กลิ่นทะเลปนวิถีไทยบนเกาะพะงัน

สรรเที่ยว...ถิ่นไทย

5.

วันนั้น...ใช้เวลาเที่ยวดูวิถีชุมชนชาวเกาะพะงันอยู่นานหลายแห่ง กระทั่งย่ำเย็นพลบค่ำถึงได้ตัดสินใจสรุปสุดท้ายกับการใช้ชีวิตประจำวันในวันเดียวกันนี้ ด้วยการตรงรี่ไปเช็คอินเข้าที่พักที่โรงแรมแม่หาดเบย์รีสอร์ท ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชุมชนบ้านหาดเคียงข้างกับหาดบ้านหาด แต่ก็เพราะสภาพยามนั้นมันเริ่มจะมืดมิดแล้ว จึงมิอาจเห็นสภาพแวดล้อมโรงแรมที่พัก นอกจากชุม ชนย่านการค้าเล็กๆน้อยๆของชาวบ้านด้านหน้าโรงแรมที่พักที่มีแสงไฟส่องสว่างให้พอเห็นอยู่บ้าง

ครั้นพอเข้าถึงห้องพักเรียบร้อยแล้วถึงได้เห็นการออกแบบตกแต่งห้องหับภายในว่า ช่างไม่ต่างอะไรกับโรงแรมระดับ 5 ดาว เหมือนเช่นตามเมืองท่องเที่ยวริมทะเลทั่วๆไป ไม่ว่าจะเป็นพัทยา หรือหัวหิน-ชะอำ แม้กระทั่งเกาะกลางทะเลที่ได้กลายเป็นสวรรค์ชั้นนำของนักท่องเที่ยวแบบเกาะภูเก็ต เกาะช้าง กระทั่งเกาะสมุยซึ่งอยู่ห่างเกาะพะงันเพียงแค่เอื้อมประมาณ 15 กิโลเมตรเท่านั้นเอง

เช้าวันใหม่...อากาศบนเกาะดูช่างสดใสไม่มีมลพิษคลุมม่านหมอกเหนือท้องฟ้าเหมือนเมืองแห่งทวยเทพเทวดา เช่น กรุงเทพฯ ไม่มีเสียงแตรรถยนต์บีบกระหน่ำใส่กันเหมือนอย่างย่านธุรกิจสำคัญของเมืองหลวง ตั้งแต่ราชประสงค์ สีลม ยันสามย่าน หรืออนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จดย่านสามเหลี่ยมดินแดง ลามไปถึงรัชดาภิเษก และอีกมากมายก่ายกองในช่วงที่คนกรุงกำลังทำเป็นขยันขันแข็งแข่งกันไปทำงานยังงั้นแหละ!

ผมสูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้าบนเกาะแห่งนี้ได้อย่างเต็มปอด เพราะเชื่อว่าปลอดสารคาร์บอนฯ และถึงจะไม่มีโอโซนติดอันดับหนึ่งในเจ็ดของโลกเหมือนอย่างที่วังน้ำเขียว อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ทว่า ก็มีความรู้สึกว่ามันแสนสดชื่น สดใส หายใจได้อย่างปลอดโปร่งกว่าทุกๆวันที่ขังตัวเองอยู่ในเมืองบางกอก

พอออกจากห้องพักมาแล้วนั่นแหละ ถึงได้มองเห็นอีกว่าโรงแรมบ้านหาดเบย์รีสอร์ทนั้น สมควรแล้วที่น่าจะขึ้นชั้นระดับ 5 ดาวอยู่บนเกาะพะงัน ด้วยเป็นโรงแรมที่มีเรือนอาคารสูงไม่เกินยอดมะพร้าว ซึ่งยังเห็นเก็บรักษาเอาไว้เพื่อประดับภูมิทัศน์อยู่มากมายรอบด้าน บริเวณพื้นที่ส่วนกลางก็ยังถูกเนรมิตขึ้นเป็นสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ ให้นักท่องเที่ยวผู้เป็นลูกค้าได้ใช้เป็นสถานที่พักผ่อน กับใช้ชีวิตเพื่อการพักผ่อนประจำวันนอกเหนือจากทะเล เพราะการขายห้องพักโรงแรมระดับนี้ สิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มักจะถามถึงอยู่ตลอดเวลา ได้แก่ มีสระว่ายน้ำรึเปล่า?

