สุดท้ายปลายฝัน...กว่า 6,000 กิโลเมตร ในบรรยากาศ Autumn Leaves ณ ขอบโลกใต้

เที่ยวต่างแดน

ตอนที่ 3
ผู้คนที่ไปเที่ยว New Zealand และเลือกการขับรถเที่ยว เกือบทั้งหมดจะทำอาหารกินเองทุกมื้อ หรือสลับกับการซื้ออาหารสำเร็จรูป หรือกินอาหารที่ร้าน เราเองเลือกวิธีหลัง คือทำอาหารกินสลับซื้ออาหารสำเร็จรูป การทำอาหารกินเอง...เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการขับรถเที่ยวใน New Zealand เพราะหาร้านอาหารได้ไม่ง่ายนัก บางเมืองไม่มีร้านอาหารสักร้าน มีเพียงพวกพายและแซนด์วิชที่ขายในร้านค้าหรือที่ปั๊มน้ำมัน การทำอาหารกินเองจึงเหมาะอย่างยิ่งกับเราที่นิยมชมชอบการท่องชนบท การได้นั่งปิกนิกกินอาหารกลางวันใต้ร่มไม้ใหญ่ในสวนสาธารณะ หรือริมทะเลสาบสีสวย เป็นความสุขที่หาได้ง่ายๆ ที่ New Zealand
เมื่อเราเลือกวิธีการทำอาหารกินเอง เราจึงนำข้าวสาร เครื่องปรุงซอง อาหารกึ่งสำเร็จรูป มีโจ๊กซอง และมาม่าไป สำหรับเนื้อสัตว์ ผักสด ไข่ไก่ ไปซื้อที่โน่น ส่วนใหญ่จะซื้อในห้างสรรพสินค้าใหญ่เมื่อผ่านเมืองใหญ่ บางเมืองมีทั้งห้างสรรพสินค้า Pack & Save , Countdown และ New Worldแต่หากเป็นเมืองเล็กจะมีเฉพาะร้าน Four Square ขายของหลากหลายคล้ายๆ 7-Eleven ของไทย แต่จะมีพวกเนื้อสัตว์เป็น Pack วางขายอยู่ด้วย แต่ราคาสินค้าที่ร้าน Four Square จะสูงกว่า Pack & Save , Countdown และ New World นิดหน่อย การซื้อของที่เมืองเล็ก ต้องระวังเรื่องการปิด-เปิดร้านให้ดี เพราะร้านค้าที่ New Zealand โดยเฉพาะร้าน Four Square ปิด-เปิดไม่เท่ากันในแต่ละเมือง ที่เมือง Akarua ร้านปิด 18.00 น. บางเมืองปิดเวลา 19.30 น. และบางเมืองแต่ละวันปิด-เปิดไม่เท่ากัน เช่น จันทร์-ศุกร์-อาทิตย์ ปิด-เปิดเวลาหนึ่ง เสาร์ปิด-เปิดอีกเวลาหนึ่ง และที่สำคัญคือหากอยู่ในเมืองชนบทเล็กๆ ควร Shopping อาหารสดก่อนห้าโมงเย็นเป็นปลอดภัย มิฉะนั้น วันนั้นอาจต้องกินมาม่า หรือข้าวคลุกน้ำพริก
ห้างสรรพสินค้า Pack & Save ราคาสินค้าจะถูกกว่า Countdown และ New World นิดหน่อยPack & Saveมีสินค้าวางขายเป็น Pack คล้ายในแม็คโครที่ประเทศไทยของเรา ไม่มีถุงใส่สินค้า ใครต้องการถุง มีจำหน่ายให้ แต่เราไม่ได้ถามราคา เพราะเราใส่ของในรถเข็นไปใส่ในรถเราเลย แม่บ้านชาวกีวีทั้งหลายที่ไม่มีรถยนต์ต้องเตรียมถุงใส่ของมาเอง ส่วนที่ Countdown และ New World มีถุงให้ก่อนจะช็อปปิ้งในแต่ละครั้ง เราจะเดินสำรวจก่อนว่ามีสินค้าใดลดราคาบ้าง สอดคล้องกับความต้องการของเราหรือไม่ เพราะของเขา...ลด...คือ...ลดจริง โดยเฉพาะ เนื้อสัตว์ ผักสด ผลไม้สินค้าที่ลดราคาส่วนใหญ่จะใกล้ถึงวันหมดอายุ เราได้ดื่มน้ำส้มสดลิตรละ 50 บาทกว่าๆ เกือบทุกวัน แต่เราไม่ซื้อตุน ซื้อแค่ทำอาหารวันต่อวัน จึงไม่มีปัญหากับสินค้าอาหารที่ลดราคาเหล่านี้ ขอยกตัวอย่างอาหารชวนช็อป...
