ระบบราชการ

ประชาธิปก ปร.

ปลายรัชกาลที่ 5 ต่อรัชกาลที่ 6 หรือราว พ.ศ.2448 ประเทศไทยต้องประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจเรื่อยมา ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ การค้ากระทบกระเทือน และที่สำคัญคือความชะงักงันอันเนื่องมาจากเศรษฐกิจตกต่ำเพราะสงครามโลกครั้งที่ 1

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้นโยบายการแก้ไขหลายด้าน เริ่มจากนโยบายด้านภาษี ด้วยการปรับขึ้นค่าที่นาใหม่และเพิ่มภาษีค่านา ค่ารูปพรรณสัตว์ ค่าราชการหรือรัชชูปการ ภาษีเรือ การเกณฑ์ทหารระบบใหม่ ซึ่งทำให้ประชาชนต้องมีภาระภาษีที่สูง ขณะที่ชาวนาชาวไร่ไม่สามารถผลิตพืชผลทางการเกษตรได้เพียงพอ

และนำไปสู่วิกฤตการณ์ข้าว ในพ.ศ.2462 ความเป็นอยู่ของอาณาประชาราษฎร์ลำบากยากแค้น รัฐบาลประสบกับปัญหาการคลัง การใช้จ่ายเงินแผ่นดินไม่สัมพันธ์กับรายได้ ในที่สุด พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้องเผชิญกับศึกสองด้านคือ ปัญหาเฉพาะหน้าจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง และปัญหาการเมืองที่เริ่มก่อตัวขัดแย้งทางความคิดระหว่างระบอบราชาธิปไตยกับประชาธิปไตย

ทรงแก้ปัญหาด้วยความพยายามการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายให้พอเพียงกับการบริหารประเทศโดยควบคุมงบประมาณรายจ่ายให้อยู่ในกำลังของรายได้ และเพิ่มรายได้ด้วยการตั้งภาษีประเภทใหม่และเพิ่มอัตราภาษีเก่า แต่ก็ทำได้ไม่มากนักเพราะเป็นการยากที่จะเพิ่มงบประมาณรายได้โดยไม่กระทบกระเทือนประชาชน แนวทางที่ทรงทำและมีผลกระทบอย่างรุนแรงในเวลาต่อมาก็คือ การตัดทอนงบประมาณรายจ่ายในส่วนที่เป็นเงินเดือนของข้าราชการและการยุบรวมงานของกระทรวงทบวงกรม ซึ่งทรงเล็งเห็นแก่ประโยชน์ของทวยราษฎร์ว่าจะได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

จากการสอบสวนรายจ่ายตั้งแต่ พ.ศ.2457-2468 ปรากฏว่ารายจ่ายหมวดเงินเดือนเพิ่มขึ้นมาก จึงพิจารณาว่า น่าจะต้องลดรายจ่ายที่เป็นเงินเดือนและรายจ่ายฟุ่มเฟือยลง โดยเสนอตั้งกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งมีหน้าที่สอบสวนตัดรอนการจ่ายเงินเดือนให้น้อยลง ถ้าตัดเงินเดือนแล้วยังไม่พอค่อยขึ้นภาษีอากรใหม่

ขั้นตอนการตัดงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลในเวลานั้นกระทำโดย งดการขึ้นเงินเดือนชั่วคราว จัดอัตราเงินเดือนชั้นสูงเสียใหม่นับเกณฑ์ตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป ควรลดจำนวนข้าราชการต่างประเทศลงเลือกไว้แต่ที่จำเป็นเพื่อสัมพันธ์กับประเทศใหญ่ๆตามสภาวการณ์ทางการเมือง ชาวต่างประเทศที่ทำงานในตำแหน่งมานานแล้วควรปลดแล้วหาคนใหม่มาแทนในตำแหน่งเดิมเพื่อให้อัตราเงินเดือนลดลง ส่วนรายจ่ายที่ควรตัดพิจารณาเป็น 4 ประเภท ได้แก่ งบพิเศษ การป้องกันบ้านเมือง การปกครอง สำหรับการทำนุบำรุงบ้านเมืองควรเป็นแผนกสุดท้ายที่จะถูกตัดเพราะเป็นปัจจัยที่จะนำรายได้มาสู่คลังทั้งทางตรงและทางอ้อม

