ตอนที่ 35 กล้วยกระดาก-ขี้ปากนก

เจ็ดสิบเก้าเล่าเรื่อง

​​ผลไม้ที่จำเป็นต้องปลูกต้นไว้ปะปนอยู่ในสวนมะม่วงด้วย คือต้นกล้วย ทั้งกล้วยน้ำว้าและกล้วยหอมทอง สมัยที่ยังต้องใช้ใบตองกรุภายในเข่ง และใช้ปิดหน้าเข่งที่บรรจุลูกมะม่วงนำไปส่งขาย ปลูกแล้วไม่ทิ้งขว้างให้ฝนฟ้าเทวดาเลี้ยง ถึงเวลาใส่ปุ๋ยให้ต้นมะม่วง ก็ต้องแบ่งปันเผื่อแผ่ใส่ปุ๋ยโคนกล้วยด้วย กล้วยน้ำว้าจะมีต้นอวบใหญ่หรือเล็ก ไม่จำเป็นต้องมีไม้ค้ำต้นเวลามีเครือกล้วยแขวนอยู่จนกล้วยแก่ เว้นแต่ต้นจะเอนมากเกินไป ในขณะที่กล้วยหอมทอง จำเป็นต้องมีไม้ค้ำยัน จากพื้นดินถึงโคนเครือติดยอดไว้ ลำต้นของกล้วยหอมทองจะหลวมกว่า เนื้อของกาบกล้วยมีส่วนเปราะ ไม่เหนียวแน่นกระชับเท่ากับต้นกล้วยน้ำว้า เวลาแดดร้อนจัดบวกกับการรับน้ำหนักของเครือกล้วย ลำต้นของกล้วยหอมมักไม่ทนทาน ถ้าไม่มีไม้ค้ำยันไว้ ต้นหักลงขณะมีลูกกล้วยยังไม่แก่ จึงเสียหาย

การบ่มกล้วยน้ำว้า กล้วยหอมทองให้สุกด้วยวิธีธรรมชาติ ตามภูมิปัญญาชาวสวนตั้งแต่โบราณมา ใช้โอ่งใส่น้ำขนาดปานกลาง เป็นโอ่งปูนซีเมนต์เสื่อมสภาพ ใส่น้ำแล้วรั่วซึม หรือเป็นโอ่งมังกรจุน้ำได้ประมาณห้าปี๊บ นำมาใช้บ่มกล้วยได้กำลังดี

ถ้าเป็นโอ่งที่ยังไม่เคยใช้งานในการบ่มกล้วยเลย ผู้ใหญ่รุ่นเก่าจะสอนให้ใช้กาบมะพร้าวติดเปลือกแห้ง 4-5 กาบ จุดไฟวางลงในก้นโอ่งให้ลุกไหม้เป็นถ่าน เป็นวิธีกระตุ้นให้โอ่งรู้จักความร้อน มอดดับหมดร้อนแล้วทิ้งไว้ เก็บทำความสะอาด เมื่อถึงเวลาจะใช้งานบ่มกล้วย วางหวีกล้วยคว่ำหวีลงกับพื้นโอ่ง ปลายลูกกล้วยอยู่ริมผนังโอ่ง โคนหวีที่ติดด้ามเครืออยู่กลางพื้นโอ่ง ซ้อนหวีกล้วยที่เตรียมบ่มวนรอบประมาณ 2-3 ชั้น ชาวสวนบ่มกล้วยในโอ่งเพียงหนึ่งหรือสองเครือกล้วยเท่านั้น จะไม่ซ้อนทับจนสูง ที่สำคัญต้องคว่ำหวีซ้อน ห้ามหงายหวี จะไม่ทำให้ผิวกล้วยสุกแล้วถลอก และช้ำหมอง

เตรียมกระสอบป่านทั้งลูก พับทบครึ่งให้หนาพอปิดปากโอ่งให้มิดชิด วางทับกระสอบด้วยแผ่นไม้ทึบ กว้าง ปิดมิดปากโอ่งอีกชั้นหนึ่ง เพียงเตรียมไว้ใกล้มือให้พร้อมหยิบเท่านั้นก่อน

