ร้อนเป็นไฟ

เศรษฐกิจประจำบ้าน

ช่วงเดือนเมษายนของทุกปี เป็นช่วงที่ประเทศไทยมีสภาพอากาศร้อนจัด แต่ละคนมักชอบหลบแดดหลบร้อนอยู่ในห้องแอร์ หรือห้างสรรพสินค้า จึงมีการเปิดเครื่องปรับอากาศเพื่อคลายร้อนเพิ่มขึ้น จากการเปิดเผยจากนายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยว่า เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2558 เวลา 14.28 น. มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุด อยู่ที่ 27,056.8 เมกะวัตต์ ทำลายตัวเลขการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในปี 2557 ซึ่งอยู่ที่ 26,942.1 เมกะวัตต์ เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2557 ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว โดยมีอุณหภูมิสูงถึง 36.4 อาศาเซลเซียส ทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นตาม และในเดือนเมษายนมีกรณีที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ จะทำการปิดซ่อมท่อก๊าซธรรมชาติประจำปี 2558 ทั้ง 3 แหล่งสำคัญ คือ แหล่งยาดานา และเยตากุน ระหว่างวันที่ 10-19 เมษายน และแหล่งซอติก้า ระหว่างวันที่ 20-27 เมษายน ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณก๊าซธรรมชาติหายไปจากระบบรวมกันสูงสุดประมาณ 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุต โดยถือเป็นสัดส่วนของก๊าซธรรมชาติที่ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องนำเข้าจากพม่า คิดเป็นร้อยละ 25 หรือ 1 ใน 4 ของปริมาณการจัดหาก๊าซธรรมชาติทั้งหมดในประเทศ และประกอบกับไทยเป็นช่วงเทศกาลวันหยุดสงกรานต์ ซึ่งมีการใช้รถยนต์ส่วนตัวเพื่อเดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนาจำนวนมาก จึงทำให้มีการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้น ดังนั้น การป้องกันและแก้ไขการประหยัดพลังงานอย่างยั่งยืนจึงควรที่จะร่วมด้วยช่วยกันลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและพลังงานเชื้อเพลิง ร่วมกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการประหยัดพลังงาน ได้แก่ ล้างแอร์หน้าร้อน ปิดไฟดวงที่ไม่ใช้ ปรับแอร์ที่อุณหภูมิ 25 องศา ปลดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้า เปลี่ยนหลอดไฟให้เป็นหลอดแบบประหยัดพลังงาน และตรวจเช็คเครื่องยนต์ก่อนเดินทางไกล ซึ่งถือเป็นวิธีการที่ประหยัดพลังงานแบบง่ายๆ ที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง และเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายของตัวเอง และยังช่วยชาติลดการนำเข้าพลังงานอีกด้วย

