จากพระราชาสู่สามัญ

ประชาธิปก ปร.

หลังการสละราชสมบัติของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และเสด็จฯไปประทับที่ประเทศอังกฤษ ทรงปฏิบัติพระราชกิจประจำวันไม่ต่างไปจากสามัญชน แม้พระพลานามัยจะไม่ทรงแข็งแรง เพราะนอกจากมีพระโรคทางพระเนตรแล้ว ยังประชวรด้วยพระโรคพระหทัยอีกด้วย แต่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จฯไปประทับเคียงข้างติดตามพระสวามีอย่างใกล้ชิดทุกหนทุกแห่ง ทั้งยังต้องทรงทำงานบ้านในบางคราวด้วย

การใช้ชีวิตของทั้งสองพระองค์ในเวลานั้นเป็นพระราชกิจส่วนพระองค์อย่างแท้จริง ดูไปก็คล้ายกับที่ทรงปฏิบัติในวันหยุดเมื่อคราวเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับพักผ่อนพระราชอิริยาบถที่สวนไกลกังวล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่ยังไม่ได้สละราชสมบัติ

พระราชกิจจะเริ่มจากเวลาเช้าหลังทรงตื่นจากบรรทม สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี จะเสวยพระกระยาหารเช้าในห้องแต่งพระองค์ ในขณะที่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งบรรทมตื่นแล้ว ทรงพระอักษรไปพลาง กล่าวในทางสามัญได้ว่า ตั้งแต่วินาทีแรกที่ทรงลืมพระเนตร จะเสวยในห้องบรรทมโดยมหาดเล็กจะเชิญเครื่องขึ้นไปตั้งถวาย แต่พระญาติฝ่ายชายที่ทรงอุปถัมภ์ให้ได้เล่าเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษ จะเสวยอาหารเช้าที่ห้องอาหาร หลังจากนั้นจะทรงวิ่งออกกำลังกาย ส่วนตอนบ่ายหากไม่ทรงดำเนินเล่นไปตามสวนป่าหลังพระตำหนัก ก็จะเสด็จฯกลับไปเสวยพระสุธารสชาตามร้านข้างถนน ซึ่งโดยปกติแล้วจะเสวยพระสุธารสชา เวลา 17.00 น. ส่วน สมเด็จพระนางเจ้ารำไพรรณีฯ จะทรงกอล์ฟ หรือเทนนิสกับบรรดาพระญาติ พระสหาย หรือข้าราชบริพาร

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสวยพระกระยาหารค่ำในเวลาราว 20.30 น. บรรยากาศภายในพระตำหนักเป็นไปตามที่ หม่อมราชวงศ์ปิ่มสาย อมระนันท์ พระราชนัดดาที่บันทึกไว้ตอนหนึ่งสรุปได้ว่า หลังจากนั้นจะทรงพระอักษรต่อซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ชีวประวัติ ตำราการทำสวน และนวนิยายของนักประพันธ์บางคน ในขณะที่บุคคลอื่นจะฟังเพลงจากแผ่นเสียงและคุยกัน เพลงหนึ่งที่ทรงโปรดปรานชื่อ The very thought of you เมื่อนักร้องร้องมาถึงท่อนที่ว่า "ฉันมีความสุขราวกับพระราชา" พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จะตรัสออกมาดังๆว่า "ฉันไม่มีความสุขเลย เจ้าโง่"

ในวันสุดสัปดาห์ ทั้งสองพระองค์จะเสด็จฯพร้อมด้วยพระญาติ และข้าราชบริพารไปยังกระท่อมแบบสวิสหลังเล็กที่อยู่ท้ายสวนของพระตำหนักเพื่อไปทำเครื่องไทย เพราะตามปกติจะไม่มีการตั้งเครื่องไทยในพระตำหนัก เนื่องจากเกรงว่าจะมีกลิ่นเหม็น ในวันสุดสัปดาห์จึงเป็นวันที่พระราชนัดดาจะมีความสุขที่ได้พักผ่อนกันอย่างแท้จริง เพราะไม่ต้องแต่งพระองค์พิถีพิถัน

