74 ปี "อภัยภูเบศร"

การแพทย์ผสมผสานอาเซียน
สายตรงรายงาน

โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร มีนโยบายการแพทย์ผสมผสาน นำการแพทย์แผนไทย บูรณาการเข้ากับการแพทย์แผนปัจจุบัน เพื่อการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังครบวงจร เนื่องในโอกาสการครบรอบวันสถาปนา 74 ปี ในวันที่ 24 มิถุนายน 2558 จึงได้จัดงานการประชุมภูเบศรวิชาการ ครั้งที่ 18 ที่ว่า การแพทย์ผสมผสานวิถีไทย สุขภาวะมิติใหม่ในอาเซียน ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เมื่อเร็วๆนี้

เนื่องในโอกาสอันสำคัญครั้งนี้ ฯพณฯ องคมนตรี พลากร สุวรรณรัฐ ได้ให้เกียรติมาร่วมเป็นประธานเปิดงาน และการประชุมเชิงวิชาการ

นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อสนับสนุนการบูรณาการ ด้านการแพทย์ทั้งสองศาสตร์ คือ การแพทย์แผนปัจจุบัน และการแพทย์แผนไทย ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด อีกทั้งให้มีคุณภาพ และความปลอดภัย พร้อมกับให้ประชาชน เข้าถึงการบริการได้มากขึ้น รวมถึงมีการประชุมวิชาการ แพทย์ผสมผสาน นิทรรศการสร้างเสริมสุขภาพ และการลงนามความร่วมมือระหว่างศูนย์แพทยศาสตร์ศึกษา โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร สถาบันพระบรมราชชนก อีกด้วย

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร นายแพทย์จรัญ บุญฤทธิการ ได้กล่าวถึงความเป็นมาของนโยบาย ด้านการแพทย์ผสมผสาน ว่า

"ทุกวันนี้...คงต้องยอมรับกันว่า ประเทศไทย...เผชิญกับปัญหาสุขภาพ ของประชากรไทย ที่เปลี่ยนไปจากในอดีต และนับวันจะทวีมากขึ้น อาทิ โรคไม่ติดต่อ เป็นปัญหาสำคัญ ที่ทำให้คนไทยเสียชีวิต เพิ่มขึ้นมาเป็น 2 เท่า ในทศวรรษที่ผ่านมา มีการคาดการณ์ว่า การเจ็บป่วยและตาย ด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้สูญเสียรายได้ 52,150 ล้านบาท ปี 2558 คนไทยมีค่าใช้จ่ายด้านยา อัตราส่วนสูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์

...ในขณะที่ประเทศอื่นๆ มีอัตราส่วนไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญประเทศไทย ก็กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ อย่างรวดเร็วที่สุดในทวีปเอเชีย ดังนั้น การจะรับมือกับปัญหาด้านสุขภาพใหม่นั้น จำเป็นต้องปรับกระบวนทัศน์ การให้บริการสุขภาพ ซึ่งไม่เฉพาะกับที่ประเทศไทยเท่านั้น ที่กำลังคิดเรื่องเหล่านี้อยู่ ในประเทศที่มีการพัฒนาแล้ว หรือแม้กระทั่งองค์การอนามัยโลก ก็กำลังมีการพัฒนาแผนงานการแพทย์ผสมผสานเช่นเดียวกัน"

โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นโรงพยาบาลแพทย์แผนปัจจุบัน ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนไทย จึงนำจุดเด่นทั้งสองศาสตร์ มาผสมผสานกัน โดยการแพทย์แผนปัจจุบัน มีจุดแข็งด้านการตรวจวินิจฉัย การรักษา และการติดตามการรักษา ด้วยเครื่องมืออันทันสมัย ส่วนการแพทย์แผนไทย มีจุดเด่นที่การรักษาแบบองค์รวม ให้ความสำคัญที่ต้นเหตุมากกว่าตัวโรค และสมุนไพรใช้ในการรักษา ส่วนใหญ่หาได้ในประเทศ