จุดธูป 9 ดอก ปักก้านธูปกับก้านเครือของหวีตีนเต่า จุดธูปติดไม่มีเปลวไฟแล้ว รีบกลั้นลมหายใจ แล้วรีบวางหวีกล้วยที่ปักธูป ตรงพื้นโอ่ง กลางหว่างกองกล้วย รีบปิดกระสอบ ปิดฝากระดานทับให้เรียบร้อย ภายในหนึ่งอึดใจ ปิดทิ้งไว้โดยไม่แตะต้องเลยเป็นเวลาสองคืน เมื่อเปิดออก จะเห็นกล้วยที่บ่มไว้ ทั้งกล้วยน้ำว้าและกล้วยหอมทอง เป็นสีเหลืองกระดังงา ย้ายกล้วยขึ้นพ้นโอ่ง วางในกระจาด เมื่อกระทบอากาศภายนอก สีผิวของกล้วยจะเหลืองเข้มขึ้น

ชาวชุมชนในเมืองและคนรุ่นใหม่ ไม่เคยได้ยินหรือเคยเห็นการบ่มกล้วยในโอ่งของชาวสวนโบราณ ที่มีการจุดธูปนำเพื่อให้ความร้อน ผสมวิธีกลั้นลมหายใจเพื่อเร่งเวลาให้ปิดฝาโอ่งได้เร็ว ด้วยจุดประสงค์ไม่ให้ธูปติดไฟแล้วลุกลามเหลือน้อย อีกทั้งป้องกันไม่ให้ความร้อนระเหยออก จนต้องมีกฎเกณฑ์ ห้ามไม่ให้เปิดออกดูก่อนครบเวลาตามเกณฑ์ คือสองคืน โดยให้เหตุผลว่า กล้วยที่บ่มจะกระดากไม่ยอมสุก มีคำเรียกเฉพาะกล้วยหอมทองที่บ่มแล้วไม่สุกว่า "กระสือดูด" ใครคนไหนได้ยินแล้วขำกลิ้งก็ไม่ว่ากัน

พิมนำมาเขียนเล่าถึง เพราะได้ประสบมาด้วยตัวเอง ตั้งแต่ยังเด็ก เคยเห็น เคยถูกใช้ เคยลงมือทำ เป็นระยะยาวเท่ากับชีวิตที่มีมา เป็นเรื่องราวที่ไม่เหลือเชื่อเลย เกี่ยวข้องกับกล้วยหอมแก่บางเครือ บางครั้งตัดกล้วยหอมแก่จากต้นวางใส่ตะกร้าไว้ไม่ได้บ่มในโอ่ง บางครั้งบ่มแล้วยังไม่ครบเวลา อดใจอยากดูไม่ไหว แอบขโมยเปิดดูไม่ให้ใครเห็น เมื่อเกิดอาการกระดากไม่ยอมสุกนั้น เนื้อในไม่ยอมนิ่ม ผิวนอกก็ยังเขียวเช่นเดิม เพียงเขียวหมองไม่สดใสเช่นเดิม ผ่านไปจนถึงวันที่ต้องเน่า ต้องโยนทิ้ง ทำนองเดียวกับการนึ่งขนมชั้น ชั้นใดที่ยังไม่สุก เกิดการหยอดชั้นใหม่ทับซ้อนลงไป ชั้นบนสูงขึ้นมาสุกหมดแล้ว ส่วนชั้นที่ไม่สุกนั้น จะนึ่งต่อไปอีกนานแค่ไหน ก็ไม่สุกได้อีกเลย สองกรณีบังเอิญมาเหมือนกัน อธิบายจากชาวท้องถิ่นว่าเกิดจากอาการ "กระดาก" จนป่านนี้ พิมก็ยังแคลงใจอยู่ ไม่ได้คำตอบชัดเจนจากที่ใดเลย

