สวนบ้านแก้ว

ประชาธิปก ปร.

เป็นที่ทราบกันดีในหมู่ข้าราชบริพารว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรมราชินี มีพระราชอัธยาศัยโปรดธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง ที่ประทับไม่ว่าจะเป็นที่วังศุโขทัย วังไกลกังวล และพระตำหนักต่างๆในประเทศอังกฤษ ล้วนห้อมล้อมไปด้วยสวนดอกไม้ ต้นไม้น้อยใหญ่สร้างความร่มรื่น นอกจากนี้ทั้งสองพระองค์ยังโปรดการทำสวนเพื่อการผ่อนคลายพระอิริยาบถอีกด้วย

ภายหลังสมเด็จพระนางเจ้ารำไพรรณีฯ เสด็จพระราชดำเนินออกจากประเทศอังกฤษ กลับสู่ประเทศไทย จึงมีพระราชดำริที่จะหาที่ดินในต่างจังหวัดที่มีอากาศดี เพื่อสร้างพระตำหนักที่ประทับสำหรับพักผ่อนพระราชอิริยาบถ และทรงเยี่ยมราษฎร มีพระราชดำริไว้ 2 แห่ง คือที่จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดจันทบุรี แต่ในที่สุดทรงเห็นว่าเชียงใหม่ออกจะไกลจากกรุงเทพฯไปสักหน่อย อีกทั้งการเดินทางก็ไม่ค่อยสะดวก ต้องเสด็จพระราชดำเนินทางรถไฟ จึงทรงเลือกจันทบุรี เพราะระยะทางใกล้กว่า และสามารถเสด็จพระราชดำเนินเข้ากรุงเทพฯได้ในวันเดียว ประกอบกับผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีในครั้งนั้น ได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯไปทรงประทับที่นั่นด้วย

พ.ศ.2493 พลตรี หม่อมทวีวงศ์ถวัลยศักดิ์ เลขาธิการพระราชวัง ได้สืบหาที่ดินในจังหวัดจันทบุรี และได้ทูลเชิญเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรที่ดิน เป็นถนนยังไม่ได้ลาดยาง เต็มไปด้วยฝุ่นละออง และเป็นหลุมเป็นบ่อ รถพระที่นั่งกระแทกกระเทือนไปตลอดครึ่งวัน ผ่านแม่น้ำลำคลองซึ่งจำเป็นต้องข้ามสะพานหรือแพขนานยนต์อีกด้วย ในที่สุดได้ทรงพบที่ดินที่ทรงพอพระราชหฤทัย ที่ตำบลสวนแก้ว ตรงทางแยกเข้าตัวเมือง และทางไปจังหวัดตราด จึงทรงตัดสินพระราชหฤทัยกู้เงินจากธนาคารเพื่อซื้อที่ดินบริเวณดังกล่าวจากเจ้าของที่หลายราย รวมกันได้ 687 ไร่ มีลักษณะเป็นที่ดินสองฝั่งคลองบ้านแก้ว และพระราชทานนามตามชื่อตำบลว่า สวนบ้านแก้ว

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ทรงเริ่มก่อร่างสร้างสวนบ้านแก้วตั้งแต่ยังมีสภาพเป็นป่า ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ต้องทำเครื่องปั่นไฟใช้เอง เมื่อมีเรื่องด่วนจะต้องติดต่อทางกรุงเทพฯ ต้องใช้โทรเลขในตัวจังหวัด ซึ่งอยู่ห่างจากสวนบ้านแก้วไปประมาณ 8 กิโลเมตร มีพระราชประสงค์ที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง จึงโปรดเกล้าฯให้ทำการเผาอิฐที่ไร่ โดยจ้างช่างมาสอนคนงานพื้นเมืองในการทำเตาเผา นอกจากนี้ยังโปรดเกล้าฯให้ทำกระเบื้องมุงหลังคาเองอีกด้วย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ หม่อมเจ้าประดิษฐา จักรพันธุ์ เป็นผู้รับผิดชอบในฐานะผู้จัดการ แต่มีพระราชดำริว่าให้ปลูกพืชสวนครัว และผลไม้นานาชนิด ทั้งที่เป็นพืชท้องถิ่น และที่ทรงนำมาจากต่างถิ่น รวมทั้งเลี้ยงสัตว์พันธุ์ต่างๆด้วย มีพระราชประสงค์ให้บ้านสวนแก้วเป็นตัวอย่างมากกว่าการทำการค้า เมื่อทรงทดลองการปลูกพืชหรือเลียงสัตว์ชนิดใดได้ผลดี ก็จะทรงนำความรู้และผลที่ได้จากการทดลองไปแนะนำเผยแพร่แก่ราษฎรต่อไป

