เสาหลักพระราชวงศ์

150 ปี ศรีสวรินทิรา

สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงมีพระอุปนิสัยและพระราชจริยาวัตรที่เปี่ยมด้วยพระเมตตา ขณะเดียวกันทรงวางพระองค์เป็นแบบอย่างในการดำรงพระชนมชีพด้วยความอดทนอดกลั้น ปล่อยวาง ท่ามกลางความผันแปรของชีวิต ซึ่งย่อมเป็นสัจธรรมที่ไม่มีผู้ใดจะหลีกพ้นตลอดมา ภายหลังจากความทุกข์โทมนัสที่โหมกระหน่ำถาโถมหลายครั้งหลายครา ชนิดที่คนทั่วไปยากจะทานทนได้

ทรงมีน้ำพระทัยกว้างขวาง โดยทรงรับอภิบาลพระเจ้าลูกเธอ อันประสูติแต่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ เจ้าจอม ไม่ต่างไปจากพระราชโอรส พระราชธิดาของพระองค์เอง หลังจากพระเจ้าลูกเธอทั้ง 4 พระองค์ ประกอบด้วย พระองค์เจ้าเยาวภาพงษ์สนิท พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ ในเจ้าจอมมารดาหม่อมราชวงศ์เนื่อง และพระองค์เจ้าประภาพรรณพิไล พระองค์เจ้าวาปีบุษบากร ในเจ้าจอมมารดาพร้อม ต้องกำพร้าพระราชมารดาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทรงเลี้ยงดูเจ้าชายและเจ้าหญิงทั้งสี่ ด้วยความรักเสมอด้วยพระราชโอรส และพระราชธิดาของพระองค์เอง

เมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต พระราชโอรสในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินี คือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์ ต่อมาทรงอภิเษกสมรสกับ พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี ทรงเป็นพระธุระตั้งแต่พระวรราชเทวีทรงพระครรภ์จนถึงมีพระประสูติการก่อนวันที่พระราชบิดาจะเสด็จสวรรคต เพียงวันเดียวโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำรัสฝากพระราชธิดาพระองค์เดียว ที่พระราชทานนามว่า สมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ไว้กับพระองค์ นับแต่นั้นเป็นต้นมา สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี ทรงถือเป็นเสมือนคำมั่นสัญญาที่จะต้องทรงดูแลพระราชธิดาพระองค์น้อยกับพระราชมารดาผู้สูญเสียด้วยพระเมตตายิ่ง

พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีในรัชกาลที่ 6 ถึงกับรับสั่งด้วยความซาบซึ้งว่า "ถ้าไม่ได้สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี เจ้าฟ้าก็ไม่เป็นพระองค์เจ้าฟ้า"

สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี ทรงดำรงพระองค์เป็นสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างพระบาทสมเด็จปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จเจ้าฟ้าสงขลานครินทร์ พระราชโอรส ผู้เป็นต้นราชสกุล มหิดล ตลอดมา เห็นได้จากทุกคราวที่สมเด็จเจ้าฟ้าสงขลานครินทร์กับหม่อมสังวาลย์ มีพระประสูติการพระธิดาพระโอรส จะทรงมีพระราชหัตถเลขาแจ้งให้ทราบทุกครั้งว่า พระบาทสะมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งพระนามว่าอย่างไร

พระราชธิดาพระองค์โตที่ปรสูติ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ.2466 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้รับพระราชทานนามว่า กัลยาณิวัฒนา พระราชโอรสองค์แรกที่ประสูติ เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2468 ณ เมืองไฮเดลแบร์ก ประเทศเยอรมนี ได้รับพระราชทานนามว่า อานันทมหิดล และพระราชโอรสองค์สุดท้อง ประสูติเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2470 ที่โรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์น รัฐแมสซาชูเซ็ทท์ สหรัฐอเมริกา ได้รับพระราชทานนามว่า ภูมิพลอดุลยเดช

และแล้วเวลาที่ทรงพระเกษมสำราญที่สุดก็มาถึงแม้จะเป็นช่วงสั้นๆ ที่ สมเด็จเจ้าฟ้าสงขลานครินทร์สำเร็จการศึกษาวิชาแพทย์ และพาครอบครัวเสด็จกลับประเทศไทย ในเดือนธันวาคม พ.ศ.2471 มาประทับที่วังสระปทุม ในวันที่ 24 กันยายน พ.ศ.2472 สมเด็จเจ้าฟ้าสงขลานครินทร์ ก็เสด็จสู่สวรรคาลัย โดยมีพระราชมารดาประทับอยู่เคียงข้างจนวาระสุดท้าย

