พระราชดำรัสเรื่องความภาคภูมิใจในศักดิ์ศรี

ปี ๒๕๐๙ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปทรงเยี่ยมสหพันธรัฐเยอรมนีอย่างเป็นทางการเป็นครั้งที่ ๒ ประชาชนชาวเยอรมันต่างรับเสด็จกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่งทุกเมืองที่เสด็จฯ สื่อมวลชนและนิตยสารเกี่ยวกับแม่บ้านติดตามถ่ายภาพและขอพระราชทานสัมภาษณ์ ดังที่ทรงบันทึกไว้ว่า

"สิ่งที่เขาชอบถามกันมากที่สุดก็คือ ผู้หญิงไทยมีสิทธิทัดเทียมกับผู้ชายตั้งแต่เมื่อไร ข้าพเจ้าก็ตอบเสมอเป็นประจำว่า เรามีสิทธิทัดเทียมกับผู้ชายมาแต่ไหนแต่ไร เราไม่เคยต้องถูกปลดปล่อย ไม่เคยต่ำต้อย เราเป็นตัวของตัวเราเองอยู่เสมอ รู้จักหน้าที่ของเรา คือ ทำให้ครอบครัวมีความสุขและอบรมลูกให้เป็นพลเมืองดี การที่มองดูผาดๆ ว่า ผู้หญิงไทยทำตัวเหมือนเป็นช้างเท้าหลังนั้น ก็เพราะเราชอบเช่นนั้น ถ้าจำเป็นแล้ว เราก็เป็นผู้นำได้เหมือนกัน ก็ดูแต่คำว่า 'มือก็ไกว ดาบก็แกว่ง' ของโบราณซิ"

ต่อมาในปี ๒๕๑๒ เมื่อเสด็จฯ ไปทรงเปิดงานเคหศิลป์ของสมาคมคหเศรษฐศาสตร์ ฯ อันมี คุณหญิงกระจ่างศรี รักตะกนิษฐ เป็นนายกสมาคมฯ ได้พระราชทานพระราชดำรัสตอนหนึ่งเกี่ยวกับบทบาทสตรีไทยว่า

"ถ้าย้อนไปศึกษาเรื่องราวในประวัติศาสตร์ พิจารณางานของหญิงไทยในอดีต จะเห็นได้ว่า ผู้หญิงไทยมีส่วนช่วยบ้านเมืองมาโดยตลอด ถึงคราวจำเป็นต้องออกศึก ผู้หญิงไทยก็ปฏิบัติได้เป็นอย่างดี นำชื่อเสียงเกียรติคุณมาสู่ประเทศ ผู้หญิงไทยเป็นนักเศรษฐกิจประจำครอบครัว ทำงานได้หลายด้าน หลายทาง รู้จักปรับตัวให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมตามกาลสมัย ยึดการดำเนินชีวิตในทางสายกลาง จึงไม่ค่อยประสบปัญหาขัดแย้งกับผู้ที่อยู่ใกล้ชิด ไม่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าตนด้อยกว่าผู้ชาย"

ในช่วงเวลานี้ ข่าวหนังสือพิมพ์เรื่องการเรียกร้องให้มีการปรับแก้ไขกฎระเบียบของทางราชการและกฎหมายว่าด้วยครอบครัว เพื่อขอให้เปิดโอกาสกว้างแก่สตรีที่จะเข้าทำงานหรือให้มีความเป็นธรรมต่อภริยาหรือคู่สมรส ปรากฏเป็นข่าวใหญ่ในวงสังคม เมื่อวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๑๓ เวียนมาถึง ผู้สื่อข่าวจึงไปสัมภาษณ์ท่านผู้หญิง (หม่อมราชวงศ์สุประภาดา เกษมสันต์ ราชเลขานุการในพระองค์ฯ ดังตีพิมพ์ใน นสพ. พิมพ์ไทย ฉบับวันศุกร์ที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๑๓ ไว้ตอนหนึ่งว่า

"ในเรื่องที่เกี่ยวกับบทบาทของสตรีไทยในการเรียกร้องสิทธิสตรี โดยขอให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บางมาตรา ซึ่งสมาคมบัณฑิตสตรีทางกฎหมายแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ เป็นผู้ริเริ่มดำเนินการนั้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเห็นว่า เป็นการกระทำที่เหมาะสม ด้วยวิธีการอันละมุนละไมในรูปแบบของสตรีไทย มิใช่การแสดงออกอย่างรุนแรงเช่นในต่างประเทศบางแห่งเขากระทำกัน"