ในระยะที่พิมเริ่มเก็บมะม่วงแก่พันธุ์โบราณ เช่น อกร่อง ทองดำ พิมเสน น้ำตาลจีน ส่งขายให้แม่ค้าในตลาดตัวจังหวัดนั้น ไม่ต้องใช้วิธีบ่มวางบนพื้นบ้าน คลุมผ้า เช่นวิธีบ่มสมัยก่อนของแม่แล้ว มีวิธีบ่มทันสมัย ทำให้มะม่วงสุกเร็ว สุกง่าย ผิวใสสวยด้วยแก๊สแคลเซียมคาร์ไบด์ ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์รายวันทั้งฉบับ คลี่ซ้อนแผ่กรุรอบเข่งหลัว วางลูกมะม่วงที่จะบ่มเต็มพื้นก้นเข่ง ห่อก้อนแก๊สแข็ง 2-3 ก้อนเล็กๆด้วยกระดาษให้มิดชิด วางบนลูกมะม่วง แล้วเรียงลำดับลูกมะม่วงซ้อนสูงกว่าครึ่งเข่ง ปิดหน้าด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์หลายชั้น ทิ้งไว้สองคืน ผิวมะม่วงจะสุกเรื่อเหลือง สำหรับวางขายได้แล้ว สวยน่าซื้อสำหรับการวางขาย เนื้อมะม่วงยังไม่นิ่ม ยังเปรี้ยวมากกว่าหวาน เหมาะจะซื้อหิ้วกลับบ้าน ไม่บุบ ไม่ยุบ ไม่ช้ำ ต้องซื้อมาค้างวันไว้ให้เหลืองจัดและสุกงอม จึงเหมาะสำหรับกินกับข้าวเหนียวมูน แม่ค้าต้องเอาลูกมะม่วงขึ้นมาจากการบ่มด้วยแก๊ส แล้ววางขายได้ทันที ถ้ารอจนสุกรสหวานอร่อย ก็หมดเวลา ขายไม่ทัน อาจสุกงอมจนเกิดจุดเน่าเสีย

เริ่มแรก แม่ค้าแต่ละเจ้า ต้องการให้พิมใส่แก๊สบ่มหนึ่งคืน จึงส่งขาย เมื่อลูกมะม่วงแก่ได้รับไอร้อนอบอยู่ ก็จะอ่อนตัวนิ่มลง เวลายกย้ายเดินทางลงเรือต่อด้วยขึ้นรถ ถึงจะระวังประคับประคองเพียงใด จากแรงกระทบกระเทือน เมื่อถึงมือแม่ค้าก็พาให้ลูกมะม่วงมีร่องรอยบุบ ยุบบ้าง ต้องเปลี่ยนให้แม่ค้าบ่มเอง โดยพิมกับพี่เริ่มเก็บสอยลงจากต้น หักยางแห้งสนิทแล้ว ค้างไว้หนึ่งคืน รุ่งขึ้นจึงส่งให้แม่ค้า พิมก็หมดภาระเรื่องบ่ม

แต่...มีภาระที่หนักหนาสาหัสกว่าการบรรจุลงบ่มในเข่งตามมา มะม่วงแก่พันธุ์โบราณ ปลูกด้วยเมล็ด มีอายุยืนยาวมานาน พุ่มกว้างใหญ่มีอยู่ริมตลอดพื้นที่รอบขอบสวน ลูกมะม่วงที่ต้องสอยเก็บลงจากต้นในแต่ละวัน มีขนาดของผลไม่สม่ำเสมอและสวยสด เช่นมะม่วงต้นสาว มีปะปนด้วยขนาดเล็ก มีมะม่วงก้นตะกน ตามคำเรียกของชาวสวนมะม่วง มีก้นแหลม มีเริ่มสุกเป็นมะม่วงปากตะกร้อ มีร่วงหล่นโคนต้น ช้ำซีกหนึ่ง ยังเนื้อดีปกติอีกซีกหนึ่ง มีจุดตำหนิจากการต่อยวางไข่ของแมลงวันทอง เป็นมะม่วงส่วนที่ขายไม่ได้ แล้วยังมีจำนวนไม่น้อย ในทุกครั้งทุกวันที่เก็บสอยลงจากต้นด้วย

