ดู "นกเหยี่ยว"เที่ยวชุมพร สอนน้องล่องแพ(ดู) แล"พลับพลึงธาร"แห่งคลองนาคา

ที่นี่..รายการตะวันหรรษา

การเดินทางโยกย้ายอพยพถิ่นฐานจากที่แห่งหนึ่งไปสู่อีกแห่งหนึ่งย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็น"คน-นก-ต้นไม้"โดยมีเป้าหมายเพื่อแสวงหาที่อยู่อาศัยที่มีความอุดมสมบูรณ์ของอาหาร และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการดำรงชีพและการสืบเผ่าพันธุ์ หรือจะปักหลักสู้ต่อไปในพื้นที่เดิม พร้อมยอมรับการเปลี่ยนแปลง และต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นให้ได้

ในทุกปี"อาคันตุกะแห่งฤดูหนาว"นกเหยี่ยวและอินทรีจะบินผ่านภาคใต้ของประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ทั้งไปและกลับ เพื่ออพยพย้ายถิ่นฐานหนีสภาพอากาศที่หนาวเย็นขาดแคลนอาหารและน้ำในถิ่นฐานเดิม ไปสู่พื้นที่ที่มีความอบอุ่นและสามารถแสวงหาแหล่งอาหารได้ จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ สายธารเหยี่ยวอพยพ ให้เห็นได้ แม้ว่าจะมองดูด้วยตาเปล่าก็ตาม

ดิฉันได้เดินทางไปกับเพื่อนสื่อมวลชนและคุณสุทธิเทพ นกเทศ หัวหน้างานสื่อวิทยุ กองเผยแพร่โฆษณาในประเทศ ฝ่ายโฆษณาและประชาสัมพันธ์ และหนุ่มเอ็กซ์ (น้องใหม่ของงานสื่อวิทยุ) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเพื่อสังเกตการณ์ และดูน้องๆนิสิตนักศึกษาจากทั่วประเทศในโครงการเทศกาลดูนกเหยี่ยวหนึ่งเดียวในประเทศไทย มีกิจกรรม"ส่องกล้องมองนกเหยี่ยวหนึ่งเดียวในชุมพร"และ"ล่องแพแลพลับพลึงธาร"โดยมี ททท. สำนักงานจังหวัดชุมพร (ดูแลพื้นที่ จ.ชุมพร และ จ.ระนอง) ให้การสนับสนุน

ชุมพร มีชื่อปรากฏขึ้นในปี พ.ศ. 1098 ในฐานะเป็นเมืองหน้าด่านของนครศรีธรรมราช สันนิษฐานว่ามาจากคำว่า "ชุมนุมพล" เพราะเป็นเมืองหนึ่งในอาณาจักรฝ่ายใต้ของกรุงศรีอยุธยาสมัยแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ หรืออาจมาจากคำว่า "ประชุมพร"(หรือชุมนุมพร) เนื่องจากเป็นสถานที่ตั้งค่ายชุมนุมทำพิธีส่งทัพบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนเดินทัพไปทำสงคราม แล้วเกิดการกร่อนหรือเพี้ยนของภาษาจนกลายมาเป็นคำว่า"ชุมพร"

จุดแรกที่ไปคือ วัดแก้วประเสริฐ หรือ "กวนอิม 999"ตั้งอยู่ที่บ้านท่าแอต ต.ปากคลอง อ.ปะทิว สร้างขึ้นบนเนินเขาริมชายทะเล มี พระพุทธรูปปางนาคปก 9 เศียร (สูง 9.99 เมตร) ที่ชาวบ้านเชื่อว่าปกป้องคุ้มครองไม่ให้เกิดภัยอันตราย มี พระโพธิสัตว์กวนอิมแห่งทะเลใต้ (สูง 9.99 เมตร) ประดิษฐานอยู่บริเวณจุดชุมวิวที่มองเห็น ทิวทัศน์ของภูเขายอดแหว่งที่ยื่นไปในทะเลปะทิว กล่าวกันว่า งดงามดั่งภาพเขียน ดิฉันได้ประจักษ์ด้วยสายตาตนเองแล้วค่ะ และเชื่อว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ ใครมีโอกาสอย่าพลาดมาชมสถานที่แห่งนี้นะคะ

