เสด็จประพาส

ประชาธิปก ปร.

นับตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2463 ก่อนที่จะเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา พร้อมด้วย หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี พระชายาได้เสด็จฯไปประพาสต่างประเทศเพื่อรักษาอาการประชวร โดยขึ้นรถไฟพระที่นั่งไปยังปาดังเบซาร์ข้ามเขตแดนไทย เสด็จลงเรือยนต์ต่อไปยังปีนัง แล้วเสด็จฯต่อไปยังสิงคโปร์ ลงเรือกำปั่นชื่อ โปล เลอคาต์ ของบริษัทฝรั่งเศส หลังจากรอนแรมอยู่ 5 วัน จึงถึงเมืองโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา

ทรงใช้เวลาพักสั้นๆ แล้วจึงเดินทางต่อไปยังไคโร ประเทศอียิปต์ รัฐบาลทั้งฝ่ายอียิปต์และอังกฤษได้จัดเจ้าหน้าที่ทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนถวายการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ โดยสุลต่านแห่งอียิปต์ได้ถวายรถซาลูนมารับเสด็จไปยังกรุงไคโร หลังจากเสด็จฯประทับพักผ่อนอิริยาบถเพื่อรักษาพระโรคอยู่ที่ประเทศอียิปต์เป็นเวลาประมาณเดือนเศษ จึงเสด็จฯออกจากอียิปต์ไปยังทวีปยุโรป ทั้งสองพระองค์ได้ทรงแวะที่เมืองเนเปิลส์ และประทับแรม ณ สถานทูตสยามประจำกรุงโรม ประเทศอิตาลี ประมาณสิบวันเศษ แล้วจึงเสด็จฯโดยรถไฟไปถึงกรุงปารีส ในวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2464 ทรงเข้าตรวจอาการประชวร นายแพทย์เฮปป์ลงความเห็นว่า ทรงพระประชวรเนื่องมาจากพระโรคไข้ส่า และมีเชื้อโรคบิดอยู่ แต่ไม่เป็นการร้ายแรงอันใด ทรงรักษาพระองค์อยู่ราว 5-6 สัปดาห์ ก็ทรงหายเป็นปกติ จากนั้นจึงเสด็จฯไปทรงพักผ่อนอิริยาบถพร้อมด้วยพระชายา ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และสวิตเซอร์แลนด์

การเสด็จประพาสต่างประเทศของ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา ในช่วงเวลานั้นค่อนข้างใช้เวลายาวนาน สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอฯ จึงทรงมีพระราชดำริที่จะเข้าทรงศึกษาวิชาทหารชั้นสูงต่อในโรงเรียนเสนาธิการทหาร ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส หลังจากที่ทรงหายประชวร เพื่อทรงเพิ่มพูนความรู้ความสามารถด้านการทหารอันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ราชการของพระองค์ต่อไป อีกทั้งเพื่อให้ หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี พระชายาฯ ได้ทรงมีโอกาสศึกษาภาษาฝรั่งเศสให้ได้ผลดี

ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองพระองค์จึงประทับอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส จนกระทั่ง สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา ทรงสำเร็จการศึกษาและทรงรับประกาศนียบัตรเป็นนายทหารฝ่ายเสนาธิการเสมอเหมือนกับนายทหารฝรั่งเศส และเสด็จฯกลับประเทศไทย ใน พ.ศ.2467

ระหว่างเสด็จพระราชดำเนินกลับ ทั้งสองพระองค์มีโอกาสประพาสตามเมืองต่างๆที่สำคัญๆ ได้แก่ เมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซาน ฟรานซิสโก เมืองโยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะที่ประเทศญี่ปุ่นนี้ ทรงใช้เวลาประทับอยู่ถึง 15 วัน มีโอกาสเสด็จฯไปประพาสตามสถานที่ต่างๆ โดยได้รับการถวายพระเกียรติอย่างดียิ่ง พระยุพราช และพระชายา ทรงรับรองทั้งสองพระองค์อย่างสนิทสนมเป็นอันมาก

ภายหลังจาก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว พระราชกรณียกิจสำคัญยิ่งประการหนึ่งคือ การเสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎรในราชอาณาจักร การเจริญพระราชไมตรีกับนานาประเทศ โดยเริ่มจากการเสด็จฯเลียบมณฑลฝ่ายเหนือและมณฑลพายัพ ระหว่าง 6 มกราคม - 5 กุมภาพันธ์ 2469 ทรงเยี่ยมราษฎรในจังหวัดพิษณุโลก แพร่ ลำปาง เชียงราย เชียงใหม่ และลำพูน

ต่อมาในระหว่างวันที่ 24 มกราคม- 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2471 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ได้เสด็จฯเลียบมณฑลภูเก็ต ทรงเยี่ยมราษฎรและทอดพระเนตรสถานที่ต่างๆในจังหวัดตรัง ระนอง ภูเก็ต และพังงา

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักถึงพระราชกิจอันสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งในฐานะพระมหากษัตริย์ คือการเจริญพระราชไมตรีกับต่างประเทศ อันเป็นพระราชกรณียกิจที่สมเด็จพระราชบิดา คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้ความสำคัญมาก และในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้การเสด็จฯไปทรงเยือนต่างประเทศแทบไม่มีการจดบันทึกเอาไว้เลย