ข้อสำคัญที่ชัดเจน เป็นเพราะชะตาชีวิตที่ถูกลิขิตมาให้ต้องเหน็ดเหนื่อยต่อเนื่อง ผสมผสานกับการอบรมเลี้ยงดูจากพ่อแม่ ให้อดทน รู้จักเสียดายข้าวของ ไม่ทิ้งขว้างง่ายๆ พยายามเก็บเล็กผสมน้อย เช่นคำโบราณว่า ให้เก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน ไม่เป็นคนมือตีนห่าง ฝังรากลึกจนเป็นสันดาน ทำให้พิมปล่อยวางไม่ได้

มะม่วงที่ขายไม่ได้วันละเต็มตะกร้า รวมสองวันเป็นเข่งหลัว พิมเททิ้งลงป่าจากให้เน่าเสียไปเลยไม่ได้ เกิดความไม่สบายใจ ทิ้งไม่ลงเพราะความเสียดาย ต้องรวบรวมขนเก็บจากสวนมารวมบ่มเพื่อให้สุกเนื้อนิ่ม แปรรูปเป็นมะม่วงกวน ตากแดดแห้งดีแล้ว เรียงลำดับแผ่นซ้อนให้สวย สะอาด บรรจุใส่ถุงพลาสติกใส ส่งขายแลกเป็นเงินกลับมา

เวลาเย็นใกล้ค่ำ เสร็จจากการเก็บมะม่วงในสวน กลับมาถึงบ้านแล้ว พิมเริ่มลงมือปอกมะม่วงสุกที่จะกวน ไม่ต้องสับหรือขยำเนื้อมะม่วงให้แหลกละเอียดเหมือนสมัยก่อนๆ แล้ว ปอกเปลือก เฉือนเนื้อที่ไม่ช้ำ ไม่เสีย เป็นชิ้นเหมือนชิ้นมะม่วงเตรียมกินกับข้าวเหนียวมูน ได้เนื้อมะม่วงเต็มกะละมังเคลือบขนาดกลางสองใบ เมื่อมีเครื่องยนต์ติดไดนาโมปั่นกระแสไฟใช้ในบ้านได้ จึงสามารถใช้เครื่องปั่นน้ำผลไม้ ปั่นมะม่วงได้โดยไม่เปลืองแรงและเวลา

ในครั้งแรกที่เริ่มงาน พิมใส่ในหม้ออะลูมิเนียมใบใหญ่ เบอร์ 36 ซึ่งในใจก็ประมาณว่า หม้อนั้นมันใบใหญ่มากที่สุดแล้วนะ เนื้อมะม่วงละเอียดเหลวมีถึงค่อนหม้อ ตั้งหม้อบนเตาแก๊สชนิดเตาสนาม เติมเกลือป่นเรียบร้อยแล้ว พอเริ่มร้อน เริ่มเดือดปุดๆ ปัญหาใหญ่ก็ตามมา ต้องใช้ใบพายคอยคนอยู่ตลอดเวลา ทิ้งหม้อคาเตาให้เดือดเองลำพัง ชนิดละมือโดยไม่คอยกวน คอยคนเลยไม่ได้ ไฟแรงไม่ได้ จะไหม้เกรียมติดก้นหม้อ ทั้งกระเด็นออกไปรอบๆ นอกหม้อ เป็นแรงเดือดชนิดปะทุ มือจับพายที่ต้องกวนให้ทั่วก้นหม้อนั้น สุ่มเสี่ยงมากกับการเดือดกระเด็นของเนื้อมะม่วงเหลวที่เริ่มข้นตัว เกิดเป็นแผลพองปวดแสบปวดร้อน ดูจะรุนแรงกว่าไฟลวก หรือน้ำร้อนลวกธรรมดาเสียอีก