เดินทางต่อไปที่ โครงการพัฒนาส่วนพระองค์ บริเวณหาดบางเบิด บ้านน้ำพุ ต.ปากคลอง อ.ปะทิว เป็นที่ดินส่วนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (จัดตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2541) โดยมีพระราชประสงค์ให้สถานที่แห่งนี้เป็น ห้องเรียนธรรมชาติ ระบบนิเวศวิทยา และเป็นแหล่งศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาส่งเสริมอาชีพให้ชาวบ้าน พื้นที่ของโครงการอยู่ติดกับชายทะเล มีสภาพเป็นดินทรายชายทะเลที่ถูกคลื่นพัดพามาทับถมจนกลายเป็น เนินทราย (Sand Dune) ชาวบ้านในพื้นที่เล่าให้ฟังว่า เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมานานกว่าพันปีแล้ว

เนินทรายแห่งนี้มีเนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่ มีความยาวกว่า 10 กิโลเมตร จุดสูงสุดจากระดับน้ำทะเล 30 เมตร หลังเนินทรายเป็นแหล่งกำเนิด ป่าเนินทราย มีพืชเฉพาะถิ่นกว่า 160 ชนิดที่หาชมได้ยากยิ่งในพื้นที่อื่นๆ ได้แก่ พันธุ์ไม้จากป่าพรุ ป่าชายหาด ป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้งมาก ที่ขึ้นงอกงามร่วมกันจนเกิดเป็น หุบทรายเล็กใหญ่ สลับกันไปมา จนเป็นที่มาของคำว่า มหัศจรรย์สันทราย จากนั้นเข้าที่พักและรับประทานอาหารมื้อค่ำที่ ชุมพร คาบาน่ารีสอร์ท ริมหาดทุ่งวัวแล่น อ.ปะทิว

ชุมพร คาบาน่า รีสอร์ท มิใช่เป็นเพียงโรงแรม แต่เป็น ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง(เพลิน) ที่ประสบความสำเร็จในการฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจในยุคฟองสบู่แตกมาได้ ด้วยแนวคิด "ยิ่งทำยิ่งได้ ยิ่งให้ยิ่งมี" โดยนำแนวพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการอย่างจริงจัง สร้างฐานความรู้ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติโดยใช้พื้นที่ภายในโรงแรม จัดทำแปลงสาธิตปลูกข้าวเหลืองปะทิว โรงสีข้าวชุมชน ผลิตปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ด และไบโอดีเซล ฯลฯ นำผลผลิตที่ได้มาใช้ในกิจการ ข้าวของเหลือใช้ทุกอย่างจะไม่ทิ้ง แต่นำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สร้างเครือข่ายชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงให้หันกลับมาทำการเกษตร ในระบบเกษตรอินทรีย์ปลอดสารพิษอย่างเต็มรูปแบบ

วันรุ่งขึ้นเดินทางไป เขาดินสอ อ.ปะทิว เพื่อร่วม งานเทศกาลดูนกเหยี่ยวอพยพที่เขาดินสอ ได้พบกับ คุณอุทัย วรมาศกุล ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานชุมพร และคุณนงเยาว์ จิรันดร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานชุมพร พร้อมคณะนิสิตนักศึกษา ท่ามกลางบรรยากาศที่ให้ความสนใจและอยากรู้อยากเห็น ต่างพยายามหาคำตอบจากวิทยากรว่า ทำไมนกนับแสนนับล้านตัวจึงต้องอพยพย้ายถิ่นและบินผ่านประเทศไทย พื้นที่ใดที่จะเฝ้าดูฝูงนกได้สะดวกที่สุด พร้อมได้ฝึกกิจกรรมปั้มสีแต้มแต่งภาพนกเหยี่ยวลงบน"กระเป๋าผ้า"ด้วยฝีมือของตนเองเป็นของที่ระลึกด้วย

