ไม่อาจถอนใจจาก

บทความ "เนื้อใน"ภาพยนตร์วรรณกรรม

ฉันตื่นแต่เช้า ดื่มกาแฟแก้วแรกกับ Bon Jovi ไม่ใช่สิ ฉันควรบอกว่า ฉันดื่มกาแฟกับเพลงของเขา Thank You for loving me เพลงรักหวาน (แบบชาวร็อค) หวานเสียจนฉันอดรนทนไม่ไหว ต้องหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมา

หนังสือพิมพ์ในปี ๒๕๔๔ (สิบเอ็ดปีที่แล้ว) เขียนโดย อดัมส์ เจ. แจ๊คสัน ถอดเป็นภาษาไทยโดย “คนเดิม”

ปกหนังสือสีดำ มีรูปหัวใจดวงใหญ่ (มาก) สีชมพู ชื่อปกในภาคภาษาไทยคือ “เคล็ดลับแห่งความรักอันอุดม”

ฉันไม่มีวันหยิบมันอ่านแน่ หากพิจารณาจากรูปลักษณ์ภายนอก (ซึ่งไม่ควรเลย) แต่ให้บังเอิญว่า ใครบางคนมอบหนังสือแก่ฉัน และเพราะเขาสำคัญต่อฉัน ฉันจึงคิดว่าหนังสือหน้าปกแสนเชยเล่มนี้คงมีบางสิ่งที่น่าสนใจ

ฉันคาดผิด เพราะความจริงก็คือ หนังสือเล่มนี้เต็มไปด้วยเรื่องซึ่งไม่เพียงแต่น่าสนใจ หากยังเป็นสิ่งสำคัญที่เราควรรับรู้

เคล็ดลับแห่งความรักอันอุดม เล่าเรื่องคล้ายนวนิยาย ผ่านตัวละคร “เขา” ชายหนุ่มผู้ไม่เชื่อและหวาดกลัวความรัก แต่เมื่ออ่านเข้าจริงๆ ฉันกลับพบว่า นวนิยายเป็นเพียงเครื่องมือของผู้เขียน สิ่งที่เข้มข้นกว่า คือคำตอบของคำถามที่ว่า ทำอย่างไร เราจึงจะพบรักแท้ และมีความรักที่ยั่งยืน

หลังอ่านหนังสือเล่มนี้ ฉันได้คำตอบ ว่าเหตุใดความสัมพันธ์ที่ผ่านมาหลายครั้งของฉันจึงจบลง (ทั้งอย่างง่ายดาย และยากเย็น)

ทั้งฉันยังเข้าใจว่า เหตุใดเพื่อนบางคนจึงไม่ยอมมีความรักเสียที (หมายรวมถึงเพื่อนร่วมคอลัมน์ของฉันด้วย)

เพราะความรักไม่ใช่เหตุบังเอิญ มันแทบเป็นไปไม่ได้เลย ที่รักแท้จะหล่นตุบตรงหน้า ให้เราหยิบมาเก็บไว้ในกล่องใจ

รัก (แท้) เป็นสิ่งที่เราต้องสร้างขึ้น จริงอยู่ว่า เมื่อแรกพบใครสักคน เราอาจต้องตาเขาจากรูปลักษณ์ แต่หนังสือได้ระบุไว้ในหน้าแรกว่า

สิ่งที่ดีที่สุดและงดงามที่สุดในโลก

มองเห็นไม่ได้ และสัมผัสไม่ได้

แต่รู้สึกได้ในหัวใจ

ฉันขอสารภาพ...ข้อความข้างต้น สั้นๆ ง่ายๆ แต่เอาฉันอยู่หมัด โดยพลัน ฉันตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของถ้อยคำ มันช่างสวยงามและเป็นจริงเหลือเกิน

มันเป็นจริงในชีวิตฉันเสมอมา แต่ฉันไม่เคยรู้ตัว กระทั่งได้เจอหนังสือเล่มนี้

เช่นเดียวกับที่ฉันรอใครบางคน รอโดยไม่รู้ตัว ต่อเมื่อได้เจอ และจ้องลึกลงในดวงตาเขา ฉันจึงรู้ว่าเป็นเขา ต้องเป็นเขาเท่านั้น