หลายคนอาจจะตกใจกับค่าไฟฟ้าตามใบแจ้งค่าไฟฟ้าในช่วงหน้าร้อนนี้ เพราะก่อนหน้านี้ เมืองไทยเพิ่งผ่านฤดูหนาว ค่าไฟฟ้าแต่ละบ้านอาจจะยังถูก แต่พอเข้าช่วงเดือนมีนาคมเป็นต้นมา ค่าไฟเริ่มมากขึ้น ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ นั่นเป็นเพราะว่าปริมาณการใช้ไฟที่เพิ่มขึ้น และส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการใช้เครื่องปรับอากาศดับร้อนนั่นเอง และถ้าสังเกตในใบแจ้งค่าไฟฟ้า จะเห็นคำว่า ค่าไฟฟ้าผันแปร (ft) บางคนอาจจะลืมไปแล้วว่า ค่าไฟฟ้าผันแปรหรือค่าเอฟทีนี้คืออะไร มีที่มาในการจัดเก็บเกิดจากอะไร จึงขอนำเสนอให้ได้ทราบกันอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อมูลของกฟผ. หรือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้ลงไว้ในเว็บไซต์อธิบายว่า ในอดีตประเทศไทยมีค่าไฟฟ้าเพียงส่วนเดียว เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายควบคุมราคาน้ำมัน ทำให้ระดับราคาเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่เมื่อรัฐบาลตัดสินใจประกาศลอยตัวราคาน้ำมันในเดือนมิถุนายน 2534 ราคาเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าก็เริ่มมีการผันแปรตามราคาตลาด คณะรัฐมนตรีในสมัยนั้นจึงมีมติให้ปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าของประเทศเป็น 2 ส่วน คือ ค่าไฟฟ้าฐาน และค่าไฟฟ้าผันแปรหรือค่าเอฟที โดยเริ่มใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2534 ทั้งนี้เพื่อให้เป็นกลไกในการปรับราคาค่าไฟฟ้าให้เคลื่อนไหวตามค่าใช้จ่ายในส่วนที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของการไฟฟ้า ดังนั้น โครงสร้างค่าไฟฟ้าในปัจจุบันจึงแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1. ค่าไฟฟ้าฐาน กับ 2. ค่าไฟฟ้าผันแปร หรือ "ค่าเอฟที" ค่าไฟฟ้าส่วนที่ 1 หรือ ค่าไฟฟ้าฐาน เป็นค่าไฟฟ้าที่สะท้อนรายจ่ายของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคตของประเทศ ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศในช่วง 15 ปีข้างหน้า ที่จัดทำโดยคณะอนุกรรมการการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า ประกอบด้วยรายจ่ายของการไฟฟ้า 3 ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่ 1. ต้นทุนทางการเงินที่การไฟฟ้าใช้ในการก่อสร้างขยายระบบผลิต ระบบส่งและระบบจำหน่ายในอนาคต 2. ต้นทุนในการดำเนินงาน เช่น ค่าใช้จ่ายดำเนินงานและบำรุงรักษาระบบผลิต ระบบส่งและระบบจำหน่าย ค่าบริหารจัดการ ตลอดจนผลตอบแทนการลงทุน และ 3. ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้า ค่าไฟฟ้าส่วนที่ 2 หรือ "ค่าเอฟที" คำว่า Ft เดิมหมายถึง ค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิง (Fuel) ที่แปรผันไปตามเวลา (Adjustment time) ในที่นี้ หมายถึง ค่าไฟฟ้าที่สะท้อนค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงเพิ่มหรือลดจากค่าใช้จ่ายฐาน ซึ่งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะประกาศค่าเอฟทีเพื่อให้การไฟฟ้าใช้เรียกเก็บจากประชาชนคราวละ 4 เดือน เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสะดวกในการคิดต้นทุนสินค้า ตั้งแต่เดือนมกราคม 2558 - เดือนเมษายน 2558 นี้ อัตราค่าเอฟทีอยู่ที่ 58.96 สตางค์/หน่วย ซึ่งมีอัตราที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับเดือนกันยายน 2557- เดือนธันวาคม 2557 มีอัตราค่าเอฟทีอยู่ที่ 69 สตางค์/หน่วย ส่วนรอบต่อไปเดือนพฤษภาคม 2558-เดือนสิงหาคม 2558 มีข่าวแว่วๆมาว่า ค่าเอฟทีอาจจะถูกลงอีกประมาณ 5 สตางค์ ในส่วนนี้เองเราๆท่านๆจะเข้าใจว่าบางครั้งเมื่อค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงถูกลง ทำไมค่าเอฟทีถึงไม่ถูกลงด้วย ซึ่ง (กฟผ.) ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เมื่อปี 2551 ราคาน้ำมันมีราคาสูงมาก แต่ก็ไม่ได้มีการปรับค่าเอฟทีเพิ่มขึ้น เพราะกลัวประชาชนเดือดร้อน มติของ (กกพ.) และรัฐบาลจึงให้ขึ้นค่าเอฟทีเพียงบางส่วน ส่วนที่เหลือให้การไฟฟ้าเป็นผู้รับผิดชอบ และเมื่อราคาน้ำมันถูกลงค่อยเก็บคืน ซึ่งตลอดมาการไฟฟ้าก็ยังไม่ได้เพิ่มขึ้นในส่วนนี้เลย ปัจจุบันค่าเอฟทีจึงยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และอีกเรื่องที่สำคัญมากที่ควรรับรู้นั่นคือ ประเทศไทยต้องใช้เงินเกือบ 300,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงมาให้คนไทยใช้กัน จึงจำเป็นต้องช่วยกันลดภาระนี้ลงให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 10 จากที่เคยใช้กันอยู่ จะสามารถประหยัดเงินตราต่างประเทศ ได้เกือบ 30,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ทางที่ดีในฐานะผู้บริโภคอย่างเราควรสร้างพฤติกรรมประหยัดการใช้ไฟฟ้าไว้ก่อน ไม่ต้องขึ้นอยู่กับราคาเชื้อเพลิงที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอก็จะเป็นการดี

คราวนี้ลองมาทำความเข้าใจกับการคิดค่าไฟฟ้าตามใบแจ้งค่าไฟกันดีกว่า จะเห็นว่าค่าไฟจะอยู่ที่ 991.94 บาท ที่มาที่ไปมาอย่างไรลองคิดตามกันดู

เริ่มจากเทียบปริมาณการใช้ไฟฟ้าจากมิเตอร์การใช้จากเลขอ่านครั้งก่อน ลบด้วยเลขอ่านครั้งหลัง ตามตัวอย่างนี้คือ 9462 - 9220 จะได้จำนวนหน่วยการใช้ไฟเท่ากับ 242 หน่วย

ส่วน 1.2 มาจากประเภทเป็นบ้านอยู่อาศัย ซึ่งอัตราค่าไฟฟ้าประเภทขายปลีกนี้ จะแบ่งออกเป็น 7 ประเภท บ้านอยู่อาศัยจะเป็นประเภทที่ 1 แบ่งอัตราค่าไฟฟ้าตามข้อมูลจากการไฟฟ้านครหลวง ดังนี้

