โรงเรียนผดุงดรุณี-โปร่งใจ

เรือน/ชาน/บ้านเก่า

วันหนึ่งเมื่อคิดจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับชีวิตวัยเด็ก ได้ไปยืนชะแง้อยู่นอกรั้วโรงเรียนเก่า ในใจก็นึกว่า "ดีใจจัง อาคารโรงเรียนของฉันยังอยู่ดี"

เมื่อดิฉันอายุได้ ๑๐ ขวบ เรียนหนังสือจบชั้นประถมปีที่ ๔ พ่อกับแม่ก็ปรึกษากันว่าจะส่งไปต่อชั้นมัธยมที่ไหนดี ตกลงกันว่าไปโรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ ตามญาติผู้พี่ที่อยู่บ้านซอยใกล้ๆ กัน

บางคนบอกว่าให้ไปอยู่สตรีวิทย์ ใกล้ที่ทำงานของพ่อ

นโยบายของพ่อคือให้อยู่ใกล้บ้าน ส่วนแม่เดาว่า พ่อคงไม่อยากต้องมีหน้าที่รับส่งลูกสาวทุกวัน อดเถลไถลไปเที่ยวตอนเย็นๆ กับเพื่อนๆ ในที่ทำงาน

เมื่อโรงเรียนผดุงดรุณี ซึ่งอยู่ที่ถนนประมวญ ใกล้ๆกับโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ตัดสินใจขยายสาขามาเปิดอีกแห่งที่ซอยโปร่งใจ ซึ่งอาจจะเป็นโรงเรียนแรกที่ทำเช่นนั้น พ่อยึดนโยบายเดิม

ดังนั้น ดิฉันและน้องจึงจบประถม ๔ จากโรงเรียนโปร่งจิตต์วิทยา ซอยสุวรรณสวัสดิ์ แล้วก็ย้ายไปเข้าเรียนชั้นมัธยม (คือ ม.๑ ถึง ม.๖) ที่โรงเรียนผดุงดรุณี-โปร่งใจ เพราะว่าใกล้บ้านกว่าพระหฤทัยคอนแวนต์

โรงเรียนผดุงดรุณี เขียนปักอกเสื้อเป็นอักษร ผ ด ไขว้กัน ของเรามี ป. ไขว้ซ้อนเข้าไปอีก ๑ ตัว

สมัยนั้น นักเรียนอื่นๆ มักแซวว่า ผ.ด. คือผีดิบ เราบอกว่า ผ.ด. คือผู้ดี ต่างหาก แต่พอเป็น ผ.ด.ป. ไม่มีใครแซว คงคิดไม่ออก

สมัยนั้นถนนพระราม ๔ ยังมีคลองขนานไปกับถนนรถไฟสายปากน้ำยังให้บริการอยู่ ซอยโปร่งใจนั้นหน้าฝนเป็นโคลนทั้งถนน ต้องก้าวยาวมากๆ ข้ามหลุมบ่อและโคลนเละๆ หรือเขย่งย่างอย่างตัวเบาไปบนสันโคลนที่ล้อรถสร้างไว้ ไม่ก็เลาะไปติดกับรั้วบ้านรายทาง กลับบ้านก็ต้องล้างรองเท้าที่มีโคลนติดหนาเตอะ

บ้านอยู่ใกล้ขนาดที่ว่าเดินกลับไปกินข้าวกลางวันที่บ้านได้ และก็กลับไปกินข้าวบ้านกับแม่แทบทุกวัน หวนกลับไปคิดถึงแล้วจึงรู้ว่า เป็นช่วงชีวิตที่แสนวิเศษและพิเศษเป็นอย่างยิ่ง

ในบางโอกาสเราเอาข้าวปิ่นโต (จริงๆ คือใส่กล่องสังกะสี แบบแยกกล่องข้าวกับกับข้าวเป็นสองช่อง) ไปกินที่โรงเรียนบ้างเหมือนกัน เช่น บางวันที่มั่นใจว่าฝนจะตก

สมัยนั้นแปลก ฝนตกปรอยๆ หลายๆวันต่อกัน เราเดาวันฝนตกได้ ผิดกับสมัยนี้ บทจะตกก็ตกง่ายๆ ไม่ทันตั้งตัว ตกแรงๆ แล้วก็หยุด

เดินไปเดินกลับเช่นนี้ จนกระทั่งเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา (มี ๒ ปี) นั่นแหละ จึงได้ขึ้นรถเมล์ไปโรงเรียน และซื้อข้าวกลางวันกินในโรงอาหาร

