การจากไปของ "เสือ" สู่การปรากฏตัวของ "นกกระติ๊ดสีอิฐ"...

ส่องทางรักษ์โลก

กลางเดือนธันวาคม

อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด

"เอชเค - เอ็ม 16 ถล่มเสือโคร่งตัวที่อาละวาดตะปบคนตายสวนยางพารา..." พาดหัวข่าวตัวเขื่องบนหน้าหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ฉบับหนึ่ง...

สืบเนื่องจากเรื่องราวของ เสือโคร่ง ที่ปรากฏตัวในสวนยางพาราแถบพื้นที่รอยต่อระหว่าง อ.ธารโต และ อ.เบตง จ.ยะลา นับตั้งแต่วันที่ร่องรอยลึกลับได้รับการยืนยันว่าเป็น "รอยเท้าเสือโคร่ง" นั่น ทำให้ความหวาดผวาเข้าคลี่คลุมจิตใจของผู้คนในชุมชนดังกล่าว กระทั่งเจ้าหน้าที่ต้องจัดชุดเฉพาะกิจออกตามหา "เสือโคร่ง" นับตั้งแต่วันนั้น...

การตามหาสิ่งมีชีวิตอันน่าหวาดหวั่น ค่อยๆผ่านพ้น คืน วัน ไปพร้อมกับความหวาดวิตก เมื่อทีมค้นหาคว้าน้ำเหลว ด้วยพวกเขาพบแต่เพียง "รอยเท้า" หากสำหรับตัวเป็นๆของเสือโคร่งแล้วนั้น กลับไม่มีผู้ใดพบเห็น "ตัวตน" ของมัน...

สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายมากขึ้น เมื่อ "คน" ถูก "เสือ" ทำร้ายจนถึงแก่ชีวิตไป 2 และบาดเจ็บอีก 1 นั่นจึงเป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ "ทีมตามหา" ต้องเปลี่ยนตัวเองเป็น "ทีมไล่ล่า" ในทันที...

เมื่ออาวุธสงครามพร้อมพรัก ได้รวมกับกำลังพลอันพร้อมเพรียง การออกตามล่าเสือโคร่ง 1 ตัว จึงเริ่มขึ้น...

นักล่าใช้เวลาไม่นาน ในที่สุด เรื่องราวของเสือโคร่งจากดินแดนแห่งผืนป่าบาลา ฮาลา จึงปรากฏเป็นข่าวครั้งสุดท้าย...

"เสือร้าย" จากไปแล้วความสงบสุข และความปลอดภัยในชีวิตกลับคืนสู่ชุมชนอีกครั้ง...

ผมพับหนังสือพิมพ์เก็บไว้ที่เดิม ขณะในใจหวนคิดไปไกลถึงงานบุญกฐินของวัดแห่งหนึ่งใน จ.ชัยภูมิ ด้วยที่วัดแห่งนั้น ผมได้พบกับ "นกกระติ๊ดสีอิฐ" คู่หนึ่ง ที่ถูกขังรวมอยู่ในกรงไม้รวมกับนกขนาดเล็กหลายชนิด ทั้ง นกกระติ๊ดขี้หมู นกกระจาบธรรมดา นกกระจอกตาล กว่าร้อยชีวิต...

"ขายดีอยู่ในช่วงกฐินแบบนี้ ข่อยก็ไปทุกวัดที่มีงานกฐินล่ะ..." ชายกลางคนเจ้าของกรงนกตอบ เมื่อผมถามถึงสถานการณ์ใน "งาน" ของเขา...

"วันนี้เอามาบ่หลาย น่าจะบ่พอ รู้แบบนี้เอามาเพิ่มอีกรอยตัวก็ดี..." ชายคนเดิมบ่นเสียดาย หลังจากประเมินดูแล้วว่า นกในกรงไม่พอต่อความต้องการของคนที่มาร่วมทำบุญอย่างแน่นอน...

"มีคนไปจับมาขายทุกวัน อยู่แถวๆบ้านโนนจาน ใกล้บึงละหาน ผมไปซื้อมาทีละร้อย สองร้อย แล้วแต่ว่าตอนนั้นจะมีเงินขนาดไหน ตอนไปซื้อไม่ได้มีผมคนเดียว มีอีกหลายเจ้า คนที่เขาเอามาขาย เขาก็ว่าขายดี วันหน้าถ้าเจ้าสนใจไปซื้อพร้อมผมก็ได้..." ชายขายนกเล่าต่อ พร้อมกับเสนอลู่ทางการทำมาหากินให้กับคนแปลกหน้าอีกด้วย...

ผมไม่ได้ตอบอะไร ด้วยความสนใจมุ่งอยู่ที่ นกกระติ๊ดสีอิฐ คู่นั้น ซึ่งเวลานี้ ทั้งสองต่างกระโดดไปมาราวกับว่ากำลังหาช่องทางที่จะออกไปให้พ้นๆจากกรงไม้ที่ขังมันอยู่...

บ่ายวันหนึ่งในฤดูหนาว ปลายปี พ.ศ.2548 ขณะออกดูนกในบึงละหาน อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ ผมได้พบ "นกกระติ๊ดสีอิฐ" บินหากินอยู่ตามดงต้นธูปฤาษี ไม่ไกลจากถนนใหญ่มากนัก และนั่นคือการพบ นกกระติ๊ดสีอิฐ ครั้งแรกในชีวิต...