ประเภทที่ 1 บ้านอยู่อาศัย

 อัตราปกติปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน

  • อัตรารายเดือน
  • ค่าพลังงานไฟฟ้า (กิโลวัตต์ชั่วโมง)
  • 15 หน่วย แรก (หน่วยที่ 1 - 15) หน่วยละ10 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 16 - 25) หน่วยละ2.5026 บาท
  • 10 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 26 - 35) หน่วยละ2.7549 บาท65 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 36 - 100) หน่วยละ3.1381 บาท
  • 50 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 101 - 150) หน่วยละ3.2315 บาท250 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 151 - 400) หน่วยละ3.7362 บาท
  • เกินกว่า 400 หน่วย (หน่วยที่ 401 เป็นต้นไป) หน่วยละ3.9361 บาท
  • ค่าบริการ (บาท/เดือน) : 8.19

อัตราปกติปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าเกินกว่า 150 หน่วยต่อเดือน

  • อัตรารายเดือน
  • ค่าพลังงานไฟฟ้า (กิโลวัตต์ชั่วโมง)
  • 150 หน่วย แรก (หน่วยที่ 1 - 150) หน่วยละ2.7628 บาท
  • 250 หน่วยต่อไป ( หน่วยที่ 151 - 400 ) หน่วยละ3.7362 บาท
  • เกินกว่า 400 หน่วย (หน่วยที่ 401 เป็นต้นไป) หน่วยละ3.9361 บาท
  • ค่าบริการ (บาท/เดือน) : 38.22

อัตราตามช่วงเวลาของการใช้ (Time of Use Tariff : TOU Tariff )

  • อัตรารายเดือน
  • ค่าพลังงานไฟฟ้า (บาท/หน่วย) ค่าบริการ (บาท/เดือน)
  • On Peak Off Peak

แรงดัน 12 - 24 กิโลโวลต์ 4.5827 2.1495 312.24

แรงดันต่ำกว่า 12 กิโลโวลต์ 5.2674 2.1827 38.22

  • On Peak : เวลา 09.00 - 22.00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์
  • Off Peak : เวลา 22.00 - 09.00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์
  • เวลา 00.00 - 24.00 น. วันเสาร์ - วันอาทิตย์ วันแรงงานแห่งชาติ
  • วันหยุดราชการตามปกติ (ไม่รวมวันพืชมงคลและวันหยุดชดเชย)

ดังนั้น ค่าไฟฟ้าฐาน ในที่นี้คิดจาก จำนวนหน่วยการใช้ไฟ 242 หน่วย แบ่ง 150 หน่วยแรก คิดเป็น 150 x 2.7628 = 414.42 ที่เหลืออีก 92 หน่วย 92 x 3.7362 = 343.73 รวมเป็นค่าพลังงานไฟฟ้า 758.15 บาท

ค่าบริการรายเดือน 38.22 มาจากค่าใช้จ่ายของเจ้าหน้าที่ที่มาจดมิเตอร์ไฟและค่าเอกสารแจ้งค่าไฟฟ้าต่างๆ รวมค่าไฟฟ้าและค่าบริการ 796.37 บาท

อัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอยู่ที่ 0.5400 ซึ่งจะกำหนดไว้ทุกรอบ 4 เดือนตามประกาศของ (กกพ.) ตามที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น ตามใบแจ้งนี้จึงคิดจาก 0.5400 คูณจำนวนหน่วยที่ใช้ 242 หน่วย 0.5400 x 242 = 130.68 บาท

สรุปค่าไฟฟ้า 796.37 + ค่าเอฟที 130.68 จะเท่ากับ 927.05 รวมกับค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% = 64.89 รวมทั้งสิ้นจำนวน 991.94 บาท พอถึงเดือนหน้าลองคิดตามกันดูนะว่าคิดได้ตามนี้กันหรือไม่

