"สวนป่าอาหาร" เกษตรชุมชนเพื่อสังคมเกื้อกูล

เกษตรต่างแดน

ใครว่าของฟรีไม่มีในโลก...

เร็วๆนี้ สวนป่ากินได้ที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกากำลังจะผุดขึ้นที่ซีแอตเติล ภายใต้โครงการเกษตรเพื่อชุมชนที่มีชื่อว่า Beacon Food Forest

พิกัดของสวนป่าแห่งนี้อยู่ติดกับสวนสาธารณะเจฟเฟอร์สัน ในซีแอตเติล วอชิงตัน ใกล้กับ 15th Ave South และ เซาธ์ดาโกต้า โดยใช้ที่ดินที่หน่วยงานสาธารณูปโภคของซีแอตเติลเป็นผู้บริจาคให้ ในอาณาบริเวณ 7 เอเคอร์ อยู่ในย่านที่เรียกว่า บีคอน ฮิลล์ ซึ่งเป็นถิ่นประวัติศาสตร์ของบอสตัน แต่บัดนี้กำลังกลายเป็นพื้นที่การเกษตรที่เต็มไปด้วยพืชกินได้หลายร้อยชนิด เช่น เชสนัท วอลนัท บลูเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ แอปเปิ้ล แพร์ สับปะรด ฝรั่ง ส้มยูซุ ต้นพลับ ฮันนี่เบอร์รี่ และลินกอนเบอร์รี่ สมุนไพรต่างๆ และอื่นๆอีกมากมาย แต่ความสำคัญไม่ได้อยู่เพียงแค่การนำพื้นที่สาธารณะมาทำเป็นสวนป่ากินได้เท่านั้น แต่ความพิเศษอยู่ที่ว่า ที่นี่จะเป็น "ป่าอาหาร" สาธารณะที่ไม่ว่าใครก็สามารถเดินเข้าไปเก็บกินได้ฟรีๆไม่ต้องซื้อต้องหาแม้แต่บาทเดียวค่ะ

วิสัยทัศน์ของซีแอตเติลเกี่ยวกับการสร้างแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ให้กับคนเมืองกำลังเดินหน้าไปอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยจุดประสงค์ของการสร้าง Beacon Food Forest ขึ้นมาก็เพื่อดึงให้คนในชุมชนของบีคอนฮิลล์ได้มีส่วนร่วมด้วยช่วยกันดูแลรักษาป่าและต้นไม้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเพื่อเป็นแหล่งอาหารสุขภาพให้กับคนในชุมชนที่อยู่โดยรอบบริเวณนั้น อีกทั้งยังมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางด้านวิชาการการเกษตรอีกด้วย

การออกแบบสวนป่าแห่งนี้ มีความหลากหลายทั้งสวนผลไม้จากทั่วทุกมุมโลก สวนบลูเบอร์รี่สำหรับเอาไปทำบลูเบอร์รี่กระป๋อง เก็บไปกินที่บ้าน หรือเด็ดกินสดๆ จากต้น สวนพืชตระกูลถั่วเปลือกแข็งที่ให้ทั้งร่มเงาและผลที่กินได้ นอกจากนั้นยังมีการแบ่งพื้นที่เป็นโซนๆ เช่น สวนชุมชนซึ่งเป็นโซนที่ให้ครอบครัวได้มาปลูกผักของตัวเอง โซนสำหรับเด็ก ซุ้มไม้กินได้ที่เชื่อมต่อระหว่างโซนต่างๆ เป็นต้น

มาร์กาเร็ตต์ แฮร์ริสัน หัวหน้าทีมสถาปนิกที่ดูแลรับผิดชอบด้านภูมิทัศน์ให้กับโครงการ Beacon Food Forest หรือสวนป่ากินได้ กล่าวว่า "นี่เป็นสวนสาธารณะแบบใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน" ไอเดียสวนป่ากินได้นี้ ผุดขึ้นมาเพื่อที่จะผลักดันการทำเกษตรกรรมในเมือง โดยมีพื้นฐานอยู่บนแนวคิดที่เรียกว่า permaculture หรือ วัฒนธรรมยั่งยืน ซึ่งหมายถึงการพึ่งพาตนเองได้และอย่างยั่งยืน