มีพระราชดำรัสในสถานที่ต่างๆอยู่เนืองๆว่า "ประเทศทั้งหลายในโลกไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยกันอยู่เสมอ ควรพยายามผูกพันน้ำใจกันไว้ให้ดี ทั้งควรพยายามให้รู้นิสัยใจคอ ตลอดจนความเป็นอยู่ของกันและกัน" ฉะนั้นจึงเป็นพระราชภาระอย่างหนึ่งที่จะเสด็จฯเยือนประเทศเหล่านั้น และทอดพระเนตรกิจการด้านต่างๆ เพื่อเป็นแนวพระราชดำริในการพัฒนาประเทศ เสด็จฯไปทรงเยือนต่างประเทศทั้งในเอเชีย อเมริกาและยุโรป รวม 4 ครั้ง ครั้งแรก ใน พ.ศ.2472 เสด็จฯเยือนสิงคโปร์ ชวา และบาหลี ครั้งที่ 2 พ.ศ.2473 เสด็จฯเยือนอินโดจีน ครั้งที่ 3 พ.ศ.2474 เสด็จฯเยือนอินโดจีนบางส่วน เซี่ยงไฮ้ ฮ่องกง ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และแคนาดา และ ครั้งที่ 4 พ.ศ.2476 เสด็จฯเยือนสหรัฐอเมริกา และยุโรปบางประเทศ

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ในปี 2475 ในเดือนมกราคม พ.ศ.2476 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตัดสินพระราชหฤทัยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือนประเทศต่างๆในทวีปเพื่อทรงกระชับสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ และเพื่อทรงรับการรักษาพระเนตรอีกครั้งหนึ่ง ณ ประเทศอังกฤษ การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนี้ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงร่วมเสด็จฯด้วยเช่นเคย นับเป็นการเสด็จประพาสต่างประเทศครั้งสุดท้าย โดยมิได้เสด็จกลับประเทศไทยอีกเลย ตราบจนเสด็จสวรรคต ณ พระตำหนัก คอมพ์ตัน ประเทศอังกฤษ

โดยในวันที่ 12 มกราคม พ.ศ.2476 เวลา 11 นาฬิกา 56 นาที พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สรงพระมุรธาภิเษก สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี สรงน้ำพระพุทธมนต์ เสร็จแล้วทรงเครื่อง เสด็จออกท้องพระโรงพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พราหมณ์ถวายน้ำเทพมนตร์ แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าทูลละอองธุลีพระบาทฝ่ายใน มี สมเด็จพระศรีสวรินทิรา พระบรมราชเทวี พระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า เป็นประธานเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เมื่อได้พระฤกษ์ยาตราเวลา 12 นาฬิกา 35 นาที พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ประทับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จฯออกจากพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

เสด็จฯไปประทับลงเรือยนต์พระที่นั่งศรวรุณออกจากท่าราชวรดิษฐ์ ตรงไปยังเกาะสีชัง เพื่อประทับเรือวลัย ซึ่ง บริษัทสยามสตีม นาวิเกชัน จำกัด จัดถวาย ตรงไปยังเมืองเมดัน ในเกาะสุมาตรา วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2476

ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังฝรั่งเศส กรุงโรม และเมืองอื่นๆในประเทศอิตาลี จากนั้นจึงเสด็จฯต่อไปยังประเทศฝรั่งเศส

การเสด็จประพาสยุโรปครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังประเทศฝรั่งเศส อิตาลี อังกฤษ เดนมาร์ก เยอรมนี เบลเยี่ยม เชโกสโลวะเกีย ฮังการี และสวิตเซอร์แลนด์ ทุกประเทศที่ได้เสด็จพระราชดำเนินไปถึงได้จัดการรับเสด็จเป็นอย่างดีในฐานะองค์พระประมุขของประเทศไทย

เมื่อเสร็จสิ้นการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือนประเทศต่างๆในทวีปยุโรป 8 ประเทศแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประทับยังประเทศอังกฤษอีกครั้งหนึ่งในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2477 เพื่อทรงรับการรักษาพระเนตรจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทั้งสองพระองค์ได้ทรงเช่าคฤหาสน์หลังหนึ่งไว้เป็นที่ประทับ อยู่ในหมู่บ้านแครนลีย์ มณฑลเซอร์เรย์ ทรงเรียกว่า บ้านโนล แต่คนไทยทั่วไปขานชื่อว่า พระตำหนักโนล

ระหว่างที่ประทับอยู่ที่พระตำหนักโนล พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังทรงงานปกติในฐานะที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทย หรือที่เรียกกันในสมัยนั้นว่า ราชอาณาจักรสยาม ภายใต้การปกครองที่มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ โดยทรงติดต่อกับรัฐบาลอยู่เสมอ แต่พระองค์ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยที่ขัดแย้งกับรัฐบาลหลายเรื่อง จากความขัดแย้งนั้น แม้ว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จะได้ทรงรับการผ่าตัดพระเนตรเป็นที่เรียบร้อย และได้เสด็จประพาสประเทศต่างๆตามกำหนดเวลาที่วางไว้ ก็มิได้เสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศไทย แต่ยังคงประทับอยู่ในประเทศอังกฤษต่อไป และมีพระราชดำริว่าจะทรงสละราชสมบัติ รัฐบาลได้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง มี เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ (จิตร ณ สงขลา) ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเดินทางมาเข้าเฝ้าฯ และกราบบังคมทูลพระกรุณาชี้แจงไกล่เกลี่ยเพื่อกราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯกลับประเทศไทย แต่การเจรจาไม่ประสบผลสำเร็จ ในวันที่ 2 มีนาคม 2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงมีพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ และมิได้ทรงกลับประเทศไทยอีกเลย