โครงการหลวงแม่ลาน้อย แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

ท่องเที่ยวเชิงเกษตร

ในระหว่างที่กำลังเดินทาง อยู่บนทางหลวงหลายเลข 108 สายเชียงใหม่ - แม่ฮ่องสอน รถของเรา...เจ้าหน้าที่ ททท. และนักข่าว มาจอดนิ่งข้างทาง

แลทางฝั่งฟากซ้ายมือลงไป เห็นเป็นผืนดินดำที่ดิ่งชัน มาเรียงติดกันด้วยความว่างเปล่า แต่ก็ยังมีร่องลอยเลือนราง ของการทำเกษตรกรรม ผมคะเนว่า...น่าจะปลูกถั่วเหลือง เพราะมองตรงไปสุดทาง ยังมีเพิงหลังหย่อมหนึ่งหลัง ในนั้นสะสมผลผลิตการเกษตร ซึ่งมีชาวเขาราวสิบกว่าคน ช่วยกันทั้งแบกทั้งหาม ทยอยนำออกมารวมเป็นกองใหญ่ ไว้ตรงบริเวณที่เป็นไหล่ทางถนน พี่คนขับรถของเรา จึงลองเข้าไปยกดู แล้วแกร้องเบาๆว่า...หนักอึ้งเชียวละ

ก็สะท้อนถึงคนบนที่สูง ยึดติดการปลูกพืชไร่

ข้าวโพด ถั่ว มัน และข้าว เป็นผลผลิตหลักๆ

ส่วนผู้คนบนที่สูงแถวนี้ ก็น่าจะเป็น...กลุ่มชาติพันธุ์ที่เรียกตนเองว่า ละเวือยะ ในทางราชการเรียกว่า ละว้า หรือ ลัวะ ที่เชื่อกันว่าเป็นกลุ่มชนดั่งเดิมที่อาศัยอยู่ในดินแดนตอนเหนือของไทยมาเป็นเวลานาน ก่อนการก่อตั้งอาณาจักรล้านนาและอาณาจักรไทย โดยเป็นกลุ่มชนที่มีภาษาและวัฒนธรรมของตนเอง และประวัติศาสตร์มาสิ้นสุดราวปี 1200

การเกษตรกรรม...เป็นอาชีพหลักๆของชาวละว้า โดยมีพื้นที่เพาะปลูกทั้งที่ไร่และที่นา ซึ่งพื้นที่ที่อยู่ตามไหล่เขานั้น ใช้สำหรับปลูกข้าวไร่และพืชผัก

ไม่เคยเห็นเหรอ...สาวชาวบ้านคนหนึ่งเปรย

ผมไม่ตอบคำถามใดๆ ก็มัวง่วนถ่ายภาพอยู่

มันแปลกตาสำหรับเรา แต่ชินตาสำหรับเขา

คนขับรถของเรา ที่เป็นคนเหนือแต้ๆมาชวนพูดคุยว่า ถั่วเหลืองบ้านเรานั้น ส่วนใหญ่ปลูกแถบภาคเหนือ และภาคกลางตอนบน เรียกขานกันในหลายชื่อ เช่น ถั่วพระเหลือง ถั่วแระ ถั่วแม่ตาย ถั่วเน่า โดยเป็นพืชเศรษฐกิจที่เหมาะเจาะ สำหรับในการปลูกสลับกับการปลูกข้าว ด้วยเป็นพืชพันธุ์ล้มลุก จะเก็บเกี่ยวได้ 90 - 100 วัน และสามารถปลูกได้ตลอดปี

ในปัจจุบันมีถั่วเหลืองประมาณ 10 สายพันธุ์ ที่มีการปรับปรุงสายพันธุ์ จากกรมวิชาการเกษตร ได้แก่ สจ.4 สจ.5 สุโขทัย 1 สุโขทัย 2 สุโขทัย 3 นครสวรรค์ 1 เชียงใหม่ 60 เชียงใหม่ 4 เชียงใหม่ 3 และเชียงใหม่ 2 ส่วนสายพันธุ์ สจ.4 สจ.5 และเชียงใหม่ 60 เป็นสายพันธุ์ที่รับความนิยมสูงสุด อีกทั้งมีการดำเนินการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมาใหม่ คือ พันธุ์ศรีสำโรง 1 ซึ่งสามารถให้ผลผลิตสูง มีอายุเก็บเกี่ยวสั้นกว่า ทั้งสามารถต้านทานโรคราน้ำค้างได้ดี

