จอม ปัทมคันธิน แฟนพันธุ์แท้หอย

นัดพบ

ย้อนหลังไปเมื่อราว 10 ปีก่อน จอม ปัทมคันธิน ได้ชื่อว่าเป็นนักสะสมเปลือกหอยที่มีอายุน้อยที่สุดในโลก จอมชื่นชอบและรักในธรรมชาติ โดยเฉพาะเปลือกหอยชนิดต่างๆมาตั้งแต่ยังเด็ก ผ่านการปลูกฝังโดยสมนึก ผู้เป็นพ่อ และด้วยความที่บ้านอยู่ใกล้ชิดกับทะเล (หาดราไว) เมื่อขึ้นเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้ติดต่อกับนักสะสมเปลือกหอยระดับโลกชาวต่างชาติ ด้วยการเขียนจดหมายภาษาอังกฤษแบบกระท่อนกระแท่น ซึ่งก็ได้มีนักสะสมเปลือกหอยระดับโลก ชาวโปรตุเกสคือ อันโตนิโอ นอรา เดินทางมาหาถึงบ้านที่จังหวัดภูเก็ตจริงๆ จึงเป็นจุดเริ่มต้นแลกเปลี่ยนและสะสมเปลือกหอยระดับโลกของหนุ่มจอม นักสะสมเปลือกหอยที่เต็มเปี่ยมไปด้วยการมองโลกในแง่ดี

ทำไมจอมจึงสนใจเรื่องหอยเป็นอย่างมาก

เพราะ "หอย" สามารถเล่าเรื่องราวต่างๆได้อย่างมากมาย หากเราได้ทำการศึกษาอย่างถ่องแท้ หอยทำให้ผมได้เดินทางผจญภัยตั้งแต่ สิบขวบกว่า ได้รู้จักผู้คนมากมายในโลกนี้

แต่คนที่จุดประกายจริงๆ ให้กับผมคือ พ่อ (สมนึก ปัทมคันทิน) ซึ่งสนใจในเรื่องการสะสมเปลือกหอยมาก่อน ผมผูกพันกับพ่อมาก ตอนที่ท่านยังแข็งแรงและผมยังเด็กๆ พ่อชอบพาผมไปเดินชายทะเล เพราะบ้านเราอยู่ติดกับหาดราไว ครอบครัวเราหลงรักภูเก็ตมาก เราจึงย้ายมาอยู่ที่นี่ ปู่ผมเป็นช่างถ่ายรูป เรียนหนังสือมาจบจากปักกิ่ง ทำกล้องถ่ายรูปเองด้วยเลนส์ไลก้า เดิมเคยอยู่เมืองกาญจน์ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ปู่เคยถูกบังคับให้สร้างสะพานเล็กๆที่นั่นด้วย ปู่จำใจต้องทำให้ด้วยความสะเทือนใจ พอสงครามสิ้นสุด ปู่ได้เงินมา สามล้านบาท ซึ่งสมัยก่อนถือว่ามากมายทีเดียว แต่พอปู่ได้มากลับโยนทิ้งน้ำหมดเพราะบอกว่าเป็นเงินสกปรกที่ญี่ปุ่นพิมพ์ขึ้นมา

ปู่ก็เลยสอนหลักบางอย่างให้พ่อให้ลุง ตระกูลปัทมคันธินเป็นศิลปินเกือบทั้งหมด ทั้งนักดนตรี นักร้อง แต่พ่อฉีกมาทำหอย ความที่อยู่แถวทะเล พ่อก็เลยบอกว่า ทะเลมีอะไรเยอะจังเลย พ่อก็ชอบปั่นจักรยานไปดู ออกเรือไปดูชาวน้ำชาวทะเล กระทั่งได้เห็นเศษเปลือกหอยติดอวนชาวประมงขึ้นมาเป็นจำนวนมาก บ้างก็ทิ้ง บ้างก็เก็บ หากเปลือกไหนสวย พ่อไปเห็นเข้าก็บอกว่า โอ้ว!!! บางชนิดเคยเห็นลงในหนังสือวิทยาศาสตร์ และมีราคามากด้วย แต่ด้วยความที่ชาวประมงไม่รู้จึงโยนทิ้งไปอย่างไร้ค่า ดังนั้น พอพ่อเข้าไปเอ่ยปากขอ เขาจึงบอกว่า "นายหัวโกยเอาไปเลย" พ่อจึงเริ่มเก็บสะสมเปลือกหอยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