Apple : ไป New Zealand ทั้งที่ไม่ได้ชิม Apple New Zealand ของแท้จะเสียดาย...ขอบอกApple ลูกเล็ก กลม สีส้มปนแดง เนื้อแน่น ทั้งเปรี้ยวหวานแหลม ทั้งสด ทั้งกรอบ
Kiwi : New Zealand สมเป็นดินแดนแห่งกีวี ทั้งนกกีวี และผลกีวี ผลกีวีมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า Chinese Gooseberry เป็นผลไม้ประจำชาติ New Zealand เพราะมีรูปร่างคล้ายนกกีวี ผลกีวีที่เห็นวางขายในห้างสรรพสินค้า และร้านค้าทั่วไป มี 2 ชนิด คือ กีวีเขียว และกีวีสีทอง เราลองซื้อชิมทั้งสองชนิด กีวีสีทองราคาสูงกว่ากีวีเขียวเยอะเหมือนกัน แต่รสชาติจะหวาน หอมละมุนละไมกว่ากีวีเขียวที่รสชาติออกเปรี้ยว
องุ่น : เป็นผลไม้อีกชนิดที่ควรลิ้มลอง เพราะของเขาทั้งหวาน สด กรอบ เปลือกบาง อร่อยทั้งองุ่นเขียว และองุ่นแดง ทั้งมีเมล็ด และไร้เมล็ด สนนราคาพอๆกับราคาองุ่นนำเข้าในบ้านเรา แต่...อร่อยกว่าเยอะ...
แตงโม สับปะรด กล้วยหอม : นำเข้าจากฟิลิปปินส์ ราคาค่อนข้างสูง และหน้าตาสู้ผลไม้ของไทยไม่ได้ ส่วนผลไม้อื่นไม่ได้ลอง และไม่ได้สำรวจราคา
ผักสด : ราคาไม่แพง สามารถเลือกซื้อได้ตามใจชอบ ส่วนใหญ่เราซื้อพวกบร็อคโคลี่ กะหล่ำปลี เพราะเก็บได้หลายวัน ทำอาหารได้หลากหลาย ที่ชอบใจเป็นพิเศษคือพริกหวานหลากสี บรรจุในถุงยาว 4 ผล 4 สี สีสดสวยได้ใจจนอดใจซื้อไม่ได้ แม้ราคาจะสูงไปนิด
เนื้อสัตว์ : นักเดินทางรุ่นพี่ในพันทิป แนะนำไว้ว่าไป New Zealand ทั้งที ต้องกินเนื้อวัวให้ได้ เพราะของเขาทั้งดังและดีระดับโลกทีเดียว เป็นสุดยอดของเนื้อวัวที่โตตามธรรมชาติ New Zealand ส่งเนื้อวัวออกไปยุโรปและอเมริกา รวมทั้งตะวันออกกลางและเอเชีย เมื่อเราชิมแล้วต้องยกแม่โป้งทั้งสองมือทีเดียว ทั้งนุ่ม ทั้งอร่อย มีทั้งเนื้อวัวส่วนที่เรียกว่า "Beef" หรือเนื้อสัน และ "Mince" หรือเนื้อบด เราซื้อครั้งหนึ่งในปริมาณพอสมควร แล้วทอด และรวนเก็บไว้ประกอบอาหารมื้อต่อไป เนื่องจากบางวันไม่ผ่านเมืองใหญ่เลย จึงไม่มีร้านค้าจ่ายอาหารสด บางครั้งโอกาสเหมาะๆ เราเจอ เนื้อสัน เนื้อบด แฮม เบคอนลดราคา เราก็ซื้อมารวนใส่กล่องเก็บไว้ปรุงอาหารมื้อถัดไป เนื่องจากช่วงเราไปเที่ยวอุณหภูมิค่อนข้างต่ำและไม่ได้เปิดฮีทเตอร์ในรถ อาหารจึงไม่เสีย ไม่ว่าเนื้อ หรือผัก ผลไม้
หอยแมลงภู่ New Zealand : อร่อยและสดเป็นที่หนึ่ง ตัวโตได้ใจ เราซื้อหอยแมลงภู่ ครั้งละ 12 ตัว ราคาประมาณ 60-70 บาท นึ่งให้สุกแล้วทานกับน้ำจิ้มซีฟู้ดที่เรานำไปจากไทย...อร่อยอย่าบอกใครเชียว
ปลาแซลมอน : ชิ้นเล็กขนาด 2 คน รับประทานชิ้นละ 100 กว่าบาท อร่อยและสด ทำอาหารหลายอย่าง ทั้งทอด ย่าง ทำข้าวผัด
น้ำอัดลม : ราคาค่อนข้างสูง Pepsi Cola ขวดขนาด 10.5 ลิตร ที่ประเทศไทย ขายขวดละ 26 บาท แต่ ที่ New Zealand ราคาขวดละ 100 กว่าบาท น้ำเปล่าราคาสูงเช่นกัน ขวดละประมาณ 60 บาท ซื้อน้ำส้มคั้นที่ราคาถูกกว่าน้ำเปล่าและน้ำอัดลม ดื่มทุกวัน
