรับการเลี้ยงกุ้ง เกษตรกรเลี้ยงได้เท่าไหร่เป็นของเค้าหมด แม้จะใช้พื้นที่ของเรา แต่อยู่บนความเสี่ยงของเค้าเอง แต่ถ้าขาดทุนเขาก็จะมาขอเบิกล่วงหน้ากับบริษัทซึ่งไม่เคยมีดอกเบี้ย เพราะเราอยู่กับแบบเอื้ออาทร นี่คือวิธีที่ผมดูแลพวกเค้า

สิ่งที่ผมคิดและพูดกับชาวนาเกลืออยู่ตลอดเวลา คือ เราไม่ได้อยู่กันในรูปของบริษัท หรือนายจ้างกับลูกจ้าง แต่เราอยู่กันแบบหุ้นส่วน ผมถือทั้งเงินและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน จึงเป็นหุ้นส่วนใหญ่ ซึ่งโดยทั่วไปมักคิดเอารัดเอาเปรียบ แต่ผมไม่เคยคิดแบบนั้น เช่นกันผมก็ไม่เคยคิดว่าหุ้นส่วนย่อยจะเอาเปรียบผม เพราะคนเราจะร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่เท่ากันทุกคน เท่าที่เราประสบคือไม่สนใจทำเกลือต้องการเลี้ยงกุ้งเพียงอย่างเดียว เพราะเขาไม่ต้องแบ่งรายได้กับเรา

ความเป็นหุ้นส่วนเราจึงอยู่กันบนพี้นฐานของความเท่าเทียม ไม่เอาเปรียบกัน ผมพูดอยู่เสมอว่านโยบายของบริษัทคือ "ถ้าท่านแข็งแรงพอที่จะเดินตามนโยบายของบริษัท บริษัทจะดูแลท่านด้วยคุณธรรม แต่ถ้าท่านยังไม่พร้อมท่านยังอ่อนแอ ยังไม่สามารถเดินตามนโยบายของบริษัทได้ บริษัทก็จะดูแลท่านด้วยเมตตาธรรม"

แนวทางของบริษัทเรายึดตามแนวพระราชดำริทุกประการ คือ ความพอเพียง ผมนั้นน่ะพอแล้ว แม้กระทั่งชื่อก็ยังพอ คือ" พอจำ" ผมมีแต่แจก แต่ถ้าตราบใดคุณไม่พอ คุณก็จะไม่มีทางพอ ยอดขายทะลุหมื่นล้านคุณก็บอกว่าคุณยังไม่รวยต้องเป็นแสนล้าน แต่ผมไม่ แค่มีกินมีใช้ก็พอแล้ว

ในความเป็นจริงบริษัทเป็นเจ้าของทุนและกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่ชาวนาเกลือเป็นเจ้าของภูมิปัญญา ซึ่งแต่ละครอบครัวก็มีวิธีการที่แตกต่างกันออกไป บริษัทก็ไม่เคยที่จะเข้าไปก้าวก่ายขอเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในภูมิปัญญาเหล่านั้น เพราะบริษัทถือว่าเป็นทรัพย์สินของเกษตรกร ส่วนเราเป็นเจ้าของที่ดิน เมื่อมารวมเข้าด้วยกันก็คืออยู่ดีมีสุข เมื่อไหร่ที่แยกกันคุณลำบากแต่เราไม่เดือดร้อน เพราะฉะนั้นจึงไม่มีเหตุที่จะแยกออกไปจากเราซึ่งมีแต่คุณธรรม และเมตตาธรรมที่พร้อมจะให้

ทำไมเราจึงต้องดำรงอยู่ในรูปบริษัท เพราะเราต้องการปกป้องผลประโยชน์ให้กับชาวนาเกลือ เนื่องจากมีกำลังในการต่อรอง มีสายป่านที่ยาวกว่า เพราะเมื่อไหร่ที่ขายเองถูกตีหัวแตกแน่นอน