มีพระราชดำริให้ปรับปรุงระบบการบริหารราชการใหม่โดยการยุบและรวมกระทรวงที่อาจรวมกันได้เพื่อลดรายจ่าย เช่น รวมกระทรวงคมนาคมและกระทรวงพาณิชย์ เรียกว่ากระทรวงพาณิชย์และคมนาคม รวมกระทรวงมุรธาธรและกรมราชเลขาธิการเรียกว่ากรมราชเลขาธิการ คงมีฐานะเสมอกระทรวงตามเดิม และตั้งสภาการคลังโดยมี สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ เป็นนายกสภา เสนาบดีกระทวงพระคลังมหาสมบัติและราชเลขาธิการ เป็นสมาชิกโดยตำแหน่ง สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ และ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นสมาชิก

ต่อมาในปี 2474 รัฐบาลต้องเผชิญปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนักเพราะความผันแปรของเศรษฐกิจโลก กระทบกระเทือนรายได้แผ่นดินการเงินที่เปลี่ยนลักษณะไปจากเดิมหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ราคาสินค้าลดลงไปเรื่อยๆในขณะที่รายจ่ายมีมาก เป็นภาวการณ์เงินที่ประเทศไทยไม่เคยประสบมาก่อน รัฐบาลต้องใช้นโยบายประหยัดอย่างเฉียบขาดเพื่อประคองการเงินของประเทศมิให้ทรุดต่ำ มีการตัดงบประมาณค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย เว้นเฉพาะรายจ่ายที่ก่อให้เกิดประโยชน์ เช่น การเกษตรและการคมนาคม เป็นการเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ขณะที่มีการดำเนินการทางรายได้อย่างเข้มงวดเพื่อให้รายได้เพิ่มพูนและไม่ตกหล่น โดยคำนึงว่ามิให้ภาระตกหนักแก่ราษฎรที่ยากจน

พระยาโกมารกุลมนตรี เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติเวลานั้นได้เสนอวิธีแก้ไขปัญหาหลายประการ อาทิ ตัดรายจ่ายลงเพื่อให้งบประมาณสมดุล งดการขึ้นเงินเดือนประจำปีและงดการตั้งตำแหน่งใหม่ เลิกการตั้งงบประมาณเงินเหมา ตั้งเฉพาะเท่าที่จำเป็นจะต้องจ่าย ส่วนการเพิ่มรายได้ ให้เพิ่มอัตราภาษีที่ตั้งเก็บอยู่แล้วและตั้งภาษีใหม่ เช่น พระราชบัญญัติคนต่างด้าว ภาษีที่ดินในจังหวัดพระนคร

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสความตอนหนึ่งว่า "ถ้าการเงินของโลกไม่ดีขึ้นจริงๆแล้ว ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ปกครองแผ่นดินสยามก็จะต้องอยู่ในฐานะที่น่ากลัวอันตรายอย่างยิ่ง เพราะถ้าราษฎรจนมากขึ้นและคนมั่งมีก็จะถูกรีดมากขึ้น ความไม่พอใจก็มีเต็มเมือง คงต้องระเบิดแน่"

ทรงเห็นชอบกับวิธีการแก้ไขปัญหาด้วยการยินยอมลดเงินพระคลังข้างที่ลง1ล้านบาท ทรงเสนอให้ใช้วิธีตัดเงินเดือนข้าราชการเท่าที่จำเป็น เป็นการลดเงินเดือนข้าราชการชั่วคราว