Fish & Ships : ปลา และมันทอด อาหารสุดฮิตของชาว New Zealand ชุดหนึ่ง 200 กว่าบาท เราเคยลองทานครั้งหนึ่งตามคำแนะนำว่าไป New Zealand ทั้งทีต้องลองชิม แต่เราไม่ชอบ เลยกินแค่ครั้งเดียว
Meat Pie : หาซื้อได้จากเบเกอรี่และปั๊มน้ำมัน มีทั้งพายเนื้อวัว เนื้อหมู ไก่ แกะ หอย ราคาตั้งแต่ 4-8 NZd. เราใช้บริการ Meat Pie หลายครั้ง โดยเฉพาะพายเนื้อ ทั้งที่เป็น "Beef" และ "Mince" หรือเนื้อบด รวมทั้งได้ไปแวะลิ้มรส Meat Pie เจ้าดังที่เมือง Springfield ที่อร่อยสมคำร่ำลือ แต่ที่อร่อยกว่านั้นคือ...Bacon &Egg Wedge
Chocolate : Chocolateอร่อย เนื่องจากเป็นประเทศที่มีการเลี้ยงวัวอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ผลิตภัณฑ์จากวัว ทั้งเนื้อ นม เนย และเนยแข็ง จึงมีมากและคุณภาพดี เทียบเท่าผลิตภัณฑ์จากสวิตเซอร์แลนด์ ทีเดียว
Ice-Cream : เป็นที่ชื่นชอบของชาว New Zealand เห็นได้จากตู้ Ice-Cream ที่มีวางขายกันทั่วไป ทุกร้านสะดวกซื้อ แต่ราคาสูงกว่าประเทศไทยเยอะ อย่าง Ice-Cream ยี่ห้อ Magnum ที่เมืองไทยขายแท่งละ 40 บาท ที่โน่นขาย แท่งละ 3.79 NZd. ส่วน Ice-Cream ยอดนิยม คือรส Hokey Pokey รสวานิลลาผสมน้ำผึ้งเป็นเม็ดกรุบกรอบอยู่ในเนื้อ Ice-Cream แต่เราหาไม่เจอ เลยซื้อช็อกโกเลตรส Hokey Pokey มากินแทน ได้อารมณ์ Hokey Pokey เหมือนกันแฮะ มีรสวานิลลาผสมน้ำผึ้งเป็นเม็ดกรุบกรอบอยู่ในเนื้อช็อกโกเลต
กาแฟ : เนสกาแฟ Classic ซองขนาด 100 กรัม ราคา 10.49 NZd. ส่วนกาแฟของ New Zealand เช่น International Roast ราคา 6.79 Nzd. Greg's Red Ribbon Roast ราคา 9.49 NZd. ส่วนกาแฟแบบ Three in One ไม่ค่อยเห็นมีวางขาย คาดว่าคงไม่เป็นที่นิยม
 
สิบสี่ชั่วโมงบน เรือ Ferry ยักษ์
ตอนเช่ารถกับบริษัท Apex เราซื้อ Package เช่ารถทั้งเกาะเหนือและเกาะใต้ Apex แถมตั๋วเรือ Ferry สำหรับรถให้ด้วย แต่ผู้เช่าต้องระบุวันที่ที่จะข้ามเรือไว้ในสัญญาเช่ารถด้วย Apex เลือกให้เราลงเรือรอบเช้า คือรอบ 08.15 น. พร้อมมีเอกสาร Travel Voucher and Itinerary จาก Wellington - Picton เดินทางโดยเรือ ชื่อKaitaki ระบุชื่อผู้โดยสาร พร้อมตั๋วผู้โดยสารที่เราซื้อเพิ่มจากApex วันที่ / เวลาที่เรือออกจากท่าเรือฝั่ง Wellington และเวลาถึงปลายทางที่ท่าเรือ Pictonและเวลาที่เราต้องมาทำ Final Check-In