จะทำอย่างไรให้ค่าไฟฟ้าลดลงนอกเหนือจากที่รู้กันโดยทั่วไปแล้ว มาเพิ่มเติมเคล็ดลับการช่วยประหยัดเงินค่าไฟฟ้าภายในบ้านกันอีกสักหน่อย ซึ่งมีหลายวิธีด้วยกัน คิดแบบง่ายๆ คือ ของสิ่งใดที่ต้องใช้กระแสไฟฟ้าในการทำงาน ควรที่จะ ลด ละ เลิก และเพิ่มพฤติกรรมใหม่ลงไปจากที่เคยทำอยู่เป็นกิจวัตรประจำวัน นอกจากที่ทราบกันดีอยู่แล้วเรื่องการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ติดสลากประหยัดไฟเบอร์ 5 การใช้หลอดไฟแบบตะเกียบหรือหลอด LED ล้างเครื่องปรับอากาศอย่างน้อยทุก 6 เดือนแล้ว ก็ยังมีอีกหลายวิธีที่สามารถทำได้เช่นกัน ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ ควรตั้งค่าเครื่องปรับอากาศระหว่าง 23 ํC และ 26 ํC หากให้ดีกว่านั้น เปิดพัดลมแทนการเปิดแอร์ หรือเปิดพร้อมกับแอร์ เพื่อเป็นการกระจายอากาศเย็นให้มากขึ้นและทั่วถึง ปิดเครื่องปรับอากาศทุกครั้งที่จะไม่อยู่ในห้องเกิน 1 ชั่วโมงสำหรับเครื่องปรับอากาศทั่วไป และประมาณ 30 นาที สำหรับเครื่องปรับอากาศเบอร์ 5 และหมั่นทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศของเครื่องปรับอากาศบ่อย ๆ เพื่อลดการเปลืองไฟในการทำงานของเครื่องปรับอากาศ เลือกใช้หลอดไฟแบบฟลูออเรสเซ้นส์ ถึงแม้ว่ามีราคาแพงกว่าหลอดไฟชนิดอื่น แต่หลอดไฟฟลูออเรสเซ้นส์สามารถช่วยประหยัดไฟได้มากกว่าหลอดไฟชนิดอื่นถึง 75% เลยทีเดียว แถมยังมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า รวมถึงหมั่นทำความสะอาดหลอดไฟที่บ้าน อย่างน้อยทุก 3 เดือน เพราะจะช่วยเพิ่มแสงสว่าง โดยไม่ต้องใช้พลังงานมากขึ้น ควรใช้บัลลาสต์ประหยัดไฟ หรือบัลลาสต์อิเล็กทรอนิกส์คู่กับหลอดผอมแบบประหยัด จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประหยัดไฟได้อีกมาก ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสียบไว้กับปลั๊กตามฝาผนัง แม้แต่เครื่องชาร์จถ่านและโทรศัพท์ ก็ยังใช้ไฟฟ้า หากเสียบปลั๊กทิ้งไว้ ติดตั้งหัวผักบัวแบบประหยัดน้ำ และอาบน้ำโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเพื่อช่วยลดปริมาณน้ำร้อนที่คุณใช้ ทำอาหารด้วยเตาไมโครเวฟ แทนการใช้เตาไฟฟ้าหรือเตาอบ เพราะเตาไมโครเวฟใช้ไฟฟ้าน้อยกว่า ตั้งอุณหภูมิตู้เย็นอยู่ที่ 3-4 ํC และตู้แช่แข็งที่ 15-18 ํC เลือกขนาดตู้เย็นให้เหมาะสมกับขนาดครอบครัว และควรตั้งตู้เย็นไว้ห่างจากผนังบ้านอย่างน้อย 15 เซนติเมตร และควรเลือกซื้อตู้เย็นประตูเดียว เนื่องจากตู้เย็น 2 ประตู จะกินไฟมากกว่าตู้เย็นประตูเดียวที่มีขนาดเท่ากัน เพราะต้องใช้ท่อน้ำยาทำความเย็นที่ยาวกว่าและใช้คอมเพรสเซอร์ขนาดใหญ่กว่า ไม่ควรเสียบปลั๊กหม้อหุงข้าวทิ้งไว้ เพราะระบบอุ่นจะทำงานตลอดเวลา ทำให้สิ้นเปลืองไฟเกินความจำเป็น ใช้แผงจ่ายไฟที่มีสวิตช์เปิดปิด และให้แน่ใจว่าสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย อย่าเปิดคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้ถ้าไม่ใช้งาน ติดตั้งระบบลดกระแสไฟฟ้าเข้าเครื่อง เมื่อพักการทำงาน จะประหยัดไฟได้ร้อยละ 35-40 และถ้าหากปิดหน้าจอทันที เมื่อไม่ใช้งานจะประหยัดไฟร้อยละ 60 ดูสัญลักษณ์ Energy Star ก่อนเลือกซื้ออุปกรณ์สำนักงาน (เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องโทรสาร เครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้า เครื่องถ่ายเอกสาร ฯลฯ) ซึ่งจะช่วยประหยัดพลังงาน ลดการใช้กำลังไฟฟ้า เพราะมีระบบประหยัดไฟฟ้าอัตโนมัติในหน้าร้อนให้เปิดหน้าต่างในเวลากลางคืนเมื่ออุณหภูมิลดลงแล้ว เพื่อช่วยไล่อากาศร้อนออกจากบ้าน ปลูกพืชคลุมดินเพื่อช่วยลดความร้อน และเพิ่มความชื้นให้กับดิน จะทำให้บ้านเย็นขึ้นไม่จำเป็นต้องเปิดเครื่องปรับอากาศ ควรใช้สีอ่อนทาผนังนอกอาคารเพื่อการสะท้อนแสงที่ดี และทาภายในอาคารเพื่อทำให้ห้องสว่างได้มากกว่า

การปรับปรุงพฤติกรรมการประหยัดพลังงานเหล่านี้ นอกจากจะช่วยให้ประหยัดเงินที่ตัวเองและครอบครัวต้องเสียค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าไฟฟ้าซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจประจำบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน้าร้อนที่ค่าไฟฟ้ามักจะสูงกว่าฤดูอื่นๆแล้ว ยังมีส่วนร่วมด้วยช่วยกันกอบกู้เศรษฐกิจของประเทศได้อีกทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งเป็นการสร้างพฤติกรรมประหยัดพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ามากเลยทีเดียว