- ตลาดเกลือของเราอยู่ที่ไหนบ้าง

ใกล้ๆครับ โดยมากเค้ามาซื้อเราถึงที่ เช่น วรวัฒน์ ขายกันแบบตรงไปตรงมา แต่ถ้าเราทำพลาดบริษัทก็ต้องรับผิดชอบ เกษตรกรรับผิดชอบในส่วนผลิตแล้ว ถ้าเราไปขายแล้วเก็บเงินไม่ได้ก็ต้องเป็นส่วนของเราที่จะต้องชดเชยเต็มจำนวน เพราะเราผิดพลาดในการบริหารเอง นั่นคือนโยบายของผม ผู้ซื้อของเราก็เปลี่ยนตลอดเวลา บางรายอาจจะไม่อยากซื้อกับเราก็ได้เพราะเรามีอำนาจการต่อรองสูง ผมไม่ใช่นักการตลาดแต่เป็นนักวิทยาศาสตร์ ผมจึงใช้วิธีการทำนายสภาพดินฟ้าอากาศ การเก็บสถิต เราจึงมีอำนาจการต่อรองเหนือกว่าที่เค้าคิด

- ในเมื่อมีอำนาจการต่อรองสูง ทำไมเราจึงไม่ทำให้บริษัทโตพรวดพลาดคะ

ผมมองว่าเมื่อไหร่ที่เราให้ความโลภมาครอบงำ แล้วเรียกร้องผลประโยชน์เกินกว่าที่จะเป็น เรากำลังจะบิดกลไกตลาด และเรากำลังทำบาปกับเกษตรกรรายย่อย เพราะในตลาดรวมมีผลผลิตคงที่ แต่ถ้าบริษัทแข็งแรงแล้วคู่ค้าอยากผูกไมตรีด้วย เพราะ 1. เกลือไม่หาย 2. สะดวก 3. พูดง่าย บางครั้งให้เครดิตข้ามปีก็ยังมีเพราะเราเป็นรายใหญ่ ดังนั้น ผู้ซื้อจึงได้ประโยชน์เสมอ ที่ผ่านมาใครๆจึงอยากค้าขายกับเรา เพราะถ้าซื้อกับรายย่อยเค้าต้องจ่ายทันทีแต่สามารถกดราคาได้ เราไม่ได้คิดถึงผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง แต่ถ้าคุณซื้อขายกับเราถูกหน่อย แต่คุณก็อย่าไปโหดกับรายเล็ก เพราะเราจะตั้งราคาสูงเพื่อให้รายเล็กอิงราคากับเรา บริษัทนาเกลือขุนสมุทรมณีรัตน์ก็พลอยได้กุศลไปด้วย

- ในแต่ละปีเรามีส่งออกเกลือบ้างมั้ยคะ

เรื่องนี้เป็นโจทย์ที่ผมท้าทายลูกหลาน ในอดีตเราเคยส่งออกเพราะสมัยก่อนเกลือสินเธาว์ยังไม่มี ดังนั้น ถ้าเราจะลงทุนครั้งใหญ่ เราต้องเปลี่ยนไปทำในลักษณะเกลืออุตสาหกรรม จะมาทำแบบเกษตรกรรมเช่นนี้คงเป็นไปไม่ได้ รอฝนฟ้า แต่ของเขาใช้วิธีการฉีดน้ำใต้ดินแล้วสูบน้ำนั้นขึ้นมาต้ม แต่ของเราใช้น้ำทะเลไม่กระทบกระเทือนต่อสิ่งแวดล้อมเลย เราผันน้ำเข้ามาแล้วปล่อยให้ตกผลึก หรือนำมาต้มซึ่งได้ทั้งผลึกเกลือและน้ำจืด ตรงนั้นจะคุ้มมั้ย อนาคต AEC เปิด EU เปิด เราทำตลาดได้มั้ย แล้วฐานการผลิตเราอยู่ตรงไหน เหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องคิดต่อ ถ้าเราทำได้แบบนี้คู่แข่งเราแทบไม่มีเลย เกลือสินเธาว์ก็ไม่ใช่คู่แข่งของเรา

