ลาก่อนนางฟ้า

หนังสือคือแสงจันทร์

ลาก่อนนางฟ้า สร้อยแก้ว คำมาลา เขียน

"เราจะต้องมีความหวังอยู่เสมอ"

ชื่อบทหนึ่งของคำอันอบอุ่นในหนังสือวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง ลาก่อนนางฟ้า เขียนโดย สร้อยแก้ว คำมาลา สำนักพิมพ์ แพรวเยาวชน ลาก่อนนางฟ้า เข้ารอบสุดท้ายวรรณกรรมเยาวชน รางวัลนายอินทร์ พ.ศ.2554

ทำไมต้องมีความหวัง คำตอบมีมากมาย คำตอบสำคัญประการหนึ่ง คือ ความหวังช่วยชโลมหล่อเลี้ยงจิตใจเมื่อยามทุกข์ท้อ

ผู้เขียน สร้อยแก้ว คำมาลา ส่งหนังสือเล่มนี้มาให้ฉัน เรามีมิตรภาพทางไกลกันมาหลายปี ฉันชื่นชมเธอจากบทกวีที่เธอเขียนและบทบาทของเธอในฐานะแม่ที่เพิ่งมีลูกเล็ก

หนังสือแต่ละเล่มที่ฉันเลือกอ่านและนำมาเขียนถึงในคอลัมน์หนังสือคือแสงจันทร์ ทุกเล่มมีเหตุผลหนึ่งคือความสะเทือนใจ เพราะความสะเทือนใจจะเป็นกุญแจไขห้องความคิดให้เปิดกว้างแผ่ขยายไม่ทางใดก็ทางหนึ่งและเป็นทางที่ดี

ลาก่อนนางฟ้า เรื่องเล่าจากความทรงจำในวัยเยาว์ สร้อยแก้ว คำมาลา บรรจงเขียนจากหัวใจของเธอ วัยเยาว์เป็นวัยที่ผู้ใหญ่จะต้องดูแลให้เด็กมีความสุขเต็มอิ่มเต็มวัย เพราะเมื่อพวกเขาและเธอเติบโตเป็นผู้ใหญ่ยังมีป่าทึบของความทุกข์ มีสัตว์ร้ายแห่งชะตากรรมเฝ้ารอขยุ้มอยู่มิละเว้น

สร้อยแก้ว คำมาลา เขียนขอบคุณผู้คนไว้หลายๆคน ทั้งในคำนำ และบทตามท้ายเล่มว่า

"ขอบคุณพ่อแม่ พี่สาว น้องชาย และเพื่อนๆในวัยเยาว์ทุกคนที่ทำให้วรรณกรรมเยาวชนเรื่องนี้ถือกำเนิด ขอบคุณความทรงจำอันขมขื่น เจ็บปวด อบอุ่น และแผ่นดินเกิดอันตราตรึง หอมซึ้ง เป็นนิรันดร์ในชีวิต"

"กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อหัวใจของเราได้พบการมีอยู่ของบางสิ่งที่ก่ออารมณ์สะเทือนใจกับเราได้เป็นครั้งแรก แม้สายตาของเราในเวลานั้นจะจับจ้องสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าได้ไม่มาก แต่เราก็รู้ว่ามันกว้างใหญ่เพียงไหน ภาพเหล่านั้นเลื่อนลำดับเข้ามาเหมือนสายน้ำที่ต้องไหลผ่าน ขณะเรากำลังยืนอยู่กลางกระแสเชี่ยว

"แต่กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วอีกเหมือนกัน ที่มีบางสิ่งบางอย่างมาสัมผัสเราอย่างละมุนละไม และทำให้หัวใจของเราต้องอ่อนไหวไปกับมัน ไม่ว่ามันจะขยับหรือเคลื่อนย้ายไปทางไหน เราชอบมองมันเมื่อมันมีอยู่และชอบเหลียวหลังตามเมื่อมันเลยผ่าน"

เรื่องเล่าในเล่ม ลาก่อนนางฟ้าของเด็กหญิงดาวน้อย วัยเด็กอันเจือความเศร้าโศกด้วยหลายๆเหตุผล เธอเป็นเด็กอ่อนไหวช่างคิด ช่างฝัน และกล้าหาญด้วย ไม่ยอมให้ใครข่มเหงรังแกดูถูก หากเหลืออดเหลือทนเกินไปเธอจะต่อสู้ยิบตา และโลกนี้ยังมีผู้ใหญ่บางคนไร้เมตตาไม่เข้าใจเด็ก ความเศร้าใจหลากหลายเรื่องของดาวน้อยรวมถึงความสุขอันไร้เดียงสาของวัยเยาว์ทำให้วรรณกรรมเยาวชนเล่มนี้ดึงดูดการอ่านจนวางไม่ลง