พ่อยังเล่าให้ผมฟังว่า สมัยเด็กๆพ่ออยู่ที่ราชบุรี ริมคลองดำเนินสะดวก พวกหอยขม หอยทราย หอยเลียด เยอะมาก ขณะที่คนอื่นกินเนื้อแล้วโยนเปลือกทิ้ง แต่พ่อกลับเก็บเปลือกหอยเหล่านั้นมานั่งพิจารณาว่าทำไมรูปทรงของหอยแต่ละชนิดจึงแตกต่างกัน แล้วก็นำข้อสงสัยนี้ไปถามผู้ใหญ่ว่า "ทำไม" แต่ผู้ใหญ่ก็ตอบไม่ได้ และเป็นเรื่องที่ฝังใจพ่อตลอดมา ครั้นพอเรียนชั้น ม.ปลาย พ่อได้มีโอกาสไปเที่ยวทะเลกับครูวิทยาศาสตร์ เวลาน้ำลด ปะการังผุดขึ้นมา พ่อก็ถามครูอีกว่าปะการังคืออะไร ประกอบด้วยแร่ธาตุอะไรบ้าง บางอย่างจึงสวย บางอย่างจึงมีแต่สีขาว ซึ่งบางเรื่องครูก็ตอบได้ บางเรื่องก็ตอบไม่ได้

พ่อจึงมีความตั้งใจว่าสักวันจะสร้างพิพิธภัณฑ์ที่ให้คำตอบคนได้ เมื่อไหร่เด็กถามแล้วเค้าจะต้องได้คำตอบกลับไป ดังนั้น ผมจึงเอาเด็กเป็นหัวใจหลัก เพราะคำถามของเด็กบางทีก็ตอบยากมาก เพราะเค้าถามด้วยความซื่อและตรงที่สุด บางครั้งตรงเสียจนเราต้องรีบไปหาคำตอบ

จอมจำได้มั้ยคะว่าหอยชนิดแรกที่รู้จักคืออะไร

หอยเบี้ย หรือ เออร์ซิรุสครับ ผมรู้จักเพราะพ่อพาผมไปเดินเล่นที่ชายทะเลแล้วผมเก็บขึ้นมาถามพ่อว่าเป็นหอยอะไร หอยเบี้ยจึงเป็นหอยที่ผมหลงรักอย่างมาก

ทราบว่าสะสมหอยมากจนสามารถวาดรูปหอยได้ด้วย

ครับ!!! ผมไม่ได้จบศิลปะนะครับ แต่ผมอยู่กับหอยมาตลอดชีวิต ผมจึงลองหัดวาดเอง พ่อเคยซื้อหนังสืออนาโตมีของ อาจารย์เสน่ห์ ธนารัตน์สฤษดิ์ มาให้ผมตอน 5 ขวบ ตอนนั้นยังอ่านไม่รู้เรื่องหรอก เพราะยังเด็กมากได้มาก็เปิดผ่านๆ จำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ผมชอบไปหา อาจารย์เทพศิริ สุขโสภา อยู่บ่อยๆ อาจารย์จักรพันธุ์ ผมก็เคยโทร.ไปหาเพื่อขอความรู้ รวมทั้ง อาจารย์ชัยวัฒน์ วรรณานนท์ แต่ครูคนแรกของผมจริงๆ คือ พ่อครับ

ตอนเด็กๆ จอมเคยมีความฝันบ้างมั้ยว่าอยากเป็นอะไร

มีครับ ผมฝันอยากเป็นผู้กำกับฯ อยากจะสร้างหนัง แต่พอโตขึ้น ทุกอย่างก็เปลี่ยน รู้สึกว่าสิ่งที่พ่อทำพิเศษมาก เพียงแต่มันไม่ใช่อาชีพที่จะทำเงินไง แต่ผมอยากสานต่องานของพ่อ เพราะพอผมเริ่มขึ้นชั้น ม.ปลาย พ่อเริ่มมีปัญหาด้านการเงินหลายๆอย่าง

พอพ่อทราบว่าผมจะสานงานต่อ ท่านดีใจมาก ผมอยากมาสอบเข้ามัณฑนศิลป์ ศิลปากร แต่ก็ไม่ได้ขึ้นมาสอบด้วยเหตุจำเป็นบางอย่าง ที่สุดผมก็เลือกที่จะเรียนที่รามฯ เอกภาษาอังกฤษ โดยที่ผมไม่เคยขึ้นมาเรียนเลย เพราะต้องการสานต่อเรื่องมิวเซียมของพ่อ แต่ตอนนี้เรามารู้อย่างนึงว่า หลายอย่างเราก็เคยทำผิดนะ เพราะว่าเราเอามาตรฐานในใจเราไปวัดคนอื่น เราไปคิดเองว่าเนี่ยคือพ่อในรูปแบบที่เราเห็นว่าใช่ แต่จริงๆ มีวันนึงพ่อเล่าให้ฟังว่า มิวเซียมที่จอมทำมันก็คือมิวเซียมที่จอมทำนะ แต่ไม่ใช่สิ่งที่พ่ออยากทำ ผมจึงรู้ได้ในวินาทีนั้นว่า โห...พ่อนี้เป็นยิ่งกว่าต้นไม้ใหญ่นะ พ่อเป็นคนที่มีความรักแบบเหลือเฟืออย่างมากเลย