ถ้าเราเป็นเสาหลักของตลาดเกลือสมุทร แล้วการผลิตยังเท่าเดิมคิดดูก็แล้วกันว่ากำลังความต้องการจะมหาศาลขนาดไหน คนชอบมาบอกผมว่าเกลือสินเธาว์มี Product หลายชนิด ผมจึงตอบไปว่าทุกวันนี้ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ คุณหนีเกลือสมุทรของผมพ้นมั้ย หรือแม้กระทั่งคุณป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลคุณก็ยังต้องใช้เกลือสมุทร

- ในเมื่อเกลือสมุทรเป็นที่ต้องการทำไมเกษตรกรผู้ทำนาเกลือจึงลดน้อยลงเรื่อยๆ

เพราะผลผลิตขึ้นอยู่กับฟ้าฝน ถ้าโลกร้อนแกนโลกเอียงฝนจะตกมากกว่าเดิม ช่วงเวลาในการทำเกลือแทนที่จะเป็น 6 เดือนกับเหลือเพียง 2-3 เดือน ถึงแม้ราคาจะสูงก็ตามแต่ผลผลิตก็ไม่มีที่จะป้อนออกสู่ตลาด

แล้วถ้าชาวนาไม่ขยันก็ไม่สามารถทำเกลือคุณภาพได้ ทุกวันนี้เกลือสมุทรที่ดีที่สุดก็คือคนที่ขยันกลิ้งนาสมัยก่อนใช้แรงงาน ทุกวันนี้เราเปลี่ยนมาใช้รถกินน้ำมัน การลงทุนในการทำเกลือสมุทรจึงค่อนข้างสูง

ถ้าเราคิดว่าเราจะตั้งบริษัทเกลือทะเลขึ้นมาเพื่อขายแข่งกับเกลือสินเธาว์ เพราะเรามีน้ำเกลือจึงสามารถทำได้ ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาตากต้อง 15 วัน กำลังผลิตของเราจะอยู่ที่ 6 ตัน/ชั่วโมง แต่ต้องลงทุนเป็นร้อยล้าน แต่เกลือที่ได้จะเม็ดเล็ก พอเรานำไปเข้าตลาดคู่แข่งขันของเราคือเกลือปรุงทิพย์ซึ่งถ้าเราทำการแข่งขันจะสูงมาก

ถ้าไม่แข่งขันเราก็ต้องหาตลาดใหม่ที่คู่แข่งขันไม่มี เราไปพม่าได้มั้ยเพราะเขากินเกลือทะเลอย่างเดียว เพราะคนพม่ากินพริกกับเกลือเท่านั้น ถ้าเราเจาะตลาดได้โดยการันตีด้วยบริษัทเกลือขุนสมุทรมณีรัตน์ เราก็อาจจะทำได้ ถ้าทำได้บอกได้อาชีพการทำเกลือสมุทร คงเป็นเหมืองทองทางทะเล เพราะน้ำทะเลไม่มีวันหมด แต่สิ่งที่ต้องระวังคือน้ำเสียงและคราบน้ำมัน สิ่งเหล่านี้ถ้าคิดจะทำบริษัทก็ต้องเตรียมการไว้หลายอย่างมาก เช่น การปลูกป่าชายเลน การเตรียมขุดวังขังน้ำเพื่อเก็บน้ำเค็มไว้

ถ้าเข้าไปดูในเว็บไซต์เกี่ยวกับเกลือบางแห่งเก็บเกลือไว้ 5 ปี เพราะบ้านเค้าอากาศแห้งแล้งมาก แต่บ้านเราทำอย่างนั้นไม่ได้เพราะฝนตกชุกกว่า เพราะฉะนั้นถ้าเราจะหนีฝนเราต้องต้ม แล้วราคาเชื้อเพลิงสูงขนาดนี้เราสู้ไหวมั้ย เราก็มองไปที่กังหันลม โซล่าร์เซลล์ ซึ่งเป็นพลังงานที่เราได้ฟรีจากธรรมชาติ เราสามารถตั้งโรงงานขายพลังงานยังได้ ส่วนพลังงานที่เหลือเราใช้ต้มเกลือ ถ้าทำได้เราจะมีรายได้ 2 ทาง ซึ่งน่าจะคุ้มค่าต่อการลงทุนมากกว่า เพราะเราไม่มีต้นทุนในเรื่องที่ดิน