ส่วนผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ประเทศในแถบเอเชีย อย่างไทย จีน ญี่ปุ่น แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านการหมัก เช่น น้ำนมถั่วเหลือง เต้าหู้ ถั่วงอกที่เพาะจากถั่วเหลือง และที่ผ่านการหมักก่อน เช่น ถั่วเน่า เทมเป้ ซอสถั่วเหลือง เต้าเจี้ยว

ส่งยิ้มหวานปิดท้ายให้กับชาวเขา ซึ่งก็ดูจะไม่ค่อยใส่ใจกับเรานักหรอก พร้อมกับขอปล่อยวางวิถีพวกเขาไว้ก่อน แล้วเร่งมุ่งหน้าเดินทางกันต่อไปอีก โดยยังคงใช้บริการทางหลวงหมายเลข 108 สายเชียงใหม่ - แม่ฮ่องสอน แล้วผ่านมาทางอำเภอหางดง - สันป่าตอง - จอมทอง - ฮอด - แม่สะเรียง เพื่อมุ่งตรงเข้าสู่อำเภอแม่ลาน้อย เมื่อรถได้แล่นมาถึง กม. 132 เราจึงหักเลี้ยวไปทางขวา และแล่นขึ้นดอยราว 30 กิโลเมตร ซึ่งถนนบางส่วนเป็นลูกรัง ระยะทางรวม 255 กิโลเมตร ก็มาถึงที่ โครงการหลวงแม่ลาน้อย ตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

โครงการหลวงแม่ลาน้อย อันเป็นโครงการพระราชดำริ ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งได้เสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎร ทั้งที่บ้านป่าแป๋ และบ้านห้วยห้อมในครั้งแรก โดยพระราชทานทุนทรัพย์จำนวน 20,000 บาท เพื่อจัดตั้งธนาคารข้าวแห่งแรกของโลก ต่อมาในปี 2546 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรทั้งสองหมู่บ้านเป็นครั้งที่ 2 ทรงรับสั่งให้มูลนิธิโครงการหลวง มาช่วยเหลือแก่ชาวเขา ในด้านเกษตรกรรม สังคม และสาธารณสุข

ในปี 2523 ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อย ได้ก่อตั้งขึ้นสำเร็จ โดยใช้พื้นที่บ้านดงเป็นที่ทำการ เนื่องจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเคยทอดพระเนตรพื้นที่มาก่อนแล้ว ประกอบกับได้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการพัฒนาด้านการศึกษาแก่เยาวชนในท้องถิ่น โดยศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อย มีพื้นที่ที่รับผิดชอบประมาณ 91.75 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 57,368 ไร่ และครอบคลุม 14 หมู่บ้าน

เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร นันทชัย เบญจวรรณวงศา หลังจากพบปะกับเรา ก็เล่าที่มาที่ไปเล็กๆน้อยๆว่า "เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2514 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง ทรงเยี่ยมบ้านห้วยห้อม ตำบลห้วยฮ่อม ด้วยเป็นพื้นที่ที่มีการปลูกฝิ่น และทำไร่เลื่อนลอยกันมาก และวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2519 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรอีกครั้ง และทรงรับหมู่บ้านดังกล่าว เป็นหมู่บ้านโครงการพระบรมราชานุเคราะห์ โดยใช้ทุนทรัพย์ส่วนพระองค์

...เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2521 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ ทรงแลเห็นถึงสภาพปัญหาต่างๆ และมีกระแสรับสั่งให้ส่วนราชการเข้ามาช่วยเหลือในพื้นที่ โดยทางกรมประชาสงเคราะห์ จัดส่งเจ้าหน้าที่ในสังกัดศูนย์พัฒนาและส่งเคราะห์ชาวเขา เข้ามาศึกษาข้อมูลในเบื้องต้นก่อน ต่อมาในปี 2522 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปบ้านดง อำเภอแม่ห้อม โดยมีผู้ใหญ่บ้านร่วมรับเสด็จและถวายฎีกา มีใจความว่า...อยากให้มีศูนย์พัฒนาโครงการหลวงในพื้นที่ เพื่อการพัฒนาด้านการเกษตร จึงมีพระกระแสรับสั่งให้ หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ช่วยพัฒนาอาชีพโดยเฉพาะการเกษตร รวมถึงด้านสังคมและสาธารณสุข และในปี 2523 ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อย ได้ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นรูปแบบ

...ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อย มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญหลายประการ คือ 1. ส่งเสริมพัฒนาอาชีพแก่เกษตรกร เพิ่มรายได้แก่ครอบครัว 2. ฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและรักษาสิ่งแวดล้อม ทั้งยังส่งเสริมให้การใช้ดินอย่างถูกต้อง ภายใต้การอนุรักษ์ดินและน้ำ 3. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ชนเผ่าให้ดียิ่งขึ้น และ 4. ส่งเสริมในด้านจิตสำนึก การเป็นคนไทย ยึดมั่นในชาติศาสนาพระมหากษัตริย์"

บนพื้นที่ประมาณ 19 ไร่เศษ ของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อย ทำการปลูกกาแฟ ข้าวไร่ หรือผัก ผลไม้ อย่างพวกฟักทอง เสาวรส เพื่อไปส่งเสริมให้กับชาวบ้าน จำนวน 2 ตำบล 14 หย่อมบ้าน จำนวนประชากร 5,250 คน 875 ครัวเรือน

เจ้าหน้าที่การเกษตรหนุ่ม...นันทชัย ให้ข้อมูลระหว่างพาชมสถานที่ว่า ส่วนใหญ่ชาวเขาในอำเภอแม่ลาน้อย จะทำเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลัก ปลูกข้าว และผัก ผลไม้หลากหลายชนิด สำหรับการปลูกข้าวไร่ จะลงมือปลูกในเดือนเมษายน ถึงเดือนพฤษภาคม แล้วก็ไปเก็บเกี่ยวเดือนตุลาคม ถึงเดือนพฤศจิกายน หลังจากการปลูกข้าวไร่ราว 2 เดือน จะลงมือปลูกข้าวนาขั้นบันไดกัน และจะเก็บเกี่ยวได้พร้อมกับข้าวไร่ หรืออาจจะหลังไปเล็กน้อย

แล้วผลไม้ในช่วงนี้ มีอะไรให้ชมบ้าง...ผมถาม

เสาวรสครับ...นันทชัย หันมาตอบ แล้วเดินต่อ

เมื่อได้ยินในคำตอบ พอหันไปทางขวามือ ก็เจอแปลงปลูกเสาวรส เลยแวะชมอย่างใกล้ชิด ซึ่งผมได้ข่าวมาว่า เสาวรส หรือ กระทกรกฝรั่ง ที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Passion Fruit นั้น สายพันธุ์นิยมนำมาปลูก มีอยู่ด้วยกัน 2 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์สีเหลือง...ที่มีรสเปรี้ยวจัด กลิ่นหอม เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกกันมาก เหมาะสำหรับนำไปผลิตเป็นน้ำผลไม้ และทนทานต่อการเกิดโรคได้ดี และพันธุ์สีม่วง...ที่มีรสเปรี้ยวอมหวาน มักนิยมนำมารับประทานกันสดๆ โดยแหล่งผลิตเสาวรสที่สำคัญของโลกนั้น ได้แก่ บราซิล เอกวาดอร์ โคลัมเบีย และเปรู

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของเสาวรส จัดให้เป็นไม้เลื้อย มีอายุหลายปี ดอกเป็นดอกเดี่ยวสมบูรณ์เพศ ดอกจะเกิดบริเวณโคนก้านใบของเถาใหม่ พร้อมกับการเจริญของเถา ผลเป็นผลเดี่ยวสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ เมื่ออายุประมาณ 50 - 70 วัน หลังจากติดผล โดยภายในผลเสาวรสนั้น มีเมล็ดสีน้ำตาลเข้มหรือด้านเป็นจำนวนมาก แต่ละเมล็ดจะถูกห่อหุ้มด้วยรก บรรจุน้ำสีเหลืองใส มีลักษณะเหนียวข้นอยู่ภายใน อีกทั้งยังมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มีความเป็นกรดสูง และส่วนที่นำไปใช้ในการบริโภค นั่นก็คือ ส่วนที่เป็นน้ำสีเหลืองเท่านั้น

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อย เริ่มดำเนินการพัฒนาและส่งเสริมการปลูกกาแฟเป็นลำดับแรก ต่อมาได้ทำการขยายผลการดำเนินงานไปในด้านการปลูกไม้ผล โดยเฉพาะเสาวรสพันธุ์สีม่วง เป็นโครงการนำร่องการผลิตในระดับฟาร์ม ที่มีปริมาณความต้องการของตลาดเพิ่มขึ้นอย่างมากทุกปี จึงสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้อย่างดี