วิวัฒนาการของการกำเนิดหอยมีความเป็นมาอย่างไร

เอาหลักๆ นึกถึงลูกโลกกลมๆก่อน หากเราฝานตรงกลางคือเส้นศูนย์สูตร เส้นศูนย์สูตรนี้คือในยุคปัจจุบัน ซึ่งคนละแนวกับยุคอดีตเพราะแกนโลกเอียง แผ่นดินจึงเกิดการเคลื่อนที่อยู่ตลอดด้วยลาวา เรียกว่ามวลของลาวามันเคลื่อนที่ผ่านโลก ส่งผลให้โลกเปลี่ยนรูปร่างไป ดั้งเดิมทีเดียวสิ่งมีชีวิตรูปร่างมันไม่ซับซ้อนมาก แต่ที่มันซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ หรือมีสีสันขึ้นเรื่อยๆนั้น เกิดจากภูมิศาสตร์ที่เปลี่ยนไป พอภูมิศาสตร์มันเริ่มมีเว้ามีแหว่งมีสูงมีต่ำ มีอะไร ทุกอย่าง จึงต้องเริ่มพัฒนาตามเพื่อความอยู่รอด คิดดูว่ายอดหิมาลัยก็เป็นก้นทะเลที่ลึกมาก่อน มีแอโมไนซ์เต็มไปหมดเลย แล้วนั่นหมายถึงว่าในยุคที่หิมาลัยยังเป็นก้นทะเลลึกเนี่ย ยอดเขาสูงสมัยนั้นในปัจจุบันอาจจะอยู่ก้นทะเลลึกก็ได้ เพราะก้นทะเลก็มียอดภูเขา เพียงแต่มันเป็นยุคของมันที่เขาแต่ละลูกที่ขึ้นมาไม่เหมือนกัน ด้วยสิ่งเหล่านี้เราก็จะเห็นได้ว่าสิ่งมีชีวิตมันจะพัฒนาการเยอะที่สุด คือเขตร้อน เพราะเขตร้อนเกิดฤดูกาลทำให้สิ่งมีชีวิตเล็กๆเกิดได้ตลอดเวลา และมีวงจรของชีวิตที่เติบโตขึ้นมา ฉะนั้นหอยจะเยอะที่สุดในเขตศูนย์สูตร ความหลากหลายของชีวิต แต่ไม่ใช่หมายถึงว่าเขตขั้วโลกเหนือเขตขั้วโลกใต้ไม่มี มีเยอะมากแต่ว่ารูปแบบของสีสันลวดลายมันน้อยไปตามเหตุปัจจัย มันไม่จำเป็นต้องใช้สีสันเยอะ มันก็จะลดลงไปหรือเวลาที่อยู่ในน้ำลึกมากๆ ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้สีสันมากเพราะมันอยู่ในที่ที่มืดสนิท แต่ทำไมหอยบางตัวที่อยู่ในที่ลึกกลับมีสีสันฉูดฉาดได้ซึ่งอธิบายได้ว่ามันเป็นเรื่องของเจเนติก และเรื่องของสายพันธุกรรม ทุกอย่างมีเหตุผลหมด

ธรรมชาติของหอยที่มีมากเพราะมันจะปล่อยให้ไข่ลอยไปตามกระแสน้ำ เมื่อพบอุณหภูมิที่เหมาะสม มันก็จะเกิดการฟักตัว และพัฒนาการเป็นหอยสองฝา หรือหอยฝาเดียวตามลำดับ ทีนี้จุดของโลกที่มันดักกระแสน้ำไว้ได้เยอะก็จะมีสายพันธุ์เยอะ เช่น หมู่เกาะฟิลิปินส์ หมู่เกาะโดนิเซีย หมู่เกาะทางแคริบเบี้ยน ฯลฯ และเกิดเป็นความสวยงามที่แตกต่างกันออกไป เช่นเดียวกับมนุษย์พอเคลื่อนย้ายเผ่าพันธุ์ก็เริ่มมองเห็นว่ามีอะไรสวยงามเอาไปแลกเปลี่ยนกันเริ่มแต่งตัว เริ่มเห็นว่าสัตว์บางอย่างมันมีประกายบางอย่างก็เลียนแต่งตัวเลียนแบบกันเพื่อให้เกิดอัตลักษณ์ของกลุ่มของเผ่า หอยจึงเป็นสิ่งที่ดูง่ายที่สุดเลย เพราะว่ามนุษย์สมัยก่อนถ้าไม่เดินเลาะริมทะเลก็เดินเลาะริมแม่น้ำเพราะมันปลอดภัยที่สุด มันมีอาหารมีน้ำแน่นอน จับปลาง่าย สิ่งที่ไปจับปลา น้ำลดก็เห็นเปลือกหอยเบี้ย หอยเบี้ยนั้นแหละคือต้นแบบของพวกอัญมณีที่มาเจียระไนให้เป็นหัวแหวนกลมๆทั้งหลาย

