กองทัพภาคที่ 3 กับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

สกู๊ปพิเศษ

2...โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ปางตอง 2

เวลา 13.00 น. องคมนตรี และคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์เพียง 15 นาที ก็มาถึงบริเวณ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ปางตอง 2 (ปางอุ๋ง) โดยดำเนินการฟื้นฟูสภาพป่าและปรับปรุงระบบนิเวศ มาตั้งแต่ปี 2528 จนถึงปัจจุบัน ด้วยการปลูกป่าในรูปแบบต่างๆ ทั้งการปลูกป่าทั่วไป การปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง การปลูกป่าไม้ใช้สอย การปลูกหวายตามพระราชดำริ การปลูกป่าปรับปรุงระบบนิเวศ การปลูกป่าเปียก รวมเป็นเนื้อที่กว่า 20,860 ไร่

นอกจากนั้นยังมีการทำแนวกั้นไฟ การทำฝายต้นน้ำชะลอความชุ่มชื้น รวมถึงส่งเสริมการจัดทำโครงการธนาคารชุมชน เพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎร ในการดำเนินงานที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลทำให้ผืนป่าบริเวณนี้ มีความสมบูรณ์กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง นอกจากการฟื้นฟูสภาพป่าในพื้นที่แล้ว โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ยังได้พัฒนาพื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว เนื่องจากสภาพพื้นที่ของโครงการ อยู่บนพื้นที่สูงมีสภาพป่าสนสามใบ มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ รวมถึงสภาพอากาศเย็นตลอดปี จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดแม่ฮ่องสอน เกิดรายได้สู่ประชาชนจากการท่องเที่ยว

นักวิชาการป่าไม้ กฤษฎา แก้วบุตร กล่าวรายงานต่อองคมนตรี เกี่ยวกับความเป็นมา และผลการดำเนินงาน ว่า “เดิมพื้นที่เป็นเขาหัวโล้น มีการทำไร่ฝิ่น มีการขนยาเสพติด ขนส่งเสบียงให้ชนกลุ่มน้อย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงมีพระราชดำริตั้งโครงการพระราชดำริที่แม่ฮ่องสอน โดยให้จัดระเบียบชุมชน ให้มาอยู่ร่วมกันที่บ้านร่วมไทย แล้วให้หน่วยงานด้านป่าไม้ฟื้นฟูสภาพป่าตั้งแต่ปี 2522 แล้วเริ่มปลูกป่าตั้งแต่ปี 2523 เป็นต้นมา จึงเกิดโครงการปางตอง 1 ส่วนโครงการปางตอง 2 เกิดจากเมื่อปี 2527 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินที่บ้านร่วมไทย แล้วมีพระราชดำริให้ทางชลประทานสร้างอ่างเก็บน้ำ พร้อมให้ฟื้นฟูสภาพป่าไม้รอบๆอ่าง หลังจากนั้นก็จัดตั้งโครงการปางตอง 3 ปางตอง 4 ในพื้นที่ของโครงการกว่าแสนไร่”

โดยเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2543 ณ เรือนประทับแรมปางตอง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชเสาวนีย์ว่า ทรงห่วงใยในสภาพแวดล้อมของโลก กับปัญหาการขาดแคลนอาหาร อันสืบเนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของประชากรมนุษย์ จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นพื้นที่ ที่มีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ สัตว์ป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งแหล่งน้ำ ซึ่งในหลายพื้นที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์ตลอดปี จึงทรงมีพระราชประสงค์ให้มีการเกษตร ในพื้นที่แบบหลากหลาย และเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยส่วนใหญ่เป็นป่าอันอุดมสมบูรณ์ ที่สำคัญ มีพระราชประสงค์ให้เป็นแหล่งสะสมอาหารตามธรรมชาติ หรือ Food Bank

เพื่อเป็นการสนองพระราชเสาวนีย์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ คณะกรรมการและประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดแม่ฮ่องสอน กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจัดทำรูปแบบธนาคารอาหารชุมชน ในภาพรวมของทุกหน่วยงาน ณ บ้านนาป่าแปก ตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน และส่วนของหน่วยงานกรมป่าไม้ จัดทำพื้นที่สาธิตธนาคารอาหารชุมชน เพื่อเป็นพื้นที่ศึกษาดูงาน บริเวณพื้นที่โครงการพระราชดำริปางตอง 1 (ห้วยมะเขือส้ม) ในพื้นที่ 30 ไร่ โดยเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร โครงการธนาคารอาหารชุมชน เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2544 ผลการดำเนินงานเป็นที่พอพระทัย และทรงให้ยืดถือเป็นต้นแบบ ในการพัฒนาและขยายผลต่อไป