แฮร์ริสัน ยังกล่าวว่า "แนวคิดนี้หมายความว่า เราคำนึงถึงทั้งเรื่องดินและการพึ่งพาอาศัยกันทั้งของพืช และแมลงต่างๆ...ทุกสิ่งที่จะเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน" แต่การเปิดสวนป่าให้ทุกคน ใครก็ได้สามารถเดินเข้าไปเก็บพืชผลได้อย่างเสรี ก็ทำให้เกิดการถกเถียงกัน เนื่องจากหลายคนกังวลว่า จะทำยังไง ถ้าเกิดมีบางคนเก็บบลูเบอร์รี่ไปซะหมดคนเดียวหมด ไม่เหลือไว้ให้คนอื่นเลย แน่นอนว่า กรณีนี้สามารถจะเกิดขึ้นได้อยู่แล้ว แต่ในที่สุด ทีมงานก็มาสรุปกันที่ว่า หลังหมดฤดูกาลแล้วถ้าไม่มีบลูเบอร์รี่เหลืออยู่เลยก็แสดงว่า เป้าประสงค์ของโครงการได้สัมฤทธิผลตามที่วางไว้แล้ว นั่นก็คือ "ป่าอาหาร เพื่อประชาชน และโดยประชาชน"

หลังจากวางแผนกันมา 3 ปี ขณะนี้ ก็ได้ฤกษ์ที่ทีมอาสาสมัครทั้งหลาย จะระดมแรงกายแรงใจช่วยกันพลิกฟื้นผืนดินแห่งนี้ ให้กลายเป็น "ป่ากินได้" อีกทั้งให้ร่มเงาแก่คนในชุมชนละแวกใกล้เคียง โดยเริ่มโครงการที่พื้นที่นำร่องเฟส 1 ที่บีคอน ฮิลล์ กับเงินสบทบ 206,000 เหรียญสหรัฐที่ได้รับบริจาคมาจากแผนกชุมชนของเมืองซีแอตเติล บวกกับเงินบริจาคจากภาคประชาชนและอาสาสมัคร โดยทั่วทั้งพื้นที่จะปลูกต้นวอลนัทและเชสนัทขนาดใหญ่เป็นหลักทั่วทั้งบริเวณ รองลงมาก็ปลูกไม้ผล อย่างต้นแอปเปิ้ล และมัลเบอร์รี่ และปลูกคลุมดินด้วยไม้พุ่มและไม้เลื้อย อย่างเบอร์รี่ องุ่น พืชสมุนไพร และผักสวนครัว ตามทางยังมีไม้กินได้ อย่าง มัลเบอร์รี่ พลับ แพร์ และฮอว์ทอร์นจีน ในพื้นที่ยังมีมุมสำหรับทำเวิร์คช็อปส่งเสริมการเรียนรู้ของชุมชน มีสนามเด็กเล่น และสวนเล็กๆ สำหรับให้ครอบครัวมาทำสวน ปลูกพืชผักพื้นบ้าน สมุนไพร รวมถึงมีมุมพักผ่อน ศาลานั่งเล่น และมุมสังสรรค์สำหรับปาร์ตี้บาร์บีคิว

อย่างที่บอกว่า โครงการนี้มีการออกแบบตามคอนเซ็ปต์ permaculture ซึ่งข้อมูลทางวิชาการได้อธิบายไว้ว่า permaculture ก็คือการรวมเอาวิทยาศาสตร์ ศิลปะ และปรัชญาเข้าไว้ด้วยกัน โดยมีสถาปนิก นักพัฒนาที่ดิน เกษตรกร และหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวข้องกับชุมชนโดยตรงร่วมกันออกแบบ ซึ่งการออกแบบภายใต้แนวคิดนี้ต้องคำนึงถึงคุณลักษณะต่างๆ ตามธรรมชาติของทรัพยากรควบคู่กับการใช้ทรัพยากรเสมออย่างคุ้มค่า คือทุกสิ่งทุกอย่างในป่าแห่งนี้ ไม่แต่เฉพาะพืชผลพืชใบที่กินได้เท่านั้น แต่ทุกส่วนของต้นไม้จะถูกนำมาใช้ประโยชน์ทั้งหมด นับตั้งแต่ร่มเงา ไปจนถึงรากของต้นไม้เลยทีเดียว