ในโลกนี้หอยแบ่งเป็นกี่สายพันธุ์ และการแบ่งสายพันธุ์จำแนกจากอะไร

หอยดูจากรูปลักษณ์ของเปลือกก่อน หากรวมที่เป็นฟอสซิล คือมันสูญพันธุ์ไปแล้วกับหอยในปัจจุบัน ก็น่าจะมีรวมกันประมาณ 200,000 กว่าชนิด แต่ถ้าตัดพวกฟอสซิลออกไปอีก ปัจจุบันจะมีอยู่ประมาณ 80,000-90,000 ชนิดอย่างน้อย ถึง 120,000 ชนิด เพราะว่าในในแต่ละภูมิภาคของโลกกลุ่มคนศึกษาบางทีไม่ได้ลิงค์กัน ก็อาจจะมีชื่อซ้ำ ชื่อใกล้เคียงอะไรอย่างนี้ แต่ตีว่าประมาณ 120,000 ชนิดประมาณนี้ไว้ก่อนครับ

ถามว่าแบ่งจากอะไร แบ่งจากรูปทรงเปลือกตามรูปแบบชีวิต แบ่งจากสิ่งที่เรียกว่า ราดูร่าหรือแดลฟัน อย่างหอยฝาเดี่ยวที่เป็นเกลียวทั้งหลาย เหมือนหอยสังข์ หอยหวาน พูดง่ายๆก็จะเป็นแบ่งจากฟันได้ หรือแบ่งจากฝาปิดในกลุ่มที่มีฝาปิด หรือแยกย่อยไป หรือแบ่งจากรูปลักษณ์การมีชีวิต แบ่งจากการสืบพันธุ์ก็ได้ ฯลฯ

ความสวยงามของหอยอยู่ตรงไหนบ้างในความรู้สึกของคนที่ชอบเรื่องหอย

สำหรับนักสะสมเปลือกหอยจะวัดจากความอัศจรรย์ใจ เช่น ผมเคยมีหอยตัวนึง มีรูปทัชมาฮาลอยู่ด้านใน ทั้งสีสันซึ่งเป็นที่เตะตา ต่อมาก็เป็นลวดลายแล้วก็รูปทรงเปลือก และตามด้วยพื้นผิวเป็นอะไรไป หอยโดยตัวเปลือกมันเองมันเป็นสารประกอบหินปูน เขาเรียกแคลเซียมคาร์บอเนต จะเป็นสีออกขาวๆธรรมดานี่เอง แต่สิ่งที่เป็นสีสันต่างๆ มันเป็นสิ่งที่มันกินเข้าไปหรือเสริมเข้าไป หรือดูดจากธรรมชาติเข้ามาแล้วกรองแล้วใส่เข้าไป สร้างขึ้นมาโดยเนื้อเยื่อของมัน สีเหล่านี้มันเป็นสารประกอบโปรตีน หรือรงควัตถุ

ในเมืองไทยหอยสายพันธุ์ไหนที่เยอะที่สุด

เราต้องพูดอย่างนี้ดีกว่าว่า ไม่มีที่ไหนในโลกไม่มีความหลากหลายของสายพันธุ์หอย เพียงแต่ว่าจุดที่เราเรียกว่า Hotspot สปีชี่ส์ ที่โดดเด่นคือ หอยสังข์แตร แต่บ้านเราอาจจะมีบางอย่างเยอะเป็นพิเศษ อย่างเช่น หอยเต้าปูน

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เกิดกระแสการต่อต้านว่านักสะสมเปลือกหอยคือผู้ทำลายธรรมชาติ และห้ามเก็บเปลือกหอยตามชายหาด

เอาเป็นว่าถ้าคนที่ไม่ชอบจะเก็บมั้ย ผมกลับรู้สึกว่า ถ้ามันเป็นสิ่งที่ทำให้คนรู้สึกว่ารักธรรมชาติมากขึ้นนะก็เก็บเหอะ เพราะไม่ได้เป็นการทำลายอะไรอย่างนั้นเลย