 

 

 

ช่วงเดือนเมษายนของทุกปี เป็นช่วงที่ประเทศไทยมีสภาพอากาศร้อนจัด แต่ละคนมักชอบหลบแดดหลบร้อนอยู่ในห้องแอร์ หรือห้างสรรพสินค้า จึงมีการเปิดเครื่องปรับอากาศเพื่อคลายร้อนเพิ่มขึ้น จากการเปิดเผยจากนายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยว่า เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2558 เวลา 14.28 น. มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุด อยู่ที่ 27,056.8 เมกะวัตต์ ทำลายตัวเลขการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในปี 2557 ซึ่งอยู่ที่ 26,942.1 เมกะวัตต์ เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2557 ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว โดยมีอุณหภูมิสูงถึง 36.4 อาศาเซลเซียส ทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นตาม และในเดือนเมษายนมีกรณีที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ จะทำการปิดซ่อมท่อก๊าซธรรมชาติประจำปี 2558 ทั้ง 3 แหล่งสำคัญ คือ แหล่งยาดานา และเยตากุน ระหว่างวันที่ 10-19 เมษายน และแหล่งซอติก้า ระหว่างวันที่ 20-27 เมษายน ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณก๊าซธรรมชาติหายไปจากระบบรวมกันสูงสุดประมาณ 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุต โดยถือเป็นสัดส่วนของก๊าซธรรมชาติที่ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องนำเข้าจากพม่า คิดเป็นร้อยละ 25 หรือ 1 ใน 4 ของปริมาณการจัดหาก๊าซธรรมชาติทั้งหมดในประเทศ และประกอบกับไทยเป็นช่วงเทศกาลวันหยุดสงกรานต์ ซึ่งมีการใช้รถยนต์ส่วนตัวเพื่อเดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนาจำนวนมาก จึงทำให้มีการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้น ดังนั้น การป้องกันและแก้ไขการประหยัดพลังงานอย่างยั่งยืนจึงควรที่จะร่วมด้วยช่วยกันลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและพลังงานเชื้อเพลิง ร่วมกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการประหยัดพลังงาน ได้แก่ ล้างแอร์หน้าร้อน ปิดไฟดวงที่ไม่ใช้ ปรับแอร์ที่อุณหภูมิ 25 องศา ปลดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้า เปลี่ยนหลอดไฟให้เป็นหลอดแบบประหยัดพลังงาน และตรวจเช็คเครื่องยนต์ก่อนเดินทางไกล ซึ่งถือเป็นวิธีการที่ประหยัดพลังงานแบบง่ายๆ ที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง และเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายของตัวเอง และยังช่วยชาติลดการนำเข้าพลังงานอีกด้วย