ครอบครัวของดาวน้อยอยู่ในชนบทภาคเหนือ ก่อนหน้าที่พ่อจะมาเป็นภารโรง แม่มาขายปลา ครอบครัวเคยทำไร่นาด้วยความเหนื่อยยากลำบาก ความเหน็ดเหนื่อยจากชีวิตทำให้มนุษย์ไม่มีเวลาเสพความสุขในด้านอื่นๆ จนถึงขั้นละเลยเรื่องความรู้สึกที่ควรจะแสดงออก ทั้งๆที่พ่อกับแม่รักลูกเต็มล้นพยายามดิ้นรนต่อสู้ให้ครอบครัวสุขสบายขึ้น

นี่คือความจริงของหลายครอบครัว ที่ลมแห่งความเศร้าพัดโบกมาทักทายเด็กๆอยู่เสมอ

พ่อแม่ของดาวน้อยมีลูกๆวัยกินนอน 4 คน เด็กหญิงดาวน้อยมีพี่สาวสองคน ชื่อพี่นก กับพี่นา มีน้องชายหนึ่งคนชื่อนิด

เปิดเรื่องบทที่ 1 อย่างน่ารักชื่อ "ลูกๆของภูเขา" เนินเขาใกล้บ้านเมื่อเดินขึ้นไปจะเห็นภาพเมืองเล็กใต้โค้งฟ้ากว้างและโอบกอดของขุนเขา สร้อยแก้ว คำมาลา เป็นกวี ภาพวาดทางอักษรของเธอจึงงดงาม ทำให้ผู้อ่านมองเห็นภาพแจ่มชัด ทั้งภาพความคิดและรสอารมณ์

"เราเดินขึ้นมาถึงพวกลูกๆของภูเขากันแล้ว ข้าพเจ้าหยุดหอบหายใจอยู่ครู่หนึ่ง และหันกลับไปมองภาพเบื้องล่างที่เราเพิ่งเดินขึ้นมา แม่น้ำเล็กๆสองสายเหมือนเส้นด้ายสีเงินคดโค้ง ทุ่งอ้อริมฝั่งน้ำเป็นปุยสีทอง หลังคาบ้านเรือนเป็นจุดเล็กๆ ไกลออกไปนั้นเทือกเขายาวเหยียดคล้ายงูใหญ่ขดตัวโอบรอบบ้านเรา"

"เจ้านิดนอนหงายมองท้องฟ้า ข้าพเจ้านอนท่าเดียวกัน แต่เอามือสอดประสานไว้ใต้ท้ายทอย มองข้างบนแล้วหลับตา อยากเก็บภาพนี้ไว้ชั่วนิรันดร์

"ท้องฟ้าสีน้ำเงินงามประหลาดราวกับความฝัน มันเป็นคืนเดือนสิงหาคม พระจันทร์เต็มดวงทอแสงกระจ่างไล่เงามืด เมฆฝนหมดฟ้า ฝุ่นฝ้าละอองถูกล้างออกจากอากาศ ท้องฟ้ากลางคืน ที่มีแสงสว่างจากดวงจันทร์ ปรากฏเป็นสีน้ำเงิน

"แต่มันไม่ได้เป็นสีน้ำเงินอย่างในตอนกลางวันหรอก มันไม่ใช่สีน้ำเงินของดวงตะวัน มันเป็นสีน้ำเงินของดวงจันทร์ ท้องฟ้าผืนนั้นดูสงบเยือกเย็น ชวนให้เราอยากมีปีกบินขึ้นไปล่องลอย"

ลาก่อนนางฟ้า เขียนเป็นเรื่องจบในตอนสั้นๆ แต่ละตอนเชื่อมร้อยกัน ด้วยเรื่องราวในครอบครัว โรงเรียน เพื่อนฝูง ตอนเรียนชั้นเด็กเล็กดาวน้อยสอบได้ที่หนึ่ง คุณครูผ่องพรรณประจำชั้นเด็กเล็กนุ่มนวลใจดี แต่เมื่อเลื่อนชั้นมาเรียนประถมปีที่หนึ่ง ความทุกข์ในห้องเรียนก็เริ่มต้น