คุณอุทัย วรมาศกุล ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานชุมพร เล่าให้ฟังว่า

นกอพยพที่เห็นนี้เป็นกลุ่มนกนักล่าเหยื่อ (เหยี่ยว-อินทรี-แร้ง) ที่อาศัยอยู่ในเขตทวีปเอเชียเหนือ ได้แก่ รัสเซีย มองโกเลีย จีน เกาหลี และญี่ปุ่น ซึ่งได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิในถิ่นฐานเดิม ทำให้ต้องอพยพโยกย้ายหาถิ่นฐานใหม่ ชุมพรมีสภาพพื้นที่เป็นคอคอด ถูกขนาบด้วยทะเลอ่าวไทยและอันดามัน เป็นแหล่งสะสมอาหารที่จะแปรเปลี่ยนไว้เป็นพลังงานระหว่างเดินทางได้ดี จึงทำให้นกนับแสนนับล้านตัว ที่บินผ่านลงมาทางภาคใต้ มารวมตัวกันอยู่ในบริเวณนี้เป็นจำนวนมาก"

 

จากการสำรวจพบว่า เหยี่ยวและนกอินทรีอพยพผ่านภาคใต้ 27 ชนิดประกอบด้วย เหยี่ยวปีกแตก เหยี่ยวปีกแหลม เหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ เหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน เหยี่ยวนกเขาพันธุ์ญี่ปุ่น เหยี่ยวหน้าเทา เหยี่ยวผึ้ง เหยี่ยวนกเขาชิครา และอินทรีมากมายหลายชนิด

พื้นที่เฝ้าดูนกบินอพยพย้ายถิ่นมี 2 จุดคือ เขาดินสอ (เขามะโรง) สามารถชมนกอพยพได้ในช่วงเดือนตุลาคมซึ่งจะบินอพยพลงมา และช่วงที่บินอพยพกลับขึ้นไปจะเป็นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน ต้องไปเฝ้าดูที่ เขาเหลียง ต.หาดพันไกร อ.เมือง และ เขาไคล ในค่ายจังหวัดทหารบกชุมพร ต.วังใหม่ อ.เมือง ช่วงเวลาในการชมนกคือ08:00-11:00 น.และ 14:00-17:00 น. ต้องอยู่ในสถานที่โล่งแจ้ง เครื่องแต่งกายจึงต้องรัดกุม และระบายความร้อนได้ดี

มื้อเที่ยงได้ลิ้มรสอาหารพื้นบ้านปักษ์ใต้แท้ที่ ร้านยายปวด เป็นร้านเล็กๆ ตั้งอยู่ริมทางเข้าวัดบางหมาก จากนั้นไปสักการะ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระบิดากองทัพเรือไทย ณ ศาลกรมหลวงชุมพร เป็นจุดชมวิวเขาเจ้าเมือง มองเห็นทิวทัศน์ของหมู่เกาะกลางท้องทะเลชุมพรได้ชัดเจน ตั้งอยู่ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร (เดิมใช้ชื่ออุทยานแห่งชาติหาดทรายรี)

มีนิทรรศการพระราชประวัติระบุว่า พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หรือ "เสด็จเตี่ย"ของชาวชุมพร และพระบิดาของกองทัพเรือ ทรงพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าอาภากรณ์เกียรติวงศ์ เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 28 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ประสูติในพระบรมมหาราชวัง ทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอองค์ที่ 1 อันประสูติจากเจ้าจอมมารดาโหมด พระธิดาพระยาสุรวงศ์ไชยวัฒน์ (วร.บุนนาค)