หลายคนอาจจะตกใจกับค่าไฟฟ้าตามใบแจ้งค่าไฟฟ้าในช่วงหน้าร้อนนี้ เพราะก่อนหน้านี้ เมืองไทยเพิ่งผ่านฤดูหนาว ค่าไฟฟ้าแต่ละบ้านอาจจะยังถูก แต่พอเข้าช่วงเดือนมีนาคมเป็นต้นมา ค่าไฟเริ่มมากขึ้น ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ นั่นเป็นเพราะว่าปริมาณการใช้ไฟที่เพิ่มขึ้น และส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการใช้เครื่องปรับอากาศดับร้อนนั่นเอง และถ้าสังเกตในใบแจ้งค่าไฟฟ้า จะเห็นคำว่า ค่าไฟฟ้าผันแปร (ft) บางคนอาจจะลืมไปแล้วว่า ค่าไฟฟ้าผันแปรหรือค่าเอฟทีนี้คืออะไร มีที่มาในการจัดเก็บเกิดจากอะไร จึงขอนำเสนอให้ได้ทราบกันอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อมูลของกฟผ. หรือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้ลงไว้ในเว็บไซต์อธิบายว่า ในอดีตประเทศไทยมีค่าไฟฟ้าเพียงส่วนเดียว เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายควบคุมราคาน้ำมัน ทำให้ระดับราคาเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่เมื่อรัฐบาลตัดสินใจประกาศลอยตัวราคาน้ำมันในเดือนมิถุนายน 2534 ราคาเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าก็เริ่มมีการผันแปรตามราคาตลาด คณะรัฐมนตรีในสมัยนั้นจึงมีมติให้ปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าของประเทศเป็น 2 ส่วน คือ ค่าไฟฟ้าฐาน และค่าไฟฟ้าผันแปรหรือค่าเอฟที โดยเริ่มใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2534 ทั้งนี้เพื่อให้เป็นกลไกในการปรับราคาค่าไฟฟ้าให้เคลื่อนไหวตามค่าใช้จ่ายในส่วนที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของการไฟฟ้า ดังนั้น โครงสร้างค่าไฟฟ้าในปัจจุบันจึงแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1. ค่าไฟฟ้าฐาน กับ 2. ค่าไฟฟ้าผันแปร หรือ "ค่าเอฟที" ค่าไฟฟ้าส่วนที่ 1 หรือ ค่าไฟฟ้าฐาน เป็นค่าไฟฟ้าที่สะท้อนรายจ่ายของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคตของประเทศ ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศในช่วง 15 ปีข้างหน้า ที่จัดทำโดยคณะอนุกรรมการการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า ประกอบด้วยรายจ่ายของการไฟฟ้า 3 ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่ 1. ต้นทุนทางการเงินที่การไฟฟ้าใช้ในการก่อสร้างขยายระบบผลิต ระบบส่งและระบบจำหน่ายในอนาคต 2. ต้นทุนในการดำเนินงาน เช่น ค่าใช้จ่ายดำเนินงานและบำรุงรักษาระบบผลิต ระบบส่งและระบบจำหน่าย ค่าบริหารจัดการ ตลอดจนผลตอบแทนการลงทุน และ 3. ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้า ค่าไฟฟ้าส่วนที่ 2 หรือ "ค่าเอฟที" คำว่า Ft เดิมหมายถึง ค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิง (Fuel) ที่แปรผันไปตามเวลา (Adjustment time) ในที่นี้ หมายถึง ค่าไฟฟ้าที่สะท้อนค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงเพิ่มหรือลดจากค่าใช้จ่ายฐาน ซึ่งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะประกาศค่าเอฟทีเพื่อให้การไฟฟ้าใช้เรียกเก็บจากประชาชนคราวละ 4 เดือน เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสะดวกในการคิดต้นทุนสินค้า ตั้งแต่เดือนมกราคม 2558 - เดือนเมษายน 2558 นี้ อัตราค่าเอฟทีอยู่ที่ 58.96 สตางค์/หน่วย ซึ่งมีอัตราที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับเดือนกันยายน 2557- เดือนธันวาคม 2557 มีอัตราค่าเอฟทีอยู่ที่ 69 สตางค์/หน่วย ส่วนรอบต่อไปเดือนพฤษภาคม 2558-เดือนสิงหาคม 2558 มีข่าวแว่วๆมาว่า ค่าเอฟทีอาจจะถูกลงอีกประมาณ 5 สตางค์ ในส่วนนี้เองเราๆท่านๆจะเข้าใจว่าบางครั้งเมื่อค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงถูกลง ทำไมค่าเอฟทีถึงไม่ถูกลงด้วย ซึ่ง (กฟผ.) ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เมื่อปี 2551 ราคาน้ำมันมีราคาสูงมาก แต่ก็ไม่ได้มีการปรับค่าเอฟทีเพิ่มขึ้น เพราะกลัวประชาชนเดือดร้อน มติของ (กกพ.) และรัฐบาลจึงให้ขึ้นค่าเอฟทีเพียงบางส่วน ส่วนที่เหลือให้การไฟฟ้าเป็นผู้รับผิดชอบ และเมื่อราคาน้ำมันถูกลงค่อยเก็บคืน ซึ่งตลอดมาการไฟฟ้าก็ยังไม่ได้เพิ่มขึ้นในส่วนนี้เลย ปัจจุบันค่าเอฟทีจึงยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และอีกเรื่องที่สำคัญมากที่ควรรับรู้นั่นคือ ประเทศไทยต้องใช้เงินเกือบ 300,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงมาให้คนไทยใช้กัน จึงจำเป็นต้องช่วยกันลดภาระนี้ลงให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 10 จากที่เคยใช้กันอยู่ จะสามารถประหยัดเงินตราต่างประเทศ ได้เกือบ 30,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ทางที่ดีในฐานะผู้บริโภคอย่างเราควรสร้างพฤติกรรมประหยัดการใช้ไฟฟ้าไว้ก่อน ไม่ต้องขึ้นอยู่กับราคาเชื้อเพลิงที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอก็จะเป็นการดี

คราวนี้ลองมาทำความเข้าใจกับการคิดค่าไฟฟ้าตามใบแจ้งค่าไฟกันดีกว่า จะเห็นว่าค่าไฟจะอยู่ที่ 991.94 บาท ที่มาที่ไปมาอย่างไรลองคิดตามกันดู

เริ่มจากเทียบปริมาณการใช้ไฟฟ้าจากมิเตอร์การใช้จากเลขอ่านครั้งก่อน ลบด้วยเลขอ่านครั้งหลัง ตามตัวอย่างนี้คือ 9462 - 9220 จะได้จำนวนหน่วยการใช้ไฟเท่ากับ 242 หน่วย

ส่วน 1.2 มาจากประเภทเป็นบ้านอยู่อาศัย ซึ่งอัตราค่าไฟฟ้าประเภทขายปลีกนี้ จะแบ่งออกเป็น 7 ประเภท บ้านอยู่อาศัยจะเป็นประเภทที่ 1 แบ่งอัตราค่าไฟฟ้าตามข้อมูลจากการไฟฟ้านครหลวง ดังนี้

ประเภทที่ 1 บ้านอยู่อาศัย

1.1 อัตราปกติปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน

อัตรารายเดือน

ค่าพลังงานไฟฟ้า (กิโลวัตต์ชั่วโมง)