ถ้ามีจึงจะตัดสินใจเลือกพัก แต่ถ้าไม่มี ก็จะตัดสินใจทันทีเหมือนกัน คือ ไม่จอง และไม่พัก!

นายทุน สถาปนิก นักการตลาดที่อยู่ในวงการโรงแรมต่างรู้สูตรสำเร็จนี้ดี

โรงแรมที่ว่านี้จัดเป็นโรงแรมหรูขนาดเล็ก คือมีห้องพักตั้งแต่ซูพีเรียร์ หรือสแตนดาร์ด ไปจนถึงห้องชุดแค่ 48 ห้อง แต่ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบองค์ประกอบของความเป็นสถานบริการด้านที่พัก อาทิ ห้องออกกำลังกาย บริการนำเที่ยว อุปกรณ์การดำน้ำ กีฬาทางน้ำ แล้วก็ห้องอาหารที่ผมเข้าไปใช้บริการในเช้าวันนั้น ซึ่งปรากฏว่าผู้เข้าไปใช้บริการเกือบทั้งหมดเป็นนักท่องเที่ยวตะวันตกแทบทั้งนั้น ดูเหมือนจะมีแต่ผมที่เห็นเป็นคนไทยคนเดียวกระมัง?

มันจึงเป็นคำตอบได้เป็นอย่างดีว่า ตลาดหลักของที่นี่คือลูกค้าผมสีทองที่มีกำลังซื้อสูงกว่าพวกแบ็คแพ็คแน่นอน!

หลังอาหารเช้า ผมเดินดุ่มๆออกไปตามแนวหาดบ้านหาดที่ตั้งอยู่ด้านหน้าห้องอาหารเช้าของโรงแรม เดินต่อไปไม่ถึง 500 เมตร จึงได้เห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มออกมานั่งนอนผึ่งแดดอยู่ตามแนวชายหาด โดยเบื้องหน้าที่น้ำทะเลกำลังลดระดับด้วยแรงดึงดูดระหว่างโลกกับดวงจันทร์ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ของแนวหาดทรายสีขาวนวลนิ่ม โผล่อวดตัวขึ้นแทนผืนน้ำที่เริ่มแยกออกเป็นสองฟากฝั่งราวอัศจรรย์ ทิ้งให้หาดที่กำลังเปลี่ยนสภาพขึ้นมาอยู่เหนือระดับน้ำ กลับทอดยาวไกลออกไปข้างหน้า กระทั่งถึงเกาะม้า ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามหาดแม่หาด เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทอดน่องเชื่อมต่อถึงกันได้อย่างสบายๆ

ปรากฏการณ์นี้แหละ ที่เขาเรียกกันว่า "ทะเลแหวก" แบบเดียวกันกับที่เกิดขึ้นบริเวณทะเลอันดามันด้านหน้าอ่าวนาง จังหวัดกระบี่ ที่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวประเภท Unseen ดึงคนแห่ไปเที่ยวกันปีหนึ่งจำนวนมหาศาล!

จากหาดบ้านหาด ผมเดินทางต่อไปยังหาดมาลีบู ซึ่งอยู่เลยหาดบ้านหาดออกไปเพียงเล็กน้อย โดยบริเวณด้านซ้ายมือเห็นเป็นช่องทะเลไหลเข้ามายังแนวชายหาด ทำให้เหล่าเรือประมงขนาดเล็กเห็นเหมาะสำหรับการนำเรือเข้ามาจอดเทียบเพื่อหลบคลื่นลมทะเลได้เป็นอย่างดี

ส่วนบริเวณด้านขวามือจะแลเห็นเป็นทิวสนอวดตัวอยู่เหนือแนวหาดทรายสีขาวนวลนิ่มไม่ต่างหาดทรายตรงทะเลแหวกของหาดบ้านหาด จึงมีนักท่องเที่ยวซึ่งนิยมใช้หาดทราย และน้ำทะเลสีเขียวตองอ่อนอันถือเป็นมุมสงบของการพักผ่อนนอนอาบแดด สลับกับลงว่ายเล่นในทะ เล โดยใช้ชีวิตอยู่เยี่ยงนี้นานครึ่งค่อนข้างวันเป็นอย่างน้อย