ในโลกนี้มีนักสะสมหอยอยู่มากมั้ยคะ

ในโลกนี้มีคน 6,000 - 7,000 พันล้าน น่าจะถึงแล้ว แต่ว่าจะอยู่ในทะเบียนบ้าง ไม่ได้อยู่บ้าง คนเหล่านี้กระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก ทุกวันนี้ผมไปที่ไหนในโลกผมมีเพื่อนหมดเลย เพราะอย่างน้อยประเทศหนึ่งก็มีนักสะสมเปลือกหอยอย่างน้อยหนึ่งคน และเป็นกลุ่มคนที่เราไว้ใจกันไม่มีปัญหาเลย ไม่เคยมีปัญหาจากคนในวงการเดียวกัน เพราะว่าวงการนี้ส่วนใหญ่คุณต้องรู้ภาษา คุณต้องรู้วัฒนธรรม คุณต้องรู้ประวัติศาสตร์ คุณต้องรู้ภูมิศาสตร์ เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวบ่งบอกพิกัดของชนิด ผมถึงกับเคยพูดตอนแข่งรายการแฟนพันธุ์แท้ว่า เขาถามว่าคุณคิดว่าคุณรู้จักหอยดีแค่ไหน ผมบอกว่าผมไม่รู้ผมรู้จักหอยดีแค่ไหน เพราะผมไม่รู้จักคนอื่น ผมไม่ได้รู้จักตัวเองมากขนาดนั้น ผมรู้อย่างเดียวว่า ถ้าคุณจับผมปิดตาแล้วไปปล่อยในเกาะร้างสักแห่งในโลกนี้ผมอาจจะบอกพิกัดคร่าวๆ ได้ว่ามันอยู่ที่ไหนในโลก เพราะผมจะวิ่งไปดูที่ริมทะเลก่อนว่ามันมีสิ่งมีชีวิตอะไรบ้าง เพราะผมรู้เรื่องทะเล และถ้าผมเห็นหอยบางอย่างผมรู้ทันทีได้ว่ามันเป็นพิกัดไหนของโลก หรือผมก็จะวิ่งเข้าไปในป่า ผมไปดูหอยทาก ผมก็รู้หอยทาก ผมก็จะรู้แล้ว อ๋อ ตรงนี้อยู่แถวกัวเตมาลานะ หรือว่าตรงนี้อยู่แถวๆไอร์แลนด์นะ ผมก็จะหาวิธีการได้ว่า งั้นฤดูนี้พระอาทิตย์ตกทางไหน ผมจะต้องทำอะไรยังไง มันโยงถึงกันหมด

แล้วเมืองไทยมีนักสะสมหอยเยอะไหมคะ

เมืองไทยที่สะสมอย่างจริง 10 คน เอาจริงจังนะ ไม่เอาแบบที่แบบว่าเอาไปแต่งบ้านอะไรอย่างนี้ไม่นับ เอาแต่คนที่เก็บแบบว่าเป็นสปีชี่ส์เป็นอะไรอย่างนี้ และส่วนใหญ่อยู่กรุงเทพฯ อยู่ภูเก็ตคนสองคน เราคุยกันหมด แต่ก็มีทั้งที่สนิทและไม่สนิท เพราะว่ามุมมองและแนวคิดไม่เหมือนกัน มันไม่เท่ากัน อายุหรือครับ มีตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่ อย่างล่าสุดคนใหม่ในวงการนี่ชื่อ Ryan เป็นคนเกาหลีใต้ มารู้จักใน Facebook นี้ 16 ปี เอง แต่ผมเริ่มแบบจริงจังตั้งแต่ 12 ขวบ ตอนนั้นไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีอะไรเลย ไม่มีใครรู้จัก ผมเขียนจดหมายปีละ 500 ฉบับ ส่งไปทั่วโลกแบบว่า Random เลย แล้วแต่ว่าใครจะตอบผมมาแล้วจะมาแลกเปลือกหอยกันไหม อย่างนั้นเลย แล้วก็มีคนตอบมาแค่ 3 -4 คนเอง ก็คุ้ม เพราะ 3- 4 คนนั่นดึงมาซึ่ง Network ที่มากมาย มันเหมือนกับการแตกหน่อไป เขาก็มีเครือข่ายของเขา มีเพื่อนของเขา ก็โยงมาหาเรา จนทุกวันนี้เรารับไม่ทันเลย แล้วก็จะมีคนชอบถามว่าเปลือกหอยมาได้มาจากทางไหนบ้าง มาจากทุกทางเลย อยู่ที่ตัวเรา ถ้าถามว่าเปลือกหอยมาจากไหน ก็ถามว่า คุณลองนิยามซิว่าความรักเราได้มาทางไหนบ้าง คนรักของเรา มาได้ทุกทางเลย บางคนเจอในอินเทอร์เน็ต บางคนเดินชนกัน บางคนรถชนกัน มีเพื่อนผมรถชนกันจนแต่งงานไปเรียบร้อยแล้ว หอยมีหลากหลายมาก มันหลากหลายได้เท่ากับความรู้สึกของผู้คน

แล้วหอยชนิดไหนที่คนนิยมสะสม

คุณคิดว่ามนุษย์แต่งตัวมีกี่สไตล์ เหมือนกัน คนเก็บหอยไม่ต่างจากกัน เพราะคนไม่ใช่ว่าเห็นโทรศัพท์อันนี้ชอบ แต่เห็นอันนี้อาจจะไม่ชอบ เลยเห็นนี้ชอบ ไม่ชอบสีตัวนี้ มันแล้วแต่ ปัจจัยแทรกซ้อนพวกนี้มันเป็นเรื่องของคำว่ารสนิยม ครับ ซึ่งไม่เท่ากัน คำว่า Standard ไม่มีเลย