การกวนมะม่วงเป็นงานเล็กๆ ภายในครัวเรือน ถ้ากวนเพื่อรับประทานเฉพาะในครอบครัว ก่อนจะหมดฤดูมะม่วงในแต่ละปี แต่...ถ้าคิดทำอย่างพิมให้เป็นงานเก็บเล็กผสมน้อย ก็มองเห็นชัดเจนว่า เป็นงานที่ค่อนข้างโหดหิน เมื่อต้องใช้เวลาเฝ้าระวังกวนตั้งแต่ยังเป็นมะม่วงเหลว จนข้นได้เกณฑ์อย่างที่ละมือไปไหนไม่ได้เลย นานนับเป็นชั่วโมงๆ ยุ่งยากหนักหนา มากกว่ากวนขนมสารพัดขนม เท่าที่พิมเคยกวนส่งขายแต่ก่อนๆมา ต้องคิดปรับวิธีใหม่ เปลี่ยนจากพายไม้ ใช้กวนวนรอบๆก้นหม้อ เป็นตะหลิวมีด้ามยาว วางคาไว้คานฝาหม้อ เวลาจับด้ามตะหลิวกวนมือหนึ่ง อีกมือหนึ่งต้องจับฝาหม้อบังไว้ ป้องกันการเดือดกระเด็นมาโดนจนมือพอง เพราะพองจนเข็ดขยาดแล้ว

แล้วต้องปรับเปลี่ยนวิธีใหม่อีก ให้เหนื่อยหนักน้อยลง โดยจำกัดเวลาเริ่มตั้งไฟกวนเพียงชั่วโมงเดียว เนื้อมะม่วงกวนยังไม่ข้นจนได้ที่ แล้วปิดไฟ ปล่อยให้คลายความร้อนระเหยแห้ง ยกเก็บในตู้กับข้าว ทิ้งไว้ค้างคืน ไม่เร่งรัดว่า กวนมะม่วงคืนนี้แล้ว ต้องได้ตากแดดในวันรุ่งขึ้น มีมะม่วงสุกรออยู่ให้กวนต่อ ก็ใช้หม้อใบใหม่ใส่กวนชุดใหม่ ทยอยรอไว้นำเอาหม้อเก่ามากวนจนได้เกณฑ์ ยกเก็บค้างคืนจนเย็นสนิท วันรุ่งขึ้นกลับจากส่งมะม่วงให้แม่ค้าตลาด ถึงบ้านใกล้เวลาพระตีกองเพล ต้องรีบแผ่ตากมะม่วงกวนหม้อเดิมจนหมด

คนทำสวนมะม่วงสมัยก่อน ต้องซื้อจานกะละมังใบเล็กๆ เอาไว้ใช้ตากมะม่วงกวน ต้องมีไว้เป็นเข่ง ตักมะม่วงกวนแผ่ลงกับพื้นจาน ไม่ให้หนาเกิน ตากให้แห้งจนลอกเก็บได้ ภายในวันเดียว เรียกว่าตากแดดเดียว ละเลงครบจานแล้ว ยกจานไปวางเรียงบนร้านกลางแจ้งที่ทำไว้สูงให้พ้นการตะกายขโมยคาบไปกินของบรรดาหมาๆ ตากแดดร้อนจัดระหว่างวัน เย็นค่ำเก็บเข้าบ้านแล้ว กลางคืนมะม่วงกวนแห้งเริ่มชื้นตัว ง่ายต่อการลอกแผ่นมะม่วงออกจากจาน โดยไม่มีรอยขาดแหว่ง เก็บไว้รอส่งขาย รุ่งขึ้นจานนั้นได้ใช้งานละเลงมะม่วงกวนชุดใหม่ ตากแดดต่อไป

สำหรับพิมนั้น ต้องซื้อถาดกะละมังเคลือบกลมมีลวดลายสีสดกว้าง14 นิ้ว 50 ใบ ใช้ถุงพลาสติกใสผ่า ตัดเจียนริมเป็นวงกลมวางปูก้นถาด เว้นเชิงชายถาดไว้ นำเส้นลวดขาวใหม่ๆขนาดกลาง ขดเป็นวงกลม 5-6 เซ็นติเมตร พันรัดให้มีส่วนตั้งจับถือได้ถนัดมือ มะม่วงกวน 1 ช้อนคาว แผ่เรียบในวงลวดบนแผ่นพลาสติก ได้ 7 วง ในหนึ่งถาดพอดี