นอกจากนี้ ในแง่ของการใช้ทรัพยากร ชุมชนแบบ permaculture ต้องนำของเสียกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด นำเอาเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆที่มีอยู่แล้ว มาออกแบบใหม่ให้ใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้น ยกตัวอย่างเช่น

- การสร้างบ้านภายใต้ร่มเงาไม้ในประเทศที่มีลักษณะอากาศแบบทะเลทราย ซึ่งสามารถช่วยลดการใช้พลังงานจากเครื่องปรับอากาศได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์

- การออกแบบหลังคาของอาคารให้ถ่ายเทน้ำฝนไปยังพื้นที่ที่ออกแบบไว้เพื่อกักเก็บน้ำ สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการทำชลประทาน

- การทำเกษตรกรรมแบบผสมผสาน ให้ใกล้เคียงกับภาวะจริงตามธรรมชาติของพืชและสัตว์ การจัดโซนนิ่งแบบผสมระหว่างเขตการค้ากับเขตที่อยู่อาศัย เพื่อไม่ให้รบกวนพื้นที่สีเขียว

- การจัดเขตสำหรับการอยู่อาศัย การจับจ่าย การทำงาน และการใช้เวลาว่าง ให้อยู่ในบริเวณเดียวกัน เพื่อลดการเดินทางด้วยรถยนต์

- การวางแผนให้ชุมชนชานเมืองสามารถติดต่อกับกลุ่มเกษตรกรนอกเมืองได้มากขึ้น เพื่อพัฒนาความยั่งยืนของชุมชน เป็นต้น

จริงๆแล้ว แนวคิดแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในบ้านเราก็มีหลายชุมชนที่มีการร่วมมือกันอย่างจริงจังเพื่อทำโครงการสาธารณประโยชน์ให้แก่สังคมของตน เช่น การฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวที่ ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ซึ่งใช้กลยุทธ์บันได 4 ขั้น ได้แก่

ขั้นที่ 1. สร้างความตื่นตัวเต็มที่ให้กับชุมชน มีการจัดเวรยามดูแลรักษาป่า วางเป้าหมายให้ป่าเป็นสำนักศึกษา และค่ายพักแรมของลูกหลาน เปิดให้ชาวบ้านได้เก็บของป่าจำพวกเห็ด ผักหวาน เป็นอาหารได้ เป็นศูนย์รวมของพืชสมุนไพรที่ใช้รักษาโรค

ขั้นที่ 2. สร้างพื้นที่ป่าให้เกิดขึ้นทั่วทั้งตำบลในลักษณะต่างๆ กัน พื้นที่ใดเคยเป็นป่าเสื่อมโทรมก็จะบูรณะให้สมบูรณ์ขึ้น

ขั้นที่ 3. ปลูกป่าในพื้นที่ส่วนรวมของชุมชน เช่น ในบริเวณวัด

ขั้นที่ 4. สร้างพื้นที่ป่าในลักษณะการปลูกไม้ยืนต้นแซมในสวนปาล์ม โดยหวังว่าหลังจากที่ปาล์มหมดอายุ ไม่สามารถให้ผลทางเศรษฐกิจได้แล้ว ไม้เหล่านี้จะให้ความร่วมรื่นทดแทน เป็นสวนป่าในพื้นที่ของชาวบ้านเอง

โดยภาพรวมแล้ว การพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ permaculture นี้ก็คือแนวทางการใช้ชีวิตแบบพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรานั่นเองค่ะ