เรื่องผู้ใหญ่กับเด็กเล็ก หลายครั้งเราก็อดใจหายไม่ได้เมื่อรับรู้ว่าเด็กถูกรังแกจากครู และไม่เข้าใจครูซึ่งทำหน้าที่อบรมบ่มเพาะ ให้ความรู้แก่เด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็ก คนตัวโตๆไม่รู้เลยหรืออย่างไรว่า เด็กนั้นบอบบาง บริสุทธิ์ และต้องการหัวใจอ่อนโยน สองมือนุ่มนวลโอบประคองดูแล เพื่อจะได้ก้าวผ่านวัยเยาว์ไปอย่างแจ่มใสมีสุข มีเด็กในห้องเรียนของดาวน้อยหลายคนที่ต้องแบกรับ "อารมณ์ความรู้สึก" และ "หน้าที่" เกินวัย เหตุการณ์ที่ครูทำร้ายเด็กทั้งร่างกายและอารมณ์

"ที่ช่องใส่ชอล์กหน้ากระดานสีเขียว มีไม้เรียวอยู่ห้าอัน หักไปสอง อันหนึ่งหักเพราะน่องปิ่นโต อีกอันหนึ่งข้าพเจ้าลืมไปแล้ว ครูงามตาแรงเยอะ เธอฟาดน่องพวกเราจนไม้เรียวหัก พวกเรากลัวเธอมาก เวลาที่ไม่ได้ทำการบ้านมา หรือทำมาผิด เธอจะตี เธอมีวิธีตีสารพัดเลยนะ ตั้งแต่ขา น่อง ก้น หรือไม่ก็ให้แบมือให้ตี ซึ่งเธอจะตีแรงมากชนิดมีรอยแดงนูนขึ้นเลยละ แต่บางทีเธอก็ไม่ให้แบมือ เธอจะสั่งให้เรากระจุกนิ้วเป็นบัวตูมแล้วเธอก็เอาสันไม้บรรทัดตี แบบนี้ละก็...เจ็บกว่าแบมือหลายเท่า"

"ข้าพเจ้าค่อยๆ เอาก้อนหินที่เกรอะไปด้วยกรวดดินแดงขนาดเกือบเท่ากำปั้นตัวเองยัดปาก น้ำอุ่นหล่นบนหลังมือ ขณะพยายามยัดมันเข้าไป กรวดดินสีแดงหล่นลงบนกระโปรงหลายครั้งกว่าที่มันจะ เข้าไปได้ แล้วแก้มข้าพเจ้าก็ป่องออกมา ไม่มีสิทธิ์พูดหรือหาวนอน หรือเขียนหนังสือ หรืออ่านหนังสือ ข้าพเจ้าทำอะไรไม่ได้แล้ว เพราะขณะนี้ข้าพเจ้ารู้สึกเจ็บร้าวในใจเกินกว่าจะก้มหน้าหรือทำอะไรอย่างอื่นได้"

"ข้าพเจ้ากะพริบตาให้หยดน้ำตาที่คลอพร่าพรายนั้นหล่นลง แล้วภาพครูงามตาก็เด่นชัด มันทาบทับลงมาในหัวใจที่ลึกที่สุดพร้อมทั้งรสชาติของดินสีแดงที่แฉะเละอยู่ในปาก"

ครูอะไรใจร้ายเหลือ ใช้อำนาจลงโทษเด็กอย่างไร้เหตุผล ความสุขในห้องเรียนของดาวน้อยในชั้นประถมปีที่หนึ่งหดเหลือน้อยลง จนแทบจะไม่มี นี่คือการศึกษาประเทศของเรา การศึกษาที่ยังพัฒนาไปได้ยากเย็น โดยเฉพาะการศึกษาของคนธรรมดาและเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ การศึกษาควรจะมีขึ้นเพื่อยกระดับจิตใจมนุษย์ มุ่งพัฒนาตนพัฒนาสังคมให้ยั่งยืน ทว่าที่ยังเห็นๆอยู่ในทุกวันนี้ "คนสามัญ" ยิ่งผจญกับความยากลำบาก คนทั่วไปในเมืองใหญ่ และชนบท ยังต้องดิ้นรนเลือดตาแทบกระเด็นเพื่อยกระดับการกินดีอยู่ดี โดยมีคำว่า "ทุนนิยม" เป็นปลายดาบจี้อยู่ด้านหลัง