แล้วจอมชอบสะสมเปลือกหอยชนิดไหน

ผมจะเก็บเปลือกหอยที่ให้ความทรงจำดีๆกับผม ผมชอบเก็บความจำเหมือนกับคำพูดที่เขาเรียกว่า "เวลาในขวดแก้ว" ผมชอบแบบนั้น ผมไม่ได้คิดว่ามันจะต้องแพงหรือว่าถูก แต่ด้วยความที่ผมเป็นทายาทพ่อ แล้วแม้แต่พี่ชายก็ให้ผมสืบทอดจากพ่อ ฉะนั้นกลายเป็นว่าผมก็เหมือนกับตกถังข้าวสารเปลือกหอยที่มันมีเป็นหลายร้อยล้านตัว

จำนวนเปลือกหอยที่จอมสะสมไว้มีมากขนาดไหน

เยอะมาก แต่ก็กำลัง Classify แล้วก็เริ่มทำหน้าที่แยก ซึ่งพ่อบอกกว่าจะได้ของเหล่านี้มาใช้ชีวิตคนไปขนาดไหน ต้องผ่านชีวิตคนมาขนาดไหน คนตายไปเท่าไหร่ วงจรในทะเล การประมงในโลกนี้มันมีตายทุกวัน มันต้องผ่านอะไรมาเท่าไหร่ ความเสี่ยงขนาดไหน ทุนขนาดไหน แล้วต้องอาศัยความสนใจและความรักต่อเนื่องที่อยู่เหนือกว่าอุปสรรคขนาดไหน

อะไรบ้างที่จอมคิดว่าได้จากการเป็นนักสะสมหอย เปลือกหอย

ถ้าผมพูดแบบไม่ได้เข้าข้างตัวเองเลยนะ ผมเป็นคนมีหัวใจ การสะสมเปลือกหอยทำให้ผมรู้จักความรักมากขึ้น เพราะว่าการสะสมเปลือกหอยมันทำให้เราต้องรู้จักที่จะเลือก แล้วก็รู้จักที่จะตีกรอบตัวเองบ้าง เพราะโดยความรักทางศิลปะหรือความงามนี่มันไม่มีกรอบ มันจะเอากรอบมาตีไม่ได้ มันอึดอัดมากเลย แต่ในที่สุดเราจะรู้ว่ามันมีข้อจำกัดของเวลา ของฤดูกาล ของการได้มา ของ Connection บางทีเดี๋ยวเขาตายไปแล้ว หรือบางทีเขาย้ายบ้านไปแล้ว เราไม่มีโอกาสที่จะได้สิ่งบางสิ่งที่เราต้องการทุกเวลา ท้ายที่สุดเรารู้ว่า เราไม่สามารถรักของหลายอย่างพร้อมกันได้ หรือเราไม่สามารถเป็นเจ้าของของหลายอย่างพร้อมกันได้ เราก็เริ่มเป็นคนที่มีหัวใจตรงนั้นแหละ เราเริ่มรู้จักว่า เออ ความรักมันเป็นแบบนี้ ก่อนที่เราจะรู้จักความรักจริงๆ ซะอีก ฉะนั้นผมเป็นคนที่ผมกล้าเล่าเลยว่าผมไม่เคยบอกคำว่ารักใครเลย จนกระทั่งผมเจอผู้หญิงคนหนึ่ง แล้วผมมองเขาอยู่นานมากจนผมกล้าบอกรัก วันที่บอกรักผมก็รู้ด้วยว่าเขาไม่รักผม ผมก็บอกเลย เขาบอกรู้สึกดีกว่าผมไม่บอก บอกไปเลยจบ แล้วก็เป็นเพื่อนกันต่อ ทุกวันนี้ก็เป็นเพื่อนกัน เขาก็บอกเขาก็รู้ด้วยว่าสักวันต้องพูด เราก็เดินต่อไปเท่านั้นเอง เราไม่จำเป็นต้องได้ทุกอย่างที่เราต้องการมาหรอก ซึ่งถ้าเทียบกันสิ่งนั้นมันมีค่ามากกว่าหอยตัวไหนในโลกอีก ความรักของมนุษย์อีกคนหนึ่งที่ตอบมา แต่เรายังไม่เห็นรู้สึกอะไรเลย เรากลับรู้สึกว่า เออ... เราได้ภูมิคุ้มกันอีกอันหนึ่ง เรารู้สึกว่าเราโตขึ้น มันเหมือนคำว่าจุติเห็นไหมคำว่า "เปลี่ยนผ่าน" มันไม่ใช่แปลว่าเกิด มันแปลว่าตายก็ได้ มันแปลว่าเปลี่ยนก็ได้ และเป็นเรื่องของการเดินทางถ้าจะพูดจริงๆ

การเป็นนักสะสมเปลือกหอยนำมาซึ่งมิตรภาพและการเดินทาง

ใช่แล้วครับ แล้วอยากรู้ไหมครับว่าผมเอาทุนที่ไหนเดินทาง ผมไม่เสียตังค์เลย ผมมีเพื่อนในหลายๆที่ในโลกซึ่งเขาต้องการความรู้บางอย่าง ต้องการรู้บางอย่างของหอยบางตัวจากบางที่แต่เขาไม่มีเวลาไป เราแค่เสนอตัวเข้าไปเป็นช่องทาง ก็บอกเขาไปเลย ผมพาคุณไปได้นะ หรือผมไปดูกับคุณได้นะ หรือผมไปดูแทนคุณได้นะ ค่าใช้จ่ายสำหรับเขามันน้อย บางคนเป็นเจ้าของธนาคารในยุโรป บางคนเป็นเจ้าของเหมืองแร่ทองคำที่นิวกินี