15 หน่วย แรก (หน่วยที่ 1 - 15) หน่วยละ10 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 16 - 25) หน่วยละ2.5026 บาท

10 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 26 - 35) หน่วยละ2.7549 บาท65 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 36 - 100) หน่วยละ3.1381 บาท

50 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 101 - 150) หน่วยละ3.2315 บาท250 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 151 - 400) หน่วยละ3.7362 บาท

เกินกว่า 400 หน่วย (หน่วยที่ 401 เป็นต้นไป) หน่วยละ3.9361 บาท

ค่าบริการ (บาท/เดือน) : 8.19

1.2 อัตราปกติปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าเกินกว่า 150 หน่วยต่อเดือน

อัตรารายเดือน

ค่าพลังงานไฟฟ้า (กิโลวัตต์ชั่วโมง)

150 หน่วย แรก (หน่วยที่ 1 - 150) หน่วยละ2.7628 บาท

250 หน่วยต่อไป ( หน่วยที่ 151 - 400 ) หน่วยละ3.7362 บาท

เกินกว่า 400 หน่วย (หน่วยที่ 401 เป็นต้นไป) หน่วยละ3.9361 บาท

ค่าบริการ (บาท/เดือน) : 38.22

1.3 อัตราตามช่วงเวลาของการใช้ (Time of Use Tariff : TOU Tariff )

อัตรารายเดือน

ค่าพลังงานไฟฟ้า (บาท/หน่วย) ค่าบริการ (บาท/เดือน)

On Peak Off Peak

1.3.1 แรงดัน 12 - 24 กิโลโวลต์ 4.5827 2.1495 312.24

1.3.2 แรงดันต่ำกว่า 12 กิโลโวลต์ 5.2674 2.1827 38.22

On Peak : เวลา 09.00 - 22.00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์

Off Peak : เวลา 22.00 - 09.00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์

: เวลา 00.00 - 24.00 น. วันเสาร์ - วันอาทิตย์ วันแรงงานแห่งชาติ

วันหยุดราชการตามปกติ (ไม่รวมวันพืชมงคลและวันหยุดชดเชย)

ดังนั้น ค่าไฟฟ้าฐาน ในที่นี้คิดจาก จำนวนหน่วยการใช้ไฟ 242 หน่วย แบ่ง 150 หน่วยแรก คิดเป็น 150 x 2.7628 = 414.42 ที่เหลืออีก 92 หน่วย 92 x 3.7362 = 343.73 รวมเป็นค่าพลังงานไฟฟ้า 758.15 บาท

ค่าบริการรายเดือน 38.22 มาจากค่าใช้จ่ายของเจ้าหน้าที่ที่มาจดมิเตอร์ไฟและค่าเอกสารแจ้งค่าไฟฟ้าต่างๆ รวมค่าไฟฟ้าและค่าบริการ 796.37 บาท

อัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอยู่ที่ 0.5400 ซึ่งจะกำหนดไว้ทุกรอบ 4 เดือนตามประกาศของ (กกพ.) ตามที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น ตามใบแจ้งนี้จึงคิดจาก 0.5400 คูณจำนวนหน่วยที่ใช้ 242 หน่วย 0.5400 x 242 = 130.68 บาท

สรุปค่าไฟฟ้า 796.37 + ค่าเอฟที 130.68 จะเท่ากับ 927.05 รวมกับค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% = 64.89 รวมทั้งสิ้นจำนวน 991.94 บาท พอถึงเดือนหน้าลองคิดตามกันดูนะว่าคิดได้ตามนี้กันหรือไม่