พื้นที่ของอุทยานฯครอบคลุมส่วนของป่าชายเลน ภูเขา หาดทราย ท้องทะเลและหมู่เกาะ มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจคือ เรื่องของระบบนิเวศป่าชายหาด ป่าชายเลน พื้นที่ชุมน้ำที่อุดมด้วยนกนานาชนิด และแนวปะการังที่สมบูรณ์สวยงาม จัดทำสะพานทางเดินศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนและสิ่งมีชีวิต ผ่านแปลงปลูกป่าโกงกางที่ชาวชุมพรร่วมกันปลูกไว้เลียบคลอง จะพบ สะพานสลิงข้ามคลอง ยาว 72 เมตร เชื่อมไปสู่อีกฝั่ง เพื่อนำเข้าไปสู่ทางเดินศึกษาธรรมชาติ ตลอดเส้นทางจะมีป้ายสื่อความหมายบอกไว้

เดินทางไป ชุมชนบ้านท้องตมใหญ่ ต.ด่านสวี อ.สวี ริมทะเลฝั่งตะวันออก (อ่าวไทย) กิจกรรมการท่องเที่ยวจึงเกี่ยวพันอยู่กับทะเล ซึ่งเน้นการอนุรักษ์ เช่น การปลูกป่าชายเลน ตกปลา ตกหมึก ดำน้ำดูปะการัง ชมม้าน้ำ ออกเรือวางอวน การทำบ้านปลา ฯลฯ โดยมี ลุงน้อยโฮสเตย์ บ้านท้องตมใหญ่ เป็นที่พักใกล้ชิดธรรมชาติ และเรียนรู้วิถีชีวิตชาวบ้านกับครอบครัวชาวเลที่ใจดี แล้วกลับเข้าพักในเมืองที่ โรงแรมเอเต้ ชุมพร บูติกโฮเต็ลที่น่ารัก และมีความหมายว่า เอกเขนก ด้วยค่ะ

วันที่สาม จากชุมพรมุ่งตรงไป จังหวัดระนอง ท่ามกลางสายฝนกระหน่ำเหมือนกับจะบอกว่า เข้าสู่พื้นที่ เมืองฝนแปดแดดสี่ แล้ว เพื่อร่วมสัมผัสประสบการณ์"ล่องแพ แลพลับพลึงธาร" แห่งคลองนาคา ที่ดิฉันตั้งใจจะไปชมให้เห็นกับตา เพราะได้รับรู้มาว่า เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศดีเด่นปี 2553 ที่ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ครั้งที่ 8 และได้รับเลือกให้เป็น Amazing Thailand 12 เดือน 7 ดาว 9 ตะวัน

คุณชำนิ อุ่นขาว ประธานชมรมเพลินไพรศรีนาคา อธิบายให้น้องๆ นิสิตนักศึกษาและสื่อมวลชน เพื่อทำความเข้าใจกันก่อนว่า ดอกพลับพลึงธาร หรือ "ราชินีแห่งสายน้ำคลองนาคา" เป็นพืชที่หาดูได้ยาก เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ พบได้เฉพาะบริเวณรอยต่อระหว่างจังหวัดระนองและพังงาเท่านั้น เป็นไม้ล้มลุกที่เจริญเติบโตในน้ำ มีหัวคล้ายหัวหอมใหญ่อยู่ใต้ดิน ใบเป็นแถบยาวสีเขียวอ่อน (เรียกว่าริบบิ้น) ดอกเป็นช่อสีขาวและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ จะออกดอกแบ่งบานปีละ 1 ครั้งในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคมของทุกปี เป็นพืชเฉพาะถิ่นและพบได้ที่ประเทศไทยเพียงแห่งเดียวในโลก เป็นพืชที่ขึ้นในแหล่งน้ำสะอาดเท่านั้น จึงเป็นพืชที่ใช้ชี้วัดคุณภาพของแหล่งน้ำด้วย

