ประชาธิปไตยในพระราชประสงค์

ประชาธิปก ปร.

กาลครั้งหนึ่ง เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว D.G.E.Hall นักประวัติศาสตร์ชาวต่างประเทศได้เขียนบันทึกไว้ในหนังสือ ชื่อ A History of South-East Asia ระบุว่า "วันหนึ่งในกาลข้างหน้าคนไทยอาจจะน้อมรำลึกถึง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากพระองค์ได้ทรงเป็นผู้ที่ช่วยรักษาขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมอันเป็นมรดกล้ำค่าของไทยเอาไว้ได้ ถ้าเป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์อื่นในขณะเปลี่ยนแปลงการปกครองก็อาจจะเป็นผลร้ายแก่เมืองไทยอย่างยิ่งก็ได้ คนไทยอาจจะนับถือพระองค์ท่านว่าเป็นมหาปรัชญาเมธี

แม้จะไม่เคยทรงคาดหวังว่าจะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน แต่เมื่อจำต้องขึ้นครองราชย์ตามราชประเพณี ได้ทรงสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ ทรงดำรงมั่นอยู่ในทศพิธราชธรรมเปี่ยมไปด้วยพระวิริยอุตสาหะ พระราชขันติธรรมอันแรงกล้า เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชหัตถเลขาฯ ถึง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ซึ่งประทับอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ ทรงเล่าเรื่องราวการเสด็จสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และมีข้อความตอนหนึ่งว่า

"...ฉันได้รับความสบายใจจากข้อที่ว่า เจ้านายพระราชวงศ์ต่างแสดงความยินดีว่ารักชาติ ไม่มีพระองค์ไหนที่ทรงคิดถึงอะไรนอกจากประเทศชาติ ไม่มีเจ้านายพระองค์ไหนทรงคิดอยากได้ดีแก่พระองค์เลย ทุกๆพระองค์ทรงสนพระทัยแต่จะช่วยเหลือฉัน ทรงทำดีต่อฉันอย่างมากมายที่สุด ฉันจึงรู้สึกว่า ถ้าเจ้านายยังมีความรู้สึกได้เช่นนี้ แม้สภาพการณ์จะดูเพียบก็จริง พระราชวงศ์จักรีจะยังล่มจมไม่ได้"

เวลานั้นปัญหาทางการเมืองที่ใกล้พระองค์มากที่สุดก็คือ เอกภาพของราชวงศ์ ทั้งนี้เนื่องจากรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ฐานะขององค์พระมหากษัตริย์และความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่อยู่ในสภาพที่ไม่ดีนัก ต่างกับเมื่อครั้งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง สิ่งแรกที่ทรงทำเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ได้เพียง 2 วัน ก็คือทรงตั้งอภิรัฐมนตรีสภาขึ้นเป็นการสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ สภานี้มีจำนวน 5 คน มีหน้าที่เป็นสภาที่ปรึกษาไม่ใช่ฝ่ายบริหาร

ผลของการประชุมไม่มีผลทางการบริหาร และการประชุมที่ปรึกษาของสภาจะต้องมี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร่วมด้วยทุกครั้ง เว้นแต่ในกรณีพิเศษซึ่งจะมีพระราชกระแสมาเป็นการเฉพาะ

ขณะเดียวกันช่วงเวลานั้นสงครามโลกครั้งที่ 1เพิ่งจะผ่านพ้นไป เศรษฐกิจของโลกอยู่ในฐานะที่ตกต่ำ เศรษฐกิจของไทยพลอยตกต่ำตามไปด้วย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้องลดรายจ่ายของแผ่นดินลง รายการแรกที่ทรงทำก็คือ ตัดเงินส่วนพระองค์ที่รัฐบาลถวายสำหรับใช้สอยจากปีละ9ล้านบาท ลดลงจนเหลือเพียง 3 ล้านบาท ถึงเพียงนั้นก็ยังไม่พอ จำต้องดุลข้าราชการออกเพื่อรับพระราชทานบำนาญ เหลือจำนวนข้าราชการไว้เพียงเท่าที่จำเป็นเท่านั้น กระทรวงทบวงกรมใดจะสามารถรวมงานลดค่าใช้จ่ายได้ก็ทรงกระทำโดยมิได้ลังเล ทั้งๆที่ทรงอึดอัดพระราชหฤทัยเป็นที่สุด ถึงกับมีพระราชดำรัสว่า