หลังคามุงด้วยสังกะสีของโรงไก่เดิมเป็นลักษณะหลังคาทรงเพิงหมาแหงน ซีกหลังคาลาดเอียงส่วนสั้น ขนานไปกับริมคลองยาวเกือบจรดพื้นที่ปากคลองออกสู่ริมแม่น้ำ ตลอดแนวหลังคาผืนนี้ รองรับแสงแดดแรงตั้งแต่ 10 โมงเช้า ไปจนเย็นย่ำตราบเวลาตะวันลับฟ้า ถึงจะมีแนวป่าจากตลอดริมคลอง ซึ่งอยู่ในระดับต่ำกว่ามาก พื้นที่ของหลังคาด้านนี้ทั้งหมด โล่งแจ้งด้วยสายลม แสงแดด ไม่มีร่มเงาของต้นไม้หรือสิ่งใดมาบดบังเลย ทั้งอยู่ริมคลอง ริมแม่น้ำ ไม่มีฝุ่นละอองจากพื้นดินปลิวขึ้นไปปะปนผสมกับมะม่วงกวน

ความสูงจากพื้นดิน ถึงเชิงชายหลังคาประมาณ 1 วา พิมต้องใช้บันไดไม้ไผ่ตั้งพาดพิง สองมือยกถาดประคองข้างละสองถาดบ้าง สามถาดบ้าง ค่อยเกร็งตัวก้าวตามขั้นบันไดขึ้นวางถาดริมชายคา ใช้ไม้ระแนงเป็นไม้หนึ่งนิ้ว ยาวบ้าง สั้นบ้าง วางเป็นแนวตรงขวางคลื่นสังกะสี เพื่อหนุนริมถาดทุกถาด ไม่ให้ลาดเอียงตามลาดหลังคา นำใบพายที่ใช้พายเรือสอดใต้ถาดยกย้ายวางถาดเรียงเป็นแถวๆ โดยตัวพิมยืนเพียงขั้นบันไดไม้ไผ่ริมชายคาเท่านั้น วางถาดได้ 3 แถวยาวเต็มพื้นที่ตรงหน้า ต้องยกย้ายบันไดวางถาดเริ่มแถวต่อๆไป

เมื่อทำงานได้สำเร็จ มองอย่างชนิดเข้าข้างตัวเองว่า มันเป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงาม ทั้งดูสะอาด ดูน่ากิน ด้วยความคิด ด้วยฝีมือของเรา มีโอกาสได้ทดแทนบุญคุณของต้นมะม่วง ที่อุตส่าห์ออกลูกรับน้ำหนักแขวนลูกเลี้ยงมาจนแก่ ลูกที่สวยสมบูรณ์ได้ขายได้กินอย่างอิ่มอร่อยแล้ว ไม่ได้คิดทิ้งขว้างลูกที่ขายไม่ได้ พิมก็มีกำลังใจเพิ่มให้ตัวเองไม่มีขีดจำกัด วางทิ้งถาดตากมะม่วงกวนไว้เต็มหลังคาอย่างหมดห่วง แล้วออกสวนไปทำงานสมทบกับพี่เริ่มต่ออย่างสบายใจ

ถาดมะม่วงกวนตากแดดร้อน จนวงมะม่วงเริ่มแห้งหมาด คงจะเป็นนกปรอด ก้นมีสีแดง ชาวบ้านชนบทเรียกว่า นกปรอดตูดแดง อาศัยทำรังอยู่บนต้นไทรสูงใหญ่บนพื้นที่ริมคลองไม่ไกลจากหลังคาวางถาดตากมะม่วงกวน เป็นนกฝูงใหญ่ เคยส่งเสียงดังแย่งกันกินลูกไทรสุก คงพากันบินลงมาจิกกินมะม่วงกวนในถาดเป็นรอยขาด ในรูปปากนกจิกกิน ไม่ได้มีทุกถาดในจำนวนทั้งหมด แต่ก็มีไม่น้อยทั่วไป ไม่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