ดาวน้อยไม่ละความพยายามเอาใจครูด้วยการเช็ดทำความสะอาดโต๊ะ นำภาพดาราสาวมาติด ครูงามตาไม่รู้ว่าเป็นเด็กคนไหน แต่ครูไม่พอใจใช้ให้ฉีกออก เมื่อเธอเด็ดดอกไม้มาปักแจกัน ครูก็เอาไปโยนทิ้งถังขยะทั้งแจกัน มีอีกหลายๆเหตุการณ์ เช่น สมุดที่แม่เขียนชื่อด้วยลายมือไม่สวยบนหน้าปก การบ้านคัดเลขหลักร้อย ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุให้ดาวน้อยกับครูห่างไกลจากกันทุกวัน แต่วันนั้นเป็นต้นมาในชั้นประถมหนึ่ง เด็กหญิงเรียนดีกลายเป็นเด็กดื้อในสายตาครูประจำชั้น หัวใจดวงน้อยยิ่งดื้อรั้นต่อต้านและไม่เข้าใจ

เด็กอยู่ในห้องเรียนวันละหลายชั่วโมง หากในห้องเรียนไม่น่าเรียน การเรียนรู้คงไม่ประสบผลสำเร็จ เราจะวัดคุณค่าของการเรียนอย่างไร หากไม่ใช่จากการเรียนอย่างมีความสุขของเด็กทุกคน

นอกจากความทุกข์ของดาวน้อย ในห้องเรียนยังมีเพื่อนของเธออีกหลายคนที่ทุกข์โศกเกินวัย เช่น นายปิ่นโต ที่จริงเขาชื่อตามนักบุญว่าเปโตร แต่เพื่อนๆเรียก ปิ่นโต ถนัดปากมากกว่า ปิ่นโตมีพ่อเป็นคนตัดไม้ บางครั้งเขาต้องช่วยพ่อ บางครั้งก็ช่วยดูแลน้องๆ ปิ่นโตจึงขาดโรงเรียนบ่อย กันยาเด็กหญิงชาวลัวะ หนีกลับบ้านตอนพักเที่ยงเสมอเพราะต้องไปดูน้อง และเด็กหญิงอรทัยลูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้ แม้เธอจะมีความสุขสบายมากกว่าเด็กอีกหลายคนในโรงเรียน แต่ก็มีข่าวลือเรื่องของเธอว่าถูกกระทำมิดีมิร้าย เพื่อนๆล้อเลียนจนเธอต้องลาออกจากโรงเรียน

เมื่อขึ้นชั้น ป.3 ครูประจำชั้นเป็นผู้ชายชื่อครูวรวิทย์ ครูวาดภาพเก่งมาก ใจดีเมื่ออารมณ์ดี ใจร้ายเมื่อดื่มเหล้า ทั้งยังชอบหนีห้องเรียนไปนั่งดื่มอยู่เรื่อยๆ ในปีที่เรียนประถมสามนี้เอง ปิ่นโตเข้าป่าช่วยพ่อตัดไม้ ทำให้เขาติดเชื้อไข้มาลาเรียขึ้นสมองเสียชีวิต

"บางวันเห็นกันยานั่งเฉยๆกับโต๊ะตัวเดิม เอนตัวให้เก้าอี้ยกสองขาหลังรับน้ำหนักพลางโยกไปมา สายตาเหม่อมองไปข้างหน้า ไม่มีจุดหมาย"

"เราไม่ค่อยได้เห็นรอยยิ้มของกันยาบ่อยนัก ปกติเธอจะไม่ยิ้มและทำหน้าเหมือนคนแก่จนเพื่อนล้อว่าอีหน้าแก่"

"ความเลวร้ายในใจคนเรามาจากไหน เกิดจากสังคมและสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราหรือ แต่คงไม่ใช่ทั้งหมดหรอก ความชั่วร้ายในใจคนคงต้องมีมาแต่กำเนิด เหมือนกับที่เราอยากตัดหนวดแมวแล้วหัวเราะที่หน้าตามันตลก อยากเอาลังกระดาษครอบหัวหมา อยากเด็ดปีกแมลงปอแล้วดูมันคลานไปมา หรืออยากเด็ดใบไม้ใส่ในตูดตั๊กแตนแล้วดูมันเต้นไปข้างหน้าโดยมีใบไม้ติดท้ายตูด เราตลก แต่ไม่นานมันก็ตาย"

วัยเยาว์ซึ่งยากลำบาก ทำให้เด็กหม่นหมองและก้าวร้าว ยังมีอีกเหตุการณ์ใหญ่ที่ทำให้เห็นความละเลย ความไม่ยุติธรรมของผู้ใหญ่ที่ได้ชื่อว่าเป็นครูสอนเด็ก และทำให้แสนเศร้า นั่นคือ ดาวน้อยเป็นเด็กชอบวาดรูป เมื่อใครถามเธอบอกเสมอว่าโตขึ้นจะเป็นนักวาด