ในระยะแรกโปรดเกล้าฯให้ปลูกถั่วลิสงและนุ่น แต่เนื่องจากพืชทั้งสองชนิดไม่เหมาะสมกับภูมิอากาศที่มีฝนตกชุกในเขตจังหวัดจันทบุรี จึงไม่ได้รับความนิยม แต่ก็มิได้ทรงย่อท้อ ส่วนใหญ่ทรงปลูกทดลองเป็นตัวอย่างแก่ราษฎร ผลิตผลที่ได้ทรงนำออกแจกจ่ายพระราชทานพระญาติและบุคคลต่างๆ ต่อมาจึงโปรดฯให้ปลูกเงาะ ลางสาด มังคุด ลิ้นจี่ พริกไทย มันสำปะหลัง ส้มเขียวหวาน และทุเรียน

หม่อมเจ้าประดิษฐาทรงเล่าว่า ทรงทดลองปลูกพืชหลายชนิดมาก อย่างทุเรียนทรงนำพันธุ์หมอนทองเข้ามาปลูก นอกจากนี้ยังมีแตงไทย และแตงโม โดย หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร ทรงนำมาทดลองปลูกประมาณ 8 ไร่ ทรงดูแลเอาใจใส่อย่างดี มีพันธุ์หนึ่งได้ผลดีมาก เคยปรากฏว่ามีน้ำหนักถึงลูกละ 15 กิโลกรัม แตงโมที่ทรงนำมาปลูกนี้ สมเด็จฯจะเสวยเอง และพระราชทานแก่บุคคลต่างๆ จึงไม่ได้นำออกขายทั่วไป นอกจากนั้นทรงทดลองปลูกข้าวพันธุ์หอมเหลือง เป็นการทดลองทำนา โดยมีโรงสีของพระองค์เอง ส่วนการเลี้ยงสัตว์ โปรดเกล้าฯให้สั่งพันธุ์ไก่ไข่จากต่างประเทศหลายพันธุ์เพื่อทดลองเลี้ยงประมาณ 2,000 ตัว และฟักไข่ไก่ด้วยเครื่อง นอกจากนี้ยังทรงเลี้ยงเป็ดพันธุ์ปักกิ่ง ห่าน และวัวพันธุ์เนื้อ ประมาณ 100 ตัว โดยเลี้ยงตามธรรมชาติเพื่อช่วยในการปราบหญ้า

ภาพที่ประทับอยู่ในความทรงจำก็คือ สมเด็จฯทรงขับแทรกเตอร์ด้วยพระองค์เอง ทรงลงมือเกี่ยวข้าว และสีข้าวด้วยพระองค์เอง และยังทรงลงมือปลูกถั่วลิสงเองและทรงเก็บเองอีกด้วย และโดยเหตุที่โปรดดอกไม้มาก สมเด็จฯจึงโปรดเกล้าฯให้สร้างเรือนเพาะชำส่วนพระองค์ เมื่อทรงว่างจากพระราชกิจ โปรดที่จะประทับในเรือนเพาะชำ ทรงปลูกต้นไม้ที่สั่งพันธุ์มาจากต่างประเทศ และรดน้ำใส่ปุ๋ยด้วยพระองค์เอง ตั้งแต่เช้าถึงกลางวันเป็นพระราชจริยวัตรประจำวัน นอกจากนั้นยังทรงปลูกดอกไม้ตามถนนในเขตพระตำหนักเป็นจำนวนมาก อาทิ ว่านสี่ทิศ และต้นแคฝรั่ง ทรงเลี้ยงสุนัขที่เป็นพันธุ์นำเข้าจากต่างประทศ11ตัว นอกจากนี้ยังมี นกหงส์หยก และปลาชนิดต่างๆที่นิยมในสมัยนั้น ได้แก่ ปลาเทวดา เป็นต้น

เมื่อสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ประทับที่สวนบ้านแก้วได้ประมาณ 5 ปี มีพระราชดำริที่จะสร้างรายได้ให้แก่ราษฎรจากการทอเสื่อจันทบูร อันเป็นหัตถกรรมและอาชีพหลักที่มีชื่อเสียงของจังหวัดจันทบุรี เนื่องจากวันหนึ่งมีโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการทอเสื่อของแม่ชีที่วัดญวนซึ่งอยู่ตรงข้ามสวนบ้านแก้ว ได้ทอดพระเนตรเห็นข้อบกพร่องจากการทอเสื่อ เช่น สีกกมีจำกัด และเมื่อถูกน้ำแล้วสีตก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้งโรงงานทอเสื่อขึ้น โดยสั่งซื้อกกตากแห้งจากชาวบ้าน ปรับปรุงกรรมวิธีการผลิตให้ทันสมัยขึ้น โดยมี หม่อมเจ้ากอกษัตริย์ สวัสดิวัตน์ พระอนุชาซึ่งเป็นอาจารย์สอนวิชาเคมีที่มหาวิทยาลัยสิงคโปร์ เป็นผู้คิดแก้ไขปัญหา ทั้งเรื่องสีตก และผลิตสีที่ใช้ในการย้อมเสื่อเพิ่มขึ้น บ้านสวนแก้วจึงมีโรงงานทอเสื่อจันทบูรแห่งแรกที่รู้จักกกวิธีฟอกกกให้ขาวเพื่อย้อมเป็นสีต่างๆ และเมื่อย้อมแล้วสีจะติดทนนานไม่ตกอีกด้วย มีคนงานกว่า 300 คน แบ่งกันทำงานเป็นแผนกต่างๆ นอกเหนือจากการทอเสื่อจันทบูรแล้ว ยังมีพระราชดำริให้ผลิตเป็นวัตถุเครื่องใช้ที่ทำจากเสื่อตามแบบพระราชทาน เช่น กระเป๋าสตรี ถาด ที่รองแก้ว ที่ใส่กระดาษเช็ดปาก พระราชทานตราเครื่องหมายการค้าเป็นรูปคนหาบกระจาด โดยใช้ชื่อว่า อุตสาหกรรมชาวบ้าน แต่คนทั่วไปนิยมเรียก ผลิตภัณฑ์เสื่อสมเด็จ

กิจการผลิตภัณฑ์เสื่อสมเด็จเป็นที่นิยมอย่างมากจนคนงานต้องทำงานกันทั้งกลางวันและกลางคืน เมื่อมีบริษัทจากสหรัฐอเมริกาสั่งซื้อมาไม่สามารถรับได้ เพราะกำลังการผลิตทำได้เฉพาะภายในกรุงเทพฯ และจันทบุรีเท่านั้น แต่อย่างน้อยก็ทำให้ราษฎรมีรายได้จากการเลี้ยงชีพ และยังเป็นการอนุรักษ์เสื่อจันทบูรให้อยู่คู่กับจันทบุรีมาจนถึงทุกวันนี้

ตลอดเวลาที่ประทับอยู่ ณ บ้านสวนแก้ว สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ทรงดำรงพระชนม์ชีพอย่างเรียบง่าย โดยข้าราชบริพารบันทึกพระจริยวัตรประจำวันว่า หลังเสวยพระกระยาหารเช้า จะเสด็จฯไปทอดพระเนตรงานต่างๆในบริเวณสวนแล้ว เสด็จขึ้นทำกิจวัตรส่วนพระองค์บนพระตำหนัก ประมาณ 11.00 น. เสด็จฯไปโรงงานทอเสื่อทอดพระเนตรการทอ และพระราชทานคำแนะนำ ประมาณเที่ยงเศษ เสด็จฯกลับพระตำหนักเสวยพระกระยาหารกลางวัน และทรงพักผ่อนพระราชอิริยาบถ ในตอนเย็น เสด็จฯไปโรงเพาะชำทอดพระเนตรต้นไม้ที่ทรงเพาะ เสวยพระสุธารสชา แล้วเสด็จฯไปทอดพระเนตรผลงานต่างๆที่คนงานทำในตอนเช้า หลังพระกระยาหารค่ำ เสด็จขึ้นทรงพระอักษร

ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง ทรงพระเกษมสำราญ โดยมีพระประยูรญาติ และบุคคลต่างๆมาขอเข้าเฝ้าฯอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันเฉลิมพระชนมพรรษา จะทรงบาตรและพระราชทานเลี้ยง มีพระญาติและบุคคลต่างๆเข้าเฝ้าฯเป็นจำนวนมาก รวมทั้งพระราชอาคันตุกะ พระกระยาหารที่เสวยขณะประทับที่บ้านสวนแก้วเป็นแบบเรียบง่าย ทรงโปรดข้าวแช่ ขนมจีนน้ำพริก ยำเกสรชมพู่ มะระยัดไส้ สะเดา-น้ำปลาหวาน โปรดทำน้ำพริกกะปิด้วยพระองค์เองเวลาเสด็จฯไปปิกนิกอีกด้วย

แม้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จสู่สวรรคาลัยไปแล้วหลายปี ทว่าสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ยังทรงสนองพระคุณด้วยการสืบสานพระราชกรณียกิจอันเป็นกุศลและคุณูปการต่อพสกนิกร เพื่อให้พระนามของพระมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐสุดพระองค์นี้ ได้เป็นที่สรรเสริญและประทับอยู่ในความทรงจำของอาณาประชาราษฎร์มาจนถึงทุกวันนี้ อีกนานัปการ