การล่องแพในคลองนาคา จะต้องสวมเสื้อชูชีพทุกคน แพไม้ไผ่หนึ่งลำนั่งได้ 4 คน ระยะทาง 4 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง นอกจากได้ชมดอกไม้สวยๆ แล้ว ยังได้รับรู้ว่าที่มาของชื่อคลองนาคา เพราะเป็นป่ารกและมีงูชุกชุม ชาวบ้านเชื่อว่างูในพื้นที่นี้เป็นบริวารของพญานาค ก่อนหน้านี้ชาวบ้านเคยมีอาชีพเสริมด้วยการจับงูไปขาย ระหว่างทางดิฉันยังเห็นมีงูปล้องทองลำตัวสีดำสลับสีเหลืองทองที่นอนขดตัวอยู่บนกิ่งไม้อย่างสงบนิ่งเงียบเรียบร้อยดี

พอถึงจุดพักที่เรียกว่า หาดหิน ก็จะได้รับประทานอาหารกลางวันเป็นข้าวห่อใบตอง กับปลาทอด น้ำพริก และผักต้มราดกะทิ ผีมือแม่บ้านชมรมเพลินไพรศรีนาคาจัดเตรียมไว้ให้ หลายคนไปเดินย่ำบนหาดหินเพื่อนวดฝ่าเท้า เพราะเชื่อหินก้อนกลมมนที่นี่จะช่วยให้เลือดลมหมุนเวียนได้ดี

คุณลุงประจำแพไม้ไผ่ สมาชิกชมรมเพลินไพรศรีนาคา ที่ดิฉันนั่งมาบอกว่า ขอเพียงแค่นักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชม หลีกเลี่ยงการลงไปเหยียบย่ำลำต้นใต้น้ำและหัวพลับพลึงใต้พื้นทรายก็ช่วยเหลือได้เยอะ นอกจากนี้การไม่ตัดดอก ไม่ตัดใบ ไม่ทิ้งขยะลงในคลองนาคา และลักลอบนำหัวพลับพลึงธารไปขายให้สนามกอล์ฟหรือแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ก็จะเปิดโอกาสให้พลับพลึงธารสามารถแตกผลและขยายพันธุ์ต่อไปได้ตามธรรมชาติ และคงอยู่คู่คลองนาคาตลอดไป

เดินทางกลับเข้าสู่ตัวเมืองเพื่อเยี่ยมชม พระราชวังรัตนรังสรรค์ (จำลอง) ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขารัตนรังสรรค์ (ใกล้ศาลากลางจังหวัด) จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์การเสด็จพระทับแรมของพระมหากษัตริย์ 3 พระองค์คือ รัชกาลที่ 5 (พ.ศ.2433) รัชกาลที่ 6 (พ

.ศ.2452) และรัชการที่ 7 (พ.ศ. 2471) เป็นพระราชวังที่ทำด้วยไม้สักและไม้ตะเคียนทอง มีสิ่งจัดแสดงภายในได้แก่ ห้องบรรทมพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ห้องพระราชินี อาคารทรงแปดเหลี่ยม อาคารท้องพระโรง มีสะพานเชื่อมอาคารที่ประทับกับอาคารแปดเหลี่ยม มีรูปหล่อคนร่อนแร่อาชีพสำคัญของชาวจังหวัดระนอง ที่นักท่องเที่ยวจะมาถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกเสมอด้วยค่ะ

ใกล้ๆ กันมี หอพระเก้าเกจิ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวระนอง นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศให้ความนิยมมาสักการบูชา ประดิษฐานรูปเหมือนของพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของภาคใต้ ได้แก่ หลวงพ่อจันทร์ หลวงพ่อนุ้ย หลวงพ่อรื่น หลวงปู่ทวด หลวงพ่อเบี้ยว หลวงพ่อติ๋ว หลวงพ่อลอย หลวงพ่อน้อย และหลวงพ่อบรรณ เพื่อเป็นปีเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี เมื่อปี พ.ศ. 2525 แล้วไปเข้าพักที่ น้ำใสเขาสวย รีสอร์ท สไตล์บูติคแห่งใหม่สวยน่ารักน่าพัก