เราออกจากที่พักที่ Moana Lodge แต่เช้ามืดในเวลา 06.30 น. ซึ่งท้องฟ้าเหนือเมือง Plimmerton ยังมืดอยู่ ฟ้าครึ้มฝน มีละอองฝนเล็กน้อยขณะเราขนของขึ้นรถ เมื่อวานนี้ตอนมาถึงเมือง Plimmerton เราลองซ้อมขับรถจากที่พัก Moana Lodge ไปที่ท่าเรือ Interislander ที่ Wellington แล้วรอบหนึ่ง เพราะไม่วางใจในเส้นทางและสภาพอากาศของ Wellingtonเผื่อตอนเช้าฟ้ามืดฝนตก หมอกลง หรืออากาศปิด อาจทำให้การเห็นป้ายบอกทางไม่ชัดเจน เดี๋ยวจะตกเรือ ซ้อมไว้ก่อนเอาชัวร์ดีกว่า เราจับเวลาการขับรถจากที่พัก ใช้เวลาประมาณ 25 นาที สังเกตไว้ว่าผ่านจุดสำคัญอะไรบ้าง ผ่านแยกไฟแดงกี่จุด เลี้ยวซ้ายขวากี่ครั้ง แล้วได้เรื่องจริงๆเพราะทางเข้าท่าเรือInterislander ต้องขับผ่านสะพานคร่อมถนนด้านล่าง พอลงสะพานปุ๊บ เลี้ยวขวาตัดข้ามถนนเข้าท่าเรือ Interislander ทันที ตอนซ้อมเที่ยวแรกเราไม่เชื่อป้ายว่าต้องลงเลี้ยวขวาแรก คิดว่าต้องเลยไปยูเทิร์นไฟแดงหน้า ปรากฏว่าหลง...ต้องขับรถย้อนกลับมา
ฉะนั้น...ในวันเดินทางจริง เราจึงไม่พลาด และมาถึงท่าเรือInterislanderได้จอดเข้าคิวเตรียมลงเรือในแถวที่ 5 เป็นคันที่ 5 แล้วจอดรอเวลาที่เขาเปิดทางให้ขับรถลงเรือ การข้ามเรือคล้ายๆการ Check-In เครื่องบินเหมือนกัน คือเรือออกเวลา 08.10 น. เราต้องมาถึงท่าเรือ และทำการ Check-In ก่อนเวลา 07.10 น. ก่อนเรือออกจากท่าเรือ 1 ชั่วโมง ที่ท่าเรือInterislander มี Therminal สำหรับเช็คตั๋ว ร้านกาแฟ Internet ที่นั่งพักผ่อน แต่เราเลือกนั่งรอที่รถ ดูโน่นดูนี่ ถ่ายรูป ชมวิวท่าเรือ มีนกนางนวลบินโต้ลมหนาวอยู่ 5-6 ตัว ลมที่ท่าเรือแรงมาก จนเราต้องหลบมานั่งกินแซนด์วิชและกาแฟที่เตรียมไปจาก Moana Lodge ในรถ
ไม่นานเจ้าหน้าที่ของ Interislander ก็เริ่มให้สัญญาณให้รถเคลื่อนที่ โดยเริ่มจากแถวรถบรรทุกหนักก่อน รถแต่ละชนิดจะเข้าแถวต่างกัน แถวแรกเป็นแถว 5 อยู่ติดทะเล เป็นพวกรถเก๋ง แถวถัดไปเป็นพวกรถบ้าน รถตู้ แถวในสุดเป็นพวกรถบรรทุกใหญ่ การจอดรถบนเรือจะมีเจ้าหน้าที่คอยโบกรถเป็นช่วงๆ และจัดที่จอดรถให้อย่างเป็นระเบียบ เราจอดรถเสร็จเตรียมของจำเป็นที่จะต้องใช้ระหว่างอยู่บนเรืออีกถึง 3 ชั่วโมงครึ่ง ล็อครถเดินตามผู้โดยสารคนอื่นๆไปชั้นบนบนเรือ Kaitaki แบ่งเป็น 10 ชั้น หรือ 10 Deck เริ่มจาก Deck 2 : เป็นมุมเด็กเล่น โรงภาพยนตร์ ห้องน้ำ Deck 3 : เป็นที่จอดรถ Deck 7 : ร้านกาแฟ มุมครอบครัว Deck 8 : เป็น Food Court / Lounge Atrium และ Private Lounge , Deck 10 : เป็น Sun Deck หรือดาดฟ้าสำหรับชมทิวทัศน์ ส่วนชั้นอื่นๆนอกจากนี้ไม่ได้ระบุไว้ คาดว่าน่าจะเป็นพื้นที่ส่วนตัวของเรือที่ไม่ได้อนุญาตให้ผู้โดยสารเข้า
ภายในเรือยักษ์ Kaitakiมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเหมือนเรือสำราญ เพียงแค่ไม่มีห้องพักค้าง มีทั้ง บาร์ มุมกาแฟ มุมเครื่องเล่นสำหรับเด็ก ร้านขายของที่ระลึก ร้านหนังสือ I-Site