กว่าจะมาเห็นรอยจิกของปากนกบนแผ่นจิ๋วๆของมะม่วงกวนตากแห้ง เมื่อใกล้ค่ำ พิมกลับจากสวนเพื่อเก็บมะม่วงส่งแม่ค้าในวันรุ่งขึ้น พอถึงบ้านรีบไต่บันไดขึ้นหลังคา พบเห็นร่องรอยที่มีขึ้นแล้วแทบหมดแรง ต้องยกแยกแผ่นพลาสติกรองมะม่วงกวนที่ไม่มีตำหนิเลย ซ้อนไว้ส่วนหนึ่ง ที่มีขี้ปากนกอีกส่วนหนึ่ง ช่วงหัวค่ำอากาศเย็นลง ความชื้นช่วยให้ชิ้นมะม่วงล่อนหลุดออกง่าย แน่นอนว่า ต้องทิ้งส่วนที่เป็นขี้ปากของนกไปไม่น้อย ด้วยความเสียดายอย่างที่สุด

พิมยอมรับว่า แรกเห็นรู้สึกโกรธนกมากที่มาสร้างปัญหาให้ ทั้งยังเป็นเรื่องบานปลายต่อเนื่องตลอดไปไม่มีจบ ตราบเท่าที่ยังมีมะม่วงกวนให้ต้องตากต่อไปอีกเป็นจำนวนหลายๆหม้อ หลายๆวัน จะตากต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ถ้าไม่มีวิธีป้องกันได้ ทำไมต้องมาเกิดกับตัวเรา ให้ยุ่งยากหนักอก ไม่ผ่านสะดวกในงานแล้วงานเล่า ไม่มีวันจบสิ้น จะจองเวรจองกรรมกันต่อไปอีกกี่วัน กี่เดือน กี่ปี ถ้าไม่มีมะม่วงกวนขึ้นไปตากบนหลังคา นอกจากลูกไทรสุกเต็มต้นแล้ว นกฝูงนี้ไปหากินถึงถิ่นไหน กินอะไรให้อิ่มท้องได้ในทุกๆวัน

เกิดความรู้สึกน้อยใจในโชควาสนาชะตาชีวิตจนปล่อยให้น้ำตาไหล นกหนอนก มีปีก มีความสามารถเฉพาะตัว บินไปไกลถึงถิ่นไหน ไกลจนสุดขอบฟ้าก็ไปได้ ทำไมต้องมารังแกข่มเหงน้ำใจพิมอย่างนี้ เคยไปทำร้ายอะไรให้รึก็เปล่า ความที่มีต้นไทรใหญ่โตอยู่ในพื้นที่ริมคลองหน้าบ้าน เป็นที่พึ่งพาอาศัยของมวลหมู่ฝูงนก เป็นแหล่งอาหารสำคัญ คือลูกไทรเวลาสุกเต็มต้น พุ่มใบกว้างสูงทึบให้ที่อยู่พักพิง สร้างรังพักนอน ออกลูกอยู่ได้สารพัดชนิดของนก ครอบครัวของพิมไม่เคยคิดทำอะไรให้นกทุกๆตัวที่อาศัยอยู่ในพุ่มใหญ่โตของต้นไทรนั้น กระทบกระเทือนเดือดร้อนเลย มันยุติธรรมแล้วหรือ ที่บินลงมาข่มเหงรังแกกันอย่างนี้

พี่เริ่มบอกพิมว่า "ก็เพราะมันต้องเกิดมาเป็นนกไง มีปัญญาเพียงต้องหากินใส่ปากใส่ท้องให้อิ่มไปวันๆ ให้มีชีวิตดำรงอยู่ได้เท่านั้น นกไม่มีวุฒิภาวะดีเลิศอะไร ไม่รู้ของเขา ของเรา มีความเคยชินในระหว่างวัน ด้วยการหาของกินที่พบเจอ จะหวังอะไรหนักหนากับนก เราเป็นคนมีมันสมอง มีทั้งสองมือสองขา ต้องคิดหาวิธีป้องกันเอาเอง จึงจะฝ่าฟันให้พ้นขี้ปากนกได้"

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า