แต่นับจากวันนั้น เวลาที่ผ่านพ้นไปในแต่ละปี ผมกลับไม่พบ นกกระติ๊ดสีอิฐ ออกมาปรากฏตัวเหมือนเช่นที่ผ่านมา หลายครั้งต้องเดินทางลึกเข้าไปในพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดพื้นที่กว่า 3,000 ไร่แห่งนี้ และนั่นก็พอจะทำให้เราพบกับนกตัวเล็กๆ สีน้ำตาล ปากสีตะกั่วเหล่านี้ได้บ้าง...

การตามหาด้วยความยากลำบากดำรงอยู่เช่นนั้น ตราบจนกระทั่งหลังจากปี พ.ศ.2550 เป็นต้นมา ผมไม่ได้พบกับนกกระติ๊ดสีอิฐตามบริเวณที่เคยพบในบึงละหานอีกเลย...

จากการพบกันครั้งสุดท้าย กาลเวลาได้ผ่านมานานกว่า 5 ปี ผมจึงได้มาพบกับ นกกระติ๊ดสีอิฐ อีกครั้ง และแม้ว่าการพบกันครานี้ พวกเขาจะอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง หากนั่นก็ถือเป็นหลักฐานที่ยังยืนยันได้ว่า บึงละหาน คือแหล่งอาศัยของ นกกระติ๊ดสีอิฐ ดังเช่นที่เคยเป็นมา...

"มันเลือกไม่ได้หรอกลูกว่าจะเอาตัวไหน ต้องแล้วแต่ว่าตัวไหนจะบินออกมา..." หญิงกลางคนคุกเข่าคุยกับเด็กน้อยวัยไม่กี่ขวบ เมื่อเธอเห็นเด็กชายพยายามชี้มือไปยังนกน้อยในกรง...

"ฉันปล่อยไปแล้วรอบนึง วันนี้ดีหลายได้ทำบุญครบ ถวายผ้ากฐิน ปล่อยนก เลยอยากให้หลานมันรู้จักทำบุญตั้งแต่น้อย ใหญ่ขึ้นมาจะได้สบาย บ่ต้องไปตกทุกข์ได้ยาก..." หญิงคนเดิมเปรย และเพียงไม่นาน ชายขายนกก็นำกรงเล็กๆมาส่งให้ถึงมือของเด็กน้อย...

เด็กชายยกกรงขึ้นส่องดูชีวิตเล็กๆที่อยู่ภายใน นกกระติ๊ดสีอิฐตัวนั้นเกาะนิ่งไม่ไหวติง ขณะเดียวกับที่ นกกระจาบธรรมดา กำลังตื่นตระหนกกระโดดไปมาเพื่อหาทางออก...

นาทีที่หญิงกลางคนเปิดปากกรง นกกระจาบธรรมดาบินไปอย่างรวดเร็ว หากนกกระติ๊ดสีอิฐกลับไม่ยอมไปไหน ราวกับกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง แต่พลันที่หญิงกลางคนยกกรงพร้อมมือเด็กน้อยขึ้นเขย่า นกกระติ๊ดสีอิฐ จึงจำต้องบินออกสู่โลกกว้าง...

สองชีวิตที่ถูกปลดปล่อยด้วยน้ำมือของคนจิตใจดีบินหายไปอย่างรวดเร็ว กรงเล็กๆในมือเด็กชายปราศจากชีวิตใดๆ เด็กชายปล่อยกรงลงพื้นพร้อมกับเดินไปยังกรงใหญ่ที่มีนกแออัดอยู่ภายใน...

"ป๊ะ พอแล้ว เอาไว้ให้คนอื่นได้บุญบ้าง" หญิงกลางคนพูดกับเด็กชายก่อนจะเดินจูงแขนกันมุ่งไปยังศาลาวัดเบื้องหน้า...

ผมมองตามชีวิตทั้งสอง กระทั่งคนทั้งคู่กลืนหายไปในกลุ่มคนชุดขาวที่มาร่วมทำบุญเหล่านั้น...

การจากไปของเสือแห่งผืนป่าบาลา ฮาลา สู่การปรากฏตัวของนกกระติ๊ดสีอิฐแห่งบึงละหาน ไม่ว่าสองชีวิตต่างสายพันธุ์จะอยู่ห่างกันไกลเพียงใด นั่นก็หาได้ช่วยให้ทั้งสองรอดพ้นจากการตกอยู่ในชะตากรรมของผู้ถูกล่าแม้แต่น้อย...

หนึ่งชีวิตที่จบลง และหนึ่งชีวิตที่ถูกปลดปล่อย แม้นัยความหมายของผลลัพธ์จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หากใช่หรือไม่ว่าผู้ลงมือกระทำล้วนหวังผลในสิ่งเดียวกัน...

ไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่ใด เราต่างก็มุ่งหวังให้ชีวิตของตนได้พบกับความสุข ความปลอดภัย ทั้งในขณะปัจจุบันหรือแม้กระทั่งในโลกหน้า อันเป็นโลกที่เราหรือใครยังไปไม่ถึง...

และเราจะรู้หรือไม่ว่า กว่าจะไปถึงความมุ่งหมายเหล่านั้น เราได้เหยียบย่ำชีวิตอื่นๆอีกมากน้อยเพียงใด...