ถ้าเป็นฤดูร้อน ผู้คนจะมาเข้าเฝ้าฯกันมากมาย โดยมากจะมาเล่นเทนนิสกับทั้งสองพระองค์ หนึ่งในพระสหายที่มาเข้าเฝ้าฯ คือ นายบันนี ออสติน นักเทนนิสชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียง และมีความสามารถเป็นอันดับ 2 ของโลก

เขาได้เคยเข้าเฝ้าฯ และร่วมแข่งขันเทนนิสคู่ กับ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ เมื่อคราวเสด็จฯไปทรงเยือนมอนติคาโล ใน พ.ศ.2477 และนางออสตินซึ่งเป็นนักแสดงก็ได้พามิตรสหายที่มีชื่อเสียงมาเฝ้าฯ เป็นประจำ โดยจะพระราชทานเลี้ยงน้ำชาที่สนามหญ้า และยังให้พระราชนัดดาแสดงรำไทยให้ชมด้วย

กีฬากอล์ฟและเทนนิสเป็นสิ่งที่ทั้งสองพระองค์โปรดปราน ระหว่างประทับที่อังกฤษ เวลามีการแข่งวิมเบิลดัน จะเสด็จฯไปทอดพระเนตร ณ สนามแข่งทุกครั้ง แต่ละปีจะมีบัตรเข้าชมการแข่งขันประมาณ 5 ใบ เป็นบัตรเช้าชมได้ตลอดการแข่งขันตั้งแต่วันแรกถึงวันสุดท้าย แต่จะเสด็จฯไปทรงร่วมงานสังคมไม่มากครั้ง โดยมากเป็นงานเลี้ยงสังสรรค์ที่นักเรียนไทยจัดขึ้นปีละครั้ง

ตลอดระยะเวลาที่ประทับอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ พระราชจริยาวัตรอันงดงามและน้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้าฯทั้งสองพระองค์ ทำให้บรรดาคนไทยและนักเรียนไทยที่ได้เข้าเฝ้าฯ บังเกิดความปลาบปลื้มใจและเต็มใจรับเสด็จด้วยความยินดี แม้ในระยะแรกมีเป็นจำนวนไม่น้อยที่ไม่กล้าเข้าเฝ้าฯ บ้างถึงกับไม่ยอมปฏิสันถารด้วย ทั้งนี้เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงทางพระราชสถานะจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อปี 2475แล้ว แต่ปรากฏว่าต่อมาไม่นานนักเรียนไทยได้พากันมาขอเข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักเวนคอร์ตที่ประทับ โดยนำดอกไม้มาทูลเกล้าฯถวาย บ้างมาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตแข่งขันเทนนิสในสนามเทนนิสส่วนพระองค์บ้าง

บางครั้งจะทรงพักผ่อนอิริยาบถด้วยการทรงกรรเชียงเรือ หรือทรงจักรยาน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังได้ทรงพา สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ไปทรงฝึกหัดขับเครื่องบินพร้อมกับพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิระศักดิ์สุประภาต พระราชโอรสบุญธรรม แต่ก็ยังไม่ทรงบินเดี่ยวได้ ส่วน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว นั้น ทรงพระปรีชาสามารถถึงขนาดสามารถบินเดี่ยวได้

ด้วยเหตุที่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงใช้ชีวิตอยู่ในประเทศอังกฤษอย่างสงบเงียบและเรียบง่าย จึงไม่โปรดจะมีการจัดงานฉลองรื่นเริงอะไรบ่อยครั้ง หรือใหญ่โตอะไรนัก แม้แต่วันเฉลิมพระชนมพรรษาของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวในเดือนพฤศจิกายน ถ้าไม่ได้แปรพระราชฐานไปประทับที่ใดก็จะโปรดเกล้าฯให้จัดงานรื่นเริง ณ พระตำหนักที่ประทับ แต่ก็ไม่ใช่งานใหญ่ แม้แต่งานพิธีเนื่องในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาก็ไม่ได้มีโอกาสจัด เมื่อถึงฤดูหนาวของทุกปีช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ จะตามเสด็จพระราชสวามีแปรพระราชฐานไปประทับบนฝั่งทวีปยุโรป ด้วยเหตุที่อากาศอบอุ่นกว่าอังกฤษ ซึ่งมักจะหนาวเหน็บ และมีความชื้นมาก ไม่เหมาะกับพระพลานามัย จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 อุบัติขึ้น จึงงดการเสด็จฯไปฝั่งยุโรป