เวลานั้นไม่มีใครคาดคิดว่านโยบายการดุลข้าราชการออกจะทำให้เกิดความสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ เนื่องจากลืมคำนึงถึงความเป็นจริงที่ว่า ปกติประชาชนที่ระดับความรับรู้ไม่สูงนักมักไม่มีความคิดวิพากษ์วิจารณ์การบริหารของรัฐบาลและยอมรับการตัดสินใจและการดำเนินงานของรัฐบาลอยู่แล้ว แต่กลุ่มข้าราชการทั้งพวกที่เคยไปศึกษาต่างประเทศและผู้มีความรู้สูงจะมีปฏิกิริยาตอบโต้การบริหารโดยเฉพาะการบริหารนั้นกระทบต่อความเป็นอยู่หรือผลประโยชน์ของตน แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามดำเนินการในเรื่องนี้อย่างนิ่มนวล ทั้งๆที่กระทรวงพระคลังมหาสมบัติต้องการปลดข้าราชการออกอย่างรวดเร็วตามข้อเสนอของเสนาบดีสภาเมื่อมีการพิจารณางบประมาณ พ.ศ.2475 เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2474 และในเดือนเมษายน 2474 ซึ่งกลุ่มที่ถูกปลด ในวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2474 มีโอกาสรู้ล่วงหน้าเพียง 5 วันเท่านั้น ดังนั้น ที่ประชุมจึงตกลงให้ปลดในคราวเดียวกันคือ ในวันที่ 1 มีนาคม 2474 ให้โอกาสทราบล่วงหน้า1เดือนจะได้มีเวลาเตรียมตัว มีการแถลงอย่างนุ่มนวลเพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงฐานะการเงินและความจำเป็นในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่รุนแรง

ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้ความสำคัญกับ ข้าราชการ ในฐานะกลไกสำคัญของบ้านเมือง ดังจะเห็นได้จากการตราพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2471 กำหนดอำนาจการแต่งตั้ง เลื่อนตำแหน่ง ลงโทษและปลดออกจากราชการไว้ให้ทุกกระทรวงทบวงกรมปฏิบัติเหมือนกันทรงวางระเบียบข้าราชการพลเรือนไว้เป็นหลักสำคัญ4ประการ คือ ให้ข้าราชการพลเรือนทั้งหมดอยู่ภายใต้ระเบียบเดียวกัน ให้เลือกสรรผู้มีความรู้ความสามารถเข้ารับราชการโดยเสมอภาคและยุติธรรม ให้ข้าราชการพลเรือนรับราชการเป็นอาชีพและให้ข้าราชการพลเรือนมีวินัย

พระราชบัญญัติฉบับนี้ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2471 ข้อความตอนหนึ่งว่า "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯสั่งว่า โดยที่มีพระราชประสงค์จะทรงวางระเบียบข้าราชการพลเรือนให้เป็นไปในทางเลือกสรรผู้มีความรู้และความสามารถเข้ารับราชการเป็นอาชีพ ไม่มีกังวลด้วยการแสวงหาผลประโยชน์ในทางอื่น ส่วนฝ่ายข้าราชการก็ให้ได้รับประโยชน์ยิ่งขึ้นเนื่องจากความสะพรั่งพร้อมด้วยข้าราชการซึ่งมีความสามารถและรอบรู้ในวิถีและอุบายของราชการ กับทั้งหน้าที่และวินัยอันตนพึงรักษาเป็นนิตยกาล จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยบทมาตราต่อไปนี้..."

ต่อมารัฐบาลได้กำหนดให้วันที่ 1 เมษายน ของทุกปี เป็นวันข้าราชการพลเรือน

ด้วยพระราชปณิธานอันแน่วแน่ของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว นับตั้งแต่มีพระราชดำริให้วางระบบข้าราชการพลเรือน ทรงขอคำปรึกษาจากผู้ที่เกี่ยวข้องรวมถึงผู้เชี่ยวชาญชาวต่างประเทศ ทรงร่วมพิจารณาร่างระเบียบ ทรงรับสั่งถามในข้อสงสัย การแก้ไขถ้อยคำ และหาความหมาย ขณะเมื่อร่างก่อนจะเป็นพระราชบัญญัติที่สมบูรณ์ด้วยพระองค์เอง แสดงถึงพระปรีชาสามารถรอบรู้ในหลักวิชาและระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับระเบียบข้าราชการพลเรือนอย่างลึกซึ้งกว้างขวาง ทั้งยังทรงมีความรอบคอบระมัดระวังในการริเริ่มวางหลักใหม่เป็นครั้งแรก ด้วยพระราชหฤทัยของความเป็นนักประชาธิปไตยที่จะต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง