จิตอัศจรรย์

2...
ประสบการณ์ลี้ลับ

หลังจากสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยคแล้ว ภาระหน้าที่ของพระมหาเจริญก็มีมากขึ้น ทั้งเป็นอาจารย์สอนพระปริยัติธรรมในสำนักวัดบวรนิเวศวิหารและมหามกุฏราชวิทยาลัย (ปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย) รวมถึงมีภารกิจในตำแหน่งเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระสังฆราชเจ้าอีกด้วย

สมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงเห็นแววของพระมหาเจริญว่าจะเป็นหลักสำคัญในพระพุทธศาสนา จึงทรงให้ความเมตตาชี้แนะด้านต่างๆให้แก่พระมหาเจริญ และยังมอบหมายส่งเสริมให้ศิษย์ผู้นี้ได้ปฏิบัติหน้าที่สำคัญในโอกาสต่างๆอยู่เสมอ ในเวลาต่อมาพระมหาเจริญก็ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์สูงขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งในปี 2499 ท่านก็ได้เป็นพระอภิบาล (พระพี่เลี้ยง) ของพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ระหว่างที่ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ

สืบทอดตำแหน่งประมุขแห่งคณะสงฆ์

ต้นปีพุทธศักราช 2532 เมื่อสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) องค์ที่ 18สิ้นพระชนม์ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน ป.ธ.๙) จึงขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ลำดับที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

มีหลายเรื่องราวที่เล่าถึงองค์สมเด็จพระสังฆราชพระองค์นี้ว่าทรงมีความอ่อนน้อมถ่อมตน มีเมตตาจิตสูง อ่อนโยน ไม่แสดงตนว่าอยู่เหนือผู้อื่น ทั้งไม่ถือพระองค์ว่าเป็นถึงพระอภิบาลในพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแต่อย่างใด มีรับสั่งถึงเรื่องนี้ว่าไม่ควรอย่างยิ่ง ที่ใครจะมาอ้างตัวเป็นอาจารย์ หรืออ้างในลักษณะอื่นที่มีความหมายในเชิงว่าเป็นผู้ใหญ่เหนือกว่า "พระเจ้าแผ่นดิน" ทรงให้เหตุผลว่า

"ถ้าเกี่ยวกับพระเจ้าแผ่นดินแล้วถือว่าเราทำถวายท่าน ไม่ใช่อยู่เหนือท่าน ซึ่งถ้าใครถือตัวว่า เป็นอาจารย์ท่านก็แสดงว่าอยู่เหนือท่าน เราจะไปถือตัวว่าใหญ่กว่าพระเจ้าแผ่นดินไม่ได้ การที่เราทำประโยชน์อะไรต่างๆให้ถือว่าเราทำถวายพระเจ้าแผ่นดินไม่ใช่ทำในฐานะว่าใหญ่กว่าท่าน ไม่เป็นสิ่งสมควร"

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชศรัทธาในองค์สมเด็จพระสังฆราชเช่นกัน ทรงไว้วางพระราชหฤทัยให้สมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงปฏิบัติหน้าที่ในพระราชพิธีสำคัญๆ และยังโปรดที่จะเสด็จฯมาเป็นการส่วนพระองค์โดยเฉพาะเวลาค่ำจะทรงขับรถด้วยพระองค์เองพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มายังวัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อทรงสนทนาธรรมและบำเพ็ญพระราชกุศล หรือเมื่อเสด็จแปรพระราชฐานไปจังหวัดอื่นก็มักทรงอาราธนาองค์สมเด็จพระสังฆราชไปด้วยเสมอ เช่นเมื่อเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับที่พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ ก็ทรงอาราธนาสมเด็จฯไปประทับที่สำนักสงฆ์ดอยปุย เพื่อทรงบำเพ็ญพระราชกุศลและสนทนาธรรมกับพระองค์

กตัญญุตาธรรม "ผ้าอาสนะ" ของพระชนนี

แม้ในวัยเด็กสมเด็จฯท่านจะไม่ได้อยู่กับ "แม่" หรือพระชนนี แต่สายเลือดและความผูกพันระหว่างกัน ทำให้ท่านไม่เคยลืมพระคุณของผู้ให้กำเนิดแม้แต่น้อย ความกตัญญูกตเวทีที่สมเด็จฯมีต่อพระชนนี เป็นที่ประจักษ์ต่อผู้ใกล้ชิด โดยทรงพาพระชนนีมาพักที่วัดบวรนิเวศวิหารด้วย ตั้งแต่ปี 2496 และให้อยู่ในบริเวณ "เรือนขาว" ซึ่งเป็นเรือนหลังน้อยที่ปลูกไว้ใกล้ตำหนักคอยท่าปราโมชที่ประทับของพระองค์ ทรงเคารพรักพระชนนีซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนในหลายเหตุการณ์ เช่น ทรงใช้ผ้าอาสนะผืนเก่าที่พระชนนีเย็บถวายตั้งแต่ตอนยังทรงเป็นพระเปรียญด้วยความทะนุถนอม และทรงใช้มาตลอด แม้ผ้าอาสนะผืนนั้นจะผ่านการใช้งานจนเก่ามากแล้ว ก็ยังทรงวางไว้ใต้อาสนะผืนใหม่ที่ใช้อยู่ กระทั่งทรงได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชแล้ว ก็ยังโปรดวางอาสนะผืนนั้นไว้ใต้ที่บรรทม