"ตัวข้าพเจ้าเองรู้สึกเสมือนว่าเกิดมาสำหรับตัดรอน ตั้งแต่ต้นก็ตัดมาแล้ว คราวนี้ก็ต้องตัดอีกจนไม่ทราบว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป รู้สึกเป็นเคราะห์กรรมของตัวที่ต้องทำเช่นนั้นเสมอ แม้ในขณะนี้ก็ได้พยายามทุกอย่างที่จะไม่ตัด แต่ก็พ้นวิสัย ที่จริงการที่จะปลดจะตัดคราวนี้รู้สึกหนักใจกว่าคราวก่อนมาก และรู้สึกสงสารที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องออกไป ถ้ามีวิธีใดที่ข้าพเจ้าจะแบกหามแทนได้ ข้าพเจ้าก็อยากจะทำทุกอย่าง "

ประกอบกับเวลานั้นความตื่นตัวทางการเมืองของผู้ที่ได้รับการศึกษาทั้งภายในประเทศและต่างประเทศต้องการมีส่วนร่วมในการบริหารบ้านเมือง ถึงขั้นรวมกำลังกันคิดเปลี่ยนแปลงการปกครองซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ 6ได้ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหนังสือพิมพ์เข้ามามีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นให้ประชาชนเกิดความสำนึกในสิทธิเสรีภาพของตนด้วยการชี้ข้อบกพร่องของการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช และเน้นให้เห็นคุณประโยชน์ประการต่างๆของระบอบประชาธิปไตยควบคู่กันไป เป็นการชักจูงให้คนเลื่อมใสศรัทธาการปกครองระบอบใหม่ มีข้อความวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์อย่างกว้างขวางในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว นับจาก พ.ศ.2468 จนถึงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึง เซอร์ ฟรานซิส บี แซร์ หรือ พระยากัลยาณไมตรี เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2469 โดยทรงตั้งพระราชปุจฉาเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองที่ประเทศไทย กำลังเผชิญอยู่ในตอนต้นรัชกาล รวม 9 ข้อ ทรงใช้หัวเรื่องว่า Problems of Siam

พระราชปุจฉาครั้งนั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อความอยู่รอดของบ้านเมืองอย่างมาก และแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาญาณที่ทรงเล็งเห็นการณ์ไกลเกินกว่าที่ใครจะนึกถึง โดยพระราชปุจฉา 2 ข้อแรกเป็นปัญหาเกี่ยวกับการสืบราชสมบัติ และปัญหาที่ว่าจะมีมาตรการอย่างไร เพื่อที่จะแน่ใจได้ว่าพระมหากษัตริย์ซึ่งจะขึ้นครองราชย์องค์ต่อไป จะเป็นบุคคลที่มีความสามารถ ข้อที่ 3 และ 4 ทรงปรึกษาว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะเปลี่ยนรูปแบบการปกครองเป็นแบบรัฐสภาซึ่งมีผู้แทนของปวงชน ข้อที่ 5 เกี่ยวกับบทบาทของอภิรัฐมนตรีสภา ข้อที่ 6 และ 7 ได้ทรงปรึกษาว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ที่ประเทศไทยจะมีนายกรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติ พระราชปุจฉา 2 ข้อสุดท้ายเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเงินการคลังของประเทศและปัญหาชนกลุ่มน้อยชาวจีนที่มีจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย

พระยากัลยาณไมตรี ได้ตอบพระราชปุจฉาทุกข้อ ยกเว้นข้อสุดท้ายเกี่ยวกับปัญหาชาวจีน ซึ่งได้ออกตัวขอศึกษาให้มากกว่านี้ก่อนที่จะแสดงความคิดเห็น แต่ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น ได้ทูลเกล้าฯเสนอให้คงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชต่อไป แต่เสนอให้มีนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบในการบริหารราชการแผ่นดินโดยตรงแทนพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับระบบการปกครองซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และมีระบบรัฐสภา พระยากัลยาณไมตรีได้ทูลเกล้าฯถวายร่างรัฐธรรมนูญฉบับสั้นๆ ใช้ชื่อว่าOutline of Preliminary Draft ซึ่งมีเพียง 12 มาตรา เพื่อให้เห็นโครงสร้างของรัฐบาล

เมื่อ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงส่งบันทึกความเห็นทั้งของพระองค์เอง และของ พระยากัลยาณไมตรี ไปยัง สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งเป็นสมาชิกอภิรัฐมนตรีสภาเพื่อขอความคิดเห็น สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้แสดงความคิดเห็นเพียงคนเดียว และเป็นไปในทางที่ไม่เห็นด้วยกับการมีนายกรัฐมนตรี

ท่ามกลางความขัดแย้งของผู้ที่เห็นต่างที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มิได้ทรงย่อท้อยุติพระราชประสงค์ แต่ได้ทรงเริ่มการปูพื้นฐานการปกครองระบบรัฐสภาด้วยการตราพระราชบัญญัติองคมนตรีสภา ใน พ.ศ.2470 และทรงจัดตั้ง สภากรรมการองคมนตรีขึ้น มีสมาชิก 40 คน อยู่ในวาระ คราวละ3ปี นับเป็นสภาแต่งตั้ง และเกิดขึ้นจากพระราชประสงค์ของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะทรงฝึกฝนงานกิจการรัฐสภาด้วยวิธีมอบร่างพระราชบัญญัติสำคัญ และให้มีการประชุมปรึกษากันตามแบบอย่างของสภาผู้แทนราษฎร นอกจากนี้ยังได้มีพระราชดำริที่จะพัฒนาการเมืองจากระดับล่างไปสู่ระดับบนพร้อมๆกัน ด้วยการฝึกอบรมให้ประชาชนรู้จักการปกครองตนเองในระดับท้องถิ่นในรูปของ ประชาภิบาล และเทศบาล ด้วย

ต่อมาทรงให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ 4 ฉบับขณะเสด็จประพาสประเทศสหรัฐอเมริกา ใน พ.ศ.2474 ว่า "ข้าพเจ้าคิดว่าคงเป็นข้อผิดพลาดสำหรับเราที่จะมีการปกครองระบอบรัฐสภา จนกว่าประชาชนจะได้เรียนรู้ที่จะใช้สิทธิออกเสียงตามประสบการณ์ที่ได้จากการการปกครองท้องถิ่นเสียก่อน" ทรงสรุปว่า การใช้สิทธิ์ทางการเมืองแก่ประชาชนเป็นการริเริ่มจากพระองค์เอง โดยในประเทศไทยนั้น การเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนไหวอะไรที่เป็นของใหม่ จะต้องมาจากเบื้องบน ไม่ใช่จากพลังกดดันจากเบื้องล่าง

แม้กระนั้นทันทีที่เสด็จนิวัติพระนคร ก็โปรดเกล้าฯให้ พระยากัลยาณไมตรี ที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศ และ พระยาศรีวิสารวาจา ปลัดทูลฉลองกระทรวงการต่างประเทศ เป็นกรรมร่างรัฐธรรมนูญขึ้นแล้วเสร็จใน วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2474 ก่อนจะมีการเปลี่ยนการปกครองโดยคณะราษฎร์เพียง 3 เดือน (สมัยนั้นวันขึ้นปีใหม่ คือ วันที่ 1 เมษายน) ใช้ชื่อว่า An Outline of Changes in the Form of the Government มีความยาว 5 กระดาษพิมพ์ แม้จะไม่ใช้ชื่อว่ารัฐธรรมนูญ และมีลักษณะเหมือนรัฐธรมนูญ กำหนดรูปแบบการปกครอง ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติ ตลอดจนวิธีการเลือกตั้ง

แต่ พระยากัลยาณไมตรี กับ พระยาศรีวิสารวาจา ต่างเห็นพ้องต้องกันว่ายังไม่ถึงเวลาเพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่เหมาะสมที่จะมีส่วนในการปกครองเนื่องจากไม่มีประสบการณ์ เช่นเดียวกับพระบรมวงศ์ชั้นผู้ใหญ่บางองค์ที่ทรงเห็นว่ายังไม่เหมาะแก่เวลา

จึงทำให้พระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงตั้งพระราชหฤทัยจะพระราชทานรัฐธรรมนูญแก่พสกนิกรของพระองค์ใน วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2475 อันเป็นวันครบรอบสถาปนาพระราชวงศ์จักรี ครบ 150 ปี ต้องประสบกับการรีรอ จนกระทั่งถูกคณะราษฎรเข้ายึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครองใน วันที่ 24 มิถุนายน 2475