โดยส่วนตัวแล้วจอมว่าหอยชนิดใดสวยที่สุด

ผมบอกไม่ได้เลย เพราะว่ามันสวยหมดเลย แต่มันสวยต่างกันออกไป ถ้าเราบอกว่าหอยตัวนี้อยากจะดูความเป็นระเบียบระโยงระยางของเส้นสาย คุณก็ต้องไปดูหอยก้างปลาหรือหอยหนามหวี ที่มันเป็นหนามหวีเป็นแพๆ เลย หรือถ้าอยากจะดูให้เหมือนดอกไม้ อาจจะไปดูหอยหนามทุเรียน หรือหอยหนามดอกไม้ ซึ่งมีหนามพลิ้วไหวสะบัดแต่แข็ง แต่มันทำให้ดูเหมือนอ่อนนุ่ม เพราะมันอยู่ในธรรมชาติ มันพรางตัว แต่ถ้าอยากจะดูความแวววาวเหมือนเป็นประกายแก้วเลยก็ดูหอยเบี้ย ซึ่งธรรมชาติมันขัดผิวตัวเองตลอดเวลา ถ้าเป็นคนที่ค่อนข้างเป็นผู้ชายหน่อย ก็จะชอบหอยเต้าปูน เป็นเรื่องประหลาด เพราะในโลกนี้หอยที่สะสมกันมากที่สุดคือ 2 ตระกูล หอยเบี้ย กับหอยเต้าปูน ซึ่งหอยเต้าปูนมันเป็นสัญลักษณ์เพศชาย มันเป็นแท่งเหมือนศิวลึงค์ กับหอยเบี้ยมันก็เป็นเหมือนฐานโยนี มันเป็นเรื่องประหลาดมาก เพราะมนุษย์หนีไม่พ้นสองสิ่งนี้ มันเป็นสิ่งที่หลอนเข้าอยู่ในจิตเบื้องลึกของเรา เพราะว่าสิ่งแรกที่มนุษย์จะต้องนึกถึงและสิ่งสุดท้ายที่จะนึกถึงโดยสัญชาตญาณดิบ คืออวัยวะเพศของตัวเอง หรือของอีกฝ่ายตรงข้าม เพราะมันคือการสืบพันธุ์ มันจะทำให้เรารู้สึกกระตุ้นที่จะต้องสืบพันธุ์ นี่คือความเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งเหมือนสัตว์อื่นๆ หอยก็เลยเป็นอย่างนี้เหมือนกัน เป็นเรื่องตลกมาก

ตอนนี้ถ้าพูดถึงในวงการของนักสะสมหอยมุ่งไปที่ตรงไหนบ้าง

เสมอเลยคือหอยเบี้ยกับหอยเต้าปูน เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เหมือนกับว่าคนก็จะลุ่มหลงมากกว่าหอยกลุ่มอื่น เหมือนเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ ผมซึ่งมาจากออสเตรเลียเก็บแต่หอยเบี้ยของออสเตรเลียด้วย ซึ่งเป็นกลุ่มเฉพาะของเขาเลย หาซื้อที่อื่นไม่มี เขาบอกผมว่าเขาต้องยอมตัดใจทิ้งกลุ่มอื่นไปหมดเลย เพื่อให้ได้เป็นที่ 1 ในกลุ่มนี้ เพราะไม่งั้นเขาก็จะถูกปันกำลังออกไป

อนาคตในฐานะที่เราเป็นคนที่เป็นนักสะสมหอยคนหนึ่ง อยากทำอะไรให้วงการนักสะสมหอย หรือเผยแพร่ความรู้ในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่

ผมอยากจะสร้างเหมือนสำนักพิมพ์เล็กๆที่ทำเรื่องของหนังสือดีๆเกี่ยวกับหอย และการเดินทางเพื่อไปพบปะกับนักสะสมเปลือกหอยที่ทำให้คนจนอ่านได้ คนรวยอ่านได้เท่าเทียมกัน อาจจะมีการแตกต่างรูปแบบไปบ้างตามเหตุปัจจัย แต่เราอยากให้มีเรื่องราวที่คนมองไม่เห็นหรือคนไม่รับรู้ได้อ่านในเรื่องที่เป็นมุมมองที่ทำให้เราเห็นด้านอื่นๆ ของต้นไม้ต้นหนึ่งอย่างนี้ เหมือนหอย ไม่ใช่เรามองเป็นต้นไม้เราก็มองรวมๆแล้วจบแล้ว เราอาจจะมองเฉพาะบางใบบ้างก็ได้ หรืออาจจะมองไปด้านหลังมันบ้างก็ได้ มันมีมุมมากมายที่มีเสน่ห์น่าค้นหา ผมมองแบบนี้