ดาวน้อยชอบวาดภาพ เธอหลงใหลภาพวาดบนหน้าปกหนังสือสำหรับเด็กเล่มหนึ่งอยู่ในตู้ที่ครูใส่กุญแจไว้ สร้อยแก้ว คำมาลา บรรยายว่า

"เธอเป็นนางฟ้าหรือเปล่า ข้าพเจ้าไม่แน่ใจเลย เธอมีปีกเหมือนนางฟ้า แต่ทำไมถึงมีหาง ข้าพเจ้าก้มตัวเอาหน้าแนบกระจก อยากมองเธอให้ใกล้ๆ ปีกของเธอสีน้ำเงินบางๆเหมืองปีกแมลงปอ เธอนั่งบนจันทร์เสี้ยวสีขาว มีสวิงไล่เก็บดวงดาวพาดไว้กับบ่า ในสวิงมีดวงดาวเล็กๆอยู่ดวงหนึ่ง เธอเป็นเด็กหญิงที่ไม่ได้สวมชุดนางฟ้าฟูฟ่อง แต่สวมกางเกงยาวถึงหัวเข่าและเสื้อแขนสั้นสีขาว เธอหน้าตาน่ารักมาก แต่ดูเศร้ายังไงไม่รู้"

นางฟ้าฟอน ดาวน้อยตั้งชื่อให้เด็กหญิงบนหน้าปกที่เธอเฝ้าเวียนชม วันหนึ่งหนังสือหายไปจากตู้

หลายวันต่อมาดาวน้อยพบหน้าปกหนังสือถูกทิ้งอยู่ในหลุมขยะ เธอเก็บหน้าปกเลอะเทอะขึ้นมาอย่างทะนุถนอม เช็ดจนสะอาดแล้วนำมาติดตรงหัวนอน หลังจากนั้นนำมาสอดไว้ในหนังสือภาษาไทย เมื่อไปโรงเรียนครูงามตาเห็นเข้าจึงเกิดเรื่องใหญ่ ตัดสินในทันทีว่าดาวน้อยเป็นคนขโมยหนังสือในตู้ โดยเอากุญแจมาจากพ่อซึ่งเป็นภารโรง

"คุณว่าฤดูกาลแห่งความหวังนั้นมีจริงไหม

บางที สิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์เราควรจะเป็นความหวัง"

แม้ว่า ลาก่อนนางฟ้าจะมากด้วยช่อดอกไม้ความเศร้าของเด็กหญิงดาวน้อย ทั้งในโรงเรียนและเรื่องที่เกิดขึ้นในบ้าน วันที่เธอก้าวร้าวกับพ่อและถูกพ่อไล่ตีทั่วโรงเรียนจนป่วยไข้ อีกครั้งถูกเพื่อนล้อเรื่องพ่อ เธอทะเลาะกับเพื่อนรุนแรง เมื่อพ่อรู้จึงตีเธอซ้ำ ดาวน้อยโกรธและน้อยใจจนถึงขั้นด่าทอพ่อ พ่อยิ่งโมโหหนัก

หัวใจร้าวรานของเด็กน้อย ผลักไสให้เธอกล้าเกินวัย ตัดสินใจหนีออกจากบ้านเดินไปบนถนนโดดเดี่ยวลำพัง ไม่กลัวความมืด และอาศัยดวงจันทร์เป็นเพื่อน ดาวน้อยมุ่งอยู่ในใจว่าจะเดินไปหายายที่เชียงใหม่ซึ่งไกลจากจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่เธออยู่มาก และบังเอิญเธอได้พบกับคนใจดี

ลาก่อนนางฟ้า ยังมีเรื่องราวความรักของพี่น้อง ความสุขในครอบครัว ความรักของเพื่อน ครูน่ารัก

ฉันหยิบเฉพาะเรื่องเศร้าของดาวน้อยและเพื่อนมาเขียนถึง หวังว่าความเศร้าโศกจะกลายเป็นบทเรียนสำหรับผู้ใหญ่ เพื่อจะได้ช่วยกันทะนุถนอมวัยเยาว์อันงดงามไว้ให้เด็กๆ อนาคตของชาติอยู่ในกำมือเด็กก็จริงอยู่ แต่หากขาดผู้ใหญ่ที่ส่งทอดคุณค่าความงามความดี โลกก็อาจกลับกลายเป็นทะเลทรายร้อนแล้ง