ผู้สำเร็จราชการในรัชกาลที่ 5

ศรีพัชรินทรานุสรณ์

ในสมัยโบราณบ้านเมืองจะขาดซึ่งผู้ปกครองหาได้ไม่ ดังนั้น ในยามที่พระมหากษัตริย์เสด็จขึ้นครองราชย์ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ หรือมีพระราชภารกิจจำต้องเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือนต่างแดน ประเพณีที่ถือปฏิบัติจึงได้แก่การแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการ ซึ่งถือเป็นการมอบอำนาจด้านการปกครองบ้านเมือง ให้บุคคลอื่นทำหน้าที่แทนพระมหากษัตริย์อันเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งยวด

ส่วนใหญ่แล้วผู้ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการมักเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ หรือเสนาบดีที่มีอำนาจและตำแหน่งทางการเมืองอยู่แล้ว เพราะเท่ากับใช้ผู้ที่มีประสบการณ์การทำงานและความพร้อมในการทำหน้าที่ได้ทันทีอยู่แล้ว นับตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา ขุนนางตระกูลบุนนาคถือว่ามีอำนาจมาก และเป็นผู้ที่สนับสนุนให้เจ้าฟ้ามหาเจษฎาบดินทร์ ขึ้นเป็นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ต่อมาได้สนับสนุนให้เจ้าฟ้ามงกุฎได้ขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งทำให้ขุนนางในสกุลนี้ได้รับบรรดาสูงขึ้น และเข้ามารับราชการต่างพระเนตรพระกรรณในตำแหน่งสำคัญจนสามารถครอบงำและสร้างอิทธิพลในราชสำนักเป็นอย่างมาก มีฐานอำนาจทั้งกำลังไพร่พลและทรัพย์สินเงินทองที่สั่งสมและสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

เสนาบดีในสกุลบุนนาค ซึ่งมีชื่อเสียงปรากฏในยุคนั้น มีอาทิ เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค ) สมุหพระกลาโหมและเสนาบดีกรมพระคลัง ได้เป็นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ มีเกียรติเสมอเจ้าทรงกรม เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน พระยาศรีพิพัฒนรัตนราชโกษา (ทัต บุนนาค) เจ้ากรมพระคลังสินค้า ได้เป็นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ มีเกียรติเสมอเจ้าทรงกรม เป็นผู้สำเร็จราชการพระนคร พระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ลูกชายของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ ตำแหน่งจางวางมหาดเล็ก เป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ตำแหน่งว่าที่สมุหกลาโหม และจมื่นราชามาตย์ (ขำ บุนนาค) เป็นเจ้าพระยารวิวงศ์มหาโกษาธิบดี ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นเจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี ได้เป็นผู้ช่วยราชการในกรมท่า

ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่พระราชอำนาจถูกทอนลงโดยขุนนางตระกูลใหญ่กลุ่มนี้ ทรงมีพระวินิจฉัยและแนวทางแก้ไขด้วยการสร้างฐานอำนาจใหม่ จากกษัตริย์และพระราชวงศ์ผ่านกลุ่มเชื้อสายเจ้าและขุนนาง เป็นเสมือนการเชื่อมโยงให้หลอมรวมกันจากพระภรรยาเจ้า และพระสนม ยังผลให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชโอรสพระราชธิดาเป็นจำนวนมาก อันเป็นกุศโลบายแยบยลในการคานอำนาจกับขุนนางอำมาตย์ ขณะเดียวกันทรงติดต่อกับชาวต่างชาติให้เข้ามามีบทบาทสำคัญในราชสำนักมากขึ้น กลายเป็นยุคสมัยที่สยามเปิดประตูสู่อารยประเทศอย่างกว้างขวาง วางรากฐานในการปฏิรูปบ้านเมืองในรัชกาลต่อมา

แม้ว่าความพยายามที่จะสร้างระบบคานอำนาจกับขุนนางอำมาตย์ ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก่อนจะเสด็จสวรรคตได้ทรงฝากพระราชโอรส คือสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ไว้กับขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญในเวลานั้นถึง 3 คน รวมถึง สมเด็จพระเจ้าบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้มีอำนาจและอิทธิพลสูงสุด ทำให้สมเด็จฯเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ เสด็จขึ้นครองราชย์ด้วยการสนับสนุนจากขุนนางตระกูลบุนนาคอีกครั้งด้วยพระชนมายุเพียง 15 พรรษา

ในช่วง 5 ปีแรกของยุวกษัตริย์ คือระหว่าง พ.ศ.2411-2416 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงปราศจากอำนาจอย่างแท้จริง เพราะมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ว่าราชการแผ่นดินทั้งปวงแทน โดยการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการครั้งนั้นเป็นไปตามมติเห็นชอบของที่ประชุมเจ้านายและขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งได้มอบให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ว่าราชการแผ่นดินไปจนกว่ารัชกาลที่ 5จะทรงพระผนวชหรือพระชนมายุครบ 20 พรรษาในพ.ศ.2416