- ถ้าเช่นนั้นโอกาสที่เกลือไทยเราจะไปสากลนั้นสามารถเกิดขึ้นได้จริง

ถูกต้องครับ อาจจะมีการรวมตัวกันเป็นนิคมเพื่อร่วมทุนกัน และช่วยกันสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง แต่ผมเชื่อว่าแบรนด์ไม่สำคัญเท่าคุณภาพ เกลือทุกผลึกต้องมีมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งวันนี้เกลือทะเลทำไม่ได้ คนขยันกลิ้งนาหมั่นดูแลเรื่องการเดินน้ำก็จะได้คุณภาพ ถ้าขาดการเอาใจใส่ก็จะปนเปื้อนด้วยดิน นี่คือปัญหาของเกลือสมุทรที่พัฒนาไม่ได้

แต่วันที่มีการปูผ้ายาง พี อี เกลือไม่ต้องสัมผัสดิน ผลึกเกลือจะมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็ต้องมีการลงทุน แต่เมื่อลงทุนแล้วปัจจัยที่อยู่เหนือการควบคุม คือ ฟ้าฝน ดังนั้น ผมจึงมองว่าใช้วิธีต้มดีที่สุด ซึ่งต้องอาศัยพลังงานแดดและลม กระบวนการต้มเราอาจจะต้องปล่อยคาร์บอนบ้าง แต่สิ่งที่ผมจะพาชุมชนของผมไปในอีก 10 กว่าปีข้างหน้าคือ การเป็นชุมชนคาร์บอนต่ำ และเป็นชุมชนแรกที่เป็นเนกาทีฟ แล้วเราก็จะมีรายได้เพิ่มจากคาร์บอนเครดิต เกลือของเราก็จะมีคาร์บอนสกอร์ที่มีค่าเป็นลบ ดังนั้น ภาคอุตสาหกรรมที่นำเกลือสมุทรของเราไปใช้เป็นวัตถุดิบ จะอยากซื้อสินค้าของเราด้วยราคาที่สูง เพราะคาร์บอนสกอร์ของเราที่เป็นลบจะไปนิวทรูไลฟ์คาร์บอนสกอร์ของเขาที่เป็นลบบวก จะทำให้คาร์บอน สกอร์ของเขาต่ำสุดๆ เวลาเขาส่งเข้าตลาด EU ซึ่งตระหนักในเรื่องเหล่านี้ เมื่อไหร่ที่มีค่าเป็น 0 เขาจะหยิบทันที เหล่านี้คือหลักการตลาดของเรา ถ้าจะสู้ต้องสู้แบบนี้

เพราะว่าถ้าเรามีคาร์บอนสกอร์ติดลบ เกลือสินเธาว์ไม่มีทางสู้เพราะมีค่าคาร์บอนสกอร์เป็น 100 เพราะกรรมวิธีของเขาคือใช้น้ำลงไปละลาย พื้นดินด้านล่างจะเป็นโพรงจะทำให้เกิดการทรุดตัวเมื่อเกิดแผ่นดินไหว แต่ที่เขายังอยู่ได้เพราะเกลือเหล่านี้ถูกส่งเข้าไปยังภาคอุตสาหกรรม เช่น โรงงานกระจก ตลาดเกลือที่จะนำไปบริโภคก็จะเป็นของเกลือสมุทรแต่เพียงผู้เดียว