จะทำอย่างไรให้ค่าไฟฟ้าลดลงนอกเหนือจากที่รู้กันโดยทั่วไปแล้ว มาเพิ่มเติมเคล็ดลับการช่วยประหยัดเงินค่าไฟฟ้าภายในบ้านกันอีกสักหน่อย ซึ่งมีหลายวิธีด้วยกัน คิดแบบง่ายๆ คือ ของสิ่งใดที่ต้องใช้กระแสไฟฟ้าในการทำงาน ควรที่จะ ลด ละ เลิก และเพิ่มพฤติกรรมใหม่ลงไปจากที่เคยทำอยู่เป็นกิจวัตรประจำวัน นอกจากที่ทราบกันดีอยู่แล้วเรื่องการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ติดสลากประหยัดไฟเบอร์ 5 การใช้หลอดไฟแบบตะเกียบหรือหลอด LED ล้างเครื่องปรับอากาศอย่างน้อยทุก 6 เดือนแล้ว ก็ยังมีอีกหลายวิธีที่สามารถทำได้เช่นกัน ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ ควรตั้งค่าเครื่องปรับอากาศระหว่าง 23 ํC และ 26 ํC หากให้ดีกว่านั้น เปิดพัดลมแทนการเปิดแอร์ หรือเปิดพร้อมกับแอร์ เพื่อเป็นการกระจายอากาศเย็นให้มากขึ้นและทั่วถึง ปิดเครื่องปรับอากาศทุกครั้งที่จะไม่อยู่ในห้องเกิน 1 ชั่วโมงสำหรับเครื่องปรับอากาศทั่วไป และประมาณ 30 นาที สำหรับเครื่องปรับอากาศเบอร์ 5 และหมั่นทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศของเครื่องปรับอากาศบ่อย ๆ เพื่อลดการเปลืองไฟในการทำงานของเครื่องปรับอากาศ เลือกใช้หลอดไฟแบบฟลูออเรสเซ้นส์ ถึงแม้ว่ามีราคาแพงกว่าหลอดไฟชนิดอื่น แต่หลอดไฟฟลูออเรสเซ้นส์สามารถช่วยประหยัดไฟได้มากกว่าหลอดไฟชนิดอื่นถึง 75% เลยทีเดียว แถมยังมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า รวมถึงหมั่นทำความสะอาดหลอดไฟที่บ้าน อย่างน้อยทุก 3 เดือน เพราะจะช่วยเพิ่มแสงสว่าง โดยไม่ต้องใช้พลังงานมากขึ้น ควรใช้บัลลาสต์ประหยัดไฟ หรือบัลลาสต์อิเล็กทรอนิกส์คู่กับหลอดผอมแบบประหยัด จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประหยัดไฟได้อีกมาก ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสียบไว้กับปลั๊กตามฝาผนัง แม้แต่เครื่องชาร์จถ่านและโทรศัพท์ ก็ยังใช้ไฟฟ้า หากเสียบปลั๊กทิ้งไว้ ติดตั้งหัวผักบัวแบบประหยัดน้ำ และอาบน้ำโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเพื่อช่วยลดปริมาณน้ำร้อนที่คุณใช้ ทำอาหารด้วยเตาไมโครเวฟ แทนการใช้เตาไฟฟ้าหรือเตาอบ เพราะเตาไมโครเวฟใช้ไฟฟ้าน้อยกว่า ตั้งอุณหภูมิตู้เย็นอยู่ที่ 3-4 ํC และตู้แช่แข็งที่ 15-18 ํC เลือกขนาดตู้เย็นให้เหมาะสมกับขนาดครอบครัว และควรตั้งตู้เย็นไว้ห่างจากผนังบ้านอย่างน้อย 15 เซนติเมตร และควรเลือกซื้อตู้เย็นประตูเดียว เนื่องจากตู้เย็น 2 ประตู จะกินไฟมากกว่าตู้เย็นประตูเดียวที่มีขนาดเท่ากัน เพราะต้องใช้ท่อน้ำยาทำความเย็นที่ยาวกว่าและใช้คอมเพรสเซอร์ขนาดใหญ่กว่า ไม่ควรเสียบปลั๊กหม้อหุงข้าวทิ้งไว้ เพราะระบบอุ่นจะทำงานตลอดเวลา ทำให้สิ้นเปลืองไฟเกินความจำเป็น ใช้แผงจ่ายไฟที่มีสวิตช์เปิดปิด และให้แน่ใจว่าสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย อย่าเปิดคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้ถ้าไม่ใช้งาน ติดตั้งระบบลดกระแสไฟฟ้าเข้าเครื่อง เมื่อพักการทำงาน จะประหยัดไฟได้ร้อยละ 35-40 และถ้าหากปิดหน้าจอทันที เมื่อไม่ใช้งานจะประหยัดไฟร้อยละ 60 ดูสัญลักษณ์ Energy Star ก่อนเลือกซื้ออุปกรณ์สำนักงาน (เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องโทรสาร เครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้า เครื่องถ่ายเอกสาร ฯลฯ) ซึ่งจะช่วยประหยัดพลังงาน ลดการใช้กำลังไฟฟ้า เพราะมีระบบประหยัดไฟฟ้าอัตโนมัติในหน้าร้อนให้เปิดหน้าต่างในเวลากลางคืนเมื่ออุณหภูมิลดลงแล้ว เพื่อช่วยไล่อากาศร้อนออกจากบ้าน ปลูกพืชคลุมดินเพื่อช่วยลดความร้อน และเพิ่มความชื้นให้กับดิน จะทำให้บ้านเย็นขึ้นไม่จำเป็นต้องเปิดเครื่องปรับอากาศ ควรใช้สีอ่อนทาผนังนอกอาคารเพื่อการสะท้อนแสงที่ดี และทาภายในอาคารเพื่อทำให้ห้องสว่างได้มากกว่า

การปรับปรุงพฤติกรรมการประหยัดพลังงานเหล่านี้ นอกจากจะช่วยให้ประหยัดเงินที่ตัวเองและครอบครัวต้องเสียค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าไฟฟ้าซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจประจำบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน้าร้อนที่ค่าไฟฟ้ามักจะสูงกว่าฤดูอื่นๆแล้ว ยังมีส่วนร่วมด้วยช่วยกันกอบกู้เศรษฐกิจของประเทศได้อีกทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งเป็นการสร้างพฤติกรรมประหยัดพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ามากเลยทีเดียว