ผมต้องการทำให้มีตำราเล่มเล็กๆ ที่เด็กไทยอ่านได้ เพราะทั่วไปทุกวันนี้คนเขียนหนังสือเพื่อตัวเอง เขียนหนังสือเพื่อจะ Dedicate to อุทิศให้แก่ ไม่รู้อุทิศอะไร ผมว่ามันก็น่ารักดี ผมก็ทำ แต่ว่าผมว่าไม่ใช่หัวใจ ปกก็เป็นเรื่องรอง คำนำก็เป็นเรื่องรอง วัตถุประสงค์ของผู้เขียนด้านหลังมาดีเลยกลับเป็นสิ่งที่น่าสนใจ หมายความว่าเขาทำเพื่ออะไร แล้วก็เนื้อหาข้างในนั้น ถ้ามันมาจากความจริง มันย่อมนำมาซึ่งความจริง มันก็จะขยายความจริง แต่ถ้ามันมาจากแค่ความรู้สึกส่วนตัว หรือเป็นสิ่งที่เป็นมุมมองส่วนตัวอย่างล้วนๆ อย่างนี้ มันก็จะสร้างกระแสผิดๆในสังคม

แล้วในส่วนของพิพิธภัณฑ์ที่ภูเก็ตล่ะตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

พิพิธภัณฑ์ที่ไหนก็แย่ครับ จนทุกวันนี้พ่อได้บอกแล้วว่า พิพิธภัณฑ์มันเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อตอบแทนความรู้สึกจริงๆ มันเหมือนให้ความรู้สึกทางใจ แต่มันไม่สามารถทำเงินได้หรอก ไปถามจ่าทวีหรือที่ไหนก็แบบนี้เหมือนกันหมด แม้แต่ Aquarium ยังหนักเลย แต่ว่าคนไทยชอบอะไรวูบวาบๆ อย่างเช่น ภาพ 3 มิติ ถ่ายไปโพสต์ โอ.เค.สร้างสถานการณ์ได้อยู่ แต่ถ้าเป็นพิพิธภัณฑ์นิ่งๆคนไทยไม่ชอบดูหรอก

สุดท้ายแล้วจอมอยากจะฝากไปถึงบรรดานักสะสมหอยด้วยกันยังไงบ้าง ทั้งในเรื่องของการอนุรักษ์ ทั้งในเรื่องของการให้ความรู้ต่างๆ

ผมไม่ใช่คนดัง แต่ผมอยากให้คนในวงการเดียวกัน ชอบของคล้ายๆกัน ได้มารู้จักกัน ถ้าเราไม่ถึงกับเป็นคนที่เลวร้ายเกินไป เราย่อมสร้างเสริมซึ่งกันและกัน เวลาเรามาเจอกันเราจะช่วยกัน เหมือนนักเขียนพอไปเจอกลุ่มนักเขียนด้วยกันนะสนุก เขาก็จะได้อะไรบางอย่างแน่นอน คุณอาจไม่ชอบแนวเขียนคนนี้ หรือนามปากกา หรือเทคนิคบางอย่าง แต่มันจะได้ประโยชน์จากบางมุมของเขา ซึ่งเขาอาจจะมองไม่เห็นแต่เราได้มาเต็มๆเลย เรามาแลกเปลี่ยนกัน เรามาสมานความรู้สึกต่างๆเข้าด้วยกัน ซึ่งผมต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่เป็นคำแรกที่คนคนแรกเคยพูด เขาพูดกันมาเป็นร้อยเป็นพันปี แต่ว่ามนุษย์เรานี่ไม่ใช่แต่เผ่าไทยหรอก เผ่าไหนมันก็รวมกันยาก แต่หมายความว่าธรรมชาติของมนุษย์จริงๆนี่เป็นสัตว์ที่ต้องการสังคม ปัจจัยเดียวที่ทำให้มนุษย์เกิดสังคมเพราะว่ากลัวอันตรายเท่านั้นเอง ถ้าไม่งั้นมันก็แยกกันหมดแล้ว ก็คงบอกแค่นั้น แล้วก็ขอให้คนที่เป็นครูบาอาจารย์หรือคนที่เป็นที่จะเป็นสื่อสารกับข้อมูลต่างๆที่เป็นเรื่องของความรู้ พูดหรือบอกเฉพาะในส่วนที่ตัวเองรู้หรือมั่นใจจริงๆ ต้องระวังเรื่องความรู้สึกส่วนตัวให้มาก เพราะว่าถ้าเราเอาความรู้สึกส่วนตัวมาเขียนมันก็จะเป็นแค่ความรู้สึก มันไม่ใช่ข้อมูลจริงซึ่งสร้างสรรค์ประโยชน์ได้มากไม่สิ้นสุดอะไรอย่างนี้