ส่วนโครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง) เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2540 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน ณ สวนป่าตามโครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง) ทรงมีพระราชดำรัสเพิ่มเติมว่า “ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจมาก ที่ได้กลับมาเยี่ยมที่นี่อีกครั้ง เยี่ยมประชาชนทุกหมู่เหล่า และได้เห็นความตั้งใจของทุกๆท่าน ที่ช่วยกันรักษาป่า อันที่จริง คำว่าป่านี้ ที่สำคัญก็คือ หมายถึงต้นน้ำ แหล่งที่ผลิตน้ำทำให้เกิดน้ำขึ้น เวลาฝนตกหนักหน้าฝน ต้นไม้นี้คอยเป็นที่เก็บน้ำไว้ใต้ดิน เก็บไว้ตามลำต้น ตามกิ่งก้าน ตามใบ และเสร็จแล้วจะกลับเลี้ยงผืนแผ่นดินนี้ ด้วยน้ำที่เขาเก็บเอาไว้ ทุกคนก็รู้ดีว่า ในชีวิตของเราสิ่งที่สำคัญที่สุดคือน้ำ เราขาดข้าวขาดอาหารได้หลายหลายวัน แต่เราอยู่ได้ไม่กี่วันถ้าไม่มีน้ำ แม้แต่เวลาที่เราอยู่ในท้องแม่ เราก็ต้องมีน้ำคอยหล่อเลี้ยงไม่ให้กระทบกระทั่งจนกระทั่งตาย ก่อนที่จะคลอดออกจากท้องแม่ น้ำนี่เป็นสิ่งที่เลี้ยงดูชีวิตของสัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลาย เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรสำคัญที่สุดเท่าน้ำแล้ว

...ข้าพเจ้าอยากจะบอกว่า ทรัพยากรที่ค่าที่สุดในโลก ไม่ใช่ทอง ไม่ใช่เพชร แต่เป็นน้ำ และบังเอิญทรัพยากรน้ำนี้ ไม่ใช่เป็นของเหลือเฟือในโลกของเรานี้ โลกของเรานี้น้ำที่มีค่าเป็นของที่มีน้อย มีจำกัด และไม่เพิ่มขึ้น แม้แต่กาลเวลาจะผ่านไปอย่างไร น้ำในโลกก็ไม่เพิ่มขึ้น มีจำนวนเท่าไหร่ตั้งแต่โลกสร้างมาที่คนอยู่ได้ น้ำก็จะอยู่เท่านั้น ไม่มีวันเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าเราทุกคนรู้ถึงความหายาก ความมีค่าของน้ำ ก็ต้องรู้ด้วยว่าอะไรที่รักษาน้ำไว้ในดินให้กับเรา ก็คือป่า คือต้นไม้ และต้นไม้นี้เอง ทำให้เกิดฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล

...ประชาชนหลายแห่งพูดกับข้าพเจ้าว่า เดี๋ยวนี้ไม่ทราบว่าอะไรทำให้ฝนคลาดไป ไม่ตรงต่อฤดูกาล อันที่จริงพวกเรานั่นเอง ที่ทำให้ฝนแล้ง ฝนคลาดเคลื่อนจากฤดูกาล การที่เราทำลายป่าเป็นจำนวนมาก เรานี่แหละลดความชุ่มชื้นในอากาศ ในบรรยากาศ เรานี่แหละทำให้ฝนคลาดเคลื่อน ทำให้ฝนไม่ตก ไม่ใช่ใครอื่นที่เราที่จะไปโทษได้ เพราะฉะนั้นขอให้ทุกคนรู้ว่า การรักษาป่า การดูแลให้โลกนี้แผ่นดินนี้ มีต้นไม้นี่แหละ คือเราสร้างเราเก็บน้ำ ทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในชีวิตของเราไว้ ข้าพเจ้าขออวยพรให้ทุกๆท่าน มีความสุขสวัสดี มีโชคดี มีชีวิตที่รุ่งเรืองแจ่มใส อยู่ในขอบเขตของคนดี สวัสดี”