ณ วันนี้ถ้าเป็นเกลือ 99 ที่เติมไอโอดีน เกลือสินเธาว์เข้ามาครอบครองตลาดหมด ของเขาสะอาดจริง เพราะใช้วิธีการต้ม จึงเห็นได้ว่าเกลือสมุทรของเราจะถูกใช้กับการหมักกะปิ ทำน้ำปลา ฯลฯ

- อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เกลือสมุทรประกอบด้วย

ก็เช่นกะปิ น้ำปลา ผักกาดดอง ซอสปรุงรสต่างๆ ห้องเย็นอาจจะใช้บ้างแต่ผมคิดว่าในอนาคตอาจจะน้อยลงถ้าเขาสามารถปั่นเย็นเองได้โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ แต่โรงน้ำแข็งยังอาจจะต้องใช้อยู่ แต่ผมเชื่อว่าเปอร์เซ็นต์จะน้อยลงเรื่อยๆ

- ในแต่ละปีเกลือพอขายมั้ยคะ

จากนี้ไปอย่างไรเสียเกลือสมุทรก็ไม่มีวันพอขาย เพราะ 1. คนทำลดจำนวนลง 2. พื้นที่เฉพาะตัวถูกขายกรรมสิทธิ์ เปลี่ยนมือไป

แต่ในความเห็นของผมซึ่งเป็นนักสิ่งแวดล้อม ถ้าเรามีพื้นที่ขนาดใหญ่ซึ่งอากาศบริสุทธิ์ แล้วผมยังมีป่าชายเลนขนาดใหญ่ที่ก้มหน้าก้มตาปลูกมาตั้งแต่ปี 2544 อีก 10 ปี ข้างหน้าผมมีต้นไม้สูงไม่ต่ำกว่า 20 เมตร บนเนื้อที่ 1,000 ไร่เกือบ 3 กิโลเมตร ขนานไปกับแนวที่ของผม ผมเก็บค่าเข้า 10 บาท เพื่อให้คนเข้ามาเดินเล่น ผมว่าแต่ละวันมีคนสนใจจำนวนไม่น้อยทีเดียว จนในที่สุดต้องจำกัดจำนวนคน เพราะคนจะมาแย่งกันสูตรอากาศบริสุทธิ์เหมือนที่วังน้ำเขียว มีกิจกรรมต่างๆนานาให้เค้าสนุกสนาน รถไฟฟ้ามาแน่นอนที่มหาชัย สะพานโกลเด้นเกทข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านบางขุนเทียน พันท้าย โคกขาม บางหญ้าแพรก ลงที่หัวนาของผม อีก 7 ปี ข้างหน้าได้ใช้ ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น คือขนคนจากฝั่งพัทยาข้ามมาได้ภายในเวลา 1 ชั่วโมง แทบไม่ต้องคิดเลยว่าที่ของผมจะเจริญขึ้นอีกเท่าไหร่

ผมถึงพูดกับลูกผมเสมอว่าเราอย่าขายนะ แต่เราต้องเพิ่มมูลค่า การทำนาเกลืออาจจะต้องหดตัวลงบ้างตามความเหมาะสม ถ้าเรามีป่า มีธรรมชาติ มีวิถีการทำนาเกลือแบบดั้งเดิม เมื่อเราเปิดแล้วให้คนที่เข้ามาได้ช่วยรื้อเกลือในจังหวะที่ทำได้ หลังจากนั้นก็ไปร่วมกิจกรรมปลูกป่า เรามีกังหันลม เราใช้พลังงานทางเลือกทั้งหมด และสามารถผลิตไฟฟ้าได้เองเพราะฉะนั้นการต้มเกลือจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ในที่สุดเกลือของเราก็จะเข้าระบบอุตสาหกรรมได้ หรือแม้แต่เกลือบริโภคโดยตรง ผลพลอยได้คือเรามีน้ำกลั่นบรรจุขวดขาย เหล่านี้คือสิ่งที่ผมต้องพยายามสืบสานต่อไปให้ได้จนครบ 100 ปี ทั้งหมดที่เราจะทำนี้ไม่ได้ต้องการเป็นมหาเศรษฐี แต่เราทำเพื่อต้องการดูแลครอบครัวที่เขาอยู่กับเราให้ดีที่สุด เพราะเขายังต้องอยู่กับเราไปอีกยาวนาน เราเองก็อยากให้เขาอยู่กับเรา แม้ว่าลูกหลานเค้ามีความรู้มากขึ้นก็ไม่เป็นไร