เมื่อประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย เจ้านายเชื้อพระวงศ์จำนวนไม่น้อยต้องได้รับผลกระทบ หลายพระองค์ต้องเสด็จไปประทับในต่างแดน ท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองที่ผันผวนไม่แน่นอน สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี จึงโปรดเกล้าฯให้ หม่อมสังวาลย์ ทรงพาพระราชโอรส พระราชธิดา เสด็จไปทรงศึกษาต่อในต่างประเทศ ครอบครัวมหิดลทั้ง 4 พระองค์ เสด็จไปประทับที่เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

เหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติ เมื่อพิจารณาตำแหน่งรัชทายาทตามการสืบสันตติวงศ์ ตกเป็นของ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล เจ้าชายพระองค์น้อยที่ทรงมีพระชันษาเพียง 8 พรรษาเศษ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี ทรงกังวลพระทัยมาก แต่ทรงเห็นแก่ประโยชน์ของบ้านเมืองและทรงไว้วางพระทัยในการตัดสินพระทัยของพระสุณิสา และทรงชื่นชมการตัดสินพระทัยนั้นมีรับสั่งถึง หม่อมสังวาลย์ว่า

"ฉลาดเป็นอัศจรรย์ ใจเย็น พูดโต้ตอบงดงามอย่างน่าพิศวงกับเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร บุญของฉันมาได้ลูกสะใภ้เช่นนี้ บุญของหลานที่มีแม่ดีเลิศ ไม่มีใครจะมาดูถูกได้ว่าเลวทราม ฉันพูดนี้ปลื้มใจด้วย เศร้าใจด้วย จนน้ำตาไหล"

แม้จะทรงเป็นยุวกษัตริย์แล้ว แต่ระหว่างนั้น สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ก็ต้องทรงทำหน้าที่อภิบาลพระราชโอรส และพระราชธิดา เพื่อเสด็จไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์กว่าจะเสด็จนิวัตกลับมาในช่วงสั้นๆ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2481 และกลับมาอีกครั้งในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2488 จนถึงวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จสวรรคต

ใน พ.ศ.2481 สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี ต้องทรงพบกับเหตุการณ์ที่ทำให้ทุกข์พระทัยจากปัญหาทางการเมือง เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจมาเชิญ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร พระโอรสบุญธรรมไปคุมขังไว้ที่สถานีตำรวจพระราชวัง ทรงโทมนัสเป็นอย่างมากทรงต่อรองรับประกันด้วยพระราชทรัพย์ทั้งหมดที่มีอยู่เพื่อแลกกับอิสรภาพของบุคคลอันเป็นที่รัก แต่เมื่อไม่สำเร็จก็ทรงทดท้อ

ขณะเดียวกันยัง ทรงหวั่นวิตกว่าหม่อมเจ้าสนิทประยูรศักดิ์รังสิต พระโอรสองค์เล็กในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร จะได้รับอันตราย จึงทรงนำพระราชทรัพย์เงินปีที่ทรงเก็บไว้อยู่ในซองมานานรวบรวมเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางแก่ หม่อมเจ้า สนิทประยูรศักดิ์ รังสิต เสด็จออกจากประเทศไทยไป

เมื่อพระราชนัดดาองค์เล็กเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงมีพระชนมายุ 90 พรรษา ทรงเลือนความจำด้วยพระชราภาพ แต่ยังทรงเป็นองค์ประธานในพระราชพิธีอภิเษกสมรสระหว่าง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช กับ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 อันเป็นพระราชกรณียกิจของเสาหลักแห่งราชสกุลมหิดล ครั้งสุดท้าย

สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงเป็นแบบอย่างบุคคลผู้ทรงไว้ซึ่งความดีงาม ความขยันขันแข็งมุ่งมั่นในการช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเสียสละมากกว่าจะคำนึงถึงพระองค์เอง แม้ในยามที่ต้องเผชิญกับชะตากรรมอันเลวร้ายและเสี่ยงอันตราย มิได้ทรงสิ้นหวังหรือพยายามหนี ตรงกันข้ามกลับทรงต่อสู้อยู่เป็นขวัญและกำลังใจให้กับคนรอบข้าง เพราะทรงตระหนักเป็นอย่างดีว่า หากผู้ทรงเป็นเสาหลักไม่เข้มแข็งเสียแล้ว ราชวงศ์จะเป็นเช่นไร ความระส่ำระสายภายในบ้านเมืองคงมิอาจประเมินได้เลย