ดิฉันเป็นนักเรียนชั้นโตเป็นที่สามของโรงเรียน คือเมื่อเปิดเทอมการศึกษา ดิฉันเข้าเรียน ม.๑ ชั้นสูงสุดคือ ม.๓ ซึ่งมีนักเรียนไม่ถึง ๑๐ คน ชั้นที่เต็มชั้นคือ ม.๒ กับ ม.๑ แล้วโรงเรียนก็ค่อยๆ เปิดตามชั้นโตที่สุดไปจนถึง ม.๖

อาคารของโรงเรียนเป็นเรือนไม้ ๓ ชั้น ตั้งอยู่ชิดที่ดินของกองดุริยางค์ทหารอากาศ โดยมีคูน้ำของโรงเรียนขวางกั้นเท่านั้น มีต้นกัลปพฤกษ์ออกดอกสีชมพูแกมขาวอยู่ริมรั้วด้านถนนหลายต้น เราเคยใช้ที่บางส่วนปลูกผักในวิชาเรียน ส่วนตรงกลางด้านหน้าอาคารเรียนเป็นสนามหญ้ากว้าง ใช้เป็นที่หัดซ้ายหัน ขวาหัน แล้วก็เล่นเน็ตบอล ในวิชาพลศึกษา

ตอนคริสต์มาสปีหนึ่ง พวกเราอุตริเล่นอินเดียนแดงตอนจับเชลยมาเผา แล้วก็เล่นจุดไฟจริงๆ กลางสนาม เชลยสาวสวยสำลักควันเพราะควันลอยผิดทิศที่เรากะกันไว้ ดีที่จุดกันเบาะๆ จึงแค่น้ำหูน้ำตาไหล

โรงเรียน ๓ ชั้น พร้อมบันไดกลาง เป็นฉากหลังตอนที่นักเรียนเข้าแถวเคารพธงชาติ พอเสร็จก็เดินแถวขึ้นไปห้องเรียนตามลำดับชั้น เห็นเป็นภาพที่น่าดูมาก

พวกชั้นโตเดินไปชั้นบนสุด ชั้นรองลงมาอยู่ชั้น ๒ เด็กเล็กชั้นประถมต้นและอนุบาลอยู่ชั้นล่าง อีกส่วนหนึ่งเป็นห้องพักครู

สมัยนั้นเดินขึ้นๆ ลงๆ กันทั้งวัน ไม่มีใครบ่น

พื้นกระดานเป็นไม้ ต้องถอดรองเท้าก่อนเข้าห้องเรียน พื้นห้องมันวับเพราะนักเรียนต้องช่วยกันลงยาขัดพื้น แล้วก็ใช้ผ้าขัดๆ ๆ

วันที่ไม่ลงมือขัดก็ลงเท้า คือเอาผ้ามาพับหนาๆ วางไว้ใต้โต๊ะ ว่างๆ ก็วางเท้าบนผ้า ถูๆๆ แข่งกัน สนุกดี และพื้นก็เงาวับ

โรงเรียนเป็นโรงเรียนไทย ที่เจ้าของเป็นคริสต์ เราจึงเรียนพุทธศาสนาในวิชาศีลธรรม แล้วก็ได้ฟังอาจารย์ที่เป็นคริสต์เล่าเรื่องพระเยซู แล้วก็มีการละเล่นฉลองคริสต์มาส นักเรียนที่นี่จึงคล่องทั้งศาสนาพุทธและร้องเพลงคริสต์มาสเป็นภาษาไทยได้ (ภาษาอังกฤษก็ได้) แล้วพอถึงตอนตรุษจีน ก็มีเปลือกเม็ดกวยจี๊เกลื่อนใต้โต๊ะ เพราะเพื่อนจากแถวบางรัก - สาทร หอบจากบ้านมาแอบกินในห้อง

ที่ขอเล่าไว้ด้วยความเคารพก็คือ ครูคนที่สอนพุทธประวัติ และข้อธรรมะให้พวกเรา เป็นคริสต์ ในชั่วโมงที่สอน ครูสอนอย่างตั้งใจ จนเราแม่นทีเดียว แต่พอถึงวิชาอื่นๆ ครูก็เล่าเรื่องพระเยซูแทรก