วันที่สี่ ก่อนอำลา ระนอง-ชุมพร ได้ไปชม บ่อน้ำแร่ร้อนบ้านพรรั้ง มีบ่อกักเก็บน้ำแร่ร้อน 3 บ่อคือ บ่อพ่อ-บ่อแม่-บ่อลูก ซึ่งมีตาน้ำพุร้อนที่ไหลออกมาจากซอกหินอยู่ทั่วบริเวณ สามารถนั่งแช่เท้าเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตและผ่อนคลายความอ่อนล้าของเท้าได้ อยู่ในพื้นที่หุบเขาล้อมรอบ มีลำธารและสายน้ำธรรมชาติใสสะอาดไหลผ่าน

จากนั้นเดินทางไปที่ จวนเจ้าเมืองระนอง (บ้านค่ายเจ้าเมืองระนอง) สร้างในสมัย พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซู้เจียง ณ ระนอง) ต้นสกุล ณ ระนอง ผู้สำเร็จราชการเมืองระนองและได้เป็นเจ้าเมืองคนแรก ท่านได้ทำคุณประโยชน์ และได้รับการยกย่องว่ามีความซื่อสัตย์สุจริตต่อแผ่นดินสยามท่านหนึ่ง เป็นชาวจีนฮกเกี้ยนที่ออกเดินทางจากแผ่นดินจีนมารับจ้างทำการเกษตรและการค้าอยู่ที่เกาะหมาก (ปีนัง) พอมีทุนแล้วได้เข้ามาราชอาณาจักรสยามในปลายรัชสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน

ระหว่างเดินทางกลับได้แวะชมความงามของ น้ำตกปุญญบาล ริมทางหลวงหมายเลข 4 ทางไปจังหวัดชุมพร จะเห็นน้ำตกอยู่ด้านขวามือ สูงประมาณ 20 เมตร มีเส้นทางเดินทางศึกษาธรรมชาติ ผ่าน ภูเขาหญ้า (เขาหัวล้าน) เป็นที่ราบเชิงเขา มีทางเดินเท้าให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปบนสันภูเขาได้สะดวก เพื่อชมวิวทิวทัศน์ได้รอบแบบ 360 องศาเชียวนะคะ

เข้าสู่เขต บ้านทับหลี อำเภอกระบุรี กิโลเมตรที่ 545 ของทางหลวงหมายเลข 4 คือบริเวณที่แคบที่สุดของแหลมมาลายู มีความกว้างเพียง 44 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของ คอคอดกระ (กิ่วกระ) มีแม่น้ำกระบุรีแบ่งเขตชายแดนไทย-พม่า มีประวัติศาสตร์สำคัญของไทยมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย และเป็นพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ของทหาร นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายภาพที่ระลึกกับแผ่นป้ายคอนกรีตขนาดใหญ่จำลองแผนที่แสดงจุดที่ตั้งของคอคอดกระ แล้วมาพักรับประทานอาหารกลางวันและซื้อของฝากคือ "ข้าวมันไก่"และ "ซาลาเปาทับหลี" ของอร่อยของดีเมืองระนองก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ

แม้ว่าการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของกลุ่มน้องๆ นิสิตนักศึกษาที่จะอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ จะเสร็จสิ้นภารกิจตามโครงการไปแล้ว แต่ดิฉันยังแอบคาดหวังไว้ว่า ต้นกล้าแห่งความปรารถนาดี และจิตใจที่มีมิตรไมตรีของเยาวชน คนรุ่นใหม่ จะเข้าใจและเคารพกฎธรรมชาติที่พร้อมจะต่อสู้ และรักษาโอกาสในการดำรงของเผ่าพันธุ์จากรุ่นสู่รุ่นต่อๆ ไป ดั่งเช่น "ฝูงนกนักล่าอพยพ" และ "พลับพลึงธาร" ราชินีแห่งสายน้ำของคลองนาคาจังหวัดระนอง #