คราวหนึ่งมีผู้ที่ไม่ทราบที่มาของผ้าอาสนะผืนนี้ ด้วยความหวังดีเห็นว่าเป็นผ้าที่เก่ามากแล้ว จึงคิดนำไปทิ้ง แต่พระองค์รับสั่งว่า "นั่นของโยมแม่เอาไว้ที่เดิม"

พระชนนีพักอยู่ที่เรือนขาวได้ 12 ปี ก่อนจะไม่สบายเข้าโรงพยาบาลและถึงแก่กรรมด้วยโรคชรา อายุ 79 ปี เมื่อสิ้นพระชนนีแล้ว หมากคำน้อยที่พระชนนีเคยเจียนถวายให้เสวยเป็นประจำทุกวัน ก็ไม่โปรดเสวยอีกเลย

ทรงประหยัดและมัธยัสถ์

ลูกศิษย์ของสมเด็จฯเล่าถึงความประหยัดของพระองค์ว่า เวลาจะออกจากกุฏิ ท่านจะลูบปิดไฟด้วยพระองค์เอง ท่านจะประหยัด เรื่องประหยัดเป็นเรื่องใหญ่มาก จะทรงใช้ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆไม่มาก สิ่งที่มีมากคือหนังสือ ในห้องของท่านจะเต็มไปด้วยหนังสือ...สมเด็จฯเป็นคนที่มัธยัสถ์มากๆ อย่างเรื่องไฟฟ้าถ้าไม่จำเป็นจะทรงไม่เปิดหรือเปิดแล้วก็จะทรงดับเอง หรือถ้าท่านเห็นว่าเปิดไฟโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ ท่านก็จะให้ดับไฟ ไม่ให้ไฟฟุ่มเฟือย ในแง่การใช้ข้าวของ ท่านจะไม่ค่อยใช้ข้าวของใหม่ๆ ท่านบอกว่าของเก่าก็ยังดีอยู่ ท่านก็จะใช้ของที่ท่านมีอยู่จนกระทั่งมันใช้ไม่ได้นั่นแหละ หมดสภาพแล้วถึงเปลี่ยน จะไม่ทรงทำอะไรฟู่ฟ่า เช่น จีวร สงบ ย่าม สมุด ดินสอ ปากกา รองเท้า หรือสิ่งของที่จำเป็นของพระองค์ก็จะไม่ทรงใช้แบบฟุ่มเฟือย น้ำก็ทรงประหยัด โปรดที่จะสรงน้ำแบบโบราณคือรองใส่ถังแล้วใช้ขันตักสรง

...เตียงบรรทมของพระองค์นั้นเล็กมากเพียงพอดีองค์ เป็นเตียงโซฟาสมัยก่อนที่ทางศีรษะจะสูงขึ้นเล็กน้อย ส่วนด้านปลายพระบาทมีโต๊ะวางต่อมาอีกตัวหนึ่งสำหรับวางพัดลม ฟูกที่นอนของพระองค์ก็เป็นฟางธรรมดาๆ มีผ้าคลุมเป็นฟูกที่นอนตามพระประสงค์ โดยปกติแล้วจะบรรทมในท่าตะแคง และบรรทมแบบมีสติ ทรงใช้เวลาบรรทมเฉลี่ยคืนละ 3-4 ชั่วโมง

ในห้องที่กุฏิของท่าน ท่านก็ไม่ให้ประดับประดาอะไรให้สวยงาม ให้มีความเรียบง่ายที่สุด มีคนมากมายมากราบท่านแล้วพยายามหาข้าวของหรือเฟอร์นิเจอร์สวยๆหรูๆมาถวาย ท่านก็พยายามบอกว่า "เป็นพระไม่ควรจะใช้ของหรูหราฟุ่มเฟือย"

การซ่อมแซมข้าวของเครื่องใช้ต่างๆจะทรงยึดหลักไม่ต้องสวยงาม แต่ให้ใช้งานได้ โต๊ะทรงงานประจำพระองค์ที่ทรงใช้อยู่ในตำหนักก็เป็นของเก่าที่ทรงไปเก็บจากที่เขาทิ้งแล้ว มีโต๊ะชุดหนึ่งทรงใช้อยู่ทำจากไม้ไผ่บางๆ โต๊ะชุดนั้นก็ทรงไปหามาจากในตลาดที่ไหนไม่ทราบ ราคาไม่กี่บาท พระองค์ท่านก็เอามาซ่อมใช้จนถึงทุกวันนี้ พระองค์ทรงเป็นตัวอย่างและทรงทำให้เห็น ทรงมักสอนเสมอว่า "พระไม่มีรายได้ ไม่มีเงินทอง เพราะไม่ได้ทำงานทำการ ไม่มีเงินเดือนเหมือนชาวบ้าน ดังนั้น จะต้องประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือย การใช้ของสวยๆงามๆไม่ใช่ชีวิตของพระ"

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า