สตรีหลังบัลลังก์

ศรีพัชรินทรานุสรณ์

หากหน้าประวัติศาสตร์ของชาติไทยได้รับการจารึกว่า สยามประเทศเข้าสู่การปฏิรูปครั้งสำคัญโดยพระวิสัยทัศน์ที่เล็งเห็นการณ์ไกลของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีก็คือผู้ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยสูงสุดที่ทรงอยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงในเวลานั้นอย่างยากจะมีสตรีคนใดเสมอเหมือน

จากการศึกษาพบว่าสถานการณ์บ้านเมืองในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โครงสร้างของอำนาจมีความสลับซับซ้อนโดยเริ่มส่อเค้าลางมาตั้งแต่การเสด็จขึ้นครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กับการสนับสนุนของขุนนางในตระกูลบุนนาค จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก่อนจะเสด็จสวรรคตต้องเชิญขุนนางชั้นผู้ใหญ่ 3 ท่านที่มีบทบาทสำคัญต่อบ้านเมืองมาสั่งเสียเพื่อฝากแผ่นดินไว้ให้ช่วยกันดูแล สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ซึ่งเสด็จขึ้นครองราชย์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ในฐานะยุวกษัตริย์ ด้วยพระชนมายุเพียง 15 พรรษา

แม้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะทรงได้รับการสนับสนุนจากสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค ) แต่ในระยะ 5 ปีแรก ต้องทรงปกครองสยามภายใต้ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินตามมติเห็นชอบของที่ประชุมเจ้านายและขุนนางชั้นผู้ใหญ่ซึ่งมอบให้ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ว่าราชการแผ่นดิน ไปจนกว่ารัชกาลที่ 5 จะทรงพระผนวชหรือมีพระชนมายุครบ 20 พรรษา ดังนั้นในระยะแรกของการเสด็จขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แทบจะหลีกเลี่ยงที่จะต้องทำทุกอย่างโดยผ่านความเห็นชอบจากผู้สำเร็จราชการไม่ได้เลย แม้แต่จะเสด็จฯไปศึกษาความเจริญก้าวหน้าของประเทศตะวันตก จนต้องเปลี่ยนเป็นเสด็จฯไปอินเดียแทน

ภายหลังทรงเป็นพระมหากษัตริย์อย่างสมบูรณ์ด้วยพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 ในพ.ศ.2416 พระชนมายุได้ 20 พรรษา หน้าที่ผู้สำเร็จราชการขอ งสมเด็จเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์สิ้นสุดลง แต่อำนาจของขุนนางตระกูลบุนนาคยังคงอิทธิพลอยู่ไม่เสื่อมคลาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้กุศโลบายลดทอนอำนาจของขุนนางอย่างค่อยเป็นค่อยไป ท่ามกลางความขัดแย้งในนโยบายหลายประการ กลไกสำคัญที่ถือเป็นฐานอำนาจของพระเจ้าอยู่หัวในเวลานั้นคือเชื้อพระวงศ์หรือเครือญาติ ของพระมหากษัตริย์ ที่เป็นกลุ่มคนกลุ่มเดียวที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยมาตลอด อย่างไรก็ตามในที่สุดพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เพิ่มความแข็งแกร่งอย่างสมบูรณ์ภายหลังการพิราลัยของ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ในพ.ศ.2425 และการสิ้นพระชนม์ของกรมหมื่นบวรวิไชยชาญ หรือวังหน้า ในพ.ศ.2428

ภายใต้พระราชอำนาจที่มีเครือญาติและเชื้อพระวงศ์เป็นฐานสำคัญนั้น สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นหนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญซึ่งอยู่เบื้องหลังความเจริญก้าวหน้าของราชบัลลังก์ โดยมีพระเชษฐภคินีที่ร่วมพระสวามีเดียวกันคือ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี ต่อมา สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ สิ้นพระชนม์ สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระอัครมเหสี ครั้น สมเด็จพระบรมโอรสธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้สถาปนา สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี พระราชมารดาของ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ขึ้นเป็นพระอัครมเหสี

ในวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2439 ได้มีพระราชพิธีสถาปนา สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี เป็น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระองค์แรกของสยาม มีพิธีอย่างเป็นทางการ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เรียกว่า พระราชพิธีสโมสรสันนิบาต ท่ามกลางพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูตานุทูต เข้าเฝ้าฯ ในพระราชพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯออก พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอัครราชเทวี อาลักษณ์อ่านพระราชกำหนดว่า ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2439 ให้ใช้คำว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และในระหว่างที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาส ให้ใช้ว่า สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินต่างพระองค์ไปจนกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จฯคืนยังพระนคร

นั่นหมายความว่า นอกจากจะทรงเป็น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระองค์แรก ซึ่งเทียบเท่ากับภาษาอังกฤษที่ใช้คำว่า Queen แล้ว ยังทรงเป็นพระอัครมเหสีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระองค์แรกอีกด้วย

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้เฉลิมพระยศเป็น สมเด็จพระศรีพัชรินทรา พระบรมราชินีนาถ นับจากนั้น พระอัครมเหสีในรัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9 จึงดำรงพระยศสมเด็จพระบรมราชินี เมื่อสมเด็จพระราชินีในรัชกาลที่ 9 ทรงได้สำเร็จราชการต่างพระองค์ ในคราวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระผนวช จึงเฉลิมพระยศเป็น สมเด็จพระบรมราชินีนาถ พระองค์ที่ 2 มีพระอิสริยยศเทียบเท่า ควีนของประเทศตะวันตก

แม้จะทรงมีพระราชอำนาจที่เปิดโอกาสให้มีบทบาทและทรงอิทธิพลสูงมากกว่าสตรีคนใด แต่ด้วยพระอุปนิสัยส่วนพระองค์ที่ทรงเป็นลูกหลวงที่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชบิดาโปรดปราน จึงมีโอกาสตามเสด็จออกนอกพระบรมมหาราชวัง และเข้าถึงวิชาการสมัยใหม่ นอกเหนือจากวิชาการงานบ้านงานเรือนในแบบแผนสำหรับสตรีชั้นสูง ประกอบกับพระราชบิดาทรงสนพระราชหฤทัยในวิทยาการสมัยใหม่ และให้ความสำคัญต่อการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อเป็นเครื่องมือในการศึกษาหาความรู้จากตำราต่างประเทศ ส่งผลให้ พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี พระราชธิดาซึมซับความรู้ที่ทันสมัยเหล่านั้น ถึงขั้นสามารถอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาต่างประเทศได้ ทรงมีความพร้อมในมิติด้านความทันสมัยและศิวิไลซ์ในแบบตะวันตกเป็นอย่างดี

นอกจากนี้พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี ยังมีพระสิริโฉมงดงาม ทรงช่างจำนรรจา ช่างสังเกต และเก็บรายละเอียดได้เป็นอย่างดี ทรงมีความมุ่งมั่นกล้าหาญและเด็ดเดี่ยว และเมื่อทรงเป็นน้องหญิงคนเล็ก จึงได้รับความเอื้อเอ็นดูและยินยอมให้ตามที่ต้องการเสมอ โดยเฉพาะพระองค์เจ้าสว่างวัฒนา พระเชษฐภคินี มักจะต้องยินยอมให้พระขนิษฐาเสมอ แม้แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงทั้งรักทั้งเกรงพระทัย และมักจะปฏิบัติตามข้อแนะนำต่างๆ คราใดที่ทรงเครียดจากพระราชภาระ ก็ได้พระอารมณ์ขันของพระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี ทูลเรื่องตลกขบขันเพื่อให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระสรวล

ทรงนำศิลปะเครื่องแต่งกายแบบตะวันตกมาสร้างเอกลักษณ์ใหม่ให้กับสยาม จนทรงเป็นต้นแบบการแต่งกายที่ทันสมัยในยุคนั้น

ทรงมีบทบาทในสังคมไทยที่สตรียังเป็นช้างเท้าหลังที่ไม่มีสิทธิ์มีเสียงมากนัก ได้อย่างน่าทึ่ง ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ ร.ศ.112 กรณีพิพาทฝรั่งเศส เมื่อฝรั่งเศสส่งเรือรบเข้ามาทำการปิดอ่าวและบีบบังคับให้ประเทศไทยแลกเปลี่ยนดินแดนเมืองจันทบูรและตราด เป็นเหตุให้เกิดการสู้รบ มีทหารและราษฎรบาดเจ็บล้มตาย สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จัดตั้งสภาอุณาโลมแดงขึ้นเป็นศูนย์กลางบรรเทาช่วยเหลือผู้ประสบภัย อีกทั้งยังรวมกลุ่มคนสนับสนุนกิจกรรมของสภาอุณาโลมช่วยเหลือในยามชาติวิกฤติด้วยความเข้มแข็ง ต่อมาสภาอุณาโลมได้เปลี่ยนมาเป็นสภากาชาดไทยนั่นเอง

นอกจากนี้ยังพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวนหนึ่งตั้งโรงเรียนผดุงครรภ์ขึ้นในโรงพยาบาลศิริราชพยาบาล สำหรับเป็นสถานการศึกษาวิชาพยาบาลและผดุงครรภ์ โดยมี ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ เป็นผู้อำนวยการ เริ่มเปิดสอนเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ.2439 และยังโปรดฯให้ขยายสถาบันการแพทย์พยาบาลผดุงครรภ์ ด้วยการสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นเงินเดือนสำหรับนายแพทย์มิชชันนารี เดือนละ 800 บาท

เหนือสิ่งอื่นใดด้วยบทบาทของการเป็น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งถือเป็นประดิษฐกรรมทางวัฒนธรรมจากการออกแบบของรัชกาลที่ 5 โดยได้รับการถวายพระสมัญญานามว่า สมเด็จรีเยนต์ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่สำคัญและทรงอิทธิพลต่อสังคมไทยในยุคซึ่งได้ชื่อว่าเกิดการปฏิรูปครั้งใหญ่ได้เป็นอย่างดี

สมเด็จพระศรีพัชรินทรา พระบรมราชินีนาถ ได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโก้ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ในพ.ศ.2556

พบกับเรื่องราวที่ไม่ธรรมดาของพระองค์จาก ศรีพัชรินทรานุสรณ์ ในโอกาสต่อไป