โดยโครงการดังกล่าว จะมีการดำเนินงานครบวงจร ในลักษณะสหสาขาวิชาชีพ ซึ่งมีทั้งการพัฒนารูปแบบ และระบบการให้การบริการ ที่ได้เชื่อมโยงระหว่างชุมชน และสถานบริการระดับรอง ถึงโรงพยาบาลแพทย์แผนไทย มีการศึกษาวิจัย การเรียนการสอน ที่เป็นต้นแบบ และก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ให้กับโรงพยาบาลและสถานพยาบาลต่างๆ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในอาเซียน ซึ่งมีการแพทย์ดั้งเดิม และพันธุ์พืชสมุนไพร คล้ายคลึงกันกับบ้านเรา เพราะในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประเทศต่างๆในอาเซียน จะรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งไม่ได้ให้ความสนใจ แค่เพียงเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ควรสนใจถึงสุขภาพและสังคม อันเป็นฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจของอาเซียนอีกด้วย ทางโรงพยาบาลมีความมุ่งหวังว่า รูปแบบทางการแพทย์ผสมผสาน ที่พัฒนาขึ้นมานั้น สามารถเรียนรู้แลกเปลี่ยน ร่วมกับประเทศต่างๆในอาเซียน ซึ่งต่างก็มีระบบการแพทย์ดั้งเดิม ที่คล้ายคลึงกับทางเรา

โดยเฉพาะเบาหวาน หนึ่งโรคเรื้อรัง ที่มีมากในปัจจุบัน แต่เป็นเพียงแค่หนึ่งอาการ สะท้อนให้เห็นว่าร่างกายมีความเสื่อม ในการย่อยและดูดซึมสารอาหาร ดังนั้น ผู้ที่เป็นเบาหวาน ยังได้มีอีกหลายอาการที่น่าเป็นห่วง และต้องป้องกันหรือฟื้นฟู ให้กลับมาแข็งแรงมากที่สุด ด้วยกรรมวิธีด้านการแพทย์แผนไทย คือ...การกินให้ถูก อยู่ให้เป็น

หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เภสัชกรหญิง ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร ได้กล่าวถึงแนวคิดพื้นฐานในด้านการแพทย์แผนไทย ในการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง : เบาหวาน ว่า

"โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้ทำการเลือกโรคเบาหวาน ขึ้นมาพัฒนารูปแบบการผสมผสาน เป็นอันดับแรกนั้น เนื่องจากเห็นว่า มีจำนวนผู้ป่วยมาก และมีผลกระทบทางเศรษฐกิจ จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข เมื่อ พ.ศ.2552 ประเทศไทยของเรา มีค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ป่วย สูงถึง 50,000 ล้านบาท โดยมีการพัฒนารูปแบบ หรือมีการทำงาน ในลักษณะสหวิชาชีพ ซึ่งทำงานร่วมกันเป็นองค์รวม และได้ทำตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษา และฟื้นฟูสภาพ เพราะทราบดีว่า โรคเรื้อรังเกิดจากพฤติกรรม ในการรับประทานอาหาร ที่ไม่เหมาะสม ไม่ออกกำลังกาย หรือมีความเครียด ดังนั้น จะมีทั้งทางแพทย์-พยาบาล เข้ามาช่วยคัดกรองผู้ป่วย ผู้ที่มีความเสี่ยง และผู้ที่มีสุขภาพดี โดยที่ผู้ป่วยทั้งสามกลุ่มนั้น จะได้รับการดูแลรักษา ด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน และแพทย์แผนไทยอย่างเหมาะสม"


ผู้ที่ป่วยจะได้รับการดูแล ทั้งจากแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทย เภสัชกร พยาบาล และนักโภชนากร ส่วนผู้อยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยง การแพทย์แผนไทยมีคำตอบ โดยได้ใช้การแพทย์แผนไทยในการดูแล เสริมสร้างความเข้าใจแก่ผู้ป่วย ได้ไปใช้สมุนไพรที่บ้าน ในการดูแลสุขภาพตนเอง ซึ่งได้มีทีมสหวิชาชีพ ติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดการแออัดในโรงพยาบาล และก็ยังเสริมสร้างให้ประชาชน พึ่งตนเองด้านสุขภาพได้ ในขณะที่กลุ่มสุขภาพดี ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ป่วย ต้องมีระบบการคัดกรองระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ จะมีทีมสหวิชาชีพไปให้องค์ความรู้เรื่องโรค และการป้องกันไม่ให้เป็น ด้วยสื่อที่สอนเกี่ยวกับโรคเบาหวาน ซึ่งประชาชนเข้าถึงและเข้าใจได้ง่าย และเมื่อเกิดผลดี จะขยายสู่โรคเรื้อรังอื่นๆต่อไป