พอจบจากหาดมาลีบู ผมเดินทางตรงดิ่งไปยังบริเวณด้านเหนือสุดของเกาะพะงัน ที่อ่าวโฉลกหลำ ซึ่งชาวท้องถิ่นมักจะเรียกกันว่า "โหลกหลำ" สั้นๆง่ายๆมากกว่า ภูมิประเทศตรงนี้มีลักษณะเป็นโค้งอ่าวของหาดทรายรูปวงพระจันทร์ข้างแรม ส่วนตอนกลางเป็นชุมชนทั้งที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน และอาคารเรือนไม้ที่ถูกดัดแปลงให้เป็นร้านค้าขายสินค้าเชิงบริการแก่นักท่องเที่ยวต่างถิ่นและต่างชาติ อาทิ เสื้อผ้า ของที่ระลึก ร้านอาหาร รวมถึงร้านสะดวกซื้อที่ขายสินค้าบริโภคกันทุกชนิด

ส่วนบริเวณชายหาดที่เป็นแนวยาวอย่างที่เห็น ต่างคราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวมากหน้าที่ล้วนอยู่ในชุดลำลองพร้อมลงเล่นน้ำ ขณะที่บางคนนอนซบหน้านิ่งกับพื้นชายหาดเพื่ออบแผ่นหลังด้วยเปลวแดดที่กำลังแผดเผาอย่างร้อนแรง โดยฉากด้านหลังที่อยู่เหนือท้องน้ำตรงโค้งอ่าวออกไป ปรากฏเป็นภูเขาสูงประดับตกแต่งให้เป็นธรรมชาติที่งดงามอยู่ทางปลายเกาะ

พะงันมีธรรมชาติดีกว่าที่หลายคนคิดกันเสียอีก!

กระทั่งย่ำเย็นในวันเดียวกันนั้น ผมเดินทางมุ่งหน้าต่อไปยังบริเวณหาดริ้นนอก ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งตอนใต้ของตัวเกาะ ที่มีรีสอร์ทจำนวนมากกว่าทุกหาด และเห็นนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยใช้ชีวิตเพื่อการพักผ่อนอยู่ตลอดแนวชายหาดแห่งนั้น โดยไม่คำนึงว่าย่ำค่ำวันนี้พระจันทร์จะโผล่พ้นทะเลขึ้นมาแบบเต็มดวงหรือไม่?

ผมได้ถามได้คุยกับนักท่องเที่ยวหลายๆคน ที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังเกาะพะงัน และใช้ชีวิตอย่างสงบเรียบง่ายอยู่บนเกาะแห่งนี้นานถึง 8 วันเป็นอย่างน้อย พบคำตอบว่าบางคนเดินทางมายังเกาะกลางทะเลแห่งนี้แบบซ้ำครั้งเกินกว่า 2 ครั้งขึ้นไป

เพราะเขาเหล่านั้นสามารถค้นพบความจริงแล้วว่า ที่นี่คือสวรรค์ที่แท้จริงของการท่องเที่ยว ทั้งวิถีชุมชนที่เรียบง่าย ทะเลที่ดูงดงาม ผู้คนซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยความเป็นมิตร อาหารการกินที่ถูกนำขึ้นจากทะเลสดๆเป็นประจำทุกวัน ตลอดจนค่าครองชีพที่ถูกมากเมื่อเทียบกับเกาะสมุย เกาะภูเก็ต พัทยา หัวหิน และชะอำ เชื่อมั้ยครับว่า ปีหนึ่งๆ เกาะพะงันนั้นมีนักท่องเที่ยวประเภทนี้เดินทางถึงเกาะกว่า 7.38 แสนคน ทิ้งเม็ดเงินไว้ให้ราวๆ 8.1 พันล้านบาท...น้อยเสียเมื่อไหร่ครับพ่อแม่พี่น้อง?

ยิ่งกว่านั้น หลายคนยังให้คำยืนยันด้วยว่า เขาต้องการมาเที่ยวและสัมผัสกับสิ่งเหล่านี้มากกว่าการเอาตัวเข้าไปใช้ชีวิตในวันพระจันทร์เต็มดวง หรือที่เรียกกันว่าฟูลมูนปาร์ตี้ตรงหาดริ้นนอกอย่างที่หลายคนหลงใหล และไปเพื่อแสวงหาประสบการณ์ที่มิใช่เพื่อการพักผ่อนบนเกาะพะงัน

สำหรับพวกเขาต้องการที่จะสัมผัสกลิ่นทะเลปนวิถีไทยที่บริสุทธิ์เสียมากกว่าอย่างอื่น!

เหล่านี้จึงถือเป็นสัจธรรมที่ยังสามารถค้นหาได้บนเกาะพะงัน!!