สายสัมพันธ์สองพระราชา

ประชาธิปก ปร.

​สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ และ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา ทรงมีสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกันมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทรงมีพระบรมราชชนกพระองค์เดียวกันคือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แม้จะต่างพระราชมารดา แต่ทั้งสองพระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสองค์สุดท้องซึ่งไม่เคยวาดหวังอนาคตแห่งบังลังก์

เมื่อทรงเจริญพระชันษา ทั้งสองพระองค์ยังได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาที่ประเทศอังกฤษในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ต่อมา สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าฯกรมขุนสงขลานครินทร์ เสด็จฯไปทรงศึกษาวิชาทหารบก ที่นครเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ขณะที่ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าฯกรมขุนสุโขทัยธรรมราชา ทรงศึกษาวิชาทหารบกที่ประเทศอังกฤษ แต่ระหว่างปิดภาคเรียนฝ่ายหลังก็จะเสด็จเยี่ยม "พี่แดง" ที่เบอร์ลินอยู่เสมอ จากนั้นทั้งสองพระองค์ก็จะเสด็จไปท่องเที่ยวด้วยกัน

ครั้นเมื่อ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตในวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 เวลานั้นสมเด็จพระบรมชนกนาถประทับอยู่ที่ไฮเดลเบอร์ก ประเทศเยอรมนี ได้เสด็จนิวัติประเทศไทย ร่วมงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สายสัมพันธ์ของทั้งสองพระองค์ยังคงแนบแน่นไม่เสื่อมคลายแม้ฝ่ายหนึ่งจะเปลี่ยนสถานะเป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 7 แห่งราชวงศ์จักรี และอีกฝ่ายจะเป็นพระราชนิกูลชั้นสูงที่ประทับอยู่ในต่างแดน สร้างครอบครัวมหิดลครอบครัวเล็กๆอย่างมีความสุข แต่ทุกครั้งที่ทรงมีพระราชธิดาพระราชโอรส จะทรงขอพระราชทานพระนามจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว กระทั่งวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชสมภพ ณ เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซ็ทท์ สหรัฐอเมริกา สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าเสด็จเข้าเฝ้ากราบบังคมทูลขอพระราชทานพระนาม พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีลายพระหัตถ์พระราชทานพระนามว่า "ภูมิพลอดุลเดช"

วันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2472 สมเด็จพระบรมราชชนกเสด็จสวรรคต ระหว่างนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสชวา ทรงทราบข่าวด้วยความสลดพระทัย มีพระราชหัตถเลขาถึง 2 ฉบับ ว่า

"...ได้ทราบเรื่องพี่แดง ออกจะทำคอหอยตัน สงสารเหลือเกิน ฉันคุ้นเคยกับท่านมากและรักท่านมากด้วย เสียใจจริงๆที่ท่านมาประชวรมากเช่นนี้และเสียใจที่ไม่ได้อยู่ปลอบโยนสมเด็จป้าและพี่น้องอื่นๆตามแต่จะทำได้ เสียงดูสิ้นหวังมากแต่ก็รู้ว่าหมดหวังกันมานานแล้ว อยากทำปากแก้ว่าอาจมีอัศจรรย์บันดาลให้หายได้..."

ลงวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2472

"...วันนี้รู้สึกว่าสมองทึบเต็มที เล่าอะไรไม่เป็นเรื่อง เขียนไรมันไม่คล่องใจเพราะเมื่อเช้าได้ข่าวพี่แดง แล้วซ้ำร้อนมาก มึนเต็มที ต้องขอจบอีก2-3วัน ก็พบกัน แต่ออกจะเป็นการกลับบ้านที่เศร้าอยู่สักหน่อย พี่แดงท่านคอยอยู่ได้เป็นนานนึกว่าจะได้กลับไปพบอีก แต่นี่พุบพับไปแล้ว รู้สึกเพลียเต็มที..."

ลงวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2472

ภายหลังงานพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระบรมราชชนกแล้ว สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้พาพระราชโอรสพระราชธิดาเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อกราบพระบาทที่ทรงพระมหากรุณาธิคุณตลอดมา ในวันนั้นได้พระราชทานเสมา ป.ป.ร.แก่พระราชนัดดาทุกพระองค์

แม้สมเด็จพระบรมชนกนาถจะเสด็จสวรรคต สายสัมพันธ์ที่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานกับครอบครัวมหิดลในเวลาต่อมายังคงทรงพระมหากรุณาธิคุณอยู่อย่างมิเสื่อมคลาย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินกลับจากการรักษาพระเนตรที่สหรัฐอเมริกา ในพ.ศ.2474 ทรงนำของขวัญมาพระราชทานพระราชนัดดา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รับพระราชทานรถบดถนน เป็นที่โปรดปรานมากจนได้ทรงนำกลับไปที่สวิตเซอร์แลนด์ด้วย

ในวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรป ระหว่าง พ.ศ.2476-2477 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และพระราชโอรส พระราชธิดา เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ โรงแรมเมอริต กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

กระทั่งวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติโดยมิได้ทรงแต่งตั้งพระราชวงศ์พระองค์ใดให้สืบราชสมบัติ แต่เคยรับสั่งอย่างไม่เป็นทางการว่า ทรงเห็นด้วยหาก "ลูกพี่แดง" จะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน

ตามมาตรา 9 แห่งรัฐธรรมนูญบัญญัติให้เป็นไปตามกฎมณเฑียรบาล พ.ศ.2467 ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ รัชทายาทตามกฎหมาย ได้แก่ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล พระราชโอรสของ "พี่แดง" ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 8 แห่งราชวงศ์จักรี เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2489 สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลเดช ได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในเวลาต่อมา

หากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่ก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงในระบอบประชาธิปไตย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ก็ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่ประชาธิปไตยได้หยั่งรากลึก ท่ามกลางความลุ่มลุ่มดอนดอนของสถานการณ์การเมืองในประเทศไทยตั้งแต่ต้นจนถึงกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่แรกเริ่มรัชกาล นับตั้งแต่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติจนเมื่อทรงบรมราชภิเษก ในพ.ศ.2493 ประเทศไทยไม่มีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงวัยวุฒิครองราชย์อย่างเป็นทางการมานานเกือบตลอดระยะเวลา 16 ปี

จึงตกเป็นพระราชภาระอันหนักของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ในการสรรสร้างสถานะและบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยให้เหมาะสมกับการปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญทางการเมืองใหม่ในช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นรัชกาล และตลอดระยะเวลาการครองสิริราชสมบัติกว่า60ปีที่ผ่านมาได้เกิดวิกฤติการณ์ทางการเมืองหลายครั้งที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงและการล่มสลายของชาติ แต่ก็ได้อาศัยพระบารมีคลี่คลายดับไฟแห่งความร้าวฉานของพสกนิกรคนไทยมาได้ทุกครั้ง จนเมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระชนมายุมากขึ้นพระพลานามัยไม่แข็งแรงดังเดิม พระราชภาระนี้มิอาจเป็นเช่นที่หลายคนคาดหวัง จึงควรเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่จะประสานความรักความสามัคคี มิให้มีเหตุการณ์อันจะนำความเลวร้ายมาสู่บ้านเมืองอีก

ความในพระราชหัตถเลขาของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงแสดงถึงพระราชประสงค์ที่จะสละราชสมบัติ ได้ทรงตอกย้ำหลักการของเสรีภาพในตัวบุคคลและหลักความยุติธรรมตามที่ทรงเข้าพระราชหฤทัยและทรงยึดถือ และมีพระราชปรารภกับผู้ที่ไว้วางพระราชหฤทัยว่า

"ความขัดแย้งระหว่างพระมหากษัตริย์กับรัฐบาลเป็นทางอันตรายขัดขวางความก้าวหน้าของประเทศ ถ้าได้กษัตริย์ที่ราษฎรให้ความนับถืออย่างจริงใจ ความขัดแย้งอาจจะหมดไป ดังนั้น ถ้าเขา (หมายถึงรัฐสภา) เลือกสายของพี่แดง (หมายถึงสาย สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์) สถานการณ์อาจดีขึ้น เพราะพี่แดงเป็นนักประชาธิปไตยแท้ ประทานความเอื้อเฟื้อสนิทสนมเป็นกันเองกับข้าราชการ และประชาชนทั่วไปอย่างไม่ถือพระองค์ ทรงเสียสละเพื่อความสุขของปวงชนทั่วไปมามาก เป็นที่รักใคร่ของชนแทบทุกชั้น ความรักนับถือพี่แดงอาจจูงใจให้รักเชื้อสายของพี่แดงด้วย จะได้เป็นผลดีแก่บ้านเมือง"

คนไทยทุกคนพึงตระหนักว่า ประชาธิปไตยอันมีรากฐานแห่งการอยู่ร่วมกันโดยการรับฟังเสียงข้างมากโดยไม่ทิ้งเสียงข้างน้อย บนกติกาที่ทุกคนยอมรับ คือหนทางแห่งความสงบสุขของบ้านเมือง มาจากความเสียสละของพระมหากษัตริย์สองพระองค์ผู้ทรงมีบทบาทต่อการนำความมั่นคงแห่งระบอบประชาธิปไตยที่ทั่วโลกยอมรับมาถือปฏิบัติกันในประเทศไทย เพื่อความเป็นอารยชนแห่งสากล