วันนี้ที่หลวงพระบาง

วิถีไทย-วิถีอาเซียน

หลวงพระบาง ได้ชื่อเป็นเมืองที่มีเสน่ห์จับใจผู้มาเยือนเป็นอย่างยิ่ง เหตุผลหนึ่งน่าจะเกิดจากกาลเวลาที่ไม่สามารถกลืนกินความเป็นเมืองเล็กๆที่แสนสงบสุขในดินแดนแห่งนี้ แม้แต่คนไทยเองยังสามารถเดินทางไปมาหาสู่กับชาวหลวงพระบางได้อย่างสะบายดี

ตอนนี้มีสะพานมิตรภาพไทย-ลาว เชื่อมไมตรีระหว่างสองประเทศถึง 4 แห่ง นอกเหนือจากนั่งรถวี.ไอ.พี. จากจังหวัดหนองคายเข้าไปถึงหลวงพระบาง หรือจากอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ข้ามฟากไปยังเมืองห้วยทราย และต่อรถยนต์เข้าไปหลวงพระบาง ระยะทางประมาณ473กิโลเมตร ส่วนทางเครื่องบินมีสายการบินเปิดให้บริการไปยังที่หมายทั้งกรุงเทพฯ-เวียงจันทน์ กรุงเทพฯ-หลวงพระบาง กรุงเทพฯ-แขวงสะหวันนะเขต และกรุงเทพฯ-ปากเซ (แขวงจำปาสัก) นอกจากนี้ยังมีเส้นทางเชียงใหม่-หลวงพระบางโดยตรง

ความที่หลวงพระบางเป็นเมืองเล็กๆ และสถานที่สำคัญส่วนใหญ่เรียงรายอยู่บนถนนเลียบริมแม่น้ำโขง ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมากสามารถเดินเที่ยวเองได้ การเป็นอดีตราชธานีเก่าแก่ของอาณาจักรล้านช้างอาณาจักรแรกของชนชาติลาวมีพัฒนาการเคียงคู่มากับอาณาจักรโบราณอื่นๆในสุวรรณภูมิ ไม่ว่าจะเป็นล้านนา สยาม พม่า หรือขอม ทำให้หลวงพระบาง คือขุมทรัพย์แห่งประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมอันเก่าแก่

หลวงพระบาง เดิมชื่อว่า เมืองชวาหรือชัว สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากมีชาวชวาอาศัยอยู่มาก ตามตำนานกล่าวว่า ดินแดนแห่งนี้ปกครองโดยขุนลอ ผู้เป็นปฐมกษัตริย์ลาว และพระองค์ได้พระราชทานนามราชธานีแห่งนี้ใหม่ว่า เมืองเชียงของ จนถึง พ.ศ.1896 พระเจ้าฟ้างุ้มได้ทรงรวบรวมอาณาจักรในลุ่มแม่น้ำโขงให้เป็นปึกแผ่นภายใต้อาณาจักรเดียวกันที่มีชื่อในเวลาต่อมาว่า อาณาจักรล้านช้าง โดยมีเมืองเชียงของเป็นศูนย์กลางของอาณาจักร ภายหลังเมื่อมีการอาราธนาพระบาง จากอาณาจักรขอมมาประดิษฐานอยู่ที่เมืองเชียงของ เมืองหลวงแห่งนี้จึงถูกเรียกว่า หลวงพระบาง นับแต่นั้น

กาลเวลาหาได้ทำให้หลวงพระบางเปลี่ยนแปลงไปเหมือนในเมืองอื่นๆ ซึ่งมุ่งความเจริญและการพัฒนาเป็นหลักจนไม่เหลืออัตลักษณ์ความเป็นตัวของตัวเองในอดีต ที่นี่จึงยังคงความโดดเด่นทั้งในด้านสถาปัตยกรรม วัดวาอารามเก่าแก่ บ้านเรือนสไตล์โคโลเนียลที่เป็นเอกลักษณ์ และภูมิทัศน์ที่ตั้งซึ่งมีแม่น้ำโขง และแม่น้ำคานไหลมาบรรจบกัน เกิดเป็นความงดงามทางธรรมชาติ ผสมผสานกับขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามที่ชาวเมืองยังคงรักษาไว้ได้เป็นอย่างดี อดีตราชธานีแห่งนี้จึงได้รับการกล่าวขานว่า เป็นหนึ่งในเมืองที่มีมนต์ขลังที่สุดของเอเชีย

ทุกเช้าวิถีชีวิตของชาวหลวงพระบาง คือการได้ทำบุญตักบาตรตามความเชื่อในพระพุทธศาสนา ซึ่งการตักบาตรของชาวบ้านจะใส่ข้าวเหนียวเพียงอย่างเดียว ส่วนกับข้าวจะนำตามไปถวายพระที่วัด จึงเป็นที่มาของคำว่า ตักบาตรข้าวเหนียว

วัดแห่งแรกที่ทางการลาวจะต้องพาแขกบ้านแขกเมืองไปชมอยู่เป็นนิตย์ก็คือ วัดเชียงทอง ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นดั่งอัญมณีแห่งสถาปัตยกรรมลาว เพราะเป็นวัดที่คงศิลปะสกุลช่างล้านช้างไว้ได้สมบูรณ์ที่สุด เป็นวัดหลวงสร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ.2102-2103ในรัชสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ก่อนหน้าที่จะทรงย้ายเมืองหลวงไปยังนครเวียงจันทน์ไม่นานนัก ในระยะหลังวัดนี้ได้รับการอุปถัมภ์เป็นพิเศษจากเจ้ามหาชีวิตสว่างวงศ์ และเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา กษัตริย์สองพระองค์สุดท้ายของลาว จึงทำให้วัดเชียงทองได้รับการบูรณะรักษาเป็นอย่างดี อุโบสถแบบล้านช้าง ลักษณะเด่นที่ทรงหลังคาลาดแอ่น ในแบบที่เรียกว่า หลังคาปีกนก มีลักษณะซ้อนทับกันทำให้มองเหมือนหลังคาต่ำกว่าปกติ ภายในโบสถ์มีพระประธานองค์ใหญ่พุทธลักษณะงดงาม และจิตรกรรมฝาผนังลายรดน้ำที่ใช้เทคนิคการลงรักปิดทองแบบที่ชาวลาว เรียกว่า พอกคำ เป็นเรื่องเกี่ยวกับไตรภูมิ ทศชาติ และนิทานพื้นบ้าน ภายในวัดมีวิหารเล็กๆ 2 หลังตกแต่งด้วยกระจกสีเล่าเรื่องราวชาวบ้านหรือนิทานพื้นบ้าน น่าจะทำขึ้นใหม่ในคราวซ่อมแซมวัดในสมัยเจ้ามหาชีวิตลาว

วัดเชียงทอง ยังเป็นที่ประดิษฐานโรงเก็บรถพระโกศของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ซึ่งสิ้นพระชนม์ เมื่อ พ.ศ.2502 และประดิษฐานพระมาน พระพุทธรูปสำคัญที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยคุ้มครองภัยจนทำให้วัดเชียงทองรอดพ้นจากภยันตรายใดๆ ไม่ว่าจะเป็นภัยจากศึกสงคราม หรือภัยจากธรรมชาติ

นอกจากนี้ยังมีวัดที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ วัดวิชุล ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ห่างจากพูสี ซึ่งเป็นดอยเล็กๆตั้งอยู่กลางเมืองสร้างขึ้นในสมัยพระยาวิชุลราช เมื่อ พ.ศ.2046 เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบางซึ่งอาราธนามาจากเมืองเวียงคำ วัดแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของพระเจดีย์ปทุม หรือพระธาตุดอกบัวใหญ่ที่พระอัครมเหสีของพระยาวิชุลราช ได้สร้างขึ้นใน พ.ศ.2057 ชาวบ้านเรียกกันว่า พระธาตุหมากโม เพราะมีรูปร่างคล้ายผลแตงโมผ่าครึ่ง หรือทรงโอคว่ำ

ตามด้วยวัดใหม่สุวรรณภูมาราม อยู่ติดกับพระราชวังหลวงพระบาง สร้างโดยพระเจ้าอนุรุท ใน พ.ศ.2337 ชาวบ้านมักเรียกว่าวัดใหม่ เคยเป็นที่ประดิษฐานพระบางอยู่ระยะหนึ่ง และเคยเป็นที่ประทับของพระสังฆราชลาว

และวัดแสนสุขารามที่งดงามด้วยศิลปะหลวงพระบางตอนกลางสมัยพุทธศตวรรษที่ 20 โดดเด่นด้วยพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่ที่มีอยู่เพียงองค์เดียวในหลวงพระบาง อุโบสถลงรักปิดทองบนพื้นแดงและเสาทรงแปดเหลี่ยม ยอดเสารูปกลีบบัว

สำหรับโปรแกรมที่ทางการลาวให้แขกบ้านแขกเมืองที่มาเยือนหลวงพระบางได้เข้าชมเป็นพิเศษก็คือ พระราชวังหลวงพระบาง ซึ่งสร้างขึ้น ใน พ.ศ.2447 ตรงกับรัชสมัยเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ มีชาวฝรั่งเศสเป็นผู้ออกแบบ ต่อมาได้สร้างหลังคายอดปราสาทเพิ่มเติม ทำให้อาคารหลังนี้ผสมผสานระหว่างแบบฝรั่งยุคอาณานิคมกับศิลปะล้านช้างอย่างกลมกลืน ได้เป็นที่ประทับของเจ้ามหาชีวิตลาว2พระองค์ คือ พระเจ้าศรีสว่างวงศ์ และ พระเจ้าศรีสว่างวัฒนา กษัตริย์องค์สุดท้ายของลาว

แต่ทว่าสำหรับใครที่มาหลวงพระบางแล้ว ถ้าไม่ได้ขึ้นไปไหว้พระธาตุจอมภูสีก็จะเหมือนไม่ได้มาหลวงพระบางเลยทีเดียว ดังนั้น ต่อให้เหนื่อยแค่ไหนก็ต้องหาทางปีนป่ายขึ้นไปบนภูสี ซึ่งเป็นดอยเล็กๆ สูงประมาณ 150 เมตร อยู่ตรงใจกลางเมืองหลวงพระบาง ใน พ.ศ.2247 สมัยพระเจ้าอนุรุธ กษัตริย์ผู้ครอบครองอาณาจักรล้านช้าง

ได้สร้างพระธาตุจอมภูสี และมีการซ่อมแซมครั้งใหญ่ ใน พ.ศ.2457 องค์พระธาตุฉาบด้วยแผ่นทองเหลืองบางๆ และทองคำ ต่อมาราว พ.ศ.2479-2480 พระเจ้าสว่างวัฒนา ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นองค์มกุฎราชกุมาร ได้ทรงสร้างบันไดขึ้นไปยังภูสีทำด้วยดินเผาและหินปูน มีบันไดทั้งสิ้น 328 ขั้น สองข้างทางมีต้นลั่นทมหรือที่ลาวเรียก ต้นจำปา ปลูกเรียงรายตลอดทางพอคลายร้อน

ของที่ระลึกจากหลวงพระบางมักเป็นงานฝีมือ เช่น ผ้าทอมือ งานไม้ เครื่องเงิน ซึ่งสามารถหาซื้อได้ที่บ้านผานม และตลาดมืด ซึ่งมีวางขายกันทุกคืนที่สี่แยกกลางเมือง ส่วนอาหาร หลวงพระบางเป็นเมืองแห่งกษัตริย์ จึงมีคำเปรียบว่า อาหารแบบหลวงพระบาง คืออาหารชาววังที่มีรสชาติไม่จัดจ้านเหมือนภูมิภาคอื่น เมนูพิเศษที่ต้องลิ้มลอง ได้แก่ เอาะหลาม (คล้ายแกงแคของทางเหนือ) หมกปา (คล้ายห่อหมก) แจ่วบอง (แจ่วบองของหลวงพระบางได้ชื่อว่าอร่อยที่สุดในลาว) และซุปผักที่นิยมกินคู่กับไคแผ่น หรือสาหร่ายแม่น้ำโขงทอด และคอกาแฟลาวแท้ ต้องไปที่ร้านกาแฟปะชานิยม ใต้ร่มไม้ริมแม่น้ำโขง ข้างท่าเรือข้ามฟากไปฝั่งเชียงแมน ส่วนคอทองแดงต้องลิ้มรสเหล้าก่ำหลวงพระบางซึ่งทำจากข้าวเหนียวดำ เป็นของขึ้นชื่อ

หลวงพระบางจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศในงานบุญใหญ่ที่สุด คือ บุญปีใหม่ (ประเพณีสงกรานต์ 13-16 เมษายน) ซึ่งจะมีการก่อเจดีย์ทราย สรงน้ำพระธาตุ ลอยกระทงในแม่น้ำโขงเพื่อลอยเคราะห์ทิ้งไปกับปีเก่า และปิดท้ายด้วยการตักบาตรพูสี ซึ่งถือเป็นการถวายทานและทำบุญรับปีใหม่ นอกจากนี้ยังมีบุญข้าวประดับดิน งานบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ จัดประมาณเดือนสิงหาคม และประเพณีช่วงเฮือ หรือการแข่งเรือยาวซึ่งจัดกันที่สายน้ำคานในช่วงตุลาคม

ยิ่งหลอมละลายความเป็นอาเซียนมากเท่าไหร่ การรักษาอัตลักษณ์ของตนเองไว้ได้ นั่นต่างหากคือจุดขายที่โดดเด่น ดังเช่นที่หลวงพระบางกำลังดำรงอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่าน