พอถึงช่วงคริสต์มาส ใน พ.ศ.2483 จึงโปรดเกล้าฯให้จัดงานรื่นเริงขึ้นที่พระตำหนัก นับเป็นงานรวมพระญาติในต่างแดนครั้งใหญ่ บรรยากาศสนุกสนานมาก มีการแจกของขวัญแก่กัน และเล่นเกมร่วมกัน โดยไม่มีผู้ใดทราบได้ว่า เป็นการฉลองคริสต์มาสครั้งสุดท้ายที่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จฯไปประทับอยู่ร่วมงานด้วย

ในเดือนธันวาคม พ.ศ.2493 พระพลานามัยของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทรุดลงเป็นลำดับ ด้วยพระโรคกำเริบหนัก แต่ในเดือนพฤษภาคม 2484 พระอาการประชวรกลับทุเลาลง แพทย์ชาวอังกฤษซึ่งถวายการรักษาพระองค์จึงกราบบังคมทูลแนะนำให้ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ได้ทรงพักผ่อนจากการถวายพยาบาลพระราชสวามีอย่างใกล้ชิดบ้าง ในตอนเช้าของวันที่ 30 พฤษภาคม ปีเดียวกันนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำรัสกับ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ว่า "จะไปไหนก็ได้ ฉันสบายดี "

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ จึงได้ประทับรถยนต์พระที่นั่งส่วนพระองค์เสด็จฯไปยังพระตำหนักเดิมที่เวนคอร์ต เพื่อจะทรงเก็บดอกไม้จากสวนมาทูลเกล้าฯถวายพระราชสวามี ในที่ประทับจึงมีเพียง หม่อมเจ้าการวิก และ หม่อมเจ้าผ่องผัสมณี จักรพันธุ์ กับนางพยาบาล ในเวลาต่อมา หม่อมเจ้าการวิก จักรพันธุ์ ได้ขอให้นายทหารอังกฤษที่ทรงรู้จักชอบพอกันและบังเอิญมาเยี่ยมเยียนได้ขี่รถจักรยานยนต์ ของนายทหารผู้นั้น ไปขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้วิทยุให้ตำรวจตระเวนที่เมืองเมดสะโตน ให้ช่วยดักรถยนต์พระที่นั่งของ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ และกราบบังคมทูลให้เสด็จฯกลับ ขณะที่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ได้บังเกิดลางสังหรณ์ในพระราชหฤทัยอันเนื่องมาจากได้ทอดพระเนตรเห็นพระพักตร์ของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ลอยเด่นอยู่ทั้งหน้ารถยนต์พระนั่ง ซึ่งประจวบเวลาเดียวกันกับที่ตำรวจได้โบกให้รถยนต์พระที่นั่งหยุด และกราบบังคมทูลทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระอาการประชวรทรุดลง

ครั้นเมื่อเสด็จฯกลับถึงพระตำหนักคอมพ์ตัน จึงได้ทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตโดยปัจจุบันทันด่วน นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ

และยังต้องจัดการเรื่องพระบรมศพที่อาจกล่าวได้อย่างสามัญว่า ว้าเหว่เดียวดาย คือเป็นพิธีภายในเงียบๆ ไม่มีพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลทางพระพุทธศาสนา การพระราชพิธีอื่นๆตามพระราชประเพณี มีเพียงการอัญเชิญพระบรมศพประดิษฐาน ณ พระตำหนักคอมพ์ตัน

สำหรับการเข้าเฝ้าฯถวายบังคม ซึ่งตามปกติการตั้งศพในประเทศอังกฤษ ทางราชการจะอนุญาตให้เพียง 1 คืน แล้วต้องนำไปประกอบพิธีฝัง หรือเผาตามประเพณีนิยม แต่สำหรับการประดิษฐานพระบรมศพพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ รัฐบาลอังกฤษได้อนุญาตเป็นกรณีพิเศษถึง 4 คืน เพื่อให้พระประยูรญาติที่อยู่ห่างไกลได้เสด็จฯมาเฝ้าฯ กราบถวายบังคมสามลา เป็นวาระสุดท้าย