ในห้องนั่งเล่นมีเก้าอี้นุ่มอบอุ่นสบาย ปรับเอนนอนสำหรับพักผ่อนตลอด 3 ชั่วโมงครึ่งของการเดินทางระยะทาง 92 กิโลเมตร จากท่าเรือเมือง Wellington ถึงท่าเรือเมือง Pictonบางคนเลือกที่จะขึ้นไปรับแดดอุ่นและสายลมเย็นเยือกบนดาดฟ้า ชมทิวทัศน์ท้องทะเลทาสมานที่กว้างไกล ในวันที่อากาศสดใส วันนี้หลังจากเรือแล่นออกจากท่าที่ Wellington อากาศเริ่มเปิด และมีแดด เราชมคลื่นบนดาดฟ้าได้ไม่นาน สู้ไม่ไหว เพราะลมที่พัดแรงและสายลมหนาวเย็นเยือกทั้งที่แดดแรง ลงมาชั้นล่างสำรวจโน่น นี่ นั่น เห็นคนเข้าคิวซื้ออาหารเช้า ลอง Breakfast บนเรือสักครั้งในชีวิต...ทั้งที่ตอนเช้าระหว่างรอเรือออก กินแซนด์วิชรองท้องไปแล้ว อาหารเช้าชุดที่เราเลือก มี ไข่คนคล้ายไข่เจียวแต่เละกว่า แฮม 2 ชิ้น ไส้กรอก 2 ชิ้น มันบดทอด 1 ชิ้น ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น ไม่มีกาแฟ ขายชุดละ 400 กว่าบาท กาแฟขายแยกต่างหาก แก้วละเกือบ 100 บาท (4.5 NZd)
อิ่มแล้วเราไปหาที่นั่งรอเวลาเรือเทียบท่า เราวางแผนว่าเมื่อเรือเทียบท่าประมาณ 11.40 น. เราจะขับรถต่อไปที่เมือง Havelock เพื่อชิมหอยแมลงภู่เปลือกเขียวที่เลื่องชื่อของนิวซีแลนด์ ก่อนเดินทางต่อเพื่อไปพักค้างที่เมือง Kaikoura ระหว่างนั่งรอเรือเทียบท่า มีเด็กชายชาวนิวซีแลนด์หน้าตาหน้าเอ็นดูมาชวนเราคุย บอกว่าชื่อ Locklane (ไม่แน่ใจว่าสะกดถูกหรือไม่) คุยโน่นคุยนี่พอเพลินๆ Locklane อายุ 4 ขวบ มีน้องสาวมาด้วยอายุ 2 ขวบ พอถามเจ้าหนูว่าเราอายุเท่าไหร่ เจ้าหนูมองอย่างพิจารณาแล้วบอก 6 ขวบ??? แต่พอชวนมาเที่ยวเมืองไทย เจ้าหนู Locklane ส่ายหัวดิกไม่ยอมไปด้วย บอกแต่ว่าจะไป Pictonเราสอนให้เจ้าหนูถ่ายรูปให้เราด้วย เราบ๊ายบายเจ้าหนู Locklane เมื่อทางเรือประกาศให้ผู้โดยสารเตรียมตัว
เรือเฟอร์รี่ Kaitaki เดินทางถึงท่าเรือเมือง Picton ตรงตามเวลา ทุกคนกระวีกระวาดมาเข้าคิวรอตรงประตูทางออก คนมีรถเตรียมตัวไปออกรถ แต่มาเริ่มเอะใจ เอ๊ะ!! ทำไมเจ้าหน้าที่บนเรือมีทีท่าแปลกๆ ไม่ยอมเปิดประตูเสียที รออยู่เกือบครึ่งชั่วโมงชักมีเสียงอื้ออึง คือเสียงบ่นสอบถามกันของฝรั่ง เราก็...งง แต่ฟังไม่รู้เรื่อง และเริ่มเมื่อย ฝรั่งบางคนแตกแถวกลับไปนั่งรอสักพัก มีเจ้าหน้าที่เรือซึ่งเราขนานนามเขาว่า "Elvis" เพราะเขาไว้ผมทรงเอลวิส นักร้องดังในอดีตนั่นเองมาประกาศผ่านโทรโข่งว่า...ต้องขออภัยผู้โดยสาร ขณะนี้เรือมีปัญหาเล็กน้อยยังไม่อาจเข้าเทียบท่าได้ เพราะลมแรงมาก เราหันไปดูที่หน้าต่างเรือ ฟ้าสว่างสดใสเจิดจ้า ฟ้าเป็นฟ้า เมฆเป็นปุยขาวลอยเอื่อยเมือง Picton อยู่ข้างหน้า เราเห็นแค่เอื้อมลมดูปกติ คลื่นไม่สูง เรือไม่โคลง พายุลมแรงตรงไหน? หลังจากนั้นเรามาอ่านข่าวย้อนหลังถึงรู้ว่า Interislander เสียหายหนักจากปัญหาลมแรงในวันนั้น เรายังมองโลกในแง่ดี...คิดบวกว่า...สักพักเรือคงเทียบท่าได้ คงเสียเวลาไม่นานหรอก ฝนไม่ตก ฟ้าแจ่มใสออกอย่างนี้ อีกราวครึ่งชั่วโมง "Elvis" มาประกาศใหม่...ขอแสดงความเสียใจ และขอโทษผู้โดยสาร ขณะนี้เรือยังไม่อาจเข้าเทียบท่าได้เพราะลมแรงมากอยู่ ผู้คนเริ่มฮือฮาและแตกแถวไปนั่งรอจนไม่เหลือคนยืนรอ มีเพียงกลุ่มหนึ่งล้อมสอบถามข้อมูลจาก "Elvis" สักพัก "Elvis" กลับมาประกาศใหม่...ต้องขออภัยเรือเทียบท่าที่ Picton ไม่ได้เพราะลมยังแรงมาก ต้องเปลี่ยนไปเทียบท่าที่เมือง Christchurch แทน เราคิด...เออ...ไม่เป็นไร ปรับโปรแกรมใหม่ ไม่ไปกินหอยแมลงภู่ที่ Havelock แล้ว พอถึง Christchurch แล้วค่อยขับรถย้อนขึ้นไปเที่ยว Kaikouraก็ได้
เรือยักษ์ Kaitaki เบนหัวเรือจากท่าเรือ Picton ไปสู่ท่าเรือ Christchurch แล่นไปเรื่อยๆบนผิวน้ำราบเรียบ น้ำทะเลดูปกติ คลื่นลมดูปกติ ไม่มีเค้าพายุ ท้องฟ้ายังโปร่งอยู่ พอถึงท่าเรือ Christchurch ทุกคนลุกพึ่บพั่บ เนื่องจากเสียเวลากับเจ้าเรือยักษ์มากว่า 6 ชั่วโมงแล้ว คำถามมาอีกแล้ว...ทำไมประตูเรือไม่เปิด??? สักครู่ "Elvis" เจ้าเก่า ถือโทรโข่งมาอีกแล้ว ชักทะแม่งอีกละสิ ประกาศเสียงดังอ้าวๆอีก 2-3 ครั้ง...ขอแสดงความเสียใจและขอโทษ เรายังประสบปัญหาเดิม คือลมแรงมาก เรือยังเข้าเทียบท่าไม่ได้
จนสุดท้าย...มีเสียงประกาศจากกัปตันเรือ อีก 2-3 ครั้ง ยาวเหยียดจับใจความไม่ได้ แต่ทุกครั้งจะลงท้ายด้วยคำว่า...ขอแสดงความเสียใจ และขอโทษผู้โดยสาร และตามด้วย... "Free Hot Coffee and Hot Chocolate" ที่ปกติขายในเรือแก้วละ 3.5 Nzd. ผู้โดยสารทั้งชายหญิงเข้าคิวรอรับของฟรีคลายเครียด เรือยังคงเทียบท่าไม่ได้ ทั้งที่เมือง Christchurch กระจ่างชัดอยู่เบื้องหน้าจนมีประกาศครั้งสุดท้ายจากกัปตัน...ว่า...เรือต้องกลับ Wellington และให้ผู้โดยสารไป Refund เงินคืน หรือ Rebook ตั๋วเพื่อเดินทางใหม่ในวันพรุ่งนี้หรือวันต่อไปที่เรือสามารถออกจากท่าได้ จากนั้นเจ้ายักษ์ใหญ่ก็ลอยโทงเทงเท้งเต้งกลางทะเลใหญ่อีกหลายชั่วโมง เราเพิ่งรู้สาเหตุที่เจ้าเรือยักษ์ Kaitaki ไม่สามารถเทียบท่าเรือเกาะเหนือได้ตอนนี้เอง คลื่นในทะเลสูงมาก ลมแรงจนเรือยักษ์ Kaitaki ซึ่งมีขนาดใหญ่เท่าเรือเดินสมุทรโคลงเคลงจนเดินไม่ได้ เด็กๆที่วิ่งเล่นสนุกสนานเมื่อครู่หายไปหมด รวมทั้งเจ้าหนู Locklane
ลูกเรือเริ่มแจกอาหารว่าง น้ำแข็ง และถุงกระดาษสำหรับผู้มีอาการ Sea Sick Motion (เมาเรือ) เราเพิ่งรู้ตอนนี้เองว่า...น้ำแข็งช่วยแก้อาการเมาเรือได้ บางคนใช้การอม บางคนใส่ถุงโปะประคบศีรษะ บ้างนำมาใช้ลูบหน้าลูบตัว ผู้โดยสารเริ่มนั่งคุยปรับทุกข์กันว่าเกิดอะไรขึ้น ท้องฟ้าและท้องทะเลแปรเปลี่ยนเหมือนทะเลคลั่งอย่างรวดเร็วในเวลาไม่นานนัก ท้องฟ้าที่แจ่มใส แดดจ้า มืดมิดราวยามค่ำ คลื่นสูงมาก ลมแรงปะทะลำเรือจนรู้สึกได้ เราลองไปคุยสอบถามข้อมูลจาก "Elvis" ว่าพรุ่งนี้เราจะเดินทางไปเกาะใต้ได้หรือไม่? และออกได้สักกี่โมง?... "Elvis" ตอบสั้นๆว่า "I Don't Know" เราเองก็เจออาการ Sea Sick Motion อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น
เราได้พูดคุยกับฝรั่งนิวซีแลนด์สูงอายุสองสามีภรรยา บอกว่าไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนเหมือนกัน พร้อมให้ข้อคิดกับเราว่า...เหตุการณ์ในวันนี้ให้ถือเป็นประสบการณ์ของชีวิต อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเลวร้าย และให้คำแนะนำเราว่า...ไม่ควรขับรถตอนกลางคืน เพราะเป็นเรื่องที่อันตรายมาก...อาจเป็นเพราะภูมิอากาศที่นิวซีแลนด์แปรเปลี่ยนได้ตลอด แต่ทำอย่างไรได้ เรามาเที่ยวนิวซีแลนด์ในฤดูกาลนี้...ยามเช้ากว่าฟ้าจะสว่างเกือบเก้าโมง ตอนเย็นแค่ห้าโมงเริ่มมืดแล้ว เราจึงมีเวลาน้อย...เราได้แต่รับฟังคำเตือนและพยายามจะไม่ขับรถกลางคืนหากไม่จำเป็น ครอบครัวชาวอินเดียง่วนกับการโทรศัพท์เปลี่ยนเที่ยวบิน เพราะอย่างไรวันนี้ไปเกาะใต้ไม่ได้แน่นอน และสาวอินเดียช่วยเตือนเรารีบไปขึ้นรถ ตอนเขาประกาศเมื่อถึง Wellingtonเพราะช่วงหลังเราเซ็งกับการประกาศจากทางเรือแล้ว เพราะพ่อ "Elvis" ประกาศทีไร ไม่มีเรื่องดีสักที แล้วเราก็ง่วงและเพลียกับการเดินทางวันนี้มาก เจ้าเรือยักษ์ Kaitaki เทียบท่าเมือง Wellington ประมาณ 18.00 น. สรุปรวมเราอยู่บนเรือFerry ข้ามฟากนานถึง 10 ชั่วโมง
ขณะนั้นท้องฟ้าเหนือเมือง Wellington มืดสนิทแล้ว เราไปทำการ Rebook ที่ Terminal ท่าเรือ Interislander Apex ออกให้ มาทำการ Rebook ใหม่วันพรุ่งนี้ แต่เรือจะออกได้หรือไม่ และออกได้เวลาใดต้องมาดูใหม่พรุ่งนี้ เราเห็นป้ายแจ้ง Cancel เที่ยวเรือหลังจากเที่ยวเรือที่เราออกไปตอน 08.10 น. ทุกเที่ยวเรือ ส่วนเที่ยวเรือวันพรุ่งนี้ รอบ 08.10 น. ขึ้นป้าย Delayผู้โดยสารที่ตกค้างนั่ง-นอนรอเรือเที่ยวต่อไปเต็ม Terminal ทั้งบนเก้าอี้และที่พื้น จนแทบไม่มีทางเดิน อย่างไรก็ตามพรุ่งนี้เราต้องมา Check-In แต่เช้า เราไม่อยากเสียเวลาที่ Wellington อีกแล้ว ฝรั่งอาวุโสที่คุยกันบนเรือบอกเราว่า...ปกติอากาศแปรปรวนแบบนี้ เรืออาจออกไม่ได้อีกวันหรือสองวัน ต้องรอดูสภาพภูมิอากาศก่อน แสดงว่าคนที่นั่นเขาเคยชินกับการที่เรือออกจากฝั่งไม่ได้หรือการดีเลย์เที่ยวเรือ แต่ยังไม่เคยเจอกับสภาพเรือที่ออกไปจนถึงเกาะใต้แล้วต้องแล่นย้อนกลับมาเกาะเหนือ
เมื่อเราอ่านข่าวย้อนหลังเกี่ยวกับพายุในวันนั้น ถึงได้รับรู้ถึงความเสียหายที่ Interislander ได้รับจากการที่ต้องติดเครื่องเรือลำยักษ์รอคอยเข้าเทียบท่าเรือหลายชั่วโมง และยังต้องนำผู้โดยสารกลุ่มเดิมเดินทางกลับ รวมทั้งค่าอาหารที่ต้องบริการฟรีทั้งบนเรือ และที่ Terminal ในตอนเช้าของวันถัดไป เราภาวนา...ขอให้วันพรุ่งนี้ท้องฟ้าเปิด คลื่นลมสงบ อากาศหายแปรปรวน...และตัดสินใจกลับไปหา Mr.Danny ที่ Moana Lodge เมือง Plimmerton โดยแวะซื้อเสบียงอาหารสดชุดใหญ่จากห้าง New World ที่ตั้งอยู่ก่อนถึงเมือง Plimmerton วันนี้เราจะทอดไส้กรอกและสารพัดแฮมกินเป็นอาหารเย็น หลังจากอุดอู้กลางทะเลกว่า 10 ชั่วโมง
Mr.Danny ต้อนรับเราอย่างอบอุ่นและแสดงความเห็นใจเรา พร้อมเสนอให้เราพักห้องเดิมที่บรรยากาศสุดแสนโรแมนติคที่ยังว่างอยู่ แต่คืนนี้เราไม่ต้องการบรรยากาศ ประกอบกับคืนนี้ห้องชั้นล่างเดิมที่เราพักซึ่งติดกับห้อง Lobby มีฝรั่งนักดื่มนักสังสรรค์อยู่หลายคน เสียงเฮฮาไม่เบา เราจึงขอห้องพักชั้นบนที่เป็นห้องธรรมดา ที่ราคาถูกกว่าห้องเมื่อคืน 10 Nzd. Mr.Danny ก็ O.K. จัดห้องพักชั้นบน ซึ่งปกติ ราคา 96 Nzd. เท่าห้องเดิมที่เราพักเมื่อคืนให้ โดยคิดในราคา 86 NZd. ** Mr.Danny แห่ง Moana Lodge เมือง Plimmerton
วันรุ่งขึ้น...เราออกจาก Moana Lodgeเช้ากว่าเมื่อวานนี้ เพราะกลัวตกเรือ เนื่องจากเล็งเห็นว่าเรือเที่ยวเช้ามีผู้คนตกค้างจากเมื่อวานนี้หลายเที่ยว เราทำการ Rebook ที่ Terminal ท่าเรือInterislander แล้วนำรถไปจอดรอคิวที่ท่าเรือ จากนั้นเดินฝ่าลมหนาวและสายฝนไปรอเวลาเรือออกที่ Terminal เพราะตอนนี้เพิ่งหกโมงกว่า และเวลาที่เรือเที่ยวแรกของวันนี้จะออกโดยประมาณ คือ เวลา 10.30 น. และยังไม่ Confirm ว่าจะออกได้หรือไม่ เราไปเข้าแถวรอรับ "Free Hot Coffee and Hot Chocolate" ผู้โดยสารตกค้างทั้งชาย หญิง เด็ก คนชรา หนุ่มสาวนั่งๆ นอนๆ ระเกะระกะเต็ม Terminal ไปเลย...
พอใกล้เวลาเรือออก เราเดินไปรอที่รถ เขาเริ่มปล่อยแถวจากรถบรรทุกใหญ่เช่นเคย ตามด้วยรถตู้และรถบ้าน สุดท้ายเป็นแถวรถเก๋ง คราวนี้เราไม่รอช้า จอดรถเสร็จรีบเข้าไปจับจองที่นั่งที่มีเก้าอี้ปรับเอนนอน ไม่เดินซุกซนเหมือนวันแรก หลับๆตื่นๆรอเวลาเรือเทียบท่า วันนี้เราเจอพายุคลื่นลมแรงอีกแล้ว ตอนเรืออยู่กลางทะเล เรือโคลงเคลง คลื่นสูงมาก ดูน่ากลัว เราพยายามหลับตาไม่รับรู้สภาพอากาศ ลูกเรือเริ่มแจกน้ำแข็ง เสียงแก้วน้ำบนเคาน์เตอร์ Coffee Shop ร่วงกราว จนเราหวั่นใจว่าเหตุการณ์จะซ้ำรอยวันวานอีกไหมหนอ!!! จนในที่สุดเจ้าเรือยักษ์ Kaitaki เข้าเทียบท่าเมือง Picton ในเวลา 14.30 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง เฮ้อ!! ในที่สุดเราก็มาถึงเกาะใต้เสียที หลังจากใช้เวลาหมดสิ้นไปกับการเดินทาง 2 วัน รวมถึง 14 ชั่วโมง คือเมื่อวานนี้ตั้งแต่ 08.10-18.00 น. วันนี้จาก 10.30-14.30 น. เข็ดการนั่งเรือสำราญ
นอกจากการลงเรือ Ferry ข้ามฟากระหว่างเกาะเหนือและเกาะใต้แบบมาราธอนแล้ว เรามีโอกาสข้ามเรือ Ferry ระยะสั้นๆ มาแล้วครั้งหนึ่งที่เกาะเหนือ จากเมือง Kohukoha ข้ามทะเลสาบเล็กๆไปเมือง Rawene เป็นเรือ Ferry ขนาดเล็กบรรทุกรถยนต์ได้ครั้งละประมาณ 10 คัน ใช้เวลาเดินทางข้ามแค่ 20 นาที ค่าโดยสารคนละ 14 Nzd.
โปรดอ่านต่อฉบับหน้า