ผมจึงให้ความสำคัญกับโรงเรียน เราอยากให้ลูกหลานทุกคนได้เรียนหนังสือ มีความรู้ และเป็นคนดีของสังคม โรงเรียนขุนสมุทรมณีรัตน์ ของเราเป็นโรงเรียนประถมเล็กๆ มีนักเรียน 200 คน แต่เราปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และขอให้เป็นคนดีเท่านั้นพอ เด็กชั้น ป.1-ป.6 ยังปลูกฝังง่ายทั้งเรื่องคุณธรรมและจริยธรรม สิ่งที่ผมเน้นมากที่สุดคือซื่อสัตย์ กตัญญู ซึ่งจะช่วยเติมเต็มความเป็นคนที่แข็งแรงและตั้งมั่นอยู่ในความดี เก่งแต่เนรคุณคุณจะเป็นทำไม เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนรวย แต่เราจำเป็นต้องเป็นคนดี ผมเคยพาลูกศิษย์มารื้อเกลือ เค้าก็ถามผมว่าไม่อยากรวยเป็นมหาเศรษฐีหมื่นล้านบ้างเหรอ ผมตอบเต้าไปว่ารวยกว่านี้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นคนดีกว่านี้สิเป็นเรื่องยาก

คนเราจะให้รางวัลคนดีผมเห็นด้วยอยู่กรณีเดียว คือ ตายแล้วค่อยให้เนื่องจากเค้าไม่สามารถลุกขึ้นมาทำอะไรได้อีก แต่ถ้าเราให้เขาขณะเมื่อมีชีวิตอยู่หลังจากที่เค้าได้รับรางวัลไปแล้วในวันรุ่งขึ้นเค้าอาจจะทำความชั่วก็ได้ เช่นนั้นคนก็จะทำดีเอาหน้าเพื่อให้ได้รางวัล และใช้รางวัลนั้นเป็นเครื่องมือหากิน ผมคิดเสมอว่ารางวัลแห่งสุดท้ายของชีวิต ไม่มีสิ่งใดยิ่งใหญ่กว่า ความดีที่เราทำทิ้งเอาไว้ และเราก็ไม่จำเป็นต้องได้รางวัลใดๆ ถ้าเราคิดได้แบบนี้เราจะมีความสุขมากเลยครับ

- อาจารย์ให้ความสำคัญต่อคุณค่าความเป็นคนของหุ้นส่วนเสมอมา

ใช่ครับ เพราะบางครอบครัวที่เราดูแลไม่รู้หนังสือก็มี ผมให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาเหนือสิ่งอื่นใด ถ้าเค้าไม่มีผมสอนให้ แต่สิ่งที่ผมคาดหวังจากเค้าคือ ความเป็นคนดี ผมต้องการใช้ชุมชนชาวนาเกลือของผมเปี่ยมไปด้วยคนดี และมีแต่คนดีที่อยู่กับผม และผมจะขอเป็นตัวอย่างของคนดีเท่านั้นพอ เราไม่รวยนะ แต่เราไม่เป็นหนี้ ไม่ต้องขอใครกิน เพราะเราเลี้ยงตัวเองได้ เราดูแลทุกข์สุกในครอบครัวได้ เราส่งลูกหลานเรียน และลูกหลานเราเป็นคนดี ดังนั้น ไม่ว่าแนวความคิด ภูมิปัญญา การรักษาความเป็นไทย การดำเนินชีวิตในฐานะพลเมืองดีของโลก หรือการเป็นคนดีเพื่อคุณค่าในชีวิตของเรา เราต้องส่งต่อให้ได้ ตรงนี้คือเป้าหมายที่ผมอยากจะบรรลุมากที่สุดครับ