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้องทรงใช้ความวิริยะอุตสาหะอยู่ภายใต้การครอบงำของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในระยะเปลี่ยนผ่านเป็นอย่างมาก ดังเช่นเมื่อพระองค์มีพระราชดำริจะเสด็จฯไปต่างประเทศเพื่อศึกษาความเจริญอย่างอารยะตะวันตกจากดินแดนอาณานิคม ซึ่งต้องทรงผ่านความเห็นชอบจากผู้สำเร็จราชการก่อน ทรงมีพระราชปรารภต่อเจ้าพระยาภาณุวงศ์ฯ (ท้วม บุนนาค) เสนาบดีกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งมีฐานะเป็นน้องชายต่างมารดาของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ว่า การได้ไปทอดพระเนตรแต่เพียงเมืองขึ้นที่ฝรั่งปกครองได้ประโยชน์น้อย ใคร่จะเสด็จฯไปยุโรปให้ได้เห็นขนบธรรมเนียมราชสำนักและประเพณีบ้านเมืองของฝรั่งเอง เมื่อเจ้าพระยาภาณุวงศ์ฯประสานเจรจาเรื่องนี้กับสมเด็จเจ้าพระยาฯ แต่ไม่ได้รับความเห็นชอบ จึงต้องเสด็จฯไปที่อินเดียแทนด้วยความคิดว่า อินเดียก็รุ่งเรืองคล้ายยุโรป

หลังจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์อย่างสมบูรณ์และผ่านพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 เมื่อพ.ศ.2416 พระชนมายุได้ 20 พรรษา หน้าที่ของผู้สำเร็จราชการก็สิ้นสุดลงแต่อำนาจของตระกูลบุนนาคยังคงดำรงอยู่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงค่อยๆลดทอนกลุ่มอำนาจเก่าด้วย

การสร้างความเข้มแข็งจากฐานเครือญาติ ปรับเปลี่ยนการบริหารราชการแผ่นดินสู้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างเต็มรูปแบบ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นศูนย์รวมแห่งอำนาจการปกครองรัฐ ทรงเป็นดั่งเจ้าชีวิต มีสถานภาพเป็นผู้ปกครองพระบรมมหาราชวัง เป็นสัญลักษณ์ของศูนย์กลางอำนาจและราชอาณาจักรสยาม มีเสนาบดีกระทรวงต่างๆล้วนเป็นเชื้อพระวงศ์หรือเครือญาติของพระมหากษัตริย์ โดยพระมหากษัตริย์ทรงปกครองทั้งราชสำนักฝ่ายในและฝ่ายหน้า พระราชอำนาจของพระองค์แข็งแกร่งมากขึ้นเมื่อสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ถึงแก่พิราลัยในพ.ศ.2425 และกรมหมื่นบวรวิไชยชาญหรือวังหน้าสิ้นพระชนม์ในพ.ศ.2428

จากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะเสด็จประพาสยุโรปตั้งแต่ครั้งทรงเป็นยุวกษัตริย์ และไม่ได้รับความเห็นชอบจากสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ผู้สำเร็จราชการ ในที่สุดก็ได้เสด็จประพาสยุโรปสมดังพระราชหฤทัยในพ.ศ.2440 การเสด็จประพาสยุโรปครั้งนี้น่าจะเป็นนโยบายทางการเมืองที่จะสืบทอดวิเทโศบายของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จากภัยคุกคามที่มากับประเทศล่าอาณานิคมที่ว่าสยามจะต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างการทวนน้ำขึ้นไปตามลำน้ำแล้วเป็นมิตรกับจระเข้อย่างฝรั่งเศสกับการว่ายน้ำออกไปในทะเลและทนอยู่กับปลาวาฬอย่างอังกฤษ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์ที่นอกจากจะได้เข้าถึงศูนย์กลางของความเจริญและนำเสนอภาพลักษณ์ของสยามศิวิไลซ์แล้วยังสามารถสานความสัมพันธ์กับมหาอำนาจยุโรปเพื่อรักษาความมั่นคงในอำนาจของพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ การเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกของพระองค์มีการวงแผนล่วงหน้าอย่างเป็นระบบและใช้เวลาเตรียมการถึง 1 ปี นับตั้งแต่มีพระราชปรารภในที่ประชุมเสนาบดี เมื่อวันที่ 1 มีนาคม ร.ศ.115ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศแก่พระบรมวงศานุวงศ์ เสนาบดีรัฐมนตรี และข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยให้ทราบว่าจะเสด็จประพาสในประเทศยุโรป ในประกาศได้แสดงไว้ซึ่งพระราชดำริว่าทรงมอบหมายการรักษาบ้านเมือง ตลอดจนการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎรไว้แก่สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอัครราชเทวี ในฐานะเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินต่างพระองค์ นอกจากนั้นยังมีข้อกำหนดแนวทางในการปฏิบัติสำหรับทุกกระทรวง การติดต่อกับราชสำนักต่างประเทศ การเตรียมการสำหรับคณะที่จะต้องตามเสด็จการประสานงานไปยังเมืองที่เป็นจุดผ่านของเส้นทางการเดินเรือ ในเมืองที่มีกงสุลสยามตั้งอยู่ได้มีการเตรียมต้อนรับเสด็จฯ รวมถึงการกำหนดแนวทางการปฏิบัติพระราชกรณียกิจแก่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินอย่างละเอียด และยังมีการประสานงานการเสด็จฯไปทรงเยือนประเทศต่างๆผ่านทูตหรือตัวแทนของประเทศต่างๆ รวม 12 ประเทศ ใช้เวลาประมาณกาล 8-9 เดือน

การแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในพ.ศ.2440 ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอรรคเทวี ซึ่งเป็นฝ่ายในและเป็นสตรีที่ไม่อาจมีบทบาททางการบริหารบ้านเมืองได้เลยในยุคนั้นและเป็นระยะเวลาที่พระเจ้าแผ่นดินซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจรัฐ เสด็จฯไปยังดินแดนห่างไกลเป็นเวลานานอย่างไม่เคยมีมาก่อน และไม่อาจคาดเดาได้เลยว่ายังมีภาระใดต้องแบกรับความคาดหวังต่อผลกระทบที่จะตามมา จึงเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่ควรค่าแก่การศึกษายิ่ง