ทางด้านโครงการพระราชดำริปางตอง 3 (หมอกจำแป่-แม่สะงา) เมื่อวันที่ 18-19 มีนาคม 2534 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมงกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปจังหวัดแม่ฮ่องสอน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีรับสั่งให้จัดหมู่บ้านป่าไม้ จัดที่ดินเสื่อมโทรมไปปลูกป่า รักษาสภาพป่าบริเวณพื้นที่โดยรอบ ศูนย์บริการและพัฒนาที่สูงปางตอง ทั้งส่งเสริมการพัฒนาอาชีพ พร้อมทั้งปลูกป่าแบบผสมผสาน และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สนับสนุนส่งเสริมการปลูกหวาย ไผ่ ให้มากขึ้น

ในวันที่ 24-25 มีนาคม 2536 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงประกอบพระราชกรณียกิจ ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีพระราชเสาวนีย์ ให้มีการปลูกป่าทดแทนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะบริเวณรอบศูนย์บริการและพัฒนาเกษตรที่สูง (ปางตอง) ซึ่งยังมีปัญหาการบุกรุกทำลายป่าไม้ ให้มีการปลูกป่าทดแทนตลอดสองข้างทาง ให้มีการปลูกหวายส่งเสริมให้กับแผนกหวาย ศูนย์ศิลปาชีพจังหวัดแม่ฮ่องสอน สำนักงานป่าไม้เขตแม่สะเรียง ในขณะนั้นได้มอบหมายให้สวนป่าหมอกจำแป่-แม่สะงา ดำเนินการสนองพระราชเสาวนีย์

กรมป่าไม้ได้อนุมัติโครงการดังกล่าว เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดแม่ฮ่องสอน กำหนดแผนงานพัฒนาป่าไม้ ดำเนินกิจกรรมปลูกเสริมป่า ในปีงบประมาณ 2537 เพื่อสอดคล้องกับชื่อโครงการพระราชดำริ โดยรอบพระตำหนักปางตอง สวนป่าหมอกจำแป่-แม่สะงา ขออนุมัติเปลี่ยนชื่อหน่วยงาน ซึ่งกรมป่าไม้ได้อนุมัติให้เปลี่ยนชื่อเป็น โครงการพระราชดำริปางตอง 3 (หมอกจำแป่-แม่สะงา) ตั้งแต่ 19 สิงหาคม 2544

ในปี 2545 และ 2547 ได้มีพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้โครงการพระราชดำริปางตอง 3 (หมอกจำแป่-แม่สะงา) มาสังกัดกลุ่มประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้

และโครงการพระราชดำริปางตอง 4 (พระตำหนักปางตอง) โดยเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2541 ณ ศูนย์ศิลปาชีพจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ มีพระราชกระแสรับสั่งของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ว่า “ให้ดำเนินการดูแลรักษาพันธุ์เอื้องแซะ ห้ามมิให้คนเข้าไปนำดอกเอื้องแซะในป่าออกขาย และให้เพิ่มจำนวนเอื้องแซะคืนสู่ป่าให้มาก โดยขยายพันธุ์แล้วส่งเสริมให้ประชาชนนำไปปลูกในป่า และชักชวนให้ประชาชนเข้ามาร่วมดูแลและขยายพันธุ์เอื้องแซะให้มากขึ้น” โครงการฯจึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าให้มีอัตราเหมาะสม ที่จะไปรักษาดุลธรรมชาติ ด้วยการอนุรักษ์ทรัพยากรดิน ป่าไม้ และสัตว์ป่า พร้อมกับสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนเกิดความรัก หวงแหนคุณประโยชน์ของป่า

ต่อจากนั้นองคมนตรีและคณะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าชมการดำเนินงานและความก้าวหน้า โครงการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์เขียดแลวแบบธรรมชาติตามพระราชเสาวนีย์ โดยเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธุ์ 2544 ณ โครงการธนาคารอาหารชุมชนตามพระราชดำริ บ้านนาป่าแปก ตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชเสาวนีย์ พระราชทานแก่คณะทำงาน โครงการพัฒนาตามพระราชดำริ มีใจความที่สำคัญอย่างยิ่งว่า “...ให้กรมประมง กรมชลประทาน และกรมป่าไม้ ร่วมกันดำเนินการเพาะและขยายพันธุ์เขียดแลว แล้วปล่อยคืนสู่ป่าให้มาก ซึ่งเขียดแลวนั้นสามารถเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้ดี ในสภาพธรรมชาติที่มีน้ำไหล จึงต้องอาศัยการบูรณาการของทั้งสามหน่วยงาน...”

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า