- ในแง่ของการส่งออกกลุ่มไหนบ้างคะที่ต้องการเกลือสมุทรของเรา

ผมคิดว่าถ้าในแง่ของการบริโภค เราต้องไม่ลืมว่าวัฒนธรรมการกินอาหารของชาวตะวันตก เกลือโต๊ะเหมือนกับไวน์ สิ่งที่ผมดูทุกวันคือรายการทำอาหารต้องใช้เกลือเป็นหลัก เชฟทุกคนใช้เกลือหมด

ปัญหาคือ เกลือสะอาดเท่ากัน เต็มไอโอดีนทุกคนทำได้หมด แต่เรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ท้าทายคนทั้งโลกว่าเกลือที่ผลิตโดยบริษัทขุนสมุทรมณีรัตน์ รักษาสิ่งแวดล้อมดูจากคาร์บอนสกอร์ได้เลย

- เรามีคู่แข่งบ้างมั้ยคะ

รอบบ้านเรามีเวียดนามที่ผลิตเกลือ ซึ่งต่อไปในอนาคตเขาคือคู่ค้าของเรา ส่วนอินเดียด้วยมวลหมู่มหาประชาชนของเค้าที่เป็นทุนนิยมแบบตะวันออกพบตะวันตก ผมว่าพื้นที่ชายหาดหรือชายฝั่งที่ทำเกลืออยู่ทุกวันนี้จะถูกเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะพัทยา พื้นที่ทำนาเกลือจะไม่เหลืออีกต่อไป

- ในอดีตเราเคยนำเข้าเกลือบ้างมั้ยคะ

มีการนำเข้าบ้างประปรายส่วนใหญ่จากประเทศอินเดีย แต่ความที่เกลือถูกเสียจนไม่คุ้มกับค่าขนส่งท่วมมูลค่าของเกลือ ขาดทุนด้วยนะครับ ยกเว้นเรานำไปใส่บรรจุภัณฑ์ หรือทำสปา แต่เราต้องเข้าใจว่าวิถีของ เอสเอ็มอี ไม่ยั่งยืน จะตื่นตัวแค่ชั่วระยะเวลาหนึ่งของคนที่ตั้งใจทำ

- คุณภาพของเกลือสมุทรเราเป็นที่ยอมรับ

แน่นอนครับเป็นที่ยอมรับ แต่อยู่ในรูปของน้ำปลา ซอส ผู้บริโภคจึงไม่ได้ตระหนักถึงต้นทางการผลิตซึ่งสะอาดอยู่แล้วเพราะเป็นอินออร์แกนิค เกลือจึงมีจุดแข็งอยู่ที่ไม่สามารถสังเคราะห์ได้เพราะเป็นธาตุ ต่างจากน้ำตาลซึ่งเป็นอินทรีย์สาร สามารถสังเคราะห์สารทดแทนความหวานได้

- เกลือจึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

ใช่ครับ ผมให้คอนเซ็ปต์เลยว่า ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ลืมตายันหลับตาคุณไม่มีวันหนีเกลือสมุทรพ้น น้ำยาล้างจาน ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปากล้วนแต่ต้องมีเกลือเข้าไปเกี่ยวข้อง น้ำปลาพริกคุณก็ต้องใช้เกลือของผม หรือแม้กระทั่ง กระจก โต๊ะ แก้ว พอสเลน พลาสติก

ผมบอกได้เลยว่าถ้าเกลือไทยไปกับครัวไทยสู่ครัวโลก เกลือสมุทรไม่มีวันพอขาย น้ำทะเลแห้งก่อน ( หัวเราะ) เพราะคนบริโภคเกลือทุกวัน นักกีฬายังต้องดื่มเกลือแร่เพราะเสียงเหงื่อ ฉะนั้นแล้วคุณจึงไม่มีวันหนีพ้นไปจากเกลือสมุทร...