ความรักได้ถูกลิขิตไว้แล้ว หรือไม่ มันก็อาจไม่ได้ถูกลิขิตเลย เราไม่อาจทำสิ่งใดเพื่อเปลี่ยนแปลงมันได้ หากมันจะเกิด สักวันหนึ่งย่อมเกิดขึ้นเอง หรือไม่ ก็ไม่เกิดขึ้นเลย

แม้ความรักจะถูกลิขิต แต่เราต้องมองหาและเชื่อว่ามันมีอยู่ ไม่เช่นนั้น เราก็ไม่มีวันเห็น และหากปราศจากความรัก โลกก็อาจกลายเป็นสถานที่เยือกเย็น เปล่าเปลี่ยวเกินทน

เราจะรักต่อเมื่อเราเลือกที่จะรัก โดยสลัดความกลัวทั้งหมดออกไป (กลัวการถูกปฏิเสธ กลัวการสูญเสีย กลัวอับอาย...)

ใช่ว่าฉันไม่กลัว ฉันเคยกลัวการสูญเสียขึ้นสมอง ฉันจะไม่ยอมเห็นใครเดินจากไปอีก ไม่ว่าในรูปแบบไหน ฉันไม่อาจประกอบสร้างหัวใจที่แหลกสลายขึ้นมาอีกครั้ง เพราะ...มันมากเกินกว่าจะรับได้

แต่ในความเป็นจริงก็คือ คุณไม่อาจรัก หากคุณกอดความกลัวไว้ในอ้อมแขน คุณต้องกางแขนออก ปล่อยทุกอย่างทิ้งไป (รวมถึงตัวตนของคุณด้วย) เพื่อจะรับความรักเข้ามา

และเมื่อความรักปรากฏตรงหน้า คุณจำเป็นที่จะต้องเห็นอย่างแท้จริง ต้องคำนึงถึงความต้องการ ความปรารถนา ทั้งยังต้องมีความเคารพอีกด้วย ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ต่อคนที่คุณรักเท่านั้น แต่ยังรวมถึงตัวคุณเองด้วย

คุณคงไม่สามารถรักใครอย่างแท้จริง หากคุณไม่รู้ว่าต้องการใช้ชีวิตเช่นไร อยากอยู่กับคนแบบไหน หรือไม่รู้ว่าตัวคุณเองมีความดีงาม มีคุณค่าเพียงใด

อดัมส์ เจ. แจ๊คสัน ยังบอกว่า หากเราต้องการความรัก ทั้งหมดที่เราต้องทำคือการให้ ยิ่งให้มากเท่าไร เราจะได้รับมากเท่านั้น

การให้ที่ว่า หมายถึงการให้หัวใจ ความไว้เนื้อเชื่อใจ กระทั่งให้ความเป็นอิสระ

ใช่แล้ว อิสระ...นั่นทำให้ฉันนึกถึงไฟ ไฟต้องการที่ว่างและอากาศ ความรักก็เช่นกัน เพื่อจะอยู่เคียงข้างกันตลอดไป เราควรมีที่ว่างเล็กๆ ให้ต่างหายใจด้วยอิสรภาพ

และอิสรภาพทำให้ความรักวางอยู่บนมิตรภาพ เมื่อคิดย้อนกลับไป ฉันพบว่ามิตรภาพเป็นส่วนประกอบสำคัญของความรัก มันจะดีแค่ไหน ถ้าเพื่อนที่ดีที่สุดของคุณเป็นคนๆเดียวกับคนที่คุณรัก

ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ฉันไม่เคยมี ก่อนหน้านี้ ฉันไม่เคยรู้สึกว่าคนรักเป็นเพื่อน ไม่เคยเลย ที่ฉันจะเปิดใจพูดทุกเรื่องกับเขา โดยเชื่อว่าเขาจะฟังด้วยความเข้าอกเข้าใจ ทุกครั้งที่อยากคุยกับเพื่อน ฉันเป็นต้องกดโทรศัพท์หาคนอื่น ไม่ใช่คนรัก

ฉันฟังเพลง Thank you for loving me อีกครั้ง

I never knew I had a dream until that dream was you

เป็นประโยคซึ่งหวานที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้ยินมา และเช่นเดียวกับเคล็ดลับแห่งความรักอันอุดม เพลงๆนี้เอาฉันอยู่หมัด ไม่อยากลุกไปไหน และไม่อาจถอนใจจาก