โรงเรียนสมัยนั้นไม่มีคำว่านานาชาติ แต่เราเรียนวิชาคำนวณโดยใช้ตำราภาษาอังกฤษของ ดี.จี. ฮอลล์ และโรงเรียนผดุงฯ ได้ชื่อว่าเก่งภาษาไม่แพ้โรงเรียนมาแตร์ฯ หรือเซนต์โยฯ แต่เราเก่งภาษาไทยด้วย อยู่ ม. ๔ ม.๕ เราก็แต่งโคลงกลอนกันคล่องขนาดที่ว่า ครูเข้ามาเขียนกลอนบรรทัดแรก หรือเขียนกระทู้สำหรับโคลง ไว้บนกระดานดำ แล้วให้นักเรียนช่วยกันต่อ พวกเราก็ช่วยกันต่อจนจบบทอย่างแทบไม่ติดไม่ขัด

ขนาดเพื่อนสักครึ่งห้องที่เรียนโรงเรียนจีนก่อนมาต่อโรงเรียนไทยก็ยังแต่งได้ แปลว่าคุณครูสอนเก่งจริงๆ

สมัยนั้นดิฉันเฟื่องขนาดที่ว่าแต่งกลอนส่งไปรษณีย์ไปให้ คุณสวัสดิ์ ธงศรีเจริญ นักกลอนที่จัดรายการวิทยุ อ่านประกอบเพลงเลยทีเดียว ได้ค่าเขียนมาเป็นหนังสือกลอนหลายเล่ม เพื่อนอีกบางคนก็มีวิธีเฟื่องที่ต่างกันไป เช่น คนหนึ่งเขียนกาพย์กลอนไปลงนิตยสาร และได้ลงด้วย

เมื่อจบชั้น ม.๖ บางคนเรียนต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา นักเรียนเก่าของโรงเรียนได้ที่ ๑ ของประเทศไทยสายอักษรศาสตร์ ๒ ปีซ้อน โดยหนึ่งปีนั้น ได้คู่กับนักเรียนชายสายวิทยาศาสตร์จากกรุงเทพคริสเตียน ผ.ด.ป. ของเราจึงดังมาก

 

กาลเวลาที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ในที่สุดก็ถึงวันที่เจ้าของโรงเรียนตัดสินใจวางภาระ โรงเรียนปิดตัวลง ต่อมาก็ขายกิจการไป

โรงเรียนผดุงดรุณี ถนนประมวญ อยู่นานกว่า แต่แล้วก็ขายกิจการไปเช่นกัน ศิษย์เก่าคงดีใจที่ปัจจุบันอาคารเดิมยังใช้เป็นโรงเรียนอยู่

ไม่ได้ติดตามข่าวโรงเรียนที่ซอยโปร่งใจไปนาน ผ่านไปครั้งสุดท้ายดีใจที่เห็นว่าอาคารยังอยู่ และยังเป็นโรงเรียนอยู่

จากโรงเรียนสีไม้เป็นโรงเรียนทาสีขาวขลิบแดงสดใส จากโรงเรียนไทยเจ้าของเป็นคริสต์ ป้ายตอนนี้บอกว่าชื่อโรงเรียนประชาคมนานาชาติ มีโรงเรือนสร้างเพิ่มขึ้นมาบ้าง สนามหญ้าที่เคยเล่นเน็ตบอลหายไป กลายเป็นสนามบาสเกตบอล

วันนี้จึงนำภาพสองสมัยมาเทียบให้ชม สังเกตภาพยุคเก่าจะเห็นนักเรียนหลายคนไว้เปียยาว ชวนให้นึกถึงพจมานของบ้านทรายทอง

นักเรียนไม่ได้ไว้เปียตามนางเอกนวนิยายนะคะ แต่ผู้แต่งวาดภาพนางเอกสะท้อนความเป็นไปของสมัยนั้น

วันนี้ความเปลี่ยนแปลงอาจจะกำลังมาถึงอีกครั้ง เมื่อพื้นที่ของกองดุริยางค์ทหารอากาศ กำลังมีการพัฒนาที่ดินเพื่อการพาณิชย์ขนานใหญ่ ดูเค้าว่าคงจะเป็นที่พักอาศัยประเภทอาคารสูง

ถึงตอนนั้น อาคารโรงเรียนเก่าของดิฉันจะคงความน่ารักกะทัดรัดอยู่ได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่ศิษย์เก่าได้แต่ทำใจ และขอชื่นชมกับสิ่งที่ยังมีอยู่เท่